ญามิอุลอุลูมวัลหิกัม ครั้งที่ 179 (หะดีษที่ 35/1)

Submitted by admin on Fri, 12/09/2014 - 13:26
หัวข้อเรื่อง
การฟื้นฟูบทบาทของมัสยิด, “ท่านทั้งหลายอย่าได้อิจฉาริษยากันและกัน...",
สถานที่
มัสยิด มูลนิธิสันติชน
วันที่บรรยาย
17 ซุลเก๊าะดะฮฺ 1435
วันที่บรรยาย
วันที่อัพ
ขนาดไฟล์
23.80 mb
ความยาว
100.00 นาที
รายละเอียด

الحديث الخامس والثلاثون 
 
عَنْ أَبي هُريرةَ رضي الله عنه ، قالَ : قالَ رسول الله صلى الله عليه وسلم  : (( لا تَحَاسَدُوا ، ولا تَنَاجَشوا ، ولا تَبَاغَضُوا ، ولا تَدَابَرُوا ، ولا يَبِعْ بَعضُكُمْ على بَيعِ بَعضٍ ، وكُونُوا عِبادَ اللهِ إِخْواناً ، المُسلِمُ أَخُو المُسلم ، لا يَظلِمُهُ ولا يَخذُلُهُ ، ولا يَكذِبُهُ ، ولا يَحقِرُهُ ، التَّقوى هاهُنا )) ، - ويُشيرُ إلى صدرِهِ ثلاثَ مرَّاتٍ - (( بِحَسْبِ امرئٍ مِنَ الشَّرِّ أنْ يَحقِرَ أخَاهُ المُسلِمَ ، كُلُّ المُسلمِ على المُسلِمِ حرامٌ : دَمُهُ ومَالُهُ وعِرضُهُ )) . رواه مسلم .
จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
“ท่านทั้งหลายอย่าได้อิจฉาริษยากันและกัน อย่าแย่งผลประโยชน์กัน อย่าโกรธกัน อย่าหันหลังให้แก่กัน  อย่าซื้อขายโดยหักหลังซึ่งกันและกัน(ตัดหน้า) จงเป็นบ่าวของอัลลอฮฺอย่างเป็นพี่น้องกัน มุสลิมกับมุสลิมเป็นพี่น้องกัน จะไม่อธรรมกัน จะไม่ทิ้งกัน และจะไม่โกหกกัน และจะไม่ดูถูกกัน “ตักวาอยู่ที่นี่” – ท่านนบีชี้ไปที่อก(หัวใจ)ของท่านและกล่าว 3 ครั้ง – เป็นความเลวเพียงพอแล้ว คนที่ดูถูกพี่น้องมุสลิม มุสลิมต่อมุสลิมทั้งหมดเป็นที่ต้องห้ามละเมิดเป็นอันขาด ได้แก่ เลือด(ทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต), ทรัพย์สมบัติของเขา และเกียรติของเขา”
หะดีษนี้บันทึกโดยมุสลิม

วีดีโอ

ความอิจฉาของอิบลีสต่อนบีอาดัม

 ويروى عن ابن عمرَ أنَّ إبليسَ قال لنوح : اثنتان بهما أُهلك بني آدم : الحسد ، وبالحسد لُعِنتُ وجُعلتُ شيطاناً رجيماً ، والحرص وبالحرص أُبيح آدمُ الجنةَ كلَّها ، فأصبتُ حاجتي منه بالحرص . خرَّجه ابنُ أبي الدُّنيا .
“มี 2 เรื่องที่ข้าพเจ้าทำให้ลูกหลานอาดัมหายนะ เรื่องแรกคือ “อัลหะสัด(อิจฉา)” ด้วยอิจฉานี่ข้าพเจ้าถูกสาปแช่งและข้าพเจ้าถูกตั้งฉายาว่า “ชัยฏอน เราะญีม” (ชัยฏอนที่ถูกขับไล่) เรื่องที่สองคือ “อัลหิรศฺ(ความหวงแหน)” ด้วยความหวงแหน อาดัมเข้าใจว่าทุกสิ่งบนสวรรค์นี้บริโภคได้ทั้งหมด ข้าพเจ้าได้บรรลุเป้าหมายกับอาดัมด้วยความหวง(ความอยาก)”
...อิบลีสกล่าวกับนบีนูหฺ
وَأَنَّا ظَنَنَّا أَن لَّن تَقُولَ الْإِنسُ وَالْجِنُّ عَلَى اللَّـهِ كَذِبًا ﴿٥﴾ سورة الجن
72:5 และแท้จริงเราคาดคิดว่า มนุษย์และญินจะไม่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺเป็นอันขาด
 
وقد وصف الله اليهودَ بالحسد في مواضع من كتابه القرآن ، كقوله تعالى :   وَدَّ كَثِيرٌ مِنْ أَهْلِ الْكِتَابِ لَوْ يَرُدُّونَكُمْ مِنْ بَعْدِ إِيمَانِكُمْ كُفَّاراً حَسَداً مِنْ عِنْدِ أَنْفُسِهِمْ مِنْ بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُمُ الْحَقّ  ( ) ، وقوله :  أَمْ يَحْسُدُونَ النَّاسَ عَلَى مَا آتَاهُمُ اللهُ مِنْ فَضْلِهِ  ( ) .
ยะฮูด มีลักษณะเป็นผู้อิจฉา – เป็นประชาชาติที่เคยโดดเด่นแล้วฝ่าฝืนอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจึงยึดความโดดเด่นไปให้ ปชช.อื่น จึงอิจฉา
2:109 อะฮ์ลุลกิตาบมากมายชอบ หากพวกเขาจะสามารถทำให้พวกเจ้ากลับเป็นผู้ปฏิเสธการศรัทธาอีก ทั้งนี้เพราะความอิจฉาริษยาที่มาจากตัวของพวกเขาเอง หลังจากความจริงได้ประจักษ์แก่พวกเขา
4:54 หรือว่าพวกเขาอิจฉาคนอื่น ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่พวกเขา จากความกรุณาของพระองค์
 
وخرَّج الإمام أحمد ( ) والترمذي ( ) من حديث الزُّبير بن العوَّام ، عن النَّبيِّ  : (( دبَّ إليكم داءُ الأمم من قبلكم : الحسدُ والبغضاءُ ، والبغضاءُ هي الحالقة ، حالقة الدين لا حالقةُ الشعر ، والذي نفس محمد بيده لا تُؤمنوا حتى تحابُّوا ، أولا أُنبئكم بشيءٍ إذا فعلتموه تحابَبْتُم ؟ أفشوا السَّلام بينكم )) .
หะดีษนี้มีปัญหานิดนึง (อิลละฮฺ) จากอัซซุบัยรฺ อิบนุลเอาวาม (เป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านนบี สามีของอัสมา บินตุอบีบักรฺ ท่านรับอิสลามเมื่ออายุ 13 ปี ได้รับฉายาว่า ฮะวารียี) มีลูกชายคนหนึ่งชื่อ อุรวะฮฺ เป็นลูกชายของมุฮาญิรีนคนแรกที่เกิดที่มะดีนะฮฺ
ท่านได้รายงานหะดีษจากนบีว่า “โรคของประชาชาติยุคก่อนได้คืบคลานมายังพวกท่านแล้ว อิจฉาริษยาและความโกรธ ความโกรธนั้นคือสิ่งที่มันโกน(โค่น)ศาสนา ขอสาบานด้วยพระผู้ที่วิญญาณของมุฮัมมัดอยู่ที่พระหัตถ์ของพระองค์ว่าพวกเจ้าจะไม่ศรัทธาจนกว่าจะรักกันและกัน พวกเจ้าอยากทราบมั้ย อะไรที่ทำแล้วพวกเจ้าจะรักกัน จงแพร่สลามกันและกัน(อย่างกว้างขวาง สม่ำเสมอ บ่อยครั้ง)"
 
وخرَّج أبو داود ( ) من حديث أبي هريرة ، عن النَّبيِّ  ، قال : (( إيَّاكم والحسد ، فإنَّ الحسدَ يأكلُ الحسناتِ كما تأكلُ النَّارُ الحطب ، أو قال : العُشبَ )) .
55.15 หะดีษนี้สายรายงานมีปัญหานิดนึง ท่านนบีกล่าวว่า “พวกเจ้าจงระวังการอิจฉาริษยา เพราะอิจฉาริษยาสามารถกิน(ทำลาย)ผลบุญ เปรียบเสมือนไฟที่กินฟืน หรือไฟที่ทำลายพืช”
 
وخرَّج الحاكم ( ) وغيرُه من حديث أبي هريرة ، عن النَّبيِّ  ، قال : (( سيُصيبُ أُمَّتي داءُ الأمم )) ، قالوا : يا نبيَّ الله ، وما داءُ الأمم ؟ قال : (( الأشرُ والبَطَرُ ، والتَّكاثرُ والتَّنافسُ في الدُّنيا ، والتَّباغُض ، والتَّحاسدُ حتى يكونَ البغيُ ثمَّ الهرجُ )) .
1.04 หะดีษนี้สายรายงานมีปัญหานิดนึง ทำไมเอาหะดีษที่มีปัญหามารายงาน อนุญาตให้นำหะดีษที่มีปัญหามาใช้ได้ในกรณีเชิญชวนให้ทำความดี ปราบปรามไม่ให้ทำชั่ว อุละมาอฺอะลุ่มอล่วยให้นำมาใช้ได้ แต่หะดีษที่จะก่อหลักการใหม่เช่น วิธีละหมาดฮะญัร จะนำหะดีษเฎาะอีฟมาใช้ไม่ได้
 
ท่านนบีกล่าวว่า “ประชาชาติของฉันจะเป็นโรคของประชาชาติยุคก่อน (โรคที่เป็นทุกประชาชาติ)  คือ อัลอะชัรวัลบะฏ็อร (โอ้อวดแบบรุนแรง), อัตตะกาษุร (แสดงความมากมาย ในเงินหรือพรรคพวก) อัตตะนาฟุส (แข่งขันกันในเรื่องดุนยา ไม่อิจฉาหรือแข่งขันกันในเรื่องความดี),  อัตตะบาฆุส (ความโกรธ), อัตตะฮาสุด(การอิจฉาริษยา) จนกระทั่งละเมิดกัน และฆ่ากัน”
 
وقسم آخر من الناسِ إذا حسدَ غيره ، لم يعمل بمقتضى حسده ، ولم يبغِ على المحسود بقولٍ ولا فعلٍ . وقد رُوي عن الحسن أنَّه لا يأثمُ بذلك ( ) 
อีกกลุ่มหนึ่งจากมนุษย์ เมื่อรู้สึกอิจฉาผู้อื่นเขาจะไม่กระทำตามความรู้สึกอิจฉา และจะไม่ละเมิด(อธรรม)คนที่เขาอิจฉาไม่ว่าโดยวาจาหรือการกระทำ 
، وروي مرفوعاً من وجوه ضعيفة ، وهذا على نوعين :
أحدهما : أنْ لا يمكنه إزالةُ الحسدِ من نفسِه ، فيكون مغلوباً على ذَلِكَ ، فلا يأثمُ به .
الثاني : من يُحدِّثُ نفسَه بذلك اختياراً ، ويُعيده ويُبديه في نفسه مُستروِحاً إلى تمنِّي زوالِ نعمة أخيه ، فهذا شبيهٌ بالعزم المصمِّم على المعصية ، وفي العقاب على ذلك اختلافٌ بين العلماء ، وربما يُذكر في موضعٍ آخر إنْ شاء الله تعالى ، لكن هذا يَبعُدُ أن يَسلَمَ من البغي على المحسود ، ولو بالقول ، فيأثم بذلك .