อะกีดะตุสสะลัฟ

 

บรรยายวิชาอะกีดะตุสสะลัฟ

โดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

ณ มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ

เวลา 10.00-12.00 น. ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 4 ของเดือน

 

หนังสือประกอบการบรรยาย

4.444445
Your rating: None Average: 4.4 (9 votes)

สารบัญอะกีดะตุสสะลัฟ 1 (1-14)

 

หัวข้อ

วันที่บรรยาย

ฟัง

อะกีดะฮฺ 1

2548-06-25

 

อะกีดะฮฺ 2

2548-07-24

 

อะกีดะฮฺ 3

  • ข้อแตกต่างระหว่าง อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ กับกลุ่มอื่นๆ

2548-08-28

 

อะกีดะฮฺ 4

  • เอกลักษณ์ของอะกีดะฮฺ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ
  • หลักการที่ 1 การอีหม่าน(ศรัทธา) และรุก่นต่างๆของมัน
  • รุก่นอีหม่านข้อที่ 1 การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

    1. เตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ

    2. เตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ

2548-09-25

 

อะกีดะฮฺ 5 

3. เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต - หลักการยึดมั่นของ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในเรื่อง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต (เปรียบเทียบกับ มุอฺตะซิละฮฺ อัลอะชาอิเราะฮฺ)

  • ไม่กำหนดเจาะจงว่าคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺนั้นเป็นอย่างไร
  • ตัวอย่าง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต
  • ซาตของอัลลอฮฺ
2548-11-27  

อะกีดะฮฺ 6 อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต - หลักการยึดมั่นของ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในเรื่อง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต (เปรียบเทียบกับ มุอฺตะซิละฮฺ อัลอะชาอิเราะฮฺ), ตัวอย่าง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต

2548-12-25  

อะกีดะฮฺ 7  รุก่นอีหม่านข้อที่ 2 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

ทำไมต้องศึกษาเรื่องมะลาอิกะฮฺ, คุณค่าของหลักศรัทธาข้อนี้ในด้านอีมาน(ความ ศรัทธา), ผู้ที่ไม่ศรัทธาไม่ใช่มุอฺมิน, ข้อผิดพลาดในหนังสือกุรอานมะญีด ของ อ.ดิเรก ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนในเรื่องนี้, มะลาอิกะฮฺคือเทวดาหรือ?, ชื่อและหน้าที่ของมะลาอิกะฮฺแต่ละท่าน (ญีบรีล, มาลิก,ริฎวาน, มุงกัร,นะกีร); ลักษณะ,รูปร่าง, เพศ และที่อยู่ของมลาอิกะฮฺ

2549-01-22  

อะกีดะฮฺ 8  รุก่นอีหม่านข้อที่ 2 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

  • รูปร่างลักษณะของมะลาอิกะฮฺو หน้าที่ของมะลาอิกะฮฺแต่ละท่าน
  • ไม่มีเพศ, ไม่กินไม่ดื่มและไม่ขับถ่าย
    นบีอิบรอฮีมกับมะลาอิกะฮฺ, มารยาทในการรับรองแขก
    ความประเสริฐของมนุษย์และมะลาอิกะฮฺ, มะลาอิกะฮฺอยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าไหร่
    มลาอิกะฮฺลงมายังแผ่นดินนี้หรือไม่
    อัลบัยตฺอัลมะมู้ด, มะลาอิกะฮฺจะเฏาะวาฟทุกวันเจ็ดหมื่นท่าน
    มะลาอิกะฮฺที่นำนรกญะฮันนัมมา
    ชื่อมะลาอิกะฮฺบางท่านที่มีระบุในอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ เช่น ญิบรีล(นำวะฮียฺ), มิกาอีล(จัดระเบียบริสกี), อิสรอฟีล(เป่าในวันกิยามะฮฺ), มาลิก (ดูแลญะฮันนัม), ริฎวาน(เฝ้าสวรรค์), มุงกัรนะกีร(สอบสวนมนุษย์ในกุบูร), 
2549-02-26  
อะกีดะฮฺ 9

รุก่นอีหม่านข้อที่ 2 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

2549-04-09  

อะกีดะฮฺ 10  รุก่นอีหม่านข้อที่ 3 การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

  • ตำแหน่งของคัมภีร์ต่างๆในความเชื่อของมุอฺมิน
  • การศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอาน
2549-04-23  

อะกีดะฮฺ 11 รุก่นอีหม่านข้อที่ 3 การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ (หน้า 75 ซูเราะฮฺอันนะหลฺ อายะฮฺ 89)

  • จะศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นรุกุ่น
  • อัลกุรอานเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายบังคับ และข้อชี้แนะในชีวิตมุสลิม ไม่ใช่แค่คัมภีร์ที่ใช้ตอนทำพิธีทำบุญเท่านั้น
  • อัลกุรอานชี้แจงไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง
2549-05-28  
อะกีดะฮฺ 12 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล 2549-06-26
อะกีดะฮฺ 13 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล 2549-07-24  
อะกีดะฮฺ 14 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล 2549-09-17  

          

 

เอกสารประกอบการบรรยาย

หนังสือ "หลักการยึดมั่นของอัสสะละฟุศศอและห์ (อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺ)" 

เรียบเรียงโดย อับดุลลอฮฺ บินอับดิลหะมีด อัล-อะษะรีย์

แปลโดย นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ

 

4.333335
Your rating: None Average: 4.3 (3 votes)

สารบัญอะกีดะตุสสะลัฟ 2 (15-34)

 

เรื่อง วันที่ ฟัง

อะกีดะฮฺ 15 การศรัทธาต่อวันปรโลก

สัญญาณกิยามะฮฺในคัมภีร์ก่อนๆ, อัยนุลยะกีนและอิลมุลยะกีน, วันกิยามะฮฺเริ่มเมื่อไหร่

สัญญาณย่อย การมาและการเสียชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม, การพิชิตบัยตุลมักดิส (ครั้งแรก ฮ.ศ.18 สมัยท่านอุมัร), เลียนแบบประชาชาติยุคก่อน (ยะฮูด, นะศอรอ, เปอร์เซีย, โรม), มีคนอ้างตัวเป็นนบี

- ความประเสริฐของสิบวันแรกซุลฮิจญะฮฺ, อุฎหิยะฮฺ

2549-12-24  

อะกีดะฮฺ 16 การศรัทธาต่อวันปรโลก

สัญญาณย่อย มีผู้กล่าวเท็จต่อท่านนบีมีมาก, การยึดความรู้ไป, มีความโง่เขลาและความชั่วร้ายปรากฏในสังคม, คนซอลิหฺจะเสียชีวิตไปมาก, หลักการอิสลามถูกทำลายไปทีละเรื่องๆ, มุสลิมถูกรุมกินโต๊ะ

สัตว์พูดคุยกับมนุษย์, แม่น้ำอัลฟุร้อตที่อิรักแห้งและปรากฏภูเขาทอง, ในเมืองมะดีนะฮฺมีแต่คนซอลิหฺเท่านั้น, แผ่นดินอาหรับจะกลับเป็นเหมือนเดิม(คือมีต้นไม้อุดมสมบูรณ์), มีชายคนหนึ่งออกจากเกาะหฺฏอนมาปกครองมุสลิม, ชาวโรมันจะมีจำนวนมากและจะมีสงครามระหว่างชาวโรมันกับมุสลิม, มุสลิมจะทำสงครามกับยิว,  โรมถูกพิชิต ฯลฯ

สัญญาณใหญ่ (สัญญาณที่ชัดเจน ใกล้วันกิยามะฮฺมาก) - การปรากฏของท่านอัลมะหฺดี, อัลมะซีหฺอีซา, อัลมะซีหฺอัดดัจญาล, ฎออิฟะฮฺ มันซูเราะฮฺ, ยะอฺญูจและมะอฺญูจ - หน้าแบน ตัวเตี้ย, แผ่นดินไหวและแผ่นดินสูบ 3 ครั้ง, มีควันไฟเกิดขึ้น, ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก, สัตว์ตัวหนึ่งจะออกมาคุยกับผู้คนถึงวันกิยามะฮฺ, มีพายุเย็นมายึดวิญญาณผู้ศรัทธาไปหมด, มีไฟลุก ไล่ผู้คนไปชุมนุมกันที่หนึ่ง, เป่าครั้งแรกตายหมด และครั้งที่สอง ฟื้นทั้งหมด

2550-01-28  

อะกีดะฮฺ 17 รุก่นอีหม่านข้อที่ 5 การศรัทธาต่อวันปรโลก (ชีวิตหลังตาย)

2550-02-25  
อะกีดะฮฺ 18 รุก่นอีหม่านข้อที่ 5 การศรัทธาต่อวันปรโลก

ลำดับเหตุการณ์วันกิยามะฮฺ : การเสียชีวิต, อาลัมบัรซัฆ, การเป่า, การฟื้น, สถานที่รอการตัดสิน, การขอชะฟาอะฮฺ, การสอบสวน, บันทึกผลงาน, การชั่ง, ชาวอะอฺรอฟ, บ่อน้ำ, การรอคอย, สะพานสิรอฏ, สะพานสำหรับผู้ศรัทธา

2550-04-01  

อะกีดะฮฺ 19 รุก่นอีหม่านข้อที่ 5 การศรัทธาต่อวันปรโลก

2550-04-22  

อะกีดะฮฺ 20  รุก่นอีหม่านข้อที่ 6 การศรัทธาต่อ อัลกอฎออฺวัลกอดัร

2550-05-27
อะกีดะฮฺ 21 การศรัทธาต่อ อัลกอฎออฺวัลกอดัร    2550-06-24  
อะกีดะฮฺ 22 หลักการที่ 2 คำว่า อีหม่าน ในทัศนะของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ (หน้า 119)  
 2550-07-22  
อะกีดะฮฺ 23 หลักการที่ 2 คำว่า อีหม่าน ในทัศนะของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ (หน้า 126)  2550-10-28  

อะกีดะฮฺ 24 หลักการที่ 3 จุดยืนของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อปัญหา "ตักฟีร" (การตัดสินว่าผู้ใดเป็นกาฟิร)

2550-11-25  

อะกีดะฮฺ 25 หลักการที่ 4 ศรัทธาต่อหลักฐานที่กล่าวถึงสัญญาบุญและสัญญาโทษของอัลลอฮฺ

 2551-01-20  

อะกีดะฮฺ 26 หลักการที่ 5 อัลวะลาอฺวัลบะรออฺ (รักเพื่ออัลลอฮฺและเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ) ในอะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ

 2551-02-17  
อะกีดะฮฺ 27 หลักการที่ 6 ความเชื่อในเรื่องกะรอมัตวะลี   2551-04-27  
อะกีดะฮฺ 28 หลักการที่ 7 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในการรับมาปฏิบัติและอ้างอิงหลักฐาน  2551-05-25  
อะกีดะฮฺ 29 หลักการที่ 8 จำเป็นต้องปฏิบัติตามผู้นำที่ใช้ให้ทำความดี  2551-06-29  
อะกีดะฮฺ 30 หลักการที่ 9 อะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺเกี่ยวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ อะฮฺลุลบัยตฺ และกรณีตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ  2551-07-27  
อะกีดะฮฺ 31 โอวาทของบรรดาสลัฟ - โอวาทและคำสั่งเสียของบรรดาผู้นำอะฮฺลุซซุนนะฮฺให้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺและห้ามการอุตริ (หน้า 226-234, เล่มพิมพ์ครั้งที่ 1)  2551-08-8

อะกีดะฮฺ 32 หลักการที่ 10 จุดยืนของอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อพวกปฏิบัติตามอารมณ์และพวกบิดอะฮฺ

หลักการที่ 10 จุดยืนของอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อพวกปฏิบัติตามอารมณ์และพวกบิดอะฮฺ (หน้า 197) - ความหมายของบิดอะฮฺ เครื่องหมายของบรรดาพวกบิดอะฮฺและพวกปฏิบัติตามอารมณ์ เราะวาฟิฎ, เคาะวาริจญฺ, ก็อดรียะฮฺ, มุรญิอะฮฺ คำตักเตือนของบรรดาผู้นำชาวสะลัฟเกี่ยวกับพวกบิดอะฮฺ

 2551-10-26

อะกีดะฮฺ 33 หลักการที่ 11 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในด้านการปฏิบัติและมารยาท

หลักการที่ 11 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในด้านการปฏิบัติและมารยาท (หน้า 211), ลักษณะนิสัย(อัคล้าก)ของอัสสะละฟุศศอและหฺหรืออะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ

 2551-11-23  

อะกีดะฮฺ 34 มารยาทและการเผยแผ่ของสลัฟ

มารยาทของบรรดาสะลัฟ, เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการทำงานเผยแพร่อัลอิสลาม(ดะอฺวะฮฺ), เห็นความสำคัญของการทำงานศาสนา, มุมมองต่อการทำงานศาสนาควรเป็นอย่างไร.

 2551-12-28  

เอกสารประกอบการบรรยาย

หนังสือ "หลักการยึดมั่นของอัสสะละฟุศศอและห์ (อะฮฺลุสสุนนะฮฺวัล-ญะมาอะฮฺ)"
เรียบเรียงโดย อับดุลลอฮฺ บินอับดิลหะมีด อัล-อะษะรีย์
แปลโดย นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 1 ความสำคัญของการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.6.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:10
ขนาดไฟล์: 
12.60 mb
วีดีโอ: 
-
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

ความสำคัญของวิชาอะกีดะฮฺ

วิชานี้เป็นวิชาที่มีความสำคัญในระดับชีวิตของมุสลิม และมีความสำคัญต่อสังคมโดยทั่วไป การที่เราตระหนักถึงการศึกษาเรื่องหลักการของศาสนาอิสลามมีความสำคัญนั้น ย่อมส่งผลให้เรามีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความถูกต้องในกิจกรรมต่างๆในชีวิต มุสลิมที่ใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายหรือไม่ตระหนักในความสำคัญของวิชาการและความรู้ในเรื่องศาสนาย่อมประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมุมมองต่อปัญหาหนึ่งๆ ซึ่งมุมมองของแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ที่จะสร้างบรรทัดฐาน  เช่น บุคคลที่เห็นว่าการร่วมงานศพของคนต่างศาสนิกเป็นประเด็นเล็ก การที่มองเช่นนี้อันเนื่องมาจากขาดวิชาการ ซึ่งวิสัยทัศน์ที่จะตระหนักในความเคร่งครัดก็ขึ้นอยู่กับปริมาณวิชาที่เขามีอยู่เกี่ยวกับหลักศาสนา ส่วนผู้ที่เรียนรู้อัลกุรอาน เรียนรู้ฮะดีษของท่านนบี เรียนรู้หลักการศรัทธา ก็จะมีความเข้มแข็งในการปฎิบัติศาสนกิจและการดำรงชีวิต

หากกลับมามองถึงความสำคัญของวิชาที่จะสร้างความมั่นคงที่ทำให้มุสลิมมีความตระหนักอย่างหนักแน่นในการที่จะดำรงชีวิตตามหลักการศาสนามากที่สุด นักวิชาการก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันนั่นคือ วิชาหลักศรัทธา หรือ วิชาอะกีดะฮฺ หรือ วิชาเตาฮีด การศึกษาวิชานี้จะต้องทำให้วิชานี้กลายเป็นรูปธรรมไม่ใช่เพียงทฤษฎี เพราะคนส่วนมากเข้าใจว่าอีมาน(ศรัทธา)อยู่ในใจ ซึ่งความจริงแล้วอีมาน, อะกีดะฮฺ หรือเตาฮีดนั้นอยู่ในภาคปฏิบัติทั้งสิ้น เราต้องการขยายความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาอะกีดะฮฺให้มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราจนกระทั่งกล่าวได้ว่ามุสลิมคนนี้มีอะกีดะฮฺ มีอีมาน

วัตถุประสงค์ในการศึกษาวิชานี้คือ เพื่อให้มั่นใจในตนเองว่ารู้จักวิชาอะกีดะฮฺในภาคทฤษฎี ส่วนภาคปฏิบัติจะเกิดขึ้นตามข้อแนะนำที่จะนำเสนอต่อไป และเพื่อให้มีความเป็นมุอฺมิน(ผู้ศรัทธา)อย่างแท้จริง ซึ่งบทเรียนในวิชานี้จะศึกษาหลักฐานที่มาจากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺที่มาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม



เนื้อหาที่จะกล่าวถึงในวิชาอะกีดะฮฺนี้ต้องการที่จะให้ผู้ที่มิใช่มุสลิมสามารถเข้าใจได้ ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเป็นการนำเสนออิสลามแบบบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอิสลามและผู้ที่ไม่เคยทราบว่าพระเจ้ามีหรือไม่มี เพื่อประโยชน์อย่างกว้างขวางของผู้ศึกษา หรือจะนำบทเรียนนี้ไปเผยแผ่แก่ผู้ที่ยังไม่รู้จักอิสลาม เพื่อให้เราตระหนักถึงหน้าที่ของมุสลิมทุกคนในการประกาศสัจธรรมและเผยแผ่อิสลาม เรื่องแรกที่จะพูดถึงคือ พระเจ้ามีหรือไม่?

 


เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี, 2548-06-25 อะกีดะฮฺ 1 (ทุ่งครุ)

วันที่ลงบทความ : 12 เม.ย. 50

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

พระเจ้ามีหรือไม่ ?

คำถามนี้ เป็นคำถามที่มีอยู่ในอัลกุรอาน เป็นคำถามที่ท้าทายมนุษยชาติทั้งหลาย เพราะคำตอบของคำถามนี้ย่อมมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ในกุรอานว่า

قَالَتْ رُسُلُهُمْ أَفِي اللَّهِ شَكٌّ فَاطِرِ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ

ความว่า “บรรดาร่อซูลของพวกเขาได้กล่าวว่า “มีการสงสัยในอัลลอฮฺ พระผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินกระนั้นหรือ?”
(14:10

มีใครสงสัยต่ออัลลอฮฺต่อพระเจ้าหรือ ? คำถามนี้มิได้ถามเฉพาะผู้ศรัทธาเท่านั้น การนำเสนอเรื่องหลักศรัทธา(อะกีดะฮฺ)ในหลักการอิสลามประเด็นสำคัญสำหรับมุอฺมินคือต้องไม่มีความสงสัยหรือคลางแคลงใจ  ต้องศรัทธาร้อยเปอร์เซนต์เสมือนสัมผัสเอง เรียกว่า “อิลมุลยะกีน”

ถ้าถูกถามว่า “เห็นอัลลอฮฺไหม ?”  แน่นอนต้องตอบว่า “ไม่เห็น” ไม่เห็นแล้วศรัทธาได้อย่างไร?  นี่คือความสำคัญของการศึกษาอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา) คือเพื่อสร้างความมั่นใจ(ยะกีน)ต่อพระเจ้า

ความเข้าใจมี 2 ชนิด คือ อัยนุลยะกีน คือความมั่นใจที่เกิดจากการสัมผัสได้โดยการมองเห็น และ อิลมุลยะกีน คือความมั่นใจที่เกิดจากการความรู้ เสมือนสัมผัสเอง ต้องศรัทธาอัลลอฮฺเสมือนว่าเห็นพระองค์

อิสลาม มีสามตำแหน่ง คือ อิสลาม อีมาน  และอิหฺซาน ซึ่ง อิหฺซาน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อธิบายว่าหมายถึง ให้เจ้าสักการะ(อิบาดะฮฺ)ต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมือนเจ้าเห็นพระองค์ นี่คือิลมุนยะกีน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการศึกษาอย่างแท้จริง



พระเจ้าแปลว่าอะไร?



นัยยะคำว่า พระเจ้า ในศาสนาคริสต์เชื่อว่าพระเจ้ามี 3 ส่วน (ตรีเอกานุภาพ)

นัยยะคำว่า พระเจ้า ที่ตีความตามศาสนาพุทธ คำว่า พระ แปลว่า พระพุทธ, เจ้า แปลว่า ผู้เป็นใหญ่, ส่วนคำว่า “พระเจ้า” หมายถึง พระพุทธเจ้า, เทพผู้เป็นใหญ่, คำนำหน้าเจ้าแผ่นดินและเจ้านาย (ความหมายตามพจนานุกรม)

ซึ่งความหมายที่เป็นนัยยะของคำศัพท์เหล่านี้ไม่สามารถนำมาตีความในศาสนาอิสลามได้ ถ้าตีความตามนัยยะของคำว่า อิลาฮฺ (إِلَه)  ในภาษาอาหรับแปลว่า “พระเจ้า” แต่ตามความหมายในหลักศรัทธาที่มาจากอัลกุรอานคำว่า “อิลาฮฺ” และคำว่า “พระเจ้า” แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงความจำเป็นต้องศึกษาความหมายของคำว่า “พระเจ้า”



บางคนเมื่อถูกถามว่า รู้จักอัลลอฮฺไหม? คำตอบของแต่ละคนจะบ่งบอกถึงความบกพร่องในการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺ พูดได้ว่ามีมุสลิมที่ยังไม่รู้จักอัลลอฮฺ มีคนที่อ้างตนว่าเป็นมุสลิม แต่เมื่อต่างศาสนิกถามว่า พระเจ้าของท่านคือใคร ? เป็นอย่างไร ? กลับอธิบายไม่ได้ ทำให้เราต้องตระหนักว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระเจ้า เหมือนกับว่าเราต้องศึกษาใหม่ เรื่องความศรัทธาหรืออะกีดะฮฺนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก บางคนละหมาดมาเป็นสิบๆปี เมื่อถูกถามว่า ท่านอิบาดะฮฺต่อใคร? อัลลอฮฺ, แล้วคุณลักษณะของพระองค์เป็นอย่างไร? แล้วท่านรู้จักอัลลอฮฺแค่ไหน?

ความหมายของคำว่า พระเจ้า ในหลักศรัทธาของอัลอิสลามมีสาระมากมายในวิชาเตาฮีด ก่อนอื่นเราต้องศึกษาคำว่า เตาฮีด แปลว่าอะไร เพื่อให้เราได้รู้จักพระเจ้า เพราะบางศาสนาไม่ให้ความสำคัญกับพระเจ้า อันเนื่องมาจากเขาเห็นว่าความทุกข์ของมนุษย์คือความเจ็บปวด ความยากจน ไม่มีความสุข ฯลฯ การรู้ว่ามีพระเจ้าหรือไม่ไม่มีผลต่อการปลดความทุกข์ของเขา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อคำว่า พระเจ้า  แต่ในศาสนาอิสลามนั้นความทุกข์ของมนุษย์นั้นคือความหายนะที่ประสบกับนรกในวันปรโลก ซึ่งมาจากการกระทำในโลกนี้ ส่วนความทุกข์ในโลกนี้เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยที่เราต้องอดทนและทำความดี พระผู้เป็นเจ้าจะให้ความอดทนและความดีนั้นเป็นผลบุญที่จะได้รับการตอบแทนในโลกหน้า ทุกคนจะรับผิดชอบการกระทำของตนเองที่ทำไว้ในโลกนี้ ซึ่งเราจะเห็นว่าหลักศรัทธาของพุทธและอิสลามแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การจะทำความเข้าใจหลักศรัทธาของอิสลามก็ต้องศึกษาตามกระบวนการของศาสนาอิสลาม

บางศาสนาบางลัทธิ เช่น วัตถุนิยมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอะกีดะฮฺ เพราะเป็นลัทธิที่ทำให้มนุษย์ไม่เชื่อในสิ่งเร้นลับอย่างนรกและสวรรค์ มุสลิมจะไม่เชื่อหรือสงสัยในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักศรัทธาซึ่งต้องศรัทธาอย่างมั่นคง เพราะเป็นรุกุ่นอีมาน(หลักศรัทธา) และมุสลิมต้องมีคำชี้แจงต่อผู้ที่มีความเชื่อเหล่านี้ รวมทั้งอีกกลุ่มหนึ่งคือ เซคิวลาร์ ที่แยกศาสนาออกจากโลก จำกัดศาสนาอยู่เฉพาะในมัสยิดหรือโบสถ์เท่านั้น ไม่ให้มามีอิทธิพลในสังคม ธนาคาร หน่วยงานราชการ ฯลฯ

บางศาสนาเชื่อว่ามีพระเจ้าจริง แต่ความเชื่อต่อพระเจ้าแตกต่างจากมุสลิม มีนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันคนหนึ่งนับถือศาสนายิว เชื่อในพระเจ้า เมื่อได้ศึกษาดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ก็เริ่มเชื่อแล้วว่าโลกนี้ต้องมีผู้สร้างคือพระเจ้า เป็นไปไม่ได้ที่มันจะเกิดขึ้นมาเอง การโคจรของโลกและดวงดาวต่างๆเป็นไปอย่างมีระบบไม่เคยชนกัน แสดงว่ามีผู้สร้างระบบนี้ขึ้น นักวิทยาศาสตร์บางคนอาจะเรียกว่า วิศวกรผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้สร้างโลกนี้ แต่เมื่อถูกถามว่าผู้ที่สร้างโลกและตั้งระบบเหล่านี้เป็นอย่างไร ? เขาจะไม่มีคำตอบ เพราะทฤษฎีแบบนี้ไม่ได้มาจากพระเจ้า ฉะนั้นคำตอบในเรื่องนี้ย่อมต้องมาจากอัลลอฮฺเท่านั้น ลักษณะของอัลลอฮฺเป็นอย่างไร ? อัลลอฮฺบัญชาให้เราปฏิบัติตนอย่างไร ? ล้วนต้องมาจากพระเจ้า

คนที่เริ่มรู้แล้วว่าต้องเชื่อต่อพระเจ้า แต่ไม่รู้ว่าจะเชื่อต่อพระเจ้าอย่างไร ถ้ามีต่างศาสนิกที่เชื่อว่ามีพระเจ้า ก่อนตายเขาถูกถามว่าเชื่อต่อพระเจ้าไหม? ตอบว่า “เชื่อ” พอไหม? ในวันปรโลกเขาจะรอดพ้นไหม ? คำตอบคือ “ไม่พอ” การเชื่อในพระเจ้าอย่างเดียวโดยที่ไม่รู้ถึงลักษณะของพระเจ้านั้นไม่ได้

 


เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี, 2548-06-25 อะกีดะฮฺ 1 (ทุ่งครุ)

วันที่ลงบทความ : 26 ส.ค. 50

5
Your rating: None Average: 5 (2 votes)

ความหมายของ الله

ความหมายของ อัลลอฮฺ

คำว่า อัลลอฮฺเป็นพระนามของพระเจ้าที่มาจากสำนวนภาษาอาหรับซึ่งมีความเก่าแก่พอๆกับภาษาฮิบรูและภาษาซุรยานี เมื่อศึกษาความหมายในภาษาต่างๆก็คล้ายกัน ซึ่งความหมายตามหลักการอิสลามนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ต่างจากคำว่า พระเจ้า

ความหมายของคำว่า อัลลอฮฺ อุละมาอฺมี 2 ทัศนะคือ

ทัศนะที่ 1 อิลาฮฺ --> อัลลอฮฺ

اَلْ + إِلَه  --> اَلْـإِلَه  -->  الله

อัล-อิลาฮฺ หมายถึง พระเจ้า แต่เนื่องจากคำนี้เป็นศัพท์ทางศาสนา สำหรับมุสลิมจะหมายถึง ผู้เป็นเจ้าของโลก ผู้สร้างมนุษย์ ผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าผู้ที่พูดภาษาอาหรับอย่างถูกต้องคนแรกคือท่านนบีอิสมาอีล ก่อนหน้าท่านก็มีชาวเผ่าญุรฮุมที่ใช้ภาษาอาหรับโบราณกัน เดิมท่านนบีอิสมาอีลไม่ได้ใช้ภาษาอาหรับเพราะท่านมาจากบาบิลหรือบาบิโลน(เป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่แถบอิรัก) ท่านนบีอิบรอฮีม(บิดาของท่าน)ได้อพยพจากอิรักไปชาม อียิปต์ แล้วกลับมาเมืองชาม และได้สมรสกับภรรยาสองท่าน ท่านแรกคือท่านหญิงซาเราะฮฺ แต่ไม่มีลูก ท่านนบีอิบรอฮีมจึงแต่งงานกับท่านหญิงฮาญัร(ทาสจากอียิปต์) และนางได้ให้กำเนิดลูกชายชื่ออิสมาอีล จากนั้นอัลลอฮฺได้ทรงบัญชาให้นบีอิบรอฮีมนำท่านหญิงฮาญัรและลูกอพยพไปอยู่มักกะฮฺ แล้วนบีอิบรอฮีมก็กลับไปเมืองชาม มักกะฮฺในสมัยนั้นเป็นทะเลทรายไม่มีแหล่งน้ำ อัลลอฮฺจึงประทานน้ำซัมซัมมา อาหรับเร่ร่อนก็พากันมาอาศัยอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเผ่าแรกที่มาอยู่คือญุรฮุม ภายหลังท่านนบีอิสมาอีลแต่งงานกับสตรีจากเผ่าญุรฮุมและท่านก็ได้เริ่มใช้ภาษาอาหรับ ชาวอาหรับในเกาะอาหรับทั้งหมดก็ได้ใช้ภาษาที่มาจากศาสนาของนบีอิบรอฮีมและนบีอิสมาอีล ฉะนั้นรากศัพท์ของภาษาอาหรับจึงมีความเกี่ยวข้องกับศาสนา  

            คำว่า อิลาฮฺ ในความเชื่อของอาหรับสมัยก่อนก็คืออัลลอฮฺ หมายถึงผู้เป็นเจ้าของโลก ผู้สร้างมนุษย์ ชั้นฟ้า แผ่นดิน สร้างทุกสรรพสิ่ง ซึ่งแตกต่างจากความหมายของคำว่า พระเจ้า ที่คนทั่วไป(ต่างศาสนิก)เข้าใจกัน เพราะไม่สามารถสื่อความหมายของ อิลาฮฺ ได้ชัดเจน เราจึงต้องศึกษาความหมายของคำว่า อิลาฮฺ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้

 

 

ทัศนะที่ 2 อะ-ลิ-ฮะ --> อัลลอฮฺ

มาจากรากศัพท์  อะลิฮะ  ( أَلِهَ ) หมายถึง รัก เพราะฉะนั้นคำว่า อัลลอฮฺ จะหมายถึง (พระเจ้า)ที่ถูกรัก ซึ่งสร้างความผูกพันที่มากกว่าความศรัทธาคือความรัก  เราลองกล่าว อัลลอฮฺ โดยนึกถึงความหมายว่า ที่รักของเรา ผู้ทรงยิ่งใหญ่ แทนที่จะเชื่อแค่ว่าอัลลอฮฺคือพระเจ้า ในเมื่ออัลลอฮฺเป็นที่รักของเรา จึงทำให้เกิดหน้าที่ต่อพระองค์

เราเห็นมนุษย์ที่รักกันคุยโทรศัพท์กันนานๆ หมดเงินและเวลาไปมากมายกับการแสดงความรัก แล้วกับอัลลอฮฺเราปฏิบัติอย่างไร ? เรารักอัลลอฮฺอย่างไร ? การจะตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องศึกษาความหมายของคำว่า อัลลอฮฺ ตามหลักอะกีดะฮฺของผู้ศรัทธา ยิ่งศึกษาเราก็จะยิ่งรู้ว่าคำว่า อัลลอฮฺ  ในมุมุมองของอิสลามมีเนื้อหาที่ต่างจากศาสนาอื่น ยิ่งศึกษามากก็ยิ่งรู้มาก อันเป็นความสำคัญของการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺ(เตาฮีด)

 


เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี, 2548-06-25 อะกีดะฮฺ 1 (ทุ่งครุ)

วันที่ลงบทความ : 23 มี.ค. 51

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

ความหมายของ "เตาฮีด"

เตาฮีด หมายถึง “การให้เป็นหนึ่ง การให้เป็นเอกะ” โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “วะฮิด แปลว่า หนึ่ง” ที่ให้มีความสำคัญต่อการศรัทธาและต้องเชื่อมั่นว่าโลกนี้มีพระเจ้าองค์เดียว ต่างจากศาสนาอื่น เช่น คริสต์ที่เชื่อว่าพระเจ้ามีสาม, มะญูซียฺที่เชื่อว่ามีสองพระเจ้าคือพระเจ้าแห่งความสว่างและพระเจ้าแห่งความมืด หรือพระเจ้าแห่งความดีและพระเจ้าแห่งความชั่ว แต่สำหรับมุสลิมแล้วจะต้องปรับความเชื่อของตนให้เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับพระเจ้าองค์เดียว เตาฮีด จึงเป็นวิชาที่สอนเพื่อมุ่งสู่ความเข้าใจว่าพระเจ้ามีองค์เดียว 

 

ในการเรียนการสอนวิชาเตาฮีดในบ้านเรามีสิ่งที่สืบทอดมาจากความคิดส่วนตัวหรือทัศนะของนักวิชาการหรือมาจากลัทธิ(นิกาย)อื่น วิชาเตาฮีด(อะกีดะฮฺ)หรืออุซุลุดดีนบางแห่งจะสอนโดยระบุว่าเป็นทัศนะของ อบูหะซัน อัลอัชอะรียฺ เช่น ศิฟัต(คุณลักษณะ)ของอัลลอฮฺมียี่สิบ นอกเหนือนั้นให้ตีความ(ตะอฺวีล) เช่น อัลลอฮฺทรงประทับบนบัลลังของพระองค์หมายถึงอัลลอฮฺทรงครองอำนาจ ซึ่งทำให้คุณลักษณะของอัลลอฮฺถูกเปลี่ยน การตีความแบบนี้มิได้มาจากอัลกุรอานแต่เป็นทัศนะ ท่านนบีก็ไม่ได้สอนให้ตีความแบบนี้ บรรดาเศาะฮาบะฮฺ รวมทั้งอิหม่ามชาฟิอียฺก็ไม่ได้สอน การตีความแบบนี้เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่สี่ สมัยของ อบูหะซัน อัลอัชอารียฺ เพราะในยุคนั้นนักปรัชญาศาสนาอื่นตำหนิว่าคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เช่น ทรงประทับบนบัลลังก์ ก็เหมือนคนทั่วไปจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร จึงเริ่มมีการตีความ ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนจากอะกีดะฮฺที่ถูกต้องซึ่งต้องมาจากอัลกุรอาน เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา อิสตะวาอะลัลอัรชฺ อัลลอฮฺทรงประทับบนบัลลังก์ จะเชื่ออย่างไรจึงจะถูกต้อง ก็ด้วยการศึกษาวิชาเตาฮีดโดยนำข้อมูลมาจาก อัลกุรอาน ซุนนะฮฺของท่านนบี และความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ของบรรดาบรรพชนยุคแรก(สะลัฟ) ซึ่งมีความถูกต้องแน่นอนกว่าทัศนะส่วนตัวของนักวิชาการ และปลอดภัยสำหรับเราที่จะไปตอบต่ออัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺว่าเราได้ศรัทธาตามอัลกุรอานและท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

 

 

ทำไมต้องเรียนเตาฮีด ?

 

  • เพื่อแสวงหาสัจธรรมที่เกี่ยวกับชีวิตและโลก
  • เพื่อรู้จักพระเจ้าอย่างเที่ยงแท้ - เหมือนกับที่ท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺรู้จักอัลลอฮฺ
  • เพื่อรู้หน้าที่ต่อพระเจ้าอย่างบริบูรณ์
  • เพื่อสร้างความมั่นคงกับสภาพจิตใจและชีวิตของเรา - ความศรัทธาต่ออัลลอฮฺเป็นการประกันชีวิตและจิตใจของเราให้มีความมั่นคง เราจึงไม่ค่อยได้ยินข่าวมุสลิมฆ่าตัวตาย
  • เพื่อเป็นพื้นฐานในการน้อมรับบทบัญญัติของอัลลอฮฺตะอาลาคนที่ไม่มีอะกีดะฮฺ(เตาฮีด)คลุมหิญาบยาก, ละหมาดยาก แต่สำหรับคนที่มีอะกีดะฮฺก็จะคลุมหิญาบ ไว้เครา ฯลฯ ยอมรับและปฏิบัติตามบทบัญญัติต่างๆได้ง่าย

 เนื้อหาของวิชาเตาฮีดโดยทั่วไปจะเกี่ยวกับความศรัทธาในสิ่งเร้นลับ คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ บรรดามลาอิกะฮฺ บรรดาคัมภีร์ นบีและร่อซูล(ศาสนทูต) วันปรโลก และกฎสภาวการณ์(อัลกอฎออฺวัลกอดัร) ซึ่งเป็นเสาหลักของการศรัทธา(รุกุ่นอีมาน) และจะมีเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวกับการศรัทธาแต่ใกล้เคียงคือเรื่องเกี่ยวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ หน้าที่ต่ออัลลอฮฺ เรื่องมุอฺญิซาต(มหัศจรรย์ที่บรรดาศาสนฑูตได้นำมา)

เรื่องแรกที่จะศึกษาคือเรื่องของ พระเจ้า

จุดเริ่มของการศรัทธาไม่ได้เริ่มตรงที่ต้องเชื่อต่อพระเจ้า มนุษย์ทั่วไปตั้งแต่สมัยก่อนที่เกิดมาบนโลกนี้ก็จะมีคำถามว่าเกิดมาได้อย่างไร? ทำไมมาเกิดบนโลก? ทำไมมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่เป็นสัตว์?  เกิดมาเพื่ออะไร? จะอยู่นานไหม? ตายแล้วไปไหน? จะเกิดใหม่หรือไม่? คำถามเหล่านี้อิสลามมีคำตอบ ตั้งแต่ ใครเป็นผู้สร้างท่าน? ท่านมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มีหน้าที่อะไรบ้าง? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลับนอน เข้าห้องน้ำ ฯลฯ จะทำอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยในปรโลก? ตายแล้วจะไปไหน? ฟื้นแล้วจะถูกสอบถามอะไรบ้าง? จะไปสวรรค์หรือนรก?  ซึ่งคำตอบก็อยู่ในการศึกษาวิชาเตาฮีด ศึกษาศาสนาอิสลามโดยมีสติปัญญาเป็นแนวทางในการศึกษา อุละมาอฺบางท่านจึงกล่าวว่าถ้าไม่มีอัลกุรอานไม่มีนบี มนุษย์ก็สามารถใช้สติปัญญาไตร่ตรองเองโดยไม่มีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม(เช่น อับวาฮุ-บิดามารดา)มาเกี่ยวข้องก็จะสามารถถึง(เข้าใจและรู้จัก)อัลลอฮฺเองได้ แต่ถ้าคิดเองแล้วไม่รู้จักอัลลอฮฺ ก็ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่จะนำมนุษย์สู่คำตอบที่ถูกต้อง การคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จะนำมนุษย์ไปสู่อัลลอฮฺได้ 

มนุษย์เกิดมาไม่รู้จักพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ตั้งแต่นบีอาดัมเป็นต้นมา (การเรียนอะกีดะฮฺจะตระหนักว่าต้นกำเนิดมนุษย์มาจากนบีอาดัม ไม่ใช่ลิง มีความภูมิใจในเกียรติของความเป็นมนุษย์) ท่านนบีอาดัมมาอยู่บนโลกนี้รู้จักอัลลอฮฺ ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสมัย มนุษย์เริ่มเขว เพราะไม่มีคนสั่งสอน ต่างคนต่างเชื่อตามความคิดของตน เริ่มบูชาวัตถุ เพราะเชื่อชัยฏอนมารร้าย กิเลส อารมณ์ และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่มนุษย์ยืนหยัดกับสัจธรรมที่อยู่ในจิตใจ(จิตสำนึก)เพราะทุกคนเกิดมาด้วย ฟิฏเราะฮฺ  คือ ธรรมชาติ , หมายถึง เกิดมาด้วยความศรัทธาว่าพระเจ้ามีองค์เดียว

บาทหลวงอียิปต์คนหนึ่งได้เข้ารับอิสลาม แล้วได้ตั้งคำถามกับบาทหลวงในอียิปต์ว่า ทำไมเด็กที่เกิดใหม่จึงต้องทำพิธีจุ่มน้ำศักดิ์สิทธิ์และประกาศว่าเด็กคนนั้นเป็นผู้ศรัทธาต่อ พระบิดา-พระบุตร-พระจิต(คือเป็นชาวคริสต์) ? แต่สำหรับมุสลิมไม่จำเป็นต้องทำพิธีใดๆ ไม่จำเป็น(วาญิบ)ต้องอะซานใส่หูเด็กหรือ ทำอะกีเกาะฮฺ เพราะเราเชื่อว่าเด็กเกิดมาเป็นมุสลิมอยู่แล้ว อุละมาอฺได้บอกว่า ถ้าเด็กคนหนึ่งเกิดมา(ในสังคมที่ไม่ใช่มุสลิม)โดยไม่มีใครเลี้ยงดู ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย เมื่อเขาตายลง ก็เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่ต้องการมัยยิตของเขา เพราะทุกคนเกิดมาโดยเป็นมุสลิม ดังนั้นถ้ามนุษย์ยืนหยัดในธรรมชาติ แน่นอนว่าเขาต้องเป็นมุสลิมอย่างแน่นอน ไม่มีหลงทาง

การศึกษาวิชาเตาฮีดทำให้สามารถรู้เหตุผลของการเกิด การมีชีวิตอยู่และการตาย ซึ่งจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคนเกิดมาโดยฟิฏเราะฮฺ(ธรรมชาติ) คือการเกิดมาด้วยความศรัทธา จึงทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นมุสลิม สำหรับผู้ศรัทธาจะต้องใช้ปัญญาและหลักฐานที่มาจากอัลลอฮฺและร่อซูลถึงจะเข้าใจ โดยการมองจากสิ่งแวดล้อมจะทำให้เราเกิดการศรัทธาในการมีพระเจ้า เช่น ไข่ ซึ่งเป็นการกำเนิดของสิ่งไม่มีชีวิตจากสิ่งมีชีวิต, นมวัว สีขาวสะอาด แต่มีแหล่งกำเนิดอยู่ท่ามกลางอุจจาระปัสสาวะของวัว, ฯลฯ การไตร่ตรองในความยิ่งใหญ่ของสิ่งต่างๆรอบตัวเราจะทำให้เราตระหนักถึงการมีพระเจ้า

สำหรับผู้ที่มีความศรัทธาในพระเจ้าแล้วจำเป็นที่จะต้องรู้จักพระเจ้าให้ดี เพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเราที่มีต่อพระเจ้าได้อย่างถูกต้อง มนุษย์ปัจจุบันเชื่อว่ามีพระเจ้า ละหมาดให้พระเจ้า แต่เมื่อประสบปัญหา กลับไม่นำกฎหมายของพระเจ้ามาใช้ อันแสดงถึงการขาดศรัทธาอย่างแท้จริง เพียงเชื่อว่ามีพระเจ้า แต่การดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน ทำธุรกิจ การอยู่กับลูกกับครอบครัว กลับไม่ให้อัลลอฮฺมามีอิทธิพล(คือเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆในการดำเนินชีวิต)

---------------------------------------------------- 

 

คำถาม : การกล่าวถึงอัลลอฮฺควรจะใช้คำว่า พระเจ้า หรือ อัลลอฮฺ ?

 

คำตอบ : นักวิชาการมีความเห็นว่าในการแปลความหมายอัลกุรอานสำหรับคำว่า اللهُ  ควรทับศัพท์ว่า อัลลอฮฺ แต่สำหรับคำว่า إِلَه   อนุโลมให้ใช้ว่า พระเจ้า(God)” ได้ , แต่ความเห็นของผม (เชคริฎอ) เราควรจะเปลี่ยนมาเรียกว่า อัลลอฮฺ แทนคำว่า พระเจ้า เมื่อพูดกับต่างศาสนิก เพราะการเรียกว่า อัลลอฮฺ ก็เป็นการเผยแผ่อิสลามด้วยการกระตุ้นความคิดของเขาให้ตระหนักว่า อัลลอฮฺ แตกต่างจากคำว่า พระเจ้า ของศาสนาอื่นๆ

  

 

เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี, อะกีดะตุสสะลัฟ 1 ความสำคัญของการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺ

วันที่ลงบทความ : 27 เม.ย. 51

 

3.5
Your rating: None Average: 3.5 (6 votes)

อะกีดะฮฺ 2 ความหมายของอะกีดะฮฺและอัสสะละฟุศศอลิหฺ

หัวข้อเรื่อง: 
อัสสะละฟุศศอลิหฺ, อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
24.7.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:14
ขนาดไฟล์: 
12.50 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

ความหมายของ "อะกีดะฮฺ"

ความหมายของ "อะกีดะฮฺ", อะกีดะฮฺอิสลามียะฮฺ

การเรียนรู้เกี่ยวกับหลักศรัทธา(หลักเชื่อมั่น)มีความสำคัญ เพราะเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นผู้ศรัทธา ในดุนยานี้อาจมีความขัดแย้งกันระหว่างบรรดามนุษย์เกี่ยวกับเรื่องหลักศรัทธา เรื่องพระเจ้าว่ามีหนึ่ง สอง หรือสาม ฯลฯ ....

อันเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์ที่มีความแตกต่างกันในด้านสติปัญญา ความรู้สึก และแหล่งข้อมูลความรู้ทางด้านวิชาการ

แต่สิ่งที่ไม่ปกติคือคนที่ไหลไปตามกระแสโดยที่ไม่มีเหตุผล ถึงแม้ว่าความแตกต่างนั้นไร้เหตุผล ผิดหลักวิชาการ หรือไม่กินกับปัญญา แต่กลับยอมรับกันได้ สำหรับผู้ศรัทธาที่เห็นคนขัดแย้งกันในเรื่องอะกีดะฮฺ ก็จำเป็นที่เขาจะต้องศึกษาหาความรู้และต้องมีหลักศรัทธาที่เชื่อมั่น คือไม่มีความแคลงใจในเรื่องอะกีดะฮฺ

           

 การให้ความหมายของ อะกีดะฮฺ จำเป็นต้องตั้งบรรทัดฐาน เพราะการศึกษาเนื้อหาสาระในความเชื่อที่แตกต่างกัน เมื่อต้องการแสวงหาความจริงก็จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ ถ้าไม่มีกฎเกณฑ์โอกาสที่จะหาข้อยุติจะไม่มี ความจริงก็จะไม่ปรากฎ ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องบรรทัดฐาน เมื่อกล่าวถึง อะกีดะฮฺ ก็เป็นเข้าใจได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องความเห็นหรือทัศนะ ฉะนั้นการจะพูดคุยถึงเรื่องอะกีดะฮฺก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้แตกต่างกับคนต่างศาสนิก ที่มักถามว่า ทัศนะอิสลามเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า ? จะถามเช่นนี้ไม่ได้ เพราะหลักศรัทธาไม่มีทัศนะ แต่ถ้าถามว่า อิสลามหรือนักวิชาการมีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องอาบน้ำละหมาด การล้างอวัยวะ 1 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง ? เช่นนี้มีทัศนะ แต่ถ้าถามว่า นักวิชาการมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เกี่ยวกับกอฎอและกอฎัร เช่นนี้ไม่มี การที่อุละมาอฺใช้คำว่า อะกีดะฮฺ เพราะเป็นคำที่จำกัดและจะทำให้การศึกษาเนื้อหาเรื่องนี้ห่างจากทัศนะหรือความเห็นส่วนตัว ซึ่งมันจะเป็นคำชี้แนะที่มาจากอัลลอฮฺโดยตรง

 

ความหมายทางหลักภาษา

 

อะกีดะฮฺ มาจากรากศัพท์ อัล-อักดุ (  الْعَقْدُ ) แปลว่า ผูก คำว่า ผูก ได้ให้ความรู้สึกว่าแน่น เมื่อนำมาเป็นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่มั่นคงคือความเชื่อ ดังนั้นความเชื่อที่เกิดขึ้นต้องมั่นคงจะสงสัยไม่ได้ อะกีดะฮฺจึงหมายถึงมั่นคง หากอะกีดะฮฺที่เกิดขึ้นด้วยความมั่นคงจะนำทัศนะหรือความคิดของมนุษย์มาเป็นเกณฑ์ไม่ได้ เพราะทัศนะของมนุษย์นั้นมีพื้นฐานความรู้และข้อมูลแตกต่างกัน ถ้านำความคิดของมนุษย์มาใช้ในเรื่องอะกีดะฮฺจะทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เพราะศึกษาจากทัศนะหรือการตีความที่มาจากอิมามหรือผู้รู้ ความเข้าใจเช่นนี้ไม่สามารถนำมาเป็นหลักศรัทธาได้ ฉะนั้นบุคคลที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องอะกีดะฮฺด้วยหลักฐานที่มาจากอัลลอฮฺและซุนนะฮฺจะทำให้หลง

 

ความหมายทางวิชาการ

 

อะกีดะฮฺ คือสิ่งที่ถูกนำมายึดถือทางการศรัทธาอื่นจากการปฏิบัติ หมายถึงอะกีดะฮฺเป็นเรื่องเกี่ยวกับการศรัทธา(อีมาน) ไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ เพราะศาสนาอิสลามประกอบด้วย 2 เรื่องคือเรื่องการศรัทธา (วิชาอะกีดะฮฺ) และการปฏิบัติ (วิชาฟิกฮฺ)  

วิชาอะกีดะฮฺ เป็นพื้นฐานของหลักศรัทธาที่มั่นคงที่ต้องมีก่อนที่จะนำไปปฏิบัติ ความศรัทธาหรือความเชื่อที่อยู่ในจิตใจของมนุษย์ต่อสรรพสิ่งต่าง ๆ เช่นนี้เรียกว่า อะกีดะฮฺ การศึกษาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอะกีดะฮฺอิสลามิยะฮฺจะมีผลต่อชีวิตมุสลิม เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมมนุษย์ในการปฏิบัติตามกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ เพราะคนที่มีชิริกแม้เขาจะละหมาด ถือศีลอด บริจาค ซะกาตเท่าไรอัลลอฮฺก็ไม่รับ อะกีดะฮฺจึงเป็นเสาหลักที่สำคัญสำหรับมุสลิม

อะกีดะฮฺที่มีอยู่ในจิตใจต้องไม่มีความคลางแคลงใจ แต่เมื่อความสงสัยจะเกิดขึ้นในจิตใจได้ตลอด ฉะนั้นการศึกษาวิชาอะกีดะฮฺจึงเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังเช่นอิมามอิบนุตัยมียะฮฺ ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นอาลิมที่มีชื่อเสียงในด้านนี้ก็ได้ปรับปรุงอิสลามและพัฒนาอะกีดะฮฺของท่านตลอด 30 ปี เพราะความสงสัยเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ เราต้องต่อต้านความสงสัยและรักษาอะกีดะฮฺของเราให้มั่นคง มีความเชื่อที่หนักแน่น

 

อะกีดะฮฺอิสลามียะฮฺ

 

คือ การศรัทธาเกี่ยวกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา บรรดามลาอิกะฮฺ บรรดาคัมภีร์ บรรดานบีและร่อซูล วันอาคิเราะฮฺ อัลกอฎออฺวัลกอดัร(กฎสภาวการณ์) โดยเนื้อหาทั้งหมดนี้จะเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับ (อัล-ฆ็อยบฺ) อันเป็นเรื่องที่มองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ การศรัทธาในสิ่งเร้นลับเหล่านี้เป็นคุณสมบัติของบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งอัลลอฮฺได้กล่าวถึงลักษณะของผู้ศรัทธาไว้ว่าคือ บรรดาผู้ที่เชื่อในสิ่งเร้นลับ (  الَّذِيْنَ يُؤْمِنُواْنَ بِالْغَيْبِ  )

 

   อะกีดะฮฺไม่ได้เกิดจากการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดขึ้นเมื่อได้เตรียมจิตใจที่จะเชื่อกับสิ่งเร้นลับว่าเป็นความจริงที่เรียกว่า อิลมุล-ยะกีน (ความเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง) และรวมถึงการยอมรับ การนอบน้อม การแสดงความเป็นบ่าวที่จำนนและยอมรับคำบัญชาจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มาปฏิบัติ

 

ถึงแม้จะศึกษาอะกีดะฮฺอย่างดีและศรัทธาแต่ไม่นำมาปฏิบัติจะเรียกว่ามีอะกีดะฮฺไม่ได้ เพราะการศึกษานี้ไม่ได้ปรากฎเป็นรูปธรรม ในสมัยที่ท่านนบีเผยแผ่อิสลาม ท่านไม่ได้สอนให้ศรัทธาเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนของบางลัทธิ เช่น ลัทธิญะฮฺมียะฮฺ (الجَهْمَيَّة) เกิดในสมัยตาบิอีน หัวหน้าชื่อ ญะหมฺ อิบนุศ็อฟวาน ที่ได้ให้บทสรุปเกี่ยวกับอะกีดะฮฺคือความรู้เพียงอย่างเดียว เมื่อรู้ว่ามีอัลลอฮฺแล้วก็เรียกว่ามุอฺมิน อิบลีสและฟิรเอานฺไม่ถือเป็นกาฟิร เพราะเขารู้แล้วว่ามีอัลลอฮฺ อิบลีสสาบานต่ออัลลอฮฺ ฟิรเอานฺเมื่อจะจมน้ำก็บอกว่าศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว ซึ่งไม่ใช่หลักอีมานของอะลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ

 

อะกีดะฮฺ เพียงแค่ รู้ ไม่พอ แต่ต้องมี การปฏิบัติ ด้วย ต่างศาสนิกที่ศึกษาวิชาศาสนาเปรียบเทียบก็ต้องเรียนวิชาอะกีดะฮฺอิสลามียะฮฺ  บางคนเก่งกว่ามุสลิม แต่ก็ไม่เป็นมุสลิม ความสับสนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการคิดเองว่าหลักอีหม่านต้องเป็นเช่นนี้ และการใช้คำศัพท์เกี่ยวกับอะกีดะฮฺที่แตกต่างกันก็ทำให้สับสน เช่น อัตเตาฮีด(การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ-เป็นชื่อหลักสูตรวิชา), อัซซุนนะฮฺ (แนวทางของท่านนบี ที่ชัดเจนที่สำคัญคือเรื่องอะกีดะฮฺ-เป็นคำศัพท์ที่อุละมาอฺสมัยก่อนใช้), อุศูลุดดีน(หลักของศาสนา), ฟิกฮุลอักบัร (ความรู้ที่ยิ่งใหญ่-อิหม่ามฮะนาฟีได้ใช้เป็นชื่อหนังสือของท่านในเรื่องอะกีดะฮฺโดยเฉพาะ), อัชชะรีอะฮฺ ฯลฯ ชื่อเหล่านี้ไม่มีความสำคัญ สิ่งสำคัญคือความศรัทธาที่มั่นคงที่อยู่ในจิตใจ และการนำสิ่งใดเป็นบรรทัดฐานในเนื้อหาสาระวิชานี้ ? คำตอบอยู่ในตัวอย่างนี้

 

นักวิชาสองคนคุยกันเกี่ยวกับสภาพบ้านเมือง คนหนึ่งบอกว่า ไม่ต้องกังวลหรอก เรื่องทั้งหมดอยู่ที่พระหัตถ์ของอัลลอฮฺ  ก็เกิดความเห็นไม่ตรงกัน คนหนึ่งให้ความหมายโดยตรงคือ อัลลอฮฺทรงมีมือ (ยะดุลลอฮฺ)  อีกคนใช้การตีความ พระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ว่าคือ อำนาจ, พระเดชานุภาพ (มาจากอบูหะซัน อัชอารียฺ ในศตวรรษที่ 4) อันเป็นความเข้าใจที่ไม่มีหลักฐานในอัลกุรอาน, อัซซุนนะฮฺ และจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะตีความคุณลักษณะ(ศิฟัต)ของอัลลอฮฺบางศิฟัต ด้วยหลักฐานที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ อัลลอฮฺไม่ทรงเหมือนสิ่งใด(42:11) ก็ต้องอ่านต่อไปอัลลอฮฺตรัสว่า “  وَهوَ السَّمِيع البَصِير  – และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงเห็น อัสสะมีอฺและอัลบะศีร ก็เป็นคุณลักษณะของอัลลอฮฺเช่นกัน แต่กลุ่มที่ตีความคุณลักษณะของอัลลอฮฺให้ความหมายตรงตัวคือ อัลลอฮฺทรงได้ยินและทรงเห็น -- ทำไมไม่ตีความ ? แต่กับ พระหัตถ์ของอัลลอฮฺ กลับตีความ ใช้อะไรเป็นบรรทัดฐาน

 

สิ่งที่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานคือ อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ  ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้ง(ความเห็นที่ไม่ตรงกัน)ในเรื่องอะกีดะฮฺหรือเรื่องอื่นๆก็ตาม อันเป็นแนวทางของผู้ที่บริสุทธิ์ที่มีความรู้และอัลกุรอานรับรองซึ่งมีเพียงกลุ่มเดียวคือ อัสสะละฟุศศอลิหฺ

 

 ดาวน์โหลด

 


เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

เรื่อง อะกีดะตุสสะลัฟ 2 ความหมายของอะกีดะฮฺและอัสสะละฟุศศอลิหฺ

วันที่ลงบทความ : 4 มิ.ย. 51

 

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺของอัสสะละฟุศศอลิหฺ

 

ความหมายทางภาษา อัสสะลัฟ (السَّلَف) มาจากรากศัพท์ สะละฟะ (سَلَفَ) แปลว่า ผ่านพ้นไปแล้ว ในทางวิชาการหมายถึง “บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว” อันเป็นกลุ่มชนที่อัลกุรอานและซุนนะฮฺรับรองความถูกต้องของอะกีดะฮฺ แต่มิได้หมายถึงบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคของเราย้อนไปจนถึงยุคของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทังหมด อัสสะลัฟ คือบรรดามนุษย์ที่อยู่ในยุคแรกๆ ในหนังสือนี้นิยมใช้คำว่า “ศตวรรษแรกๆ” (หมายถึงร้อยปี) (หน้า 16-17) ซึ่งไม่เหมาะสมเพราะอาจทำให้คนเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะอัสสะลัฟอาจจะมากหรือน้อยกว่าร้อยปีก็ได้ 

อัสสะลัฟ คือ บรรพชนสามยุคแรกนับตั้งแต่ยุคเศาะฮาบะฮฺ ถึงยุคตาบิอีน และตาบิอิตตาบิอีน 

สัจธรรมที่อัลลอฮฺใช้ให้ท่านญิบรีลนำมายังท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพื่อประกาศแก่มนุษย์คืออัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ  คนที่มารับสัจธรรมจากท่านนบีในยุคแรก คือ “เศาะฮาบะฮฺ” (ผู้ศรัทธาที่ได้พบท่านนบี) ฉะนั้นเมื่อต้องการรับความรู้เกี่ยวกับอะกีดะฮฺก็ต้องผ่านบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ท่านนบีได้มอบศาสนาให้แก่พวกเขาโดยตรง ถ้าเป็นความรู้ที่ไม่อ้างอิงถึงเศาะฮาบะฮฺ เช่น มีคนอ้างว่าอะกีดะฮฺของเขาคืออะกีดะฮฺของอัชอารียะฮฺ(อิมามอบุลหะซัน อัลอัชอารียฺ)  ที่มีการตีความอัลกุรอานว่า “พระหัตถ์ของอัลลอฮฺคืออำนาจ” หรือ “พระบัลลังก์ของอัลลอฮฺ คือ ทรงครองอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง” อันไม่ได้เป็นความรู้ที่มาจากเศาะฮาบะฮฺ แม้จะผ่านอุละมาอฺหลายท่านก็รับไม่ได้ เพราะอุละมาอฺหลายๆท่านก็ย้ำกับลูกศิษย์ของท่านว่าอะกีดะฮฺที่ไม่ได้มาจากท่านนบีหรือบรรดาเศาะฮาบะฮฺนั้นก็ไม่ถูกต้อง



ดังนั้นอะกีดะฮฺของอัสสะละฟุศศอลิฮฺ คืออะกีดะฮฺของบรรดาผู้ศรัทธาในสามยุคแรก ซึ่งเป็นอะกีดะฮฺที่อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ยืนยันไว้ ดังหลักฐานต่อไปนี้

 

وَمَن يُشَاقِقِ الرَّسُولَ مِن بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُ الْهُدَى وَيَتَّبِعْ غَيْرَ سَبِيلِ الْمُؤْمِنِينَ نُوَلِّهِ مَا تَوَلَّى وَنُصْلِهِ جَهَنَّمَ وَسَاءتْ مَصِيراً ﴿١١٥

ความว่า “และผู้ใดที่ฝ่าฝืนรอซูลหลังจากทางนำอันถูกต้องได้ปรากฏแก่เขาแล้ว และปฎิบัติตามแนวทางผู้ที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธา เราก็จะให้เขาหันไปตามที่เขาหันไป และเราจะให้เขาเข้านรกญะฮันนัม และมันเป็นที่กลับอันชั่วร้าย”  (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺที่ 115)

ยุชากิก (يُشَاقِقِ) มาจากรากศัพท์ ชักเกาะ (شَقَّ)  แปลว่า ตัด, ตัดออก, ตัดให้ห่าง เสมือนว่าคนที่ฝ่าฝืนท่านรอซูลนั้นคือคนที่ตัดตัวให้ห่างออกจากท่านนบี   หลังจากที่ได้รับทางนำ (الْهُدَى ฮุดา) จากอัลลอฮฺแล้ว และปฏิบัติตามแนวทางของผู้ที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธา (وَيَتَّبِعْ غَيْرَ سَبِيلِ الْمُؤْمِنِينَ) อัลลอฮฺก็จะให้เขาหันไปตามทางที่เขาศรัทธา ใครจะตามมัซฮับตามอิมามของเขาโดยไม่อ้างถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อัลลอฮฺก็จะให้เขาหันไปตามนั้น ในหะดีษกุดซียฺบทหนึ่ง อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า

قال تعالى في حديث قدسي : أَنَا أَغْنِى الشُرَكَاء عن الشرك من عملآً أشرك معي فيه غيري , تركته وشركه .  رواه مسلم

ความว่า “ข้ามีความมั่งคั่ง โดยที่ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นเลย ใครที่มาอ้างภาคีกับฉัน ฉันก็จะทิ้งอะมัลของเขาให้กับภาคีนั้น” เช่น ละหมาดเพื่ออัลลอฮฺและเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราเคร่งมีตักวา อัลลอฮฺก็จะให้การละหมาดนั้นแก่ภาคี เพราะที่อัลลอฮฺต้องการคืออิคลาศ (ความบริสุทธิ์ใจ)

ในอายะฮฺอัลกุรอานข้างต้นอัลลอฮฺตรัสว่า “ใครที่ฝ่าฝืนท่านนบีและไม่ปฏิบัติตามผู้ศรัทธา” คำว่า ผู้ศรัทธา ในที่นี้ก็ต้องมีบรรทัดฐานที่แน่นอนว่าอย่างไรจึงจะเรียกว่าผู้ศรัทธาที่เราต้องปฏิบัติตาม ซึ่งอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ใน ซูเราะตุลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 137 ว่า

فَإِنْ آمَنُواْ بِمِثْلِ مَا آمَنْـتُمْ بِهِ فَقَدِ اهْتَدَواْ وَّإِن تَوَلَّوْاْ فَإِنَّمَا هُمْ فِي شِقَاقٍ فَسَيَكْفِيكَهُمُ اللّهُ وَهُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ ﴿١٣٧﴾

ความว่า “แล้วหากพวกเขา(มุชริกีน)ศรัทธาอย่างที่พวกเจ้า(นบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)ศรัทธาแล้ว แน่นอนพวกเขาก็ย่อมได้รับข้อแนะนำที่ถูกต้อง (อัลลอฮฺรับรองว่าอะกีดะฮฺที่ถูกต้องคืออะกีดะฮฺของท่านนบีและบรรดาเศาะฮาบะฮฺ) และหากพวกเขาผินหลังให้ แน่นอนพวกเขาย่อมอยู่ในความแตกแยกกัน แล้วอัลลอฮฺก็จะทรงให้เจ้าพอเพียงแก่พวกเขา และพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งการได้ยิน ทรงไว้ซึ่งความรอบรู้”



และในหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

) حدثنا عبد الله بن إدريس عن أبيه عن جده عن جعدة بن هبيرة قال : قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : خير الناس قرني ثم الذين يلونهم ثم الذين يلونهم ثم الآخر أردى . 

ความว่า “มนุษย์ที่ดีที่สุดคือ ยุค(รุ่น,สมัย)ของฉัน (นบีและเศาะฮาบะฮฺ) หลังจากนั้นคือผู้ที่อยู่ในยุคต่อมา (คือตาบิอีน - ผู้ตามเศาะฮาบะฮฺ) หรือผู้ที่อยู่ในยุคต่อมา (ตาบิอิต-ตาบิอีน)”

หลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษเหล่านี้เป็นการยืนยันถึงความดีเลิศของบรรดาบรรพชนสามยุคแรก ซึ่งเมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามก็ปรากฏจริงที่ว่าสามยุคแรกเป็นยุคที่มีความบริสุทธิ์ในด้านอะกีดะฮฺ และมีอุตริกรรมหรือบิดอะฮฺน้อยที่สุด  (กลุ่มต่างๆ เช่น มุรญิอะฮฺ, ญะหฺมียะฮฺ,  มุอฺตะซิละฮฺ, ชีอะฮฺรอฟิเฎาะฮฺ ฯลฯ เริ่มมีขึ้นหลังสมัยตาบิอิตตาบิอีน บางกลุ่มมีตั้งแต่สมัยเศาะฮาบะฮฺแต่ก็ไม่มีความผิดเพี้ยนรุนแรง) การที่ท่านนบีรับรองว่าสามยุคแรกดีเลิศประเสริฐที่สุด หมายรวมว่าให้ปฏิบัติตามคนกลุ่มนี้ซึ่งก็คือ สะละฟุศศอลิหฺ

 

บรรดาอายาตที่กล่าวถึงความประเสริฐของเศาะฮาบะฮฺมีมากมาย เช่น

وَالسَّابِقُونَ الأَوَّلُونَ مِنَ الْمُهَاجِرِينَ وَالأَنصَارِ وَالَّذِينَ اتَّبَعُوهُم بِإِحْسَانٍ رَّضِيَ اللّهُ عَنْهُمْ وَرَضُواْ عَنْهُ

“บรรดาบรรพชนยุคแรกในหมู่ผู้อพยพ และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวมุฮาญิรีนและชาวอันศอรฺ) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย” (ซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 100)

مُحَمَّدٌ رَسُولُ اللَّهِ وَالَّذِينَ مَعَهُ أَشِدَّاءُ عَلَى الْكُفَّارِ رُحَمَاءُ بَيْنَهُمْ تَرَاهُمْ رُكَّعًا سُجَّدًا يَبْتَغُونَ فَضْلًا مِنَ اللَّهِ

 “มุฮัมมัดเป็นรอซูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา (เศาะฮาบะฮฺ) มีความรุนแรง(คือมีความชัดเจน)กับกาฟิร มีความเมตตาสงสารระหว่างพวกเขา(ซึ่งกันและกัน) เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้รุกูอฺ ผู้สุญูดโดยแสวงหาคุณความดีจากอัลลอฮฺ” (ซูเราะฮฺอัลฟัตห อายะฮฺที่ 29)

وَمَنْ يُطِعِ اللَّهَ وَالرَّسُولَ فَأُولَئِكَ مَعَ الَّذِينَ أَنْعَمَ اللَّهُ عَلَيْهِمْ مِنَ النَّبِيِّينَ وَالصِّدِّيقِينَ وَالشُّهَدَاءِ وَالصَّالِحِينَ وَحَسُنَ أُولَئِكَ رَفِيقًا

“และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลแล้ว ชนเหล่านี้จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงกรุณาเมตตาแก่พวกเขา อันได้แก่บรรดานบี ผู้ที่มีความสัจจะ ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามและบรรดาผู้ที่ประพฤติดี และชนเหล่านี้แหละเป็นเพื่อนที่ดี” (ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ อายะฮฺที่ 69)

 

مَنْ يُطِعِ الرَّسُولَ فَقَدْ أَطَاعَ اللَّهَ وَمَنْ تَوَلَّى فَمَا أَرْسَلْنَاكَ عَلَيْهِمْ حَفِيظًا

“ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว และผู้ใดผินหลังให้ เราก็หาได้ส่งเจ้าไปในฐานะเป็นผู้ควบคุมพวกเขาไม่” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ อายะที่ 80)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ وَلَا تُبْطِلُوا أَعْمَالَكُمْ

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามรอซูลคนนี้เถิด และอย่าทำให้การงานของพวกเจ้าไร้ประโยชน์” (ซูเราะฮฺมุฮัมมัด อายะฮฺที่ 33)

وَمَنْ يَعْصِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ وَيَتَعَدَّ حُدُودَهُ يُدْخِلْهُ نَارًا خَالِدًا فِيهَا وَلَهُ عَذَابٌ مُهِينٌ

“และผู้ใดทรยศต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และล่วงละเมิดขอบเขตของพระองค์แล้ว พระองค์ทรงทำให้เขาเข้าสู่นรก พำนักตลอดกาลอยู่ในนั้น และเขาจะได้รับการทรมานอย่างต่ำต่อย” (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺที่ 14 )



จากบรรดาโองการข้างต้นแสดงให้เห็นว่าบรรดาเศาะฮาบะฮฺเป็นผู้ที่มีความชัดเจนต่อกาฟิร แต่กับบรรดามุสลิมนอบน้อม เชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซูล เป็นผู้ที่มีความสัจจะ และประพฤติดี อันเป็นลักษณะของบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่อัลลอฮฺทรงยกย่องและพอพระทัยพวกเขา คนที่จะปฎิบัติตามเศาะฮาบะฮฺต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับพวกเขา


เรียบเรียงจากการบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

เรื่อง อะกีดะตุสสะลัฟ 2 ความหมายของอะกีดะฮฺและอัสสะละฟุศศอลิหฺ



 

AttachmentSize
aqidah006.pdf185.27 KB
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 3 อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ

หัวข้อเรื่อง: 
ข้อแตกต่างระหว่าง อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ กับกลุ่มอื่นๆ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
28.8.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:18
ขนาดไฟล์: 
14.40 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 4 หลักการที่ 1 การอีหม่าน(ศรัทธา)และรุก่น, การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.9.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:22
ขนาดไฟล์: 
12.50 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

  • เอกลักษณ์ของอะกีดะฮฺ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ
  • หลักการที่ 1 การอีหม่าน(ศรัทธา) และรุก่นต่างๆของมัน
    • รุก่นอีหม่านข้อที่ 1 การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

            1. เตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ

            2. เตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 5 เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
27.11.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:29
ขนาดไฟล์: 
12.50 mb
รายละเอียด: 

3. เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต - หลักการยึดมั่นของ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในเรื่อง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต (เปรียบเทียบกับ มุอฺตะซิละฮฺ อัลอะชาอิเราะฮฺ)

  • ไม่กำหนดเจาะจงว่าคุณลักษณะต่างๆของอัลลอฮฺนั้นเป็นอย่างไร
  • ตัวอย่าง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต
  • ซาตของอัลลอฮฺ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 6 อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.12.05
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 12:35
ขนาดไฟล์: 
12.70 mb
รายละเอียด: 

  • หลักการยึดมั่นของ อะฮฺลุซซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ในเรื่อง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต (เปรียบเทียบกับ มุอฺตะซิละฮฺ อัลอะชาอิเราะฮฺ)
  • ตัวอย่าง อัลอัสมาอฺ วัศศิฟาต
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 7 รุก่นอีหม่านข้อที่ 2 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

หัวข้อเรื่อง: 
ทำไมต้องศึกษาเรื่องมะลาอิกะฮฺ, คุณค่าของหลักศรัทธาข้อนี้ในด้านอีมาน(ความ ศรัทธา), ผู้ที่ไม่ศรัทธาไม่ใช่มุอฺมิน, ข้อผิดพลาดในหนังสือกุรอานมะญีด ของ อ.ดิเรก ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนในเรื่องนี้, มะลาอิกะฮฺคือเทวดาหรือ?
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
22.1.06
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 13:16
ขนาดไฟล์: 
10.40 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

ญีบรีล (นำวะฮยฺ), มิกาอีล (ฝนและริสกี), อิสรอฟีล (เป่าให้สัญญาณวันกิยามะฮฺ), มะละกุลเมาตฺ (ไม่ใช่ชื่ออัสรออีล เพราะเป็นข้อมูลจากเตารอตอินญีล)

มาลิก (หัวหน้ายามเฝ้านรก มีระบุในอัลกุรอาน, มลาอิกะฮฺจัดการนรกมี 19 ท่าน (อะลัยฮาติสอะตะอะชัร) - ลักษณะของมลาอิกะฮฺเฝ้านรก

ริฎวาน (เฝ้าสวรรค์ มีระบุในอัซซุนนะฮฺ) - ท่านนบีมุฮัมมัด เป็นคนแรกที่จะได้เข้าสวรรค์

มุงกัร - นะกีร : สอบสวนในกุบูร (หลุมฝังศพ)

ลักษณะ,รูปร่าง, เพศ และที่อยู่ของมลาอิกะฮฺ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 8 รุก่นอีหม่านข้อที่ 2 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
26.2.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 09:41
ขนาดไฟล์: 
14.00 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

  • รูปร่างลักษณะของมะลาอิกะฮฺ, ความเชื่อเกี่ยวกับมะลาอิกะฮฺในยุคญาฮิลียะฮฺ
  • หน้าที่ของมะลาอิกะฮฺแต่ละท่าน
  • มะลาอิกะฮฺ 8 ท่านที่แบกบัลลังค์ (อัรชฺ)

​وَالْمَلَكُ عَلَىٰ أَرْجَائِهَا ۚ وَيَحْمِلُ عَرْشَ رَبِّكَ فَوْقَهُمْ يَوْمَئِذٍ ثَمَانِيَةٌ

และมะลักก็จะปรากฏอยู่บนเวหาและ (มะลาอิกะฮฺ) จำนวนแปดท่านจะทูนบังลังก์แห่งพระเจ้าของเจ้าไว้เบื้องบนพวกเขาในวันนั้น (อัลฮากเกาะฮฺ 17)
  • ลักษณะของมะลาอิกะฮฺ, ความสง่างาม, ไม่มีเพศ, ไม่กินไม่ดื่มและไม่ขับถ่าย
  • นบีอิบรอฮีมกับมะลาอิกะฮฺ, มารยาทในการรับรองแขก
  • ความประเสริฐของมนุษย์และมะลาอิกะฮฺ, มะลาอิกะฮฺอยู่ที่ไหน มีจำนวนเท่าไหร่, มลาอิกะฮฺลงมายังแผ่นดินนี้หรือไม่
    อัลบัยตฺอัลมะมู้ด, มะลาอิกะฮฺจะเฏาะวาฟทุกวันเจ็ดหมื่นท่าน, มะลาอิกะฮฺที่นำนรกญะฮันนัมมา
    ชื่อมะลาอิกะฮฺบางท่านที่มีระบุในอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺ เช่น ญิบรีล(นำวะฮียฺ), มิกาอีล(จัดระเบียบริสกี), อิสรอฟีล(เป่าในวันกิยามะฮฺ), มาลิก (ดูแลญะฮันนัม), ริฎวาน(เฝ้าสวรรค์), มุงกัรนะกีร(สอบสวนมนุษย์ในกุบูร), ฮารูตมารูต(ไสยศาสตร์) ฯลฯ
     
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 9 การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
9.4.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 09:44
ขนาดไฟล์: 
9.80 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 10 รุก่นอีหม่านข้อที่ 3 การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
23.4.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 09:46
ขนาดไฟล์: 
11.00 mb
รายละเอียด: 

 

  • การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ต่างๆ
  • ตำแหน่งของคัมภีร์ต่างๆในความเชื่อของมุอฺมิน
  • การศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอาน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 11 รุก่นอีหม่านข้อที่ 3 การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
28.5.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 19:33
ขนาดไฟล์: 
15.30 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

- จะศรัทธาในคัมภีร์อัลกุรอานอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นรุกุ่น
- อัลกุรอานเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายบังคับ และข้อชี้แนะในชีวิตมุสลิม ไม่ใช่แค่คัมภีร์ที่ใช้ตอนทำพิธีทำบุญเท่านั้น
- อัลกุรอานชี้แจงไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง
- ทำไมอัลกุรอานไม่มีรายละเอียด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 12 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.6.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 19:35
ขนาดไฟล์: 
13.00 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 13 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
23.7.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 19:41
ขนาดไฟล์: 
12.70 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 14 รุก่นอีหม่านข้อที่ 4 การศรัทธาต่อบรรดาร่อซูล

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
17.9.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 19:42
ขนาดไฟล์: 
14.50 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 15 รุก่นอีหม่านข้อที่ 5 การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ (สัญญาณย่อย)

หัวข้อเรื่อง: 
หลักศรัทธาข้อนี้มีผลกระทบมหาศาลต่อชีวิตของเรา หลักศรัทธาที่ท่านนบีเน้นในช่วงแรกของการเผยแผ่อิสลามคือ ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันกิยามะฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
24.12.06
วันที่อัพ: 
Sun, 25/10/2009 - 06:27
ขนาดไฟล์: 
16.20 mb
ความยาว: 
130 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

- การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ, วันอาคิเราะฮฺ (ใช้ทับศัพท์ภาษาอาหรับเหมาะสมกว่าใช้ว่า วันปรโลก,วันสุดท้าย)
- ทำไมต้องศรัทธา, ความหมายของวันกิยามะฮฺ, กำหนดของวันกิยามะฮฺ,  
- อัยนุลยะกีนและอิลมุลยะกีน : อะกีดะฮฺที่หนักแน่นมั่นคงอิลมุลยะกีนต้องเท่ากับอัยนุลยะกีน เช่น ไม่เห็นอัลลอฮฺแต่เชื่อ เพราะมีหลักฐานที่ท่านนบีนำมา เราก็เชื่อด้วยการศึกษาจากที่ท่านนบีสอนและเชื่อมั่นเหมือนเห็นอัลลอฮฺ 
- วันกิยามะฮฺเริ่มเมื่อไหร่ ? : เริ่มตั้งแต่หลังตาย (มาบะอฺดัลเมาตฺ) อุละมาอฺจึงกล่าวว่าคนที่ปฏิเสธการทรมานในกุบูรถือว่ามีความบกพร่องในหลักศรัทธาข้อนี้, การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับวันกิยามะฮฺจึงต้องเริ่มตั้งแต่หลังจากตาย จนถึงเข้าสวรรค์หรือนรก
- ห้ามเชื่อว่าวันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นในวันนั้นวันนี้, ไม่มีใครรู้ว่าวันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่, ทำไมอัลลอฮฺต้องปกปิดกำหนดของวันกิยามะฮฺ
- สัญญาณวันกิยามะฮฺมี 2 ประเภท คือ สัญญาณเล็ก(ย่อย) และสัญญาณใหญ่
สัญญาณเล็ก (สัญญาณที่ถูกระบุในสายรายงานที่เศาะฮี้ฮฺและมีความสำคัญต่อการศรัทธา)
  • การมาและการเสียชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
  • การพิชิตบัยตุลมักดิส (ครั้งแรก ฮ.ศ.18 สมัยท่านอุมัร)
  • เลียนแบบประชาชาติยุคก่อน (ยะฮูด, นะศอรอ, เปอร์เซีย, โรม)
  • มีคนอ้างตัวเป็นนบี
  • สัตว์พูดคุยกับมนุษย์, แม่น้ำอัลฟุร้อตที่อิรักแห้งและปรากฏภูเขาทอง, ในเมืองมะดีนะฮฺมีแต่คนซอลิหฺเท่านั้น
  • อาหรับจะกลับเป็นเหมือนเดิม(คือมีต้นไม้อุดมสมบูรณ์), มีชายคนหนึ่งออกจากเกาะหฺฏอนมาปกครองมุสลิม,
  • ชาวโรมันจะมีจำนวนมากและจะมีสงครามระหว่างชาวโรมันกับมุสลิม, มุสลิมจะทำสงครามกับยิว,

----------------------------

ความประเสริฐของสิบวันแรกซุลฮิจญะฮฺและอุฎหิยะฮฺโดยสรุป, การตักบีร, วันฮัจญิลอักบัร, วันอันนะหรฺ
คำถาม - รูปแบบการตักบีรของเศาะฮาบะฮฺ, การมอบหมาย(เตากีล)ให้เชือด,
หนังและกระดูกให้ใครได้ ให้คนเชือดและคนแล่เนื้อได้หรือไม่, การเหนียตขณะเชือด, เสียดัม, คำกล่าวภาษาอาหรับในการเชือด, ทำกุรบานให้คนที่เสียชีวิตไปแล้ว(พ่อแม่)ได้หรือไม่, นำเงินของพ่อแม่(ที่เสียชีวิตไปแล้ว)มาทำกุรบานให้ท่านได้หรือไม่, การอุทิศผลบุญหรือทำบุญให้ผู้เสียชีวิตไปแล้วต้องเหนียตหรือไม่ อย่างไร,การอุทิศผลบุญหรือทำบุญให้ผู้เสียชีวิตไปแล้วต้องเหนียตหรือไม่ อย่างไร, ทำบุญอะไรให้คนตายได้บ้าง, ละหมาดอีด ไม่ละหมาดที่มุศ็อลลาถือว่าบกพร่องหรือไม่, ที่มัสญิดอะซานโดยการเปิดเสียงเทปได้หรือไม่

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 16 การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ (สัญญาณย่อยและใหญ่)

หัวข้อเรื่อง: 
ทำไมต้องศรัทธาต่อวันปรโลก(วันกิยามะฮฺ,วันสุดท้าย)
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
28.1.07
วันที่อัพ: 
Thu, 22/10/2009 - 14:00
ขนาดไฟล์: 
16.90 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

สัญญาณเล็ก

  •  มีผู้กล่าวเท็จต่อท่านนบีมาก
  • การยึดความรู้ไป, มีความโง่เขลาและความชั่วร้ายปรากฏในสังคม  คนซอลิหฺจะเสียชีวิตไปมาก
  • หลักการอิสลามถูกทำลายไปทีละเรื่องๆ, มุสลิมถูกรุมกินโต๊ะ
  • สัตว์พูดคุยกับมนุษย์, แม่น้ำอัลฟุร้อตที่อิรักแห้งและปรากฏภูเขาทอง, ในเมืองมะดีนะฮฺมีแต่คนซอลิหฺเท่านั้น, แผ่นดินอาหรับจะกลับเป็นเหมือนเดิม(คือมีต้นไม้อุดมสมบูรณ์), มีชายคนหนึ่งออกจากเกาะหฺฏอนมาปกครองมุสลิม, ชาวโรมันจะมีจำนวนมากและจะมีสงครามระหว่างชาวโรมันกับมุสลิม, มุสลิมจะทำสงครามกับยิว, โรม(เมืองหลวงของโรมัน)ถูกพิชิต ฯลฯ

สัญญาณใหญ่ (สัญญาณที่ชัดเจน ใกล้วันกิยามะฮฺมาก)

  • การปรากฏของท่านอัลมะหฺดี, อัลมะซีหฺอีซา อิบนุมัรยัม การปกครองโลกด้วยกฎหมายอิสลาม, อัฏฎออิฟะฮฺ มันซูเราะฮฺ (กลุ่มชนผู้ศรัทธาที่จะได้รับชัยชนะ), 
  • อัลมะซีหฺอัดดัจญาล, ผู้ตามคือชาวชนบทและสตรี
  • ยะอฺญูจและมะอฺญูจ - หน้าแบน ตัวเตี้ย
  • แผ่นดินไหวและแผ่นดินสูบ 3 ครั้ง (ทิศตะวันตก,ตะวันออก,ประเทศอาหรับ), มีควันไฟเกิดขึ้น
  • ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก
  • สัตว์ตัวหนึ่งจะออกมาคุยกับผู้คนถึงวันกิยามะฮฺ
  • มีพายุเย็นมายึดวิญญาณผู้ศรัทธาไปหมด
  • มีไฟลุก ไล่ผู้คนไปชุมนุมกันที่หนึ่ง
  • เป่าครั้งแรกตายหมด และครั้งที่สอง ฟื้นทั้งหมด ตั้งแต่สมัยนบีอาดัมจนถึงวันกิยามะฮฺ

 

icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 17 การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ (ชีวิตหลังตาย)

หัวข้อเรื่อง: 
(หน้า 97) ชีวิตหลังความตาย, การมองเห็นมะลาอิกะฮฺ, อาลัมบัรซัฆ(ในหลุมฝังศพ)
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.2.07
วันที่อัพ: 
Thu, 22/10/2009 - 14:19
ขนาดไฟล์: 
14.70 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 18 การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ (ลำดับเหตุการณ์วันกิยามะฮฺ)

หัวข้อเรื่อง: 
ลำดับเหตุการณ์วันกิยามะฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
1.4.07 - 22.10.09
วันที่อัพ: 
Thu, 22/10/2009 - 14:46
ขนาดไฟล์: 
12.50 mb
ความยาว: 
100 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

ลำดับเหตุการณ์วันกิยามะฮฺ : การเสียชีวิต, ในกุโบร์(อาลัมบัรซัฆ), การเป่า, การฟื้นคืนชีพ, สถานที่รอการตัดสิน, การขอชะฟาอะฮฺ, การสอบสวน, บันทึกผลงาน, การชั่ง, ชาวอะอฺรอฟ, บ่อน้ำ, การรอคอย, สะพานสิรอฏ, สะพานสำหรับผู้ศรัทธา

 

 

อะกีดะฮฺ 18 6018-01-04-2007-aqidah18.mp3
 
 
การเดินทางของชีวิตหลังตาย
เรียบเรียงจากการบรรยายของเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
เราเกิดมาจากไหน อยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร  ตายแล้วจะไปไหน เป็น 3 คำถามที่สร้างความไม่สบายใจให้กับมนุษย์ทุกคน ซึ่งทุกศาสนาในโลกใบนี้ ปรัชญา ความรู้ของใครก็ตามยังไม่สามารถให้คำตอบ 3 คำถามนี้ได้ นอกจากอัลอิสลามเท่านั้นที่สามารถให้คำตอบได้อย่างละเอียดทั้งหมดว่าเรามาจากไหน ตั้งแต่สมัยนบีอาดัม และมาอยู่ในโลกนี้ได้เพราะอะไร พร้อมให้บทเรียน  ตลอดจนมาอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไร ต้องทำอะไรบ้าง แจ้งไว้อย่างละเอียด เมื่อตายแล้วก็ไม่ปล่อยให้เราอยู่ในความสงสัย แต่ยังให้แผนชีวิตของอนาคตอย่างละเอียดว่า ตายแล้วร่างกายและวิญญาณของเราจะไปอยู่ที่ไหน  จะเคลื่อนไหวไปไหน และในกุโบร์จะประสบอะไร  ครั้นเมื่อฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮฺ ก็ยังบอกรายละเอียดขั้นตอนของวันกิยามะฮฺไว้ทั้งหมดว่าเราจะประสบอะไรบ้าง  ทำให้เราสามารถวางแผนของอนาคตอันยาวนานของเรา ตั้งแต่ออกจากกุโบร์จนกระทั่งเข้าสวรรค์ ซึ่งเป็นอากีดะฮฺของเราที่ต้องเรียนรู้และศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺและศรัทธาต่อเรื่องการเป่าสังข์
(หน้า 98)
 
ลำดับเส้นทางประจำชีวิตของเรา
 
1. การเสียชีวิต  กิยามะฮฺแรกสำหรับเราจะเริ่มตั้งแต่การเสียชิวิตของเรา เพราะชีวิตเราสิ้นสุดแล้วและเรากำลังต้อนรับวันกิยามะฮฺของเราที่กุโบร์ (กุบูร) 
ขอให้เราได้เสียชีวิตก่อนวันกิยามะฮฺเถิด เพราะท่านนบี   ได้กล่าวว่า คนชั่วร้ายที่สุดคือคนที่มีชีวิตอยู่ในขณะที่วันกิยามะฮฺได้เกิดขึ้น  และอีกหะดีษที่นบี   กล่าวว่า วันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นโดยที่มนุษย์ที่อยู่ในขณะนั้นไม่มีใครกล่าวถึงอัลลอฮฺ   (คือไม่มีมุอฺมิน)  และหะดีษอีกบทหนึ่งท่านนบี  ได้กล่าวว่า  สัญญานของวันกิยามะฮฺ คือ จะมีพายุลมเย็นกระจายไปทั่วโลกยึดเอาวิญญาณของผู้ศรัทธาไป และจะมีมนุษย์พวกเดียวที่เหลืออยู่ คือ พวกคนชั่ว พวกปฏิเสธศรัทธา  
 
2. ในกุโบร์  เรานอนอยู่ในกุโบร์เพื่อรอคอยวันกิยามะฮฺ ผู้ที่อัลลอฮฺ   จะรักษาร่างกายไม่ให้สูญสลาย คือ บรรดานบี ผู้ตายชะฮีด คนที่ยกอะซานที่มัสยิดอย่างสม่ำเสมอ  และคนที่อัลลอฮฺ   ทรงประสงค์  แต่คนทั่วไปร่างกายจะสูญสลายไป
 
3. การเป่า  เป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในวันกิยามะฮฺที่แท้จริง ท่านอิสรอฟีลซึ่งเป็นท่านหนึ่งในบรรดาหัวหน้ามลาอิกะฮฺ จะเป็นผู้เป่าสังข์  มีรายงานว่า ขณะนี้ท่านจับสังข์พร้อมที่จะเป่าแล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนครั้งที่เป่า อุละมาอฺขัดแย้งกันว่า 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง  ทั้งนี้เพราะในอัลกุรอาน อัลลอฮ์   ได้ตรัสถึงการเป่าสังข์หลายครั้ง และในทุกครั้งที่กล่าวจะมีลักษณะของเหตุการณ์ เช่นใน ซูเราะห์อัซซุมัร อายะห์ที่ 68  อัลลอฮฺ   ตรัสว่า 
 
وَنُفِخَ فِي الصُّورِ فَصَعِقَ مَن فِي السَّمَاوَاتِ وَمَن فِي الْأَرْضِ إِلَّا مَن شَاءَ اللَّـهُ ۖ ثُمَّ نُفِخَ فِيهِ أُخْرَىٰ فَإِذَا هُمْ قِيَامٌ يَنظُرُونَ ﴿٦٨﴾
และสังข์ได้ถูกเป่าขึ้น แล้วบรรดาผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินจะล้มลงตายเว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮฺประสงค์ แล้วสังข์ได้ถูกเป่าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แล้วพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนมองดู
 
เมื่อมีการเป่าสังข์และจะมีการล้มตาย และในซูเราะห์อันนัมลฺ  อายะห์ที่ 87 อัลลอฮฺ    ตรัสว่า 
 
وَيَوْمَ يُنفَخُ فِي الصُّورِ فَفَزِعَ مَن فِي السَّمَاوَاتِ وَمَن فِي الْأَرْضِ
และ (จงรำลึกถึง) วันที่สังข์จะถูกเป่าขึ้น ดังนั้นผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและผู้ที่อยู่ในแผ่นดินจะตื่นตระหนก (ซูเราะตุนนัมลฺ 87)
 
ในอายะฮฺนี้ระบุว่า วันที่มีการเป่าสังข์ จะมีการตระหนกตกใจ สะดุ้งกันทั้งโลก  อุละมาอฺวิเคราะห์ว่า การเป่าในสองอายะฮฺนี้เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียวกันหรือต่างครั้งกัน จะขัดแย้งกันในเหตุการณ์ที่เกิดกับมนุษย์ คือ เป่าครั้งแรกจะตระหนกตกใจ  และเป่าครั้งที่ 2 จึงจะล้มตาย และเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพของโลก  เพราะบางท่านไม่ได้แยกไว้  อย่างไรก็ตามไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอะกีดะฮฺแต่อย่างใด  และเป่าครั้งที่ 3  คือ การเป่าให้ฟื้นคืนชีพ
 
4. การฟื้นคืนชีพ ไม่ใช่การบังเกิดเพราะไม่ได้มาจากไม่มีอะไรเลย แต่เป็นการฟื้นคืนชีพจากร่างที่สลายไปแล้วสู่สภาพเดิม ออกมาจากกุโบร์สู่สถานการณ์ของวันกิยามะฮฺแต่ละขั้นตอนเพื่อไปยังองค์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ลองจินตนาการสภาพการลุกจากกุโบร์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย เท้าเปล่า เปลือยกาย ไม่ได้ตัดสุนัต สภาพเหมือนเกิดครั้งแรก ร่างกายสมบูรณ์ อายุมาก แต่มีสภาพเหมือนเด็กแรกเกิดจากมดลูก  ทำอะไรเองไม่ได้ มีลักษณะเดียวคือ ต้องการความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์  เท่านั้น โดยที่ทุกคนไม่มีโอกาสที่จะสนใจใคร  มลาอิกะฮฺจะผลักดันไล่บรรดามนุษย์ไปยังสถานที่ของวันกิยามะฮฺ  รอการตัดสิน ซึ่งสถานที่นี้ อุลามามีทัศนะขัดแย้งกันเป็น  2 ทัศนะว่า อยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่น เพราะมีในอัลกุรอานที่อัลลอฮฮฺ    ตรัสว่า “วันกิยามะฮฺ แผ่นดินจะถูกเปลี่ยนไป” อุลามาจึงตีความว่า เฉพาะแผ่นดินเท่านั้น หรือหมายถึงโลกทั้งโลก  ขณะที่เดินไปนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ของระบบของโลกจักรวาลก็จะเปลี่ยนแปลงต่อหน้าเรา ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก ดวงอาทิตย์จะเข้าถึงโลกของเรา ท่านนบี   กล่าวว่า ดวงอาทิตย์จะใกล้กับศีรษะของบรรดามนุษย์ในโลกนี้ กฎธรรมชาติของวันกิยามะฮฺไม่เหมือนกฎธรรมชาติของโลกปัจจุบัน ท่านนบี   กล่าวว่าคนที่เย่อหยิ่งตะกับโบรดูถูกคนอื่น อัลลอฮฺ   จะให้รูปร่างเขาเหมือนมดและให้คนที่โดนดูถูกมาเหยียบเป็นการตอบแทนอันเหมาะสม  ร่างกายของคนทั่วไปก็ไม่เหมือนเดิม ท่านนบี   ได้กล่าวว่า ฟันของคน     กาเฟรในนรกเท่ากับภูเขาอุฮุด ร่างกายใหญ่โตเพื่อที่จะได้เจ็บให้มากที่สุด และรูปร่างของชาวสวรรค์สมบูรณ์เหมือนท่านนบีอาดัมตอนบังเกิดมาครั้งแรก สูง 30 ศอก  ร่างกายของเราก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อดวงอาทิตย์เข้าใกล้ศีรษะ เหงื่อจะกลายเป็นน้ำท่วม บางคนท่วมถึงตาตุ่ม บางคนท่วมถึงหู บางคนจมไปในน้ำเหงื่อของตัวเอง แล้วแต่อามั้ลการกระทำของเขา  นี่คือสภาพของคนทั่วไปที่ต้องเดือดร้อน แต่มีอยู่ประเภทหนึ่งที่อยู่แบบสบายไม่ต้องเดือดร้อน นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างจากรัศมี คือ พวกที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺ   เพราะอัลลอฮฺ    ทรงโปรดปรานคนที่ให้อัลลอฮฺ   มีความสำคัญในชีวิต
 
คนแรกที่จะถูก ฟื้นคืนชีพนั้น  คือ ท่านนบีมูฮำหมัด     อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อุลามาขัดแย้งกัน เพราะมีฮาดีสที่ท่านนบี   กล่าวว่า “ฉันจะถูกฟื้นคืนชีพวันกิยามะฮฺ  เมื่อถึงวันกิยามะฮฺ ฉันจะมองพระบัลลังก์ของอัลลอฮฺ    และพบว่าท่านนบีมูซาจับขาพระบัลลังก์ของอัลลอฮฺ  อยู่  ฉันก็ไม่รู้ว่าท่าน นบีมูซาฟื้นคืนชีพก่อนฉันหรือไม่”   การที่ท่านนบีมูซาฟื้นคืนชีพหมายถึง  ไม่ให้ตายและฟื้นคืนชีพเพราะชดเชยหรือทดแทนครั้งแรกที่ท่านนบีมูซาได้พูดกับอัลลอฮฺ  ที่ภูเขาอัตตูร และได้ยินเสียงที่ทำให้ท่านล้มตายไป  เหตุการณ์นี้อัลลอฮฺ  อาจจะทดแทนให้ท่านนบีมูซาไม่ต้องตายในวันเป่าสังข์ จึงฟื้นคืนชีพเป็นคนแรก 
สภาพมนุษย์ในวันกิยามะฮฺจะเดินไปสู่สถานที่วันกิยามะฮฺเหมือนฝูงตั๊กแตนที่กระจายทั่วไป มืดมิดไปหมด นี่คือสิ่งที่ศาสนาอิสลามได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอนาคตอย่างละเอียดซึ่งไม่มีที่ใดจะให้ได้ เพราะอัลลอฮฺ    เท่านั้นที่จะให้ข้อมูลได้อย่างละเอียด  บรรดามนุษย์จะรีบเร่งไปสู่เสียงที่เรียกไปสู่การตัดสิน สภาพมนุษย์แบบนี้ไม่มีการส่งเสียงดัง เนื่องจากความตื่นตระหนก ตกใจกลัว พูดไม่ออก จะพูดคุยเสียงดังไม่ได้  จะไม่ได้ยินเสียงเลยนอกจากเสียงกระซิบ สภาพของทุกคนจะอยู่ในลักษณะ “นัฟซี นัฟซี- ตัวฉัน ตัวฉัน” อย่างเดียว ถึงขั้นที่อัลลอฮฺ   ตรัสว่าวันกิยามะฮฺคนที่เป็นที่รักที่สุดก็คือ ตัวเอง  
 
5. การเดินไปสู่วันกิยามะฮฺ  เวลาของการเดินไปสู่วันกิยามะฮฺและรอคอยการตัดสิน จะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุด คือ  5 หมื่นปี ในสภาพที่ดวงอาทิตย์จะอยู่ใกล้ศีรษะ  ยืน 5 หมื่นปี เพื่อรอคอยให้อัลลอฮฺ  ทรงเริ่มตัดสิน  จนกระทั่งบรรดามนุษย์เดือดร้อนถึงขั้นจะขอต่ออัลลอฮฺ  ให้ทรงตัดสินเสียทีถึงแม้ว่าจะทรงตัดสินให้ไปนรกก็ตาม  แต่อัลลอฮฺ  ไม่รับ จึงต้องไปหาชะฟาอะฮฺจากบรรดานบีและรอซูล 
 
6. การขอชะฟาอะห์  โดยไปหาบรรดานบีและรอซูลเพื่อให้ท่านขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺ   ทรงเริ่มตัดสิน ทั้งนี้ ได้ไปหาท่านนบีอาดัมเป็นท่านแรก จากนั้นจึงไปหาท่าน นบีมูซา ท่านนบีอีซา และอื่นๆ ซึ่งต่างก็บอกปัดว่า ฉันช่วยไม่ได้  สุดท้ายจึงมาหาท่านนบีมูฮำหมัด   นบีท่านสุดท้าย ซึ่งท่านนบี   ก็จะกล่าวกับบรรดามนุษย์ทั้งหลายว่า “ฉันคนเดียวที่จะขอความช่วยเหลือด้านชะฟาอะฮฺได้ ฉันจะเดินไปสู่พระบัลลังก์ของอัลลอฮฺ    และจะกราบสุหยูดให้แก่พระองค์  ขณะนั้นอัลลอฮฺ   จะสอนบทสรรเสริญต่อพระองค์ ช่วงนั้นที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ท่านนบี  ก็จะไปสุหยูดต่ออัลลอฮฺ  ยาวนาน ด้วยการสรรเสริญดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ  ให้อัลลอฮ์ทรงเริ่มตัดสินในวันกิยามะฮฺเสียที จนกระทั่งมีเสียงจากอัลลอฮฺ  ที่ทรงเรียกให้ท่านนบี   เงยศีรษะขึ้นและขอความช่วยเหลือให้ใครก็ได้แล้วพระองค์จะทรงให้  ท่านนบี  สามารถจะขอความช่วยเหลือซึ่งบรรดานบีและรอซูลท่านอื่นไม่สามารถทำได้ ท่านนบี   จะขอให้อัลลอฮฺ  เริ่มตัดสินวันกิยามะฮฺ  ขอให้บรรดาผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งเข้าสวรรค์โดยไม่ผ่านกระบวนการตัดสินสอบสวนใดๆ  ขอให้บรรดาผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งที่สมควรเข้านรกไม่ต้องเข้านรกแต่ให้เข้าสวรรค์ได้เลย ขอให้บรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ในสวรรค์ระดับต่ำให้ขึ้นสู่ระดับสูงกว่าเดิม  ขอให้บรรดาที่สมควรอยู่ในนรกหลายๆ ปี ให้รีบออกจากนรก  ท่านนบี  จะขอให้อัลลอฮฺ  ช่วยเหลือแม้กระทั่งกาเฟรบางคนที่อยู่ในนรกระดับรุนแรงให้อยู่ในระดับบรรเทา ซึ่งได้แก่ลุงของท่านนบี   คือ อบูตอเล็บเท่านั้นให้อยู่ในชั้นสูงของนรกซึ่งเป็นขั้นทรมานขั้นเบาที่สุด คือยืนบนหินไฟ แค่สมองเดือด   หลังจากนี้ จึงจะมีการตรวจสอบคิดบัญชี  
 
7. การคำนวณ สอบสวน และตรวจสอบบัญชีการกระทำของมนุษย์  บรรดามนุษย์มีหลายกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งที่อัลลอฮฺ  จะยกเว้นไม่ต้องสอบสวน ได้เข้าสวรรค์เลย  ท่านนบี  กล่าวไว้ว่า มีอยู่ 7 หมื่นคนเท่านั้นในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย  และใน 7 หมื่นคนนี้ ทุกพันใน 7 หมื่นก็จะได้ 7 หมื่นไปด้วย รวม 4 ล้าน 9 แสนคนในบรรดามนุษย์ ที่จะเข้าสวรรค์โดยไม่มีการสอบสวนแต่อย่างใด  ฮาดีสนี้ประกอบการบันทึกของอิหม่ามบุคอรีและอะหฺมัด  ท่านอุกาชะฮฺได้ขอท่านนบี  ให้ได้เป็น 1 ใน 7 หมื่น ท่านนบี  จึงกล่าวว่า ขอให้ท่านได้เป็นเถิด ศอฮาบะฮฺท่านอื่นๆ ก็ขอด้วย แต่ท่านนบี  กล่าวว่า  อุกาชะฮฺได้ไปแล้ว ศอฮาบะฮฺจึงถามว่า คุณลักษณะของคนกลุ่มนั้นเป็นอย่างไร ท่านนบี  จึงย้อนถามว่า อยากเป็นเช่นนั้นหรือไม่  ทั้งนี้ มีเงื่อนไข 4 ประการ หากปฏิบัติตลอดชีวิต วันกิยามะฮฺเมื่อฟื้นคืนชีพก็จะได้เข้าสวรรค์โดยไม่ถูกสอบสวน  คือ
1. ไม่ไปขอให้คนอื่นรุกยะห์ให้ ( คือ การรักษาโรคด้วยการดุอาอฺ หรือ อ่านอัลกุรอ่านเป่าให้ในการรักษาโรค ) แต่หากมีคนมาอ่านกุรอานเป่าให้เองโดยที่เจ้าตัวไม่ได้ขอ ก็ไม่มีปัญหา โดยที่เจ้าตัวจะขอต่ออัลลอฮฺ   อย่างเดียวในการรักษา
2. ไม่ใช้วิธีรักษาด้วยการจี้ไฟ ซึ่งสมัยก่อนจะใช้ไฟในการรักษาโรค
3. ไม่เชื่อในโชคลาง โชคร้าย  แต่ต้องเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างอัลลอฮฺ   ทรงกำหนด 
4. มอบหมาย ตะวักกุ้ลต่ออัลลอฮฺ   องค์เดียวเท่านั้น ตะวักกุ้ลเป็นพฤติกรรมที่เชื่อในอัลลอฮฺ  ที่ทรงให้หายจากโรค หมอเป็นเพียงสาเหตุ เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่อัลลอฮฺ  ทรงสร้างไว้ในโลกนี้
สิ่งที่ท่านนบี  ได้ตั้งเป็นเงื่อนไขนี้ สำหรับคนที่พึ่งอัลลอฮฺ  จริงๆ  หากดำรงชีวิตโดยปฏิบัติตาม 4 ประการ นี้ ได้เข้าสวรรค์โดยไม่ถูกสอบสวน มนุษย์อื่นจากกลุ่มนี้จะต้องได้รับการสอบสวน โดยดูจาก
 
8. ใบปลิว ผลการบันทึกจากสมุดบันทึกอามั้ลความชั่วความดีทั้งหมด    สมุดบันทึกทั้งหลายของมนุษย์จะอยู่ที่อัลลอฮฺ   โดยมลาอิกะฮฺ 2 ท่านจะทำหน้าที่บันทึกทั้งมือขวาและมือซ้าย และนำไปมอบให้อัลลอฮฺ  
กลุ่มหนึ่งจะไม่ถูกสอบสวน อีกกลุ่มหนึ่งจะถูกสอบสวนเบาๆ คือ กลุ่มผู้ศรัทธา อัลลอฮฺ   จะทรงระบุความผิด 2-3 อย่าง และถามว่า ได้ทำหรือไม่  เมื่อตอบรับแล้ว ก็จะเป็นบาปเล็กที่อัลลอฮฺ  ทรงสอบสวน การที่อัลลอฮฺ   ได้ทรงปกปิดความผิดไว้ในโลกนี้ พระองค์ก็จะทรงปกปิดในวันกิยามะฮฺด้วย พร้อมทั้งเปลี่ยนความผิดนี้ให้เป็นความดี  ผู้ศรัทธาประเภทที่ได้รับการสอบสวนแบบเล็กน้อยนี้ คือ ผู้ที่มีความเกรงกลัวและความละอายต่ออัลลอฮฺ    ตลอด สำนึกผิดตลอด รู้ว่าตัวเองผิดก็กลับเนื้อกลับตัว   ทั้งนี้เพราะ อัลลอฮฺ  ทรงมีพระนามว่า “อัรเราะห์มานอัรเราะห์ฮีม- เมตตาเสมอ” อัลลอฮฺ  จะทรงอภัยโทษให้ ซึ่งท่านนบี  ได้กล่าวว่า ความผิดเท่ากับน้ำหนักโลกนี้ อัลลอฮฺ  สามารถที่จะลบล้างได้ หากสำนึกแล้วกลับเนื้อกลับตัว  นอกจากนี้ท่านนบี  ได้กล่าวว่า อัลลอฮฺ  ตรัสว่าทุกคนที่ทำความผิด ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺ  จะทรงให้อภัยโทษ ยกเว้นคนที่กระด้าง เผยความชั่ว เช่น สูบบุหรี่หน้าสุเหร่า 
 
สำหรับอีกกลุ่มหนึ่งที่จะถูกสอบสวนอย่างละเอียดในทุกสิ่งไม่มียกเว้น  โดยที่จะมีบางคนปฏิเสธว่าไม่ได้ทำความผิด  ทั้งๆ ที่มีบันทึกปรากฎอยู่  แต่อัลลอฮฺ  ทรงเป็นผู้ทรงยุติธรรม จึงไม่ให้ปากพูด แต่เท้าไปทำอะไรมาจะพูด  มือไปทำอะไรมาก็จะพูด ทุกอวัยวะพูดสารภาพหมด  จากนั้นอัลลอฮฺ   ก็จะทรงอนุมัติให้ปากพูด ก็จะด่าอวัยวะของตัวเอง  นี่คือสภาพการสอบสวนในวันกิยามะฮฺ 
หลังจากถูกสอบสวนแล้วก็รออีกพักหนึ่ง สมุดบันทึกของอัลลอฮฺ  ก็จะกระจายมา ทุกคนก็จะรู้เล่มของตัวเอง โดยสมุดอามั้ลจะไปอยู่ในมือของเจ้าของ ถ้าเป็นคนดี จะเป็นชาวสวรรค์ก็จะไปอยู่ในมือขวา แต่คนที่จะเข้านรก จะมีสัญญาณที่ปรากฎ คือ จะรับสมุดอามั้ลของเขาด้วยมือซ้ายจากด้านหลัง หากรับในลักษณะนี้ แสดงถึงความหายนะ เข้านรกแน่  แม้ว่าจะเป็นผู้ศรัทธา  สำหรับคนที่ได้รับสมุดอามั้ลด้วยมือซ้ายทางด้านหลัง ก็จะเกิดความกังวล เศร้าโศก เพราะจะต้องเข้านรก  ส่วนคนที่ได้รับสุมดด้วยมือขวา เป็นชาวสวรรค์ตามที่หวังไว้ ก็จะอวดกันด้วยความดีใจ ซึ่งวันกิยามะฮฺสามารถอวดกันได้ว่า ฉันได้รับสมุดด้วยมือขวาเป็นคนดี เป็นชาวสวรรค์  แต่ในโลกดุนยานี้การอวดอามั้ลความดีกันไม่สามารถทำได้เพราะทำให้อามั้ลของเราโมฆะล้มเหลว  
สัญญาณการจะเข้าสวรรค์หรือนรกไม่ใช่เพียงการรับสมุดอามั้ลด้วยมือซ้ายหรือมือขวาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการชั่งด้วยตราชั่งอีกสัญญาณหนึ่ง 
 
9. การชั่งด้วยตราชั่ง  เป็นตราชั่งที่มี 2 ข้าง ข้างหนึ่งชั่งอามั้ลที่เป็นความดี และอีกข้างหนึ่งจะชั่งอามั้ลที่เป็นความชั่ว  ถ้าความดีหนักกว่าความชั่ว จะเป็นชาวสวรรค์ ถ้าความชั่วหนักกว่าความดี ก็จะเป็นชาวนรก  ซึ่งเป็นสัญญาณที่จะเพิ่มความอบอุ่นใจ เพราะบางคนที่ได้รับสมุดอามั้ลด้วยมือขวา แน่นอนได้เข้าสวรรค์ แต่รู้ว่าในสมุดมีความชั่วที่ต้องชำระ พอมาชั่งน้ำหนัก เอาสมุดอามั้ลมาตั้ง ถ้าความดีหนักกว่า ก็จะได้เข้าสวรรค์ แม้จะมีความชั่วอยู่  แต่ถ้าสมุดอามั้ลมีความชั่วหนักกว่าความดี ก็จะต้องขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของอัลลอฮฺ    หากอัลลอฮฺ  ทรงเมตตาก็อาจไม่ต้องไปชำระที่นรก ได้เข้าสวรรค์เลย แต่ถ้าเท่ากันพอดี  ก็จะเป็นชาวอัลอะรอฟ  อัลอะรอฟ คือสถานที่ระหว่างสวรรค์กับนรก ยังไม่เข้าสวรรค์ยังไม่เข้านรก ต้องรออีกพักหนึ่ง แต่ก็ทรมานแล้ว เพราะอัลลอฮฺ  ได้ตรัสไว้ใน      ซูเราะห์อัลอะอฺรอฟ ว่า พวกเขาได้ไปมองดูทั้งชาวสวรรค์และชาวนรก ท่านนบี  จึงกล่าวว่า จงป้องกันตัวเจ้าจากนรก ถึงแม้จะบริจาคไม่ถึงครึ่งดิรฮัมก็ตาม  จงบริจาคแม้เพียงเล็กน้อยก็จะมีผล        อุลามาบางท่านกล่าวว่า การชำระความผิดอาจเกิดจากความเดือดร้อนที่ประสบในวันกิยามะฮฺก็เป็นได้ เพราะตั้งแต่ออกจากกุโบร์จนไปถึงชั่งน้ำหนัก อาจมีการชำระความผิดไปด้วย ความผิดหลุดไปตามที่อัลลอฮฺ  จะทรงเมตตาก็ได้ เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วทุกคนก็จะรู้ว่าตัวเองจะไปไหน อย่างไรก็ตามก่อนที่จะไปสวรรค์ยังคงมีอีกหลายขั้นตอนต่อไป 
 
10. บ่อน้ำของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  อุลามาขัดแย้งกันว่า อยู่ที่ทางเดินไปสถานที่วันกิยามะฮฺ หรืออยู่หลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว แต่ทัศนะที่มีน้ำหนักกว่า คือ จะอยู่ช่วงสุดท้ายหลังจากชั่งน้ำหนักแล้ว ผู้ศรัทธารู้ตัวแล้ว แต่จะมีการคัดอีกขั้นหนึ่ง คือ คัดคนดีเลิศ คัดหัวกะทิของประชาชาติอิสลาม เป็นชาวสวรรค์รุ่นแรก  ท่านนบี  กล่าวว่า บ่อน้ำของท่านนบี    มีระยะห่างของบ่อน้ำเท่ากับระยะระหว่างมักกะห์กับเมืองซะมาอะห์เกือบพันกว่ากิโล บ่อน้ำนี้สำหรับประชาชาติอิสลามเท่านั้น สีน้ำของบ่อน้ำท่านนบีนั้นขาวกว่านม มีความหวานกว่าน้ำผึ้ง และจะมีขันตักน้ำวางอยู่ใกล้บ่อน้ำเท่ากับจำนวนดวงดาวบนท้องฟ้า ทุกคนรีบเร่งไปยังบ่อน้ำท่านนบี   เนื่องจากรอกันด้วยความกระหาย มานาน 5 หมื่นปีแล้ว   ท่านนบี  จะรู้จักประชาชาติของท่านด้วยลักษณะการอาบน้ำละหมาด หน้าผาก ปลายอวัยวะทั้งมือและขา จะมีสัญลักษณ์สีขาวของการอาบน้ำละหมาด  ท่านนบี  ได้เปรียบเทียบเหมือนม้าที่ปลายเท้าปลายขาและหน้าผากจะมีสีขาว ท่านนบี  จะรู้ได้จากสัญลักษณ์นั้นจากการที่เป็นผู้ทีอาบน้ำละหมาดและละหมาด    และท่านนบี  จะเรียกประชาชาติของท่านและให้การต้อนรับ ตักน้ำให้ดื่มน้ำจากมือท่านนบี    แต่จะมีมลาอิกะฮฺมาลากบางกลุ่มที่ไม่มีสิทธิดื่มน้ำจากบ่อน้ำของท่านนบี ไปจากบ่อน้ำของท่านนบี  ทั้งๆ ที่มีสํญญลักษณ์  ซึ่งท่านนบี  ก็คัดค้านว่า นั่นประชาชาติของท่าน แต่มลาอิกะฮฺกล่าวว่า ท่านไม่ทราบหรอกว่า หลังจากท่าน พวกนี้ได้ทำการเปลี่ยนแปลงศาสนาของท่านทั้งเรื่องอากีดะฮฺและอิบาดะฮฺ  ทำบิดอะห์ ท่านนบี  จึงแช่งและไล่ให้ห่างไกลจากท่าน  ไม่มีสิทธิ์ดื่มน้ำจากบ่อน้ำท่านนบี   
วันกิยามะฮฺจะโกหกไม่ได้ อะไรที่เป็นรูปแบบชีวิตของเราจะปรากฏในวันกิยามะฮฺ ดุอาอฺของบรรดาอุลามาจะกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้เราได้มีสิทธิดื่มน้ำจากบ่อน้ำของท่านนบีสักครั้ง โดยที่จะไม่กระหายน้ำอีกต่อไปจนกระทั่งเข้าสวรรค์” สำหรับบ่อน้ำอัลเกาษัรนั้น มีทัศนะหนึ่งกล่าวว่า จะมีอีกบ่อหนึ่งในสวรรค์ 
หลังจากดื่มน้ำจากบ่อน้ำของท่านนบี   แล้ว  ก็จะมีการรอคอย ซึ่งเป็นการคัดอีกขั้นหนึ่งต่อไป
 
11. การรอคอย  บรรดามุอมินหรือแม้กระทั่งกาเฟรก็จะยืนรอ ทุกคนจะรอคอยพระเจ้า  คนที่บูชาเจว็ดก็จะรอพระเจ้าของเขาพาไปนรก และจะมีกลุ่มหนึ่งที่รออยู่ มลาอิกะฮฺจึงถามว่า ยืนอยู่ทำไม รออะไร  มุอิมินก็จะบอกว่า ยืนรอพระเจ้าของเราอยู่ เพราะมีสัญญาระหว่างผู้ศรัทธากับอัลลอฮฺ เพื่อจะเห็นขาของอัลลอฮฺ   เพราะอัลลอฮฺจะทรงเผยขาของพระองค์ และผู้ศรัทธาจะสูหยูดกราบให้อัลลอฮฺ   ยกเว้นพวกมุนาฟิก ซึ่งเป็นพวกที่อ้างว่าศรัทธาในดุนยา ไม่สามารถสุหยูดได้ เพราะหลังจะแข็ง  ชี้ให้เห็นว่า ในดุนยาพวกมุนาฟิกไม่ได้กราบเพื่ออัลลอฮฺ   แต่กราบเพื่อสิ่งอื่น ซึ่งขั้นตอนนี้จะคัดแยกผู้ศรัทธาที่มีความบริสุทธิ์ใจ และพวกที่บิดพริ้ว   ก่อนที่จะถึงขั้นที่อันตรายที่สุด 
 
12. สะพานอัศศิรอต  เป็นขั้นที่อันตรายที่สุดในชีวิตของโลกอาคิเราะห์ ทุกคนต้องข้ามสะพานซีรอต  แม้กระทั่งบรรดานบี สะพานซีรอตมีนรกอยู่ข้างล่าง มีความละเอียดมากกว่าเส้นผม คมกว่าคมดาบ แต่สำหรับผู้ศรัทธาที่อัลลอฮฺ  ทรงประสงค์จะให้เข้าสวรรค์ บางคนจะข้ามได้รวดเร็วมาก  เปรียบเสมือนฟ้าแลบ บางคนก็เปรียบเสมือนขี่ม้าอย่างเร็ว บางคนก็จะเป็นลักษณะวิ่ง บางคนจะคลาน แต่รอดเพราะอามั้ลของเขา  หนามของนรกซึ่งท่านนบี   เปรียบเหมือนหนามของต้นไม้ในทะเลทราย จะคอยตะครุบลากลงนรก  คนที่จะตกนรกมี 2 ประเภท คือ กาเฟรทั้งหมด  และผู้ศรัทธาที่ไม่รอด ซึ่งจะอยู่ในนรกชั่วคราว ความลึกของนรก บางหลุมความลึกของนรก 70 ปี ยังไม่ถึงสุดท้ายของมัน ผู้ที่ข้ามสะพานซีรอตได้จะมีเฉพาะผู้ศรัทธาเท่านั้น เมื่อข้ามสะพานซีรอตได้แล้ว ก็สบายใจได้  แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงไม่ได้เข้าสวรรค์ จะต้องผ่านอีกขั้นหนึ่ง คือ  
 
13. สะพานสำหรับผู้ศรัทธา คนที่จะข้ามได้ต้องมีหัวใจที่บริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน และการบาดหมางกับพี่น้องมุสลิม  จึงจะเข้าสวรรค์ได้ โดยท่านนบี   จะเข้าสวรรค์เป็นคนแรก 
 
 
 
 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 19 การศรัทธาต่อวันกิยามะฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
22.4.07 - 22.10.09
วันที่อัพ: 
Thu, 22/10/2009 - 15:13
ขนาดไฟล์: 
14.70 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 20 รุก่นอีหม่านข้อที่ 6 การศรัทธาต่อ อัลกอฎออฺวัลกอดัร

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
27.5.07
วันที่อัพ: 
Thu, 22/10/2009 - 15:28
ขนาดไฟล์: 
16.00 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 21 การศรัทธาต่อ อัลกอฎออฺวัลกอดัร

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
24.6.07
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 06:09
ขนาดไฟล์: 
14.60 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 22 หลักการที่ 2 ความหมายของ "อีมาน"

หัวข้อเรื่อง: 
หลักการที่ 2 คำว่า "อีมาน" ในทัศนะของอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
24.6.07
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 06:13
ขนาดไฟล์: 
9.70 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

  • คำว่า "อีมาน" ในทัศนะของอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ
  • อีมานคือคำพูดและการกระทำ
  • การเพิ่มและลดของอีมาน
  • อีมานเปรียบเสมือนต้นไม้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 23 คำว่าอีหม่าน ในทัศนะของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ

หัวข้อเรื่อง: 
หลักการที่ 2 คำว่าอีหม่าน ในทัศนะของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ (หน้า 126)
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
28.10.07
วันที่อัพ: 
Fri, 23/10/2009 - 06:16
ขนาดไฟล์: 
14.80 mb
รายละเอียด: 

  • ทำอย่างไรให้มีอีมานที่มั่นคง
  • ลักษณะของพวกมุรญิอะฮฺ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อะกีดะฮฺ 24 หลักการที่ 3 จุดยืนของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อปัญหา "ตักฟีร"

หัวข้อเรื่อง: 
หลักการที่ 3 จุดยืนของชาวอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อปัญหา "ตักฟีร" (การตัดสินว่าผู้ใดเป็นกาฟิร)
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.11.07
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 21:08
ขนาดไฟล์: 
14.00 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 25 หลักการที่ 4 ศรัทธาต่อหลักฐานที่กล่าวถึงสัญญาบุญและสัญญาโทษของอัลลอฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
20.1.08
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 21:58
ขนาดไฟล์: 
15.00 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 26 หลักการที่ 5 อัลวะลาอฺวัลบะรออฺ (รักเพื่ออัลลอฮฺและเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ)

หัวข้อเรื่อง: 
หลักการที่ 5 อัลวะลาอฺวัลบะรออฺ (รักเพื่ออัลลอฮฺและเกลียดเพื่ออัลลอฮฺ) ในอะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
17.2.08
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 22:00
ขนาดไฟล์: 
17.00 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 27 หลักการที่ 6 ความเชื่อในเรื่องกะรอมัตวะลี

หัวข้อเรื่อง: 
การเชื่อถือต่อกะรอมาตของบรรดาวะลีของอัลลอฮฺ
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
27.4.08
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 22:04
ขนาดไฟล์: 
16.00 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 28 หลักการที่ 7 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในการรับมาปฏิบัติและอ้างอิงหลักฐาน

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
25.5.08
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 22:12
ขนาดไฟล์: 
14.00 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
3
Your rating: None Average: 3 (2 votes)

อะกีดะฮฺ 29 หลักการที่ 8 จำเป็นต้องปฏิบัติตามผู้นำที่ใช้ให้ทำความดี

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
29.6.08
วันที่อัพ: 
Mon, 26/10/2009 - 22:14
ขนาดไฟล์: 
14.30 mb
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 30 หลักการที่ 9 อะกีดะฮฺของอะฮฺลุซซุนนะฮฺเกี่ยวกับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ อะฮฺลุลบัยตฺ และกรณีตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
27.7.08
วันที่อัพ: 
Wed, 29/07/2009 - 10:48
ขนาดไฟล์: 
18.60 mb
ความยาว: 
158 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 31 โอวาทและคำสั่งเสียของบรรดาผู้นำอะฮฺลุซซุนนะฮฺให้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺและห้ามการอุตริ

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
24.8.08
วันที่อัพ: 
Tue, 28/07/2009 - 11:08
ขนาดไฟล์: 
17.70 mb
ความยาว: 
150 นาที
รายละเอียด: 

  • โอวาทและคำสั่งเสียของบรรดาผู้นำอะฮฺลุซซุนนะฮฺให้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺและห้ามการอุตริ (หน้า 226-234, เล่มพิมพ์ครั้งที่ 1)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 32 หลักการที่ 10 จุดยืนของอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อพวกปฏิบัติตามอารมณ์และพวกบิดอะฮฺ

หัวข้อเรื่อง: 
หลักการที่ 10 จุดยืนของอะฮฺลุซซุนนะฮฺต่อพวกปฏิบัติตามอารมณ์และพวกบิดอะฮฺ (หน้า 197)
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
26.10.08
วันที่อัพ: 
Fri, 24/04/2009 - 21:02
ขนาดไฟล์: 
13.80 mb
ความยาว: 
118 นาที
รายละเอียด: 

  • ความหมายของบิดอะฮฺ
  • เครื่องหมายของบรรดาพวกบิดอะฮฺและพวกปฏิบัติตามอารมณ์
  • เราะวาฟิฎ, เคาะวาริจญฺ, ก็อดรียะฮฺ, มุรญิอะฮฺ
  • คำตักเตือนของบรรดาผู้นำชาวสะลัฟเกี่ยวกับพวกบิดอะฮฺ
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 33 หลักการที่ 11 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในด้านการปฏิบัติและมารยาท

สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
23.11.08
วันที่อัพ: 
Thu, 23/04/2009 - 19:27
ขนาดไฟล์: 
27.00 mb
ความยาว: 
115 นาที
รายละเอียด: 

  • หลักการที่ 11 แนวทางของอะฮฺลุซซุนนะฮฺในด้านการปฏิบัติและมารยาท (หน้า 211)
  • ลักษณะนิสัย(อัคล้าก)ของอัสสะละฟุศศอและหฺหรืออะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
0
Your rating: None

อะกีดะฮฺ 34 มารยาทและการเผยแผ่ของสลัฟ

หัวข้อเรื่อง: 
มารยาทของบรรดาสะลัฟ, เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการทำงานเผยแพร่อัลอิสลาม(ดะอฺวะฮฺ), เห็นความสำคัญของการทำงานศาสนา, มุมมองต่อการทำงานศาสนาควรเป็นอย่างไร.
สถานที่: 
มัสญิดเนียะมะตุ้ลลอฮฺ ทุ่งครุ
วันที่บรรยาย: 
30 ซุลฮิจญะฮฺ 1429
วันที่บรรยาย: 
28.12.08
วันที่อัพ: 
Thu, 14/05/2009 - 15:15
ขนาดไฟล์: 
15.00 mb
ความยาว: 
127 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

มารยาทของบรรดาสะลัฟ : อิคลาศ(ความบริสุทธิ์ใจ), ไม่มีริยาอฺ(โอ้อวด), อาคิเราะฮฺมาก่อนดุนยา, รำลึกถึงความตาย, เตาบะฮฺมาก, รักษาความลับ, ไม่นินทาใส่ร้าย, ให้อภัยและทำดีต่อผู้อื่น, พูดดีหรือไม่ก็นิ่งเสีย, ชอบบริจาค ใจบุญ, ไม่ฟุ่มเฟือย, ไม่ตระหนี่, ชอบดูแลช่วยเหลือผู้อื่น, ดูแลแขกอย่างดี, ตอบรับวะลีมะฮฺ, มีมารยาทดีกับเด็กๆ, ให้เกียรติผู้ใหญ่ คนใกล้และคนไกล, ให้สลามมุสลิม, ประนีประนอมระหว่างพี่น้องที่ทะเลาะกัน, เมตตาคนยากจนขัดสน เด็กกำพร้า คนเดินทาง, เสียสละ

เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการทำงานเผยแพร่อัลอิสลาม(ดะอฺวะฮฺ) : มี 3 ประการคือ

1. ร่วมทำงานกับผู้ที่มีอะกีดะฮฺถูกต้อง
2. มีความเข้าใจศาสนาเหมือนกัน
3. มีความถูกต้องในด้านการปฏิบัติ (ไม่มีบิดอะฮฺ)

มุมมองต่อการทำงานศาสนาควรเป็นอย่างไร

1. การดะอฺวะฮฺผู้คนสู่อัลลอฮฺนั้นคือทางรอดพ้นทั้งดุนยาและอาคิเราะฮฺ (รูปแบบต่างๆ ของการดะอฺวะฮฺ)
2. มีความเป็นกลางในหลักการอิสลาม (ยึดกิตาบุลลอฮฺและอัซซุนนะฮฺ) ไม่เลยเถิดและไม่บกพร่อง
3. เรียกร้องให้กลุ่มต่างๆ สมานฉันท์กันบนสัจธรรม (กะลิมะตุตเตาฮีด)
4. ยึดมั่น(ตะอัศศุบ)ในเรื่องศาสนา มิใช่ในตัวบุคคล
5. เรียกร้องความสามัคคีในการทำงานร่วมกัน รักษาความเป็นญะมาอะฮฺ (รากฐานการทำงานระหว่างกลุ่มญะมาอะฮฺต่างๆ คือ เอกภาพและให้ความร่วมมือ, รวมกันไม่ได้ก็ช่วยเหลือกัน, ถ้าทำสองประเด็นแรกไม่ได้ก็แยกกันทำงาน(โดยไม่ต่อต้านหรือทะเลาะกัน
6. ไม่ยึดติดในกลุ่มญะมาอะฮฺที่ตนสังกัด แต่เปิดกว้างพร้อมช่วยเหลือกัน
7. ตักเตือนและปรึกษากันในความเห็นที่แตกต่าง ไม่นำมาเป็นประเด็นทะเลาหรือต่อสู้กัน
8. ตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงตนตลอดเวลา
9. เข้าใจหลักการเจรจาและยอมรับความคิดเห็น รู้กติกาของการขัดแย้ง
10. หลีกห่างจากการหุก่มที่คลุมไปทั้งหมดโดยไม่แยกแยะ
11. แยกแยะระหว่างเป้าหมายกับสื่อ
12. เป้าหมายต้องมั่นคง แต่วิธีการเปลี่ยนแปลงได้
13. คำนึงถึงความถนัดเชี่ยวชาญ ลำดับความจำเป็นก่อนหลัง
14. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างคนทำงาน
15. แกนนำในสังคมต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน

16. ร่วมมือกันทำงานเพื่อให้มีคุณภาพ สำหรับคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่สามารถทำงานศาสนาได้ ก็ให้ช่วยเหลือคนที่ทำงานศาสนาในด้านอื่นๆ เช่น บริจาคเงิน

17. ใช้ฮิกมะฮฺในการดะอฺวะฮฺ นิ่มนวล อ่อนโยน ในกรอบที่ศาสนาอนุญาต อย่าแข็งกระด้าง พูดความจริง

18. อย่าเชื่อสำนักข่าวลือ

19. อย่านำเรื่องลึกซึ้งมาบอกแก่ชาวบ้าน

20. มอบหมาย(ตะวักกุล)ต่ออัลลอฮฺ

 
 

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (3 votes)