หนังสือ

 

     

อิบาดะฮฺที่สวยงาม

   
   

40 ซุนนะฮฺจากหะดีษที่น่าปฏิบัติ

 

 --- 40sunnah_book.pdf ---

 

คำนำ

 
คำนำ

    มวลการสรรเสริญอันบริบูรณ์ เป็นสิทธิแห่งองค์พระผู้อภิบาลของเรา และขอสรรเสริญสดุดีแด่ท่านนบีมุฮัมมัด สาวก ภรรยา วงศ์วานของท่าน และผู้ปฏิบัติตามแนวทางของท่านทั้งปวง

     การนิกาหฺในหลักการอิสลามเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเยาวชนหนุ่มสาว และเป็นกิจกรรมที่ผู้ใหญ่ผู้นำสังคมและโต๊ะครู ต้องรณรงค์สนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะเป็นการปกป้องเยาวชนหนุ่มสาวของเราให้อยู่ในร่องรอยของอัลอิสลาม เพราะสิ่งแวดล้อมที่เป็นอบายมุขทั้งหลายแหล่กำลังส่งผลกระทบต่อเยาวชนของเราอย่างร้ายแรง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ควรอำนวยความสะดวกให้เยาวชนหนุ่มสาวหาคู่ครองที่มีศาสนาและมารยาท ให้นิกาหฺกันตามหลักการศาสนา และสนับสนุนเรียกร้องให้คู่ครองทุกคู่ดำรงชีวิตภายใต้ร่มเงาอิสลาม และด้วยโอกาสการฉลองเนื่องจากวลีมะตุ้นนิกาหฺระหว่าง คุณอะดี๊บ ฮัสบุลลอฮฺ ซอลิฮี กับ คุณรอบิอะห์  ทรัพย์กลิ่น เราได้รวบรวมคำบรรยายของ เชคริฎอ อะหมัด สมะดี ในหัวข้อ ความประเสริฐในการปฏิบัติซุนนะฮฺของท่านนบี ซึ่งมีข้อแนะนำในการปฏิบัติซุนนะฮฺหลายประการ และเราได้เรียบเรียงข้อมูลดังกล่าวตามความเหมาะสมเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้เป็นวิทยาทานและคู่มือในการทำความดีตามแบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด  ขอมอบหนังสือเล่มนี้เป็นฮะดียะฮฺแก่ผู้ร่วมงานวลีมะตุ้นนิกาหฺและเป็นข้อแนะนำสำหรับทุกครอบครัวที่ต้องการเรียนรู้ซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

    ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ได้ตอบแทนท่านและให้ท่านและครอบครัวของท่าน ให้มีสุขภาพพลานามัยและอีมานอย่างสมบูรณ์ และอย่าลืมขอดุอาอฺให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเป็นคู่ครองที่ซอลิหฺ  และให้เป็นผู้นำมาซึ่งประโยชน์เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่สังคม

วัสสลาม
เจ้าภาพ
3 ธ.ค. 48
 

 

 

ความประเสริฐของการทำซุนนะฮฺ

 

فَضْلُ تَطْبِيْقِ السًُّنَّةِ

ความประเสริฐของการทำซุนนะฮฺ

 

      คำว่า อัซซุนนะฮฺ ในหลักการศาสนาหมายถึง สิ่งที่ไม่วาญิบ ไม่มีความจำเป็น หรือสิ่งที่ถ้าไม่กระทำก็ไม่มีโทษ แต่มีผลบุญ หรือสิ่งที่ถ้าไม่กระทำก็ไม่มีข้อตำหนิใดๆ แต่มีข้อสรรเสริญสำหรับผู้กระทำ นั่นเป็นคำศัพท์เฉพาะ แต่ที่คนทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อนคือเข้าใจว่า อัซซุนนะฮฺ หมาย ถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะคำว่า อัซซุนนะฮฺ ในหลักการศาสนาโดยทั่วไป หมายถึงแนวทาง(ซุนนะฮฺ)ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อันมีทั้งสิ่งที่เป็นวาญิบและมุสตะฮับ(ชอบให้กระทำ แต่ไม่มีโทษถ้าละทิ้ง)

      ในที่นี้จะกล่าวถึงความประเสริฐ ความจำเป็น หรือความสำคัญในการรักษาการปฏิบัติอัซซุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หมายถึง ทำสิ่งที่เป็นความสมัครใจในเรื่อง  อิบาดะฮฺต่างๆ ซึ่งซุนนะฮฺชอบให้กระทำ คือสิ่งที่ไม่วาญิบต้องทำ ไม่มีโทษหากละทิ้ง เช่น ไม่ละหมาดซุนนะฮฺศุหฺริ ไม่ละหมาดซุนนะฮฺของมัฆร ิบ ถ้าไม่ละหมาดก็ไม่มีโทษ ไม่หะรอม แต่อุละมาอฺได้ชี้แจงว่าที่ไม่มีโทษนั้นหมายถึงกรณีที่ไม่ทำซุนนะฮฺบ้าง เช่น ไม่ละหมาดซุนนะฮฺของมัฆริบเฉพาะวันนี้ หรือไม่ค่อยรักษาซุนนะฮฺของมัฆริบ แต่การที่ตั้งใจว่าจะไม่ละหมาดซุนนะฮฺเลย ไม่ว่าจะเป็นซุนนะฮฺของเวลาใด เอาแต่ฟัรฎู การตั้งใจละทิ้งซุนนะฮฺเช่นนี้อุละมาอฺบอกว่ามีความผิด ที่ผิดไม่ใช่เพราะไม่ได้ละหมาดซุนนะฮฺ แต่ผิดเพราะตั้งใจละทิ้งซุนนะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกว่า ใครที่ไม่ปรารถนาหรือตั้งใจไม่เอาใจใส่ซุนนะฮฺของฉัน ไม่ใช่พวกของฉัน

 

      ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้พูดหะดีษบทนี้ในเรื่องของการแต่งงาน เพราะมีศ่อฮาบะฮฺสามท่านศึกษาประวัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ไปถามบรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่าท่านได้ทำอิบาดะฮฺหรือปฏิบัติตัวอย่างไร ศ่อฮาบะฮฺเสมือนเข้าใจกันเองว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทำน้อย และที่ท่านทำไม่เยอะเพราะท่านเป็นนบี แน่นอนย่อมเป็นชาวสวรรค์ แต่พวกเขาเป็นมนุษย์สามัญชนย่อมมีข้อบกพร่อง ก็ต้องขยันมากกว่า เขาประชุมกันและลงมติว่าต้องทำอะไรที่ดีเด่นกว่านบี คนหนึ่งบอกว่าฉันจะถือศีลอดทุกวัน อีกคนบอกว่าฉันจะไม่นอนและละหมาดกิยามุลลัยลฺทุกคืนตลอดคืน และอีกคนหนึ่งบอกว่าฉันจะไม่แต่งงานโดยเด็ดขาด เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับทราบข่าวสามคนที่ขะมักเขม้นทำอิบาดะฮฺจึงขึ้นมิมบัรปราศรัยอบรมศ่อฮาบะฮฺว่า

 

      แท้จริงไม่มีใครยำเกรงอัลลอฮฺมากกว่าฉัน ทั้ง ๆ ที่ฉันยำเกรงอัลลอฮฺ มีความหวาดกลัวต่ออัลลอฮฺมากกว่าพวกท่าน แต่ฉันถือศีลอดและละเว้นบ้าง ฉันละหมาดกลางคืนและพักผ่อนบ้าง และฉันก็แต่งงาน นั่นคือแนวทางซุนนะฮฺของฉัน ใครที่ไม่ปรารถนาแนวทางของฉันก็ไม่ใช่พวกของฉัน

 

นี่รวมถึงเรื่องแต่งงานด้วย ใครที่ไม่แต่งงานก็ไม่ได้ทำซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม การแต่งงานเป็นเรื่องอิบาดะฮฺ เป็นซุนนะฮฺประเด็นหนึ่งที่เราต้องเอาใจใส่

            ปัจจุบันนี้สังคมทั่วไปมักละทิ้งสิ่งที่เป็นซุนนะฮฺ โดยมีข้ออ้างว่าคำว่า ซุนนะฮฺคือให้ละทิ้งได้ ทั้งๆที่ อัซซุนนะฮฺ นั้นโดยหลักการศาสนาเป็นสิ่งที่ชอบให้ทำ ไม่ใช่ชอบให้ทิ้ง

 


ที่มา : หนังสือ "40 ซุนนะฮฺจากหะดีษที่น่าปฏิบัติ" เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

วันที่ลงบทความ : 30 พ.ย. 48

 

 

หะดีษที่ 1-10 ความประเสริฐของซูเราะฮฺ, ซิกรุลลอฮฺ, การละหมาดซุนนะฮฺ

หะดีษที่ 1

الحديث الأول

مَنْ قَرَأَ ﴿ قُلْ هُوَ اللهُ أَحَدٌ ﴾ حَتَّى يَخْتِمْهَا عَشَرَ مَرَّاتٍ بَنَى اللهُ لَهُ قَصْراً فِي الْجَنَّة ، فَقَالَ عُمَر رَضِيَ اللهُ عَنْهُ : إِذَنْ نَسْتَكْثِرُ قُصُوْراً يَا رَسُوْلَ الله . فَقَالَ رَسُوْلُ الله:  ( اللهُ أَكْثَرُ وَأَطْيَب ) . السلسلة الصحيحة 1/589

ความหมาย “ผู้ใดอ่าน กุลฮุวัลลอฮุอะฮัด จนจบ 10 ครั้ง  อัลลอฮฺจะทรงสร้างวังให้แก่เขาในสวนสวรรค์” ท่านอุมัร อิบน อัลค็อฏฏ็อบ   กล่าวว่า “โอ้ร่อซูล หากว่ามันง่ายขนาดนี้ เราก็ยิ่งสร้างวังในสวรรค์กันใหญ่สิ” ท่านนบี   กล่าวว่า “ที่อัลลอฮฺทรงมีนั้นมากกว่าและดีกว่า ”



หะดีษที่ 2

الحديث الثاني

مَنْ قَرَأَ سُوْرَةَ (الكَهْفِ) فِيْ الجُمُعَةِ،أَضَاءَ لَهُ مِنَ النُّوْرِ مَا بَيْنَ الجُمُعَتَيْنِ . صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดอ่านซูเราะฮฺอัลกะหฺฟิ(ทั้งซูเราะฮฺ) ในวันศุกร์ จะมีแสงสว่างปรากฏให้แก่เขาในระหว่างสองศุกร์ ”

     แสงสว่างจากอัลลอฮฺ   เป็นอุปมาสำหรับคนที่ต้องการฮิดายะฮฺ เพราะซูเราะฮฺอัลกะหฺฟินั้นมีเคล็ดลับที่ท่านนบี   ได้แนะนำถึงการที่จะพ้นจากฟิตนะฮฺของมะซีหฺอัดดัจญาลคือ มีหะดีษบทหนึ่งบอกว่าให้อ่านหรือท่องจำ 10 อายะฮฺแรกของซูเราะฮฺอัลกะหฺฟิ และอีกบทหนึ่งให้อ่านหรือท่องจำ 10 อายะฮฺสุดท้ายของซูเราะฮฺ  อัลกะหฺฟิ ทั้งๆที่เราขอดุอาอฺทุกเวลาละหมาดฟัรฎูก่อนที่จะให้สลามแล้ว

    รัศมีที่ท่านนบี   บอกว่าจะเกิดขึ้นจากการอ่านซูเราะฮฺอัลกะหฺฟิในวันศุกร์ คือรัศมีที่มาจากเนื้อหาของซูเราะฮฺนี้ ที่จะทำให้เรามีแสงสว่างหรือรัศมีแห่งฮิดายะฮฺหรือทางนำที่มาจากอัลลอฮฺ ไม่ได้หมายถึงแสงจริงๆ แต่เป็นอุปมาเป็นนามธรรม

    สำหรับเวลาของการอ่านซูเราะฮฺอัลกะหฺฟินั้น ในทรรศนะที่ถูกต้อง เวลาที่สมควรอ่านคือ ตั้งแต่หลังละหมาดซุบหิจนถึงก่อนละหมาดมัฆริบ มีอีกทรรศนะที่มาจากการตีความว่าให้อ่านในค่ำคืนของวันศุกร์ได้ คือหลัง มัฆริบของวันพฤหัส เพราะตีความว่าวันศุกร์เริ่มตั้งแต่คืนวันพฤหัส แต่ทรรศนะของอุละมาอฺส่วนมากบอกว่าให้อ่านได้ตั้งแต่ซุบหิของวันศุกร์จนถึงมัฆริบ เพราะความประเสริฐของวันศุกร์อยู่ในกลางวันไม่ใช่ในกลางคืน ฉะนั้นการอ่านซูเราะฮฺอัลกะหฺฟิที่ดีที่สุดให้อ่านตอนกลางวัน เหมือนการอาบน้ำซุนนะฮฺของวันศุกร์ ทรรศนะที่ถูกต้องคือให้อาบหลังอะซานซุบหิ



หะดีษที่ 3

الحديث الثالث

مَنْ حَفِظَ عَشْرَ آَيَاتٍ مِنْ أَوَّلِ سُوْرَةِ الكَهْفِ،عُصِمَ مِنْ فِتْنَةِ الدَّجَّالش .  صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดท่องจำสิบอายะฮฺแรกของซูเราะฮฺอัลกะหฺฟิ จะได้รับการป้องกันจากฟิตนะฮฺของดัจญาล”

ซูเราะฮฺอัลกะหฺฟินับว่ามีความไพเราะในสำนวน นอกจากนี้เนื้อหาสาระที่มีอยู่น่าสนใจ มีเรื่องราวของบรรดานบีและร่อซูล คนซอลิหฺ และคนที่ปฏิบัติตามแนวทางของอัลลอฮฺ  



หะดีษที่ 4

الحديث الرابع

مَنْ قَرَأَ آَيَةَ الكُرْسِيِّ دُبُرَ كُلِّ صَلاةٍ مَكْتُوْبَةٍ ، لَمْ يَمْنَعْهُ مِنْ دُخُوْلِ الجَنَّةِ إِلا أَنْ يَمُوْتَ  .  

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดอ่านอายะตุลกุรซียฺภายหลังละหมาดฟัรฎู(ทุกเวลาอย่างสม่ำเสมอ) ไม่มีอะไรจะห้ามเขาเข้าสวรรค์นอกจากความตาย ”

    หะดีษบทนี้มีอุละมาอฺบอกว่าหะดีษฎออีฟ แต่เชคอัลบานียฺยืนยันว่าศ่อฮี้ฮฺ เพราะวินิจฉัยในแต่ละกระแสแล้วน่าจะมีน้ำหนักทำให้หะดีษบทนี้แข็งแรง สิ่งที่อุละมาอฺสอนตามทรรศนะหรือข้อวินิจฉัยอาจมีข้อแตกต่าง แต่ไม่ใช่ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าฎออีฟ ถ้าเอามาสอนหมายถึงว่ายังให้น้ำหนักว่าสอนได้

    อายะตุลกุรซียฺนี้เป็นอายะฮฺที่ยาวพอสมควร ประมาณ 8-10 บรรทัด แต่มีคุณค่าและความประเสริฐมาก และสามารถช่วยเหลือมนุษย์ในหลายสถานการณ์ที่เป็นวิกฤต ทั้งวิกฤตเกี่ยวกับชัยฏอนมารร้าย ความยากลำบาก ความเครียด อายะตุลกุรซียฺช่วยได้มากมาย จากหะดีษนี้การอ่านอายะตุลกุรซียฺทุกหลังละหมาดไม่ได้หมายถึงเราซื้อโฉนดในสวรรค์แล้ว แต่ให้ทำโดยมีความหวังว่าจะเข้าสวรรค์ ส่วนอัลลอฮฺ   จะรับหรือไม่ จะมีผลหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่พระเมตตาของพระองค์



หะดีษที่ 5

الحديث الخامس

إِذَا أَخَذْتَ مَضْجَعَكَ مِنَ اللَّيْلِ فَاقْرَأْ  ﴿ قُلْ يَا أيُّهَا الكَافِرُوْن ﴾ ثُمَّ نَمْ عَلَى خَاتِمَتِهَا فَإِنَّهَا بَرَاءَةٌ مِنَ الشِّرْكِ.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “เมื่อท่านได้เข้าไปยังที่นอนในยามค่ำคืน ก็จงอ่าน กุลยาอัยยุฮัลกาฟิรูน(ทั้งซูเราะฮฺ) แล้วนอน เพราะมันเป็นการประกาศตัดข้อผูกพันจากชิริก”



หะดีษที่ 6

 الحديث السادس

مَنْ تَوَضَّأَ فَأَحْسَنَ الوُضُوْءَ ، ثُمَّ قَالَ : أَشْهَدُ أَنْ لا إِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ ، وَأَنَّ مُحَمَّدَاً عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ، الَّلهُمَّ اجْعَلْنِيْ مِنَ التَّوَّابِيْنَ وَاجْعَلْنِيْ مِنَ المُتَطَهِّرِيْنَ ، فُتِحَتْ لَهُ ثَمَانِيَةُ أَبْوَابٍ مِنَ الجَنَّةِ ، يَدْخُلُ مِنْ أَيِّهَا شَاءَ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดอาบน้ำละหมาดอย่างครบถ้วน แล้วกล่าวว่า “ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเอกะ ไม่มีภาคีใดๆร่วมกับพระองค์ และแท้ จริงมุฮัมมัดเป็นบ่าวและร่อซูลของพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ขอให้ข้าพระองค์เป็นผู้ที่เตาบัตต่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง  และขอให้ข้าพระองค์เป็นผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ด้วยเถิด” ในวันกิยามะฮฺ ประตูแห่งสวรรค์ทั้ง 8 ประตูจะถูกเปิด ให้เขาเลือกเข้าสวรรค์จากประตูที่ต้องการ”

    การอาบน้ำละหมาดเป็นอิบาดะฮฺส่วนหนึ่งที่มีผลบุญมหาศาล การอาบน้ำละหมาดเป็นการชำระมลทินทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม นบี   บอกว่าหยดน้ำทุกหยดที่ไหลออกจากการอาบน้ำละหมาดหยดสุดท้ายจะนำเอาความผิดออกไปด้วย    บางครั้งเราอาจสงสัยว่าการปฏิบัติบางอย่างทำง่ายแต่ทำไมผลบุญมหาศาล อันที่จริง  อิบาดะฮฺบางอย่างเราคิดว่าทำง่าย แต่การทำอย่างสม่ำเสมอ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเอาใจใส่นั้นยาก การกล่าวดุอาอฺบทนี้ทุกครั้งหลังอาบน้ำละหมาดไม่ใช่เรื่องง่าย และการกล่าวด้วยความสำนึกในเนื้อหาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นใครที่ทำได้ทุกครั้งย่อมมีสิทธิ์ในการรับการตอบแทนดังหะดีษบทนี้



หะดีษที่ 7

 الحديث السابع



مَنْ تَوَضَّأَ فَقَالَ بَعْدَ فَرَاغِهِ مِنْ وُضُوْئِهِ: سُبْحَانَكَ الَّلهُمَّ وَبِحَمْدِكَ،أَشْهَدُ أَنْ لا إِلَهَ إِلا أنْتَ ، أَسْتَغْفِرُكَ وَأَتُوْبُ إِلَيْكَ ، كُتِبَ فِيْ رَقٍّ ثُمَّ جُعِلَ فِيْ طَابَعٍ،فَلَمْ يُكْسَرْ إِلَى  يَوْمِ القِيَامَةِ. 

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดอาบน้ำละหมาด แล้วกล่าวภายหลังอาบน้ำละหมาดว่า มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน ด้วยการสรรเสริญซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่านเท่านั้น ฉันขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ท่าน ฉันขออภัยโทษจากพระองค์ท่าน และขอประกาศการกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ท่าน มลาอิกะฮฺจะบันทึกไว้ในแผ่นหนัง และจะถูกประทับตรา และจะไม่ถูกเปิดจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ”

หมายถึงการตอบแทนและการระบุถึงผลบุญของการกล่าวดุอาอฺสำนวนนี้ไม่สามารถระบุได้ตอนนั้น ต้องไปหาอัลลอฮฺเพื่อตอบแทนผลบุญอย่างเหมาะสมในวันกิยามะฮฺ



หะดีษที่ 8

 الحديث الثامن

بَيْنَمَا نَحْنُ نُصَلِّيْ مَعَ رَسُوْلِِ اللهِ    ،إِذْ قَالَ رَجُلٌ مِنَ   القَوْمِ: اللهُ أَكْبَرُ كَبِيْرَاً وَالحَمْدُ لله كثَيْرَاً وَسُبْحَانَ اللهِ بُكْرَةً وَأَصِيْلاً،فَقَالَ رَسُوْلُ اللهِ   : ( مَنِ القَائِلُ كَلِمَةَ كَذَا وَكَذَا) ؟ فَقَالَ رَجُل ٌمِنَ القَوْمِ : أَنَا يَا رَسُوْلَ اللهِ! قَالَ : ( عَجِبْتُ لَهَا،فُتِحَتْ لَهَا أَبْوَابُ السَّمَاءِ) ، قَالَ ابْنُ عُمَرَ: فَمَا تَرَكْتُهُنَّ مُنْذُ سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ يَقُوْلُ ذَلِكَ . صحيح مسلم

ความหมาย ขณะที่เรากำลังละหมาดอยู่กับท่านนบี   มีชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาว่า อัลลอฮฺทรงเกรียงไกรยิ่ง การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเท่านั้นอย่างมากมาย และมหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺทั้งยามเช้าและยามเย็น ท่านนบี   ได้กล่าวถามว่า “ใครที่กล่าวบทสรรเสริญเมื่อสักครู่นี้” มีชายคนหนึ่งตอบว่า “ฉันเอง โอ้ร่อซูลุลลอฮฺ” ท่านนบี  ได้กล่าวว่า “ฉันแปลกใจ เพราะเมื่อท่านกล่าวบทสรรเสริญอันนี้ ประตูแห่งชั้นฟ้าถูกเปิด(เพื่อต้อนรับคำสรรเสริญนี้)” ท่านอิบนุอุมัรได้กล่าวว่า “เมื่อได้ยินท่านนบีพูดเช่นนี้ ฉันไม่เคยทิ้งการกล่าวบทนี้เลย”

ในอัลกุรอานอัลลอฮฺได้ตรัสว่า “ยังพระองค์อัลลอฮฺ จะขึ้นไปซึ่งคำพูดที่ดี(หมายถึง การสรรเสริญ การซิกรุลลอฮฺ การพูดสิ่งที่มีผลบุญ)" จะมีอะไรประเสริฐยิ่งกว่าการที่เรากล่าวอะไรมันก็ถูกนำไปเสนอต่ออัลลอฮฺ   นั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจน่าเอาใจใส่สำหรับผู้ที่อยากทำสิ่งที่มีความประเสริฐ

 

หะดีษที่ 9

 الحديث التاسع

كُنَّا نُصَلِّيْ يَوْماً وَرَاءَ النَّبِيِّ   فَلَمَّا رَفَعَ رَأْسَهُ مِنَ الرَّكْعَةِ قَالَ: (سَمِعَ اللهُ لِمَنْ حَمِدَه) ،قَالَ رَجُلٌ: رَبَّنَا وَلَكَ الْحَمْدُ حَمْداً كَثِيْرا ًطَيِّباً مُبَارَكاً فِيْهِ. فَلَمَّاا نْصَرَفَ قَالَ: (مَن المُتكلِّم ؟) قَالَ: أَناَ ، قَالَ: (رَأَيْتُ بِضْعَةً وَثَلَاثِيْنَ مَلَكاً يَبْتَدِرُوْنَهَا، أيُّهُم يَكْتُبْهَا أَوَّلُ )   

صحيح البخاري

ความหมาย เรากำลังละหมาดอยู่กับท่านนบี   วันหนึ่ง เมื่อท่านนบี  ได้เงยขึ้นจากรุกัวอฺและกล่าวว่า สะมิอัลลอฮุลิมันฮะมิดะฮฺ มีชายคนหนึ่งกล่าวเสียงดังว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์แห่งพระองค์ท่านเท่านั้น เป็นการสรรเสริญอันมากมาย ดีงาม และมีความจำเริญ” เมื่อละหมาดเสร็จแล้วท่านนบี   ได้ถามว่าใครที่กล่าวการสรรเสริญเมื่อสักครู่นี้ ชายคนนั้นบอกว่า ฉันเอง ท่านนบี   กล่าวว่า “ฉันเห็นมลาอิกะฮฺ 30 กว่าท่านรีบบันทึกคำสรรเสริญอันนี้เพื่อเป็นผู้แรกในการบันทึก ”



หะดีษที่ 10

الحديث العاشر

مَنْ صَلَّى فِي الْيَوْمِ وَاللَّيْلَة إِثْنَيْ عَشَرَةَ رَكْعَةً تَطَوَّعاً ، بَنَى اللهُ لَهُ بَيْتاً فِي الْجَنَّة  . صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดละหมาด 12 ร็อกอะฮฺในหนึ่งวันหนึ่งคืนโดยอาสา (เป็นซุนนะฮฺ ไม่ใช่วาญิบ) อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวนสวรรค์”

ในหนึ่งวันหนึ่งคืน เราละหมาดฟัรฎู 5 เวลา และละหมาดซุนนะฮฺมุอักดะฮฺ 12 ร็อกอะฮฺ สำหรับทรรศนะส่วนมากของอุละมาอฺหรือศ่อฮาบะฮฺนั้น ซุนนะฮฺมุอักดะฮฺคือ ก่อนละหมาดซุบหิ 2 ร็อกอะฮฺ ก่อนละหมาดศุหฺริ 2 ร็อกอะฮฺ หลังละหมาดศุหฺริ 2 ร็อกอะฮฺ หลังละหมาดมัฆริบ 2 ร็อกอะฮฺ หลังละหมาดอิชาอฺ 2 ร็อกอะฮฺ รวม 10 ร็อกอะฮฺ ถ้าเพิ่มซุนนะฮฺก่อนศุหฺริ 2 ร็อกอะฮฺ รวมเป็น 12 ร็อกอะฮฺ เป็นทรรศนะของอิบนุอุมัร และมีอีกทรรศนะหนึ่งให้ละหมาด 4 ร็อกอะฮฺก่อนศุหฺริ และ 4 ร็อกอะฮฺหลังศุหฺริ เป็นซุนนะฮฺมุอักดะฮฺ สำหรับหะดีษนี้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บอกว่าถ้ารักษาการละหมาดซุนนะฮฺ 12 ร็อกอะฮฺทุกวันอย่างสม่ำเสมอ อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวนสวรรค์





 

 

หะดีษที่ 11-20 การละหมาดซุนนะฮฺ, ละหมาดกลางคืน, ดุฮา, ซิกรุลลอฮฺและดุอาอฺ, หน้าที่ต่อพี่น้องมุสลิม

หะดีษที่ 11  الحديث الحادي عشر

مَنْ حَافَظَ عَلَى أَرْبَعِ رَكَعَاتٍ قَبْلَ الظُّّهْرِ، وَأَرْبَعِ َكَعَاتٍ بَعْدَهَا حُرِّمَ عَلَى النَّار.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย ผู้ใดรักษาการละหมาด 4 ร็อกอะฮฺก่อนละหมาดศุหฺริ และละหมาด 4 ร็อกอะฮฺหลังศุหฺริ (ผิวหนังของเขา)จะถูกห้ามจากการเผาในนรก



หะดีษที่ 12 الحديث الثاني عشر

رَحِمَ اللهُ امْرَأً صَلَّى قَبْلَ الْعَصْرِ أَرْبَعاً.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “อัลลอฮฺทรงเมตตาผู้ที่ละหมาดก่อนอัศริ 4 ร็อกอะฮฺ”

        นี่ก็เป็นซุนนะฮฺ แต่ไม่ใช่ซุนนะฮฺมุอักดะฮฺ เป็นซุนนะฮฺที่ท่านนบี  ทำบ้างไม่ทำบ้าง ผู้ใดที่ละหมาดซุนนะฮฺก่อนอัศริ 4 ร็อกอะฮฺ (ครั้งละ 2 ร็อกอะฮฺ) อย่างสม่ำเสมอ อัลลอฮฺก็จะทรงเมตตาเขาดังหะดีษข้างต้น



 

หะดีษที่ 13 الحديث الثالث عشر

مَنْ قَامَ بِعَشْرِ آيَاتٍ لَمْ يُكْتَبْ مِنَ الْغَافِلِيْن ، وَمَنْ قَامَ بِمِائَةِ آيَةٍ كُتِبَ مِنَ الْقَانِتِيْن ، وَمَنْ قَامَ بِأَلْفِ آيَةٍ كُتِبَ مِنَ الْمُقَنْطِرِيْن .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดตื่นละหมาดกลางคืนด้วย 10 อายะฮฺ จะไม่ถูกบันทึกว่าเป็นผู้หลงลืม(จากหลักการของอัลลอฮฺ)1] และผู้ใดตื่นละหมาดกลางคืนด้วย 100 อายะฮฺ จะถูกบันทึกว่าเป็นกอนิตีน และผู้ใดละหมาดกลางคืนด้วย 1,000 อายะฮฺ[2] จะถูกบันทึกว่าเป็นมุกอนฏิรีน”

[1] จะถูกบันทึกว่าเป็นคนที่รำลึกถึงอัลลอฮฺ  [2] ประมาณ 1 ใน 6 ของอัลกุรอาน หรือประมาณ 5 ยุซ

        قَانِتِيْن หมายถึง ยืนละหมาดนาน มาจาก قُنُوْت แต่ َانِطِيْن หมายถึง หมดหวัง สิ้นหวัง ท่านอนัส อิบนิมาลิก บอกว่า ท่านนบี  ก่อน ตายกุนูตซุบหิมาตลอด อิหม่ามชาฟิอีเข้าใจว่ากุนูตตรงนี้หมายถึงยกมือขอดุอาอฺ แต่อุละมาอฺท่านอื่นบอกว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คำว่า “กุนูต” ในที่นี้หมายถึง ท่านนบี ไม่เคยละทิ้งการยืนละหมาดซุบหิให้นาน



        مُقَنْطِرِيْن  มาจาก قِنْطَار คือ เครื่องตวงที่ใหญ่โต หมายถึงผลบุญของคนที่ละหมาดกลางคืนด้วย 1,000 อายะฮฺ เขาจะได้รับผลบุญมหาศาลไม่จำกัด



 

หะดีษที่ 14 الحديث الرابع عشر

  صَلَاةُ الرَّجُلِ تَطَوَّعاً حَيْثُ لَا يَرَاهُ النَّاسُ تَعْدِلُ صَلَاتَهُ عَلَى أَعْيُنِ النَّاسِ خَمْساً وَعَشْرِيْنط .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “การละหมาดของคนหนึ่งคนใดโดยอาสา (ซุนนะฮฺ) โดยที่มนุษย์ผู้อื่นไม่เห็นเขา เท่ากับผู้ที่ละหมาดต่อหน้าคน 25 เท่า”

      หมายถึง การละหมาดในบ้านหรือที่มัสญิดโดยไม่มีใครเห็นเลย ดีกว่าการละหมาดต่อหน้าคน 25 เท่า เพราะการทำอิบาดะฮฺโดยลับจะมีความอิคลาศ (ความบริสุทธิ์ใจ) มากกว่าแน่นอน ดังนั้น อุละมาอฺจึงกล่าวว่าการละหมาดกลางคืนอบรมให้มีอิคลาศ เพราะคนที่ละหมาดกลางคืนไม่อวดใคร ไม่มีใครเห็น แน่นอนเป็นคนที่มีอิคลาศ พยายามสร้างอิคลาศในจิตใจของเขา



หะดีษที่ 15 الحديث الخامس عشر

مَنْ صَلَّى الضُّحَى أَرْبَعاً ، وَقَبْلَ الْأُوْلَى أَرْبَعاً ، بُنِيَ لَهُ بَيْتٌ فِي الْجَنَّة.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดละหมาดฎุฮา 4 ร็อกอัต และละหมาดก่อนศุหฺริอีก 4 ร็อกอัต จะมีบ้านถูกสร้างให้แก่เขาในสวนสวรรค์”

        หมายถึงได้บ้านวันละครั้งหรือ? หรือทำตลอดชีวิตแล้วได้หลังเดียว เราทำธุรกิจกับอัลลอฮฺ อย่าคิดว่าอัลลอฮฺจน ให้ตั้งความหวังไปและแน่นอนอัลลอฮฺจะไม่ให้ท่านผิดหวัง



        เรื่องการสร้างวังในสวรรค์นี้น่าสนใจ เราอ่านโฆษณาสร้างบ้านตามหนังสือพิมพ์ หรูหรา มีบ่อน้ำ ต้นไม้ มีสารพัด เป็นการเชิญชวนให้คนสนใจ ทุกคนก็อยากได้ เมื่อเราอ่านลักษณะของสวนสวรรค์ทั้งในอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนบี  แน่นอนทุกคนย่อมมีความปรารถนาอยากได้บ้านในสวรรค์ มีมากมายที่สร้างบ้านในโลกนี้ประสบความสำเร็จ แต่ในสวรรค์สร้างบ้านหรือยัง? เราจะทบทวนหะดีษที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านในสวรรค์ ท่านนบี ได้เสนอเป็นการโฆษณาและบริษัทของนบี  ไม่หลอกลวงอย่างแน่นอน

عَنْ أُمِّ حَبِيْبَة رَضِيَ اللهُ عَنْهَا ‏قَالَتْ ‏سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ ‏‏  ‏ ‏يَقُوْلُ (‏ ‏مَنْ صَلَّى اثْنَتَيْ عَشَرَةَ رَكَعَة فِيْ يَوْمٌ وَلَيْلَة بُنِيَ لَهُ بِهِنَّ بَيْتٌ فِي الْجَنَّة ) رواه مسلم

จากอุมมุฮะบีบะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “ผู้ใดละหมาดซุนนะฮฺ 12 ร็อกอะฮฺในหนึ่งวันหนึ่งคืน อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวนสวรรค์”

عَن ابْنِ عَبَّاس رضِي الله عَنْهُمَا ‏عَنِ النَّبِيِّ ‏   ‏‏أَنَّهُ قَالَ ‏(‏مَنْ بَنَى للَِّهِ مَسْجِدًا وَلَوْ ‏كَمِفْحَصِ ‏قَطَاةٍ ‏ ‏لِبَيْضِهَا بَنَى اللهُ لَهُ بَيْتًا فِي الْجَنَّة ) رواه احمد

ท่านอิบนิอับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา  จากท่านนบี กล่าวว่า “ผู้ใดสร้างมัสญิดให้แก่อัลลอฮฺ ถึงแม้เนื้อที่จะเท่ากับที่นั่งของนกตัวหนึ่งพอวางไข่ อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวนสวรรค์”



        การบริจาคสร้างมัสญิดไม่จำเป็นต้องสร้างทั้งหลัง ถ้าสร้างมัสญิดต้องการหนึ่งล้าน เราบริจาคหนึ่งหมื่นก็ได้ นอกจากนี้การที่เราเอื้ออำนวยในการบูรณะหรือปฏิบัติศาสนกิจในมัสญิดของอัล ลอฮฺก็อาจจะมีส่วนผลบุญมหาศาลตรงนี้ด้วย

عَنْ ‏أَبِيْ مُوْسَى الْأَشْعَرِيْ    قَالَ ‏قَالَ رَسُوْلُ اللهِ ‏‏  ‏(‏قَالَ اللهُ تَعَالَى ‏ ‏يَا مَلَكَ الْمَوْت قَبَضْتَ وَلَدَ عَبْدِيْ قَبَضْتَ ‏قُرَّةَ ‏عَيْنِهِ وَثَمَرَةَ فُؤَادِهِ قاَلَ نَعَمْ قَالَ فَمَا قَالَ قَالَ حَمِدَكَ وَاسْتَرْجَع قَالَ ابنُوْا لَهُ بَيْتًا فِي الْجَنَّة وَسَمُّوْهُ بَيْتَ الْحَمْد) رواه أحمد

จากอะบีมูซา อัลอัชอะรียฺ * กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า อัลลอฮฺได้บอกกับมะละกิลเมาตฺ[3] ว่า “โอ้มะละกิลเมาตฺท่านได้ยึดวิญญาณลูกชายของบ่าวของฉัน ท่านได้ยึดวิญญาณที่รักของเขา ท่านได้ยึดวิญญาณดวงใจของเขา” มะละกิลเมาตฺตอบว่า “ใช่” “แล้วเขาได้พูดอย่างไร”[4] “เขากล่าวสรรเสริญพระองค์ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ(มวลการสรรเสริญเป็นของพระองค์)  และกล่าว อินนาลิลลาฮิ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน   “อัลลอฮฺจะบอกกับมลาอิกะฮฺ “จงสร้างบ้านให้เขาในสวนสวรรค์ และจงเรียกบ้านนี้ว่า บ้านแห่งการสรรเสริญ”

[3] มลาอิกะฮฺที่ยึดวิญญาณของมนุษย์  [4] อัลลอฮฺถามมะละกิลเมาตฺ ทั้ง ๆ ที่อัลลอฮฺทรงรู้

(مَنْ سَدَّ فُرْجَةً بَنَى اللهُ لَهُ بَيْتًا فِي الْجَنَّة ، وَرَفَعَهُ بِهَا دَرَجَة ) ( السلسة الصحيحة )

“ผู้ใดปิดช่องว่างระหว่างผู้ละหมาดในแถว อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวนสวรรค์ และจะยกตำแหน่งให้แก่เขาหนึ่งขั้น”

        นี่คือความประเสริฐประการหนึ่งที่เรามักประมาท ไม่เอาใจใส่ ท่านนบี เคยตำหนิคนที่ยืนละหมาดโดยที่แพะตัวเล็กจะแทรกตัวระหว่างคนที่ยืนละหมาดมันลอด ได้ มันคือชัยฏอนที่สามารถแทรกเข้าไปในการละหมาดได้ เมื่อท่านนบี  ยืนก่อนเข้าละหมาดท่านจะบอกว่า “จงยืนละหมาดให้เที่ยงตรง จงละหมาดให้ใกล้ชิดกัน จงอย่าละหมาดห่างกันเพราะมันจะทำให้หัวใจของพวกท่านขัดแย้งกัน” การละหมาดเป็นเอกลักษณ์ของมุสลิม ถ้าเรารักษาสภาพของการละหมาดอย่างที่ท่านนบี  ได้ บอก แน่นอนการละหมาดจะช่วยให้ความขัดแย้งลดลงในชุมชน แต่เนื่องจากเราไม่ถือว่าการละหมาดมีความสำคัญ ใครจะเป็นอิหม่ามก็ได้ ไม่ต้องท่องจำก็ได้ ก็ทำให้ขาดสมบัติหนึ่งของการละหมาดไปแล้ว เพราะอิหม่ามเป็นทูตระหว่างเรากับอัลลอฮฺ บรรดาสลัฟบอกว่า อัลลอฮฺจะมองมาที่อิหม่ามคนแรก ถ้าใช้ได้อาจจะรับการละหมาดทั้งหมดโดยไม่มองคนอื่น แต่ถ้าอิหม่ามใช้ไม่ได้ก็ไปดูคนอื่น ถ้ามะอฺมูนคนหนึ่งละหมาดดีก็อาจจะรับหมด ความประเสริฐของการละหมาดญะมาอะฮฺได้เปรียบตรงนี้ เพราะเราละหมาดคนเดียวไม่แน่ว่าอัลลอฮฺจะรับหรือไม่

 



หะดีษที่ 16  الحديث السادس عشر

من قال رَضِيْتُ بِاللهِ رَبّاً ، وَبِالْإِسْلَامِ دِيْناً ، وَبِمُحَمَّدٍ نَبِيّاً ، وَجَبَتْ لَهُ الجَنَّةُ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดกล่าว ร่อฎีตุบิลลาฮิร็อบบา วะบิลอิสลามิดีนา วะบิมุฮัมมะดินนะบียา  (ฉันพอใจแล้วที่อัลลอฮฺ  เป็นพระผู้อภิบาลของฉัน และฉันพอใจแล้วที่อัลอิสลามเป็นศาสนาของฉัน และฉันพอใจแล้วที่ท่านนบีมุฮัมมัด  เป็นนบีของฉัน) จำเป็นที่คนเหล่านี้ต้องเข้าสวรรค์”

 

        ชีวิตของมุอฺมินไม่ใช่เพียงแต่กล่าวประโยคเหล่านี้เท่านั้น แต่ต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องด้วย คือพอใจว่าพระเจ้าของเราคืออัลลอฮฺ  พอ ใจว่าศาสนาของเราคืออิสลาม ไม่ใช่มองคนอื่นด้วยความอิจฉา มองชาวตะวันตกหรือพวกที่เจริญก้าวหน้าด้านวัตถุว่านี่คือคนที่ยอดเยี่ยม พอใจว่าอิสลามเป็นศาสนาของเรา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็กล้าประกาศและแสดงตัวกับคนทั่วไปว่าเราเป็นมุสลิม ถึงเวลาก็ละหมาด ส่วนการพอใจว่ามุฮัมมัดเป็นนบี คือเป็นผู้นำ ครู ผู้ชี้แนะ ผู้แนะนำความถูกต้องเที่ยงตรง ถ้าหากชีวิตของเราไม่พอใจว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้า อิสลามเป็นศาสนา นบีเป็นผู้นำ ก็จำเป็นต้องทบทวนชีวิตความเป็นมุสลิมของเรา



 

หะดีษที่ 17 الحديث السابع عشر

 مَنْ دَعَا لأَخِيْهِ بِظَهْرِ الغَيْبِ . قَالَ المَلَكُ المُوَكَّلُ بِهِ: آمِيْنَ وَلَكَ بِمِثْلِهِ

. صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดวิงวอนขอดุอาอฺให้แก่พี่น้อง (พี่น้องแท้ๆ หรือพี่น้องมุสลิมทั่วไป) ของเขาในเชิงลับ (โดยที่คนนั้นไม่รู้ ไม่ได้ยิน ไม่เห็น) มลาอิกะฮฺ[5] ที่ถูกมอบหมายให้แก่ผู้ที่ขอดุอาอฺคนนี้จะกล่าว อามีน และขอให้ท่านได้เหมือนกับที่ท่านได้ขอให้แก่พี่น้องของท่าน”

[5] เราทุกคนมีมลาอิกะฮฺหลายฝ่ายที่จะดูแล มีมลาอิกะฮฺฝ่ายบันทึกความดี มลาอิกะฮฺฝ่ายบันทึกความชั่ว มลาอิกะฮฺรักษาความปลอดภัยและมลาอิกะฮฺที่จะติดตามการขอดุอาอฺโดยเฉพาะ

        การขอดุอาอฺในเชิงลับให้แก่พี่น้องเป็นสิ่งที่สมควรกระทำ ถึงแม้คนที่เราขอดุอาอฺให้นั้นเสมือนเป็นศัตรู เป็นคนที่เราเกลียดชังมาก แต่หากเราขอดุอาอฺให้เขา นั่นแสดงถึงความบริสุทธิ์ของเรา ฉะนั้น เราเกลียดใคร ไม่พอใจใคร ก็ขอให้มีส่วนหนึ่งดีๆ ขอดุอาอฺให้เขา แน่นอนเราไม่เสียหาย ไม่ขาดทุน การขอดุอาอฺให้คนอื่นเป็นแนวทางให้เราประสบสิ่งดีๆ ที่เราขอให้แก่ผู้อื่นด้วย

 



หะดีษที่ 18  الحديث الثامن عشر

 مَنْ ذَبَّ عَنْ عِرْضِ أَخِيْهِ بالغَيْبَةِ ، كَانَ حَقَاً عَلَى اللهِ أَنْ يُعْتِقَهُ مِنَ النَّارِ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่ปกป้องความบริสุทธิ์ของพี่น้องของเขาในขณะที่ไม่อยู่[6] เป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺที่จะช่วยเหลือให้เขาถูกปลดปล่อยจากนรก”

[6] เมื่อได้ยินคนนินทาใส่ร้ายผู้อื่นลับหลัง เป็นหน้าที่ของเราต้องปกป้องความบริสุทธิ์ของเขาถ้าเรารู้ว่าเขาเป็นคน บริสุทธิ์ อย่าเกรงใจ

 

หะดีษที่ 19 الحديث التاسع عشر

 مَنْ أَخْرَجَ مِنْ طَرِيْقِ المُسْلِمِيْنَ شَيْئَاً يُؤْذِيْهِمْ ، كَتَبَ اللهُ لَهُ بِهِ حَسَنَةً ، وَمَنْ كُتِبَ لَهُ عِنْدَهُ حَسَنَةٌ أَدْخَلَهُ بِهَا الجَنَّةَ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดนำออกไปจากทางเดินของมุสลิมีน[7] ซึ่งสิ่งที่เป็นอันตรายต่อพี่น้องมุสลิม อัลลอฮฺจะบันทึก ณ ที่พระองค์ว่าเป็นความดีหนึ่ง และผู้ใดที่อัลลอฮฺได้บันทึกความดีหนึ่ง ณ ที่พระองค์นั้น อัลลอฮฺจะให้เขาเข้าสวรรค์ด้วยความดีนั้น”

[7] ทางที่มุสลิมีนใช้สัญจร ไม่จำเป็นว่าเจ้าของต้องเป็นมุสลิม

        การกำจัดหนาม กิ่งไม้ หรือสิ่งอันตรายออกไปเป็นความดีชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับสิ่งที่เป็นอันตรายในสังคม สิ่งที่จะทำให้สังคมเสื่อม เราพยายามวางแผนให้สิ่งที่จะเป็นอันตรายนี้ออกไปจากสังคม เช่น ยาเสพติด สุรา สถานที่ที่อำนวยให้คนมั่วสุมหรือทำความชั่ว สังคมมุสลิมต้องรณรงค์ต่อต้านสิ่งอันตรายนี้ให้ออกไปจากสังคม

 

หะดีษที่ 20  الحديث العشرون

 

 مَنْ نَفَّسَ عَنْ غَرِيْمِهِ ، أَوْ مَحَا عَنْهُ ، كَانَ في ظِلِّ العَرْشِ يومَ القيامة. 

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่ช่วยเหลือลูกหนี้ของเขา หรือยกหนี้ให้ จะอยู่ภายใต้ร่มเงาพระบัลลังก์ของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ”

 

        ในวันกิยามะฮฺมนุษยชาติทั้งหลายจะอยู่ในสถานที่หนึ่งยืนเปลือยกายตากแดด บางคนก็จมเหงื่อของเขา ไม่มีอะไรช่วยเหลือ นอกจากคนประเภทที่อัลลอฮฺ  ทรงเมตตาเขาเช่นพวกนี้ ใครที่เป็นลูกหนี้ของเราแล้วเรายกให้เขา นั่นถือเป็นความดีที่ย่อมมีผลบุญ



 





 

หะดีษที่ 21-30 การยกหนี้, ระงับความโกรธ, เยี่ยมผู้ป่วย, ซิกรุลลอฮฺ, ฆ่าจิ้งจก, บริจาค

หะดีษที่ 21 الحديث الحادي والعشرون

 مَنْ أنظَرَ مُعْسِراً ، أو وَضَع لَهُ ، أَظَلَّهُ اللهُ يَوْمَ القِيَامَةِ تحَتْ َظلِّ عَرْشِهِ ، يَوْمَ لا ظِلَّ إِلا ظِلُّهُ. 

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ใครที่เลื่อนเวลาชำระหนี้แก่ผู้ยากลำบาก หรือยกเลิกโดยไม่ต้องชำระ อัลลอฮฺจะให้เขาอยู่ภายใต้ร่มเงาบัลลังก์ของพระองค์ในวันกิยามะฮฺ ซึ่งวันที่ไม่มีร่มเงานอกจากร่มเงาของพระองค์”

    สมัยญาฮิลิยะฮฺมีระบบดอกเบี้ย เมื่อยืมเงินก้อนหนึ่ง ครบกำหนดแล้วชำระไม่ได้ไม่เป็นไรแต่ต้องจ่ายดอกเบี้ย นี่คือริบาญาฮิลิยะฮฺ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยแบบปัจจุบัน แต่อิสลามปฏิวัติระบบชีวิตของมนุษย์ และแทนที่ด้วยมารยาทอันดีงาม โดยยกเลิกดอกเบี้ยและให้เลื่อนเวลาชำระหนี้ และให้มีความหวังว่าการกระทำแบบนี้มีผลบุญ



หะดีษที่ 22 الحديث الثاني والعشرون

 مَنْ كَتَمَ غَيْظَاً ، وَهُوَ قَادِرٌ عَلَى أَنْ يُنْفِذَهُ ، دَعَاهُ الله على رُؤُوْسِ الخَلائِقِ ، حَتَّى يُخَيِّرَه مِنَ الحُوْرِ العِيْنِ ، يُزَوِّجُهُ مِنْهَا مَا شَاءَ.   صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่ระงับความโกรธแค้น ทั้งที่เขามีความสามารถที่จะแก้แค้น อัลลอฮฺจะเรียกเขาต่อหน้าประชาชาติทั้งหลาย [1] ให้เลือกนางสวรรค์ [2] (สำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่มีมารยาทแบบนี้ ก็จะมีการตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับเธอเช่นเดียวกัน) และจะให้เขาแต่งงานกับนางสวรรค์คนนี้ตามที่เขาประสงค์”

[1] ใช้สำนวน رُؤُوْس   - ศีรษะ หมายถึง ให้อยู่เหนือศีรษะ บรรดาประชาชาติทั้งหลายจะได้เห็นว่าคนนี้ระงับความโกรธของเขาในดุนยา และบอกกับประชาชาติว่าคนนี้จะมีผลบุญอย่างไร

[2]  حُوْر   - พหูพจน์   حَوْرَاء - เอกพจน์ หมายถึง สีขาวและสีดำในดวงตา ขาวจัดและดำจัด เป็นความสวยงามของสภาพดวงตา

  عِيْن - พหูพจน์ عَيْناءَ - เอกพจน์ แปลว่า ตากว้าง ตาโต  นี่คือลักษณะหนึ่งจากความสวยงามของ الْحُوْرِ الْعِيْن - นางสวรรค์

 



หะดีษที่ 23 الحديث الثالث والعشرون

مَنْ كَانَ سَهْلاً هَيِّنَاً لَيِّنَاً ، حرَّمهُ اللهُ علَى النَّار.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่เป็นคนง่าย นอบน้อมต่ำต้อย นิ่มนวลกับผู้อื่น อัลลอฮฺจะให้ร่างกายของคนเหล่านี้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับนรก”



หะดีษที่ 24  الحديث الرابع والعشرون

من يَتَكفّلْ لي أن لا يَسأَلَ الناس شيئاً ، أتَكفَّلْ له بالجنةِ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่รับปากกับฉัน (ท่านนบี  ) ว่าจะไม่ขอทานจากมนุษย์เลย ฉันจะรับประกันว่าเขาจะเข้าสวรรค์”

    ไม่ขอทาน ถึงแม้ว่ายากจน ขัดสน หรือลำบาก แต่ซอบัรอดทน ไม่ขอใคร ขออัลลอฮฺเท่านั้น ท่านนบี   สอนศ่อฮาบะฮฺใกล้ชิดว่า ใครเอาอะไรมาให้รับได้ ไม่ปฏิเสธ แต่เดินไปขอทานเขา อิสลามไม่สนับสนุน คนยากจนมีสิทธิ์ไปขอคนรวย แต่นบี   บอกว่าถ้าไม่ไปขอทาน ฉันรับประกันว่าจะเข้าสวรรค์ นบี   สอนให้มุสลิมมีศักดิ์ศรี คนที่ไปเสนอตัวขอทาน ศักดิ์ศรีมันก็จะหายไป



หะดีษที่ 25 الحديث الخامس والعشرون

 من بنى للهِ مسجداً ، ولو كَمفْحَصِ قطاةٍ لبَيْضِها ، بنى الله له بيتاً في الجنَّة.

   صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ใครที่สร้างมัสญิดเพื่ออัลลอฮฺเท่ากับที่นั่งของนกพิราบ อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้แก่เขาในสวรรค์”



หะดีษที่ 26 الحديث السادس والعشرون

إن في الجنَّة غُرفاً يُرى ظاهرُها منْ باطنِها ، وباطنُها من ظاهرِها،أعدَّها الله تعالى لمن أطعمَ الطَّعامَ ، وألانَ الكلامَ ، وتابع الصِّيامَ ، وصلى بالليلِ ، والناسُ نيام.

   صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “แท้จริงในสวนสวรรค์มีอาคารซึ่งภายนอกของมันสามารถมองได้จากภายใน และภายในของอาคารสามารถมองได้จากภายนอก*  อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้สำหรับคนที่บริจาคอาหาร(แก่คนยากจน) และใช้ถ้อยคำที่นิ่มนวล  และถือศีลอดอย่างต่อเนื่อง และละหมาดกลางคืนขณะที่ผู้คนนอนหลับอยู่

*อุละมาอฺได้อธิบายว่า หมายถึงความสดใสของวัตถุที่ใช้ในการสร้างอาคาร บ้านหรือวังในสวนสวรรค์ ซึ่งในหลายหะดีษของท่านนบี   จะบอกรายละเอียดมากกว่านี้ เช่น ในสวนสวรรค์จะมีบ้านที่ถูกสร้างจากไข่มุก ก็เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าถ้ามีบ้านสร้างจากเพชร ทับทิม ไข่มุก สดใส คนที่อยู่ข้างในก็สามารถเห็นคนที่อยู่ข้างนอก คนที่อยู่ข้างนอกก็สามารถเห็นคนที่อยู่ข้างใน นั่นแสดงถึงความบริสุทธิ์ของวัตถุที่ถูกใช้ในการสร้างสวนสวรรค์ 



หะดีษที่ 27 الحديث السابع والعشرون

 من قتل وزغةً في أوَّل ضربْةٍ كُتِب له مائةُ حَسنةٍ ، ومن قَتلها في الضَّربة الثَّانية ، فلهُ كذا وكذا حسنة ، وإن  قَتلها في الضَّربة الثالثة فله كَذا وكَذا حسنةً.  

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดฆ่าจิ้งจกด้วยการตีครั้งแรก สำหรับเขาได้ 100 ความดี ผู้ใดฆ่าจิ้งจกด้วยการตีครั้งที่สอง สำหรับเขาได้ความดีจำนวนหนึ่ง(น้อยกว่า 100) และหากฆ่าจิ้งจกด้วยการตีครั้งที่สาม ก็ได้ความดีจำนวนหนึ่ง(แต่น้อยกว่าฆ่าด้วยการตีครั้งที่สอง)”

    อุละมาอฺได้วิเคราะห์เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องการฆ่าจิ้งจกหลายประการ ในหะดีษรายงานโดยท่านอุมมุชะรีก บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรียฺและมุสลิม อุมมุชะรีกบอกว่า ท่านนบีใช้ให้ฆ่าจิ้งจก และท่านนบี   ได้ให้เหตุผลว่า จิ้งจกเป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดหนึ่งที่เป่าไฟขณะที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ถูกเผาในไฟสมัยกษัตริย์นัมรูด (ท่านนบีอิบรอฮีมท้าทายนัมรูดว่าใครที่เป็นพระผู้เป็นเจ้า พระผู้อภิบาล นัมรูดก็ท้าทายว่าตัวเองเป็นพระเจ้า จนสุดท้ายอิบรอฮีมได้อ้างหลักฐานชัดเจนที่นัมรูดตอบโต้ไม่ได้ ก็เลยสั่งให้เผานบีอิบรอฮีม ขณะที่ท่านนบีอิบรอฮีมถูกเผาอยู่ สัตว์ทุกชนิดพยายามที่จะดับไฟ ยกเว้นจิ้งจก)  ตรงนี้มาจากท่านนบี   ประทับตรา “ศรัทธา” (ไม่ใช่ศรัทธาแล้วเอาสติปัญญาโยนทิ้งไป ต้องมีเหตุผลทางปัญญาด้วย แต่อันนี้เป็นเหตุผลด้านศาสนา นบีบอกไว้อย่างนี้ ) เหตุผลอย่างอื่นก็มีตัวบททางศาสนาเช่นเดียวกัน แต่ที่บอกว่าศรัทธาเพราะเป็นเรื่องเร้นลับสมัยท่านนบีอิบรอฮีมที่เราไม่เห็น



หะดีษที่ 28 الحديث الثامن والعشرون

 مَنْ عَادَ مَرِيْضَاً ، أَوْ زَارَ أَخَاً لَهُ في الله ، نَادَاهُ مُنَادٍ :أَنْ طِبْتَ وَطَابَ مَمْشَاكَ ، وَتَبَوَّأتَ من الجنةِ منزلاً. 

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดไปเยี่ยมคนป่วย หรือเยี่ยมเยียนพี่น้องของเขาเพื่ออัลลอฮฺ จะมีผู้เรียก*  ขอให้ท่านเป็นผู้ที่บริสุทธิ์เถิด และขอให้แนวทางของท่านเป็นแนวทางที่บริสุทธิ์เถิด และขอให้ท่านเป็นผู้ที่มีที่พำนักอยู่ในสวรรค์อย่างแน่นอนเถิด”

*อัลลอฮฺจะแต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดเพื่อเรียกคนเหล่านี้ที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยหรือเยี่ยมพี่น้องของเขาเพื่ออัลลอฮฺ



    อัลลอฮฺแต่งตั้งให้ท่านนบีมาประกาศแบบนี้ แสดงว่าเป็นการรับรองจากอัลลอฮฺว่าคนที่ไปเยี่ยมคนป่วยหรือเยี่ยมพี่น้องของเขาเพื่ออัลลอฮฺ จะมีความบริสุทธิ์ในการกระทำ แนวทางปฏิบัติของเขาย่อมเป็นความบริสุทธิ์ และจะเป็นแนวทางไปสู่ผลคือการพำนักอยู่ในสวรรค์ มีบ้านอาศัยอยู่ที่สวนสวรรค์ เป็นการสนับสนุนให้ผู้ศรัทธาเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กัน



หะดีษที่ 29 الحديث التاسع والعشرون

 مَنْ أَتَى أَخَاهُ المسلِمَ عَائِدَاً ، مَشَى في خِرافَةِ الجنةِ حَتَّى يَجْلِسَ ، فإذا جَلَسَ غمرتهُ الرَّحمة ، فإِن كان غُدْوة ً، صلى عليه سبعون ألف مَلَكٍ حتى يُمسي ، وإن كان مساءً ، صلَّى عليه سبعون ألف مَلَكٍ حتى يُصبحَ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดเดินไปเยี่ยมเยียนพี่น้องมุสลิมของเขาซึ่งเป็นคนป่วย การเดินของเขาเปรียบเสมือนการเดินในสวนสวรรค์ที่มีผลไม้สดอันสวยงาม*  จนกระทั่งไปถึงคนป่วยแล้วนั่ง เมื่อนั่งใกล้คนป่วยแล้ว ความเมตตาก็จะมายังเขาอย่างทั่วถึง**  ถ้าหากไปเยี่ยมเยียนตอนเช้า มลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นท่านจะศ่อละวาตวิงวอนขอดุอาอฺให้เขาจนกระทั่งค่ำ และหากไปเยี่ยมตอนเย็น มลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นท่านจะศ่อละวาตวิงวอนขอดุอาอฺให้เขาจนกระทั่งเช้า”

 *หมายถึงการกระทำของเขานำไปสู่ผลตอบแทนคือ สวนสวรรค์
**คำว่า غَمَرَتْ  แปลว่า จม หมายถึงความเมตตาจะล้อมทุกส่วนในร่างกายของเขา ในบริเวณของเขา

 

หะดีษที่ 30 الحديث الثلاثون

من قال أَسْتَغْفِرُ الله الذي لا إله إلا هو الحيُّ القيومُ وأتُوبُ إليه ، غَفَرَ الله لهُ وإِن كان فَرَّ من الزَّحْفِ.   

صحيح الترمذي 3/2831

ความหมาย “ผู้ใดกล่าว [อัสตัฆฟิรุลลอฮิลละซี ลาอิลาหะอิลลาฮุวัลหัยยุลก็อยยูม วะอะตูบุอิลัยฮ] ฉันขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงชีวิน ผู้ทรงดูแลอภิบาล และขอกลับเนื้อกลับตัวยังพระองค์ อัลลอฮฺจะทรงให้อภัยโทษแก่เขา ถึงแม้เขาเคยกระทำความผิดโดยการหนีสงคราม*"

*ท่านนบี   ได้บอกไว้ว่าบรรดากะบีเราะฮฺมีซินา กินริบา ดื่มสุรา และหนึ่งในนั้นคือ หนีสงคราม ถือเป็นกะบีเราะฮฺใหญ่ที่สุด ถ้ามีคนหนีสงครามแล้วกล่าวดุอาอฺบทนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจความจริงใจ อัลลอฮฺจะอภัยโทษ

    เรื่องการขออภัยโทษเป็นเรื่องสำคัญ ท่านนบี   สอนดุอาอฺหลายบทเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่นดุอาอฺที่อยู่ในหะดีษที่ 31 ท่านนบี  ได้พูดกับศ่อฮาบะฮฺท่านหนึ่งว่า

 

 

 

 

หะดีษที่ 31-40 การซิกรุลลอฮฺ, ดุอาอฺ, กล่าวสลาม, ละหมาด, เศาะละวาต, การขออภัยโทษ

หะดีษที่ 31  الحديث الحادي والثلاثون

 ألا أعلِّمُكَ كلماتٍ إذا قلتَهنَّ غفرَ اللهُ لك ، وإن كنتَ مغفوراً لك ؟ قل:

لا إله إلا اللهُ العليُّ العظيمُ ، لا إله إلا الله الحكيمُ الكريمُ ، لا إله إلا الله سبحان اللهِ ربِّ السَّمواتِ السَّبعِ وربِّ العرشِ العظيمِ ، الحمدُ لله ربِّ العالمينَ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “อยากให้ฉันสอนท่านหรือไม่ซึ่งถ้อยคำที่ถ้าท่านได้กล่าวไว้ อัลลอฮฺจะให้อภัยโทษกับท่านอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าอัลลอฮฺให้อภัยโทษแล้ว อัลลอฮฺก็จะให้อภัยโทษอีก จงกล่าว “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงให้อย่างใจบุญ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ ซึ่งเป็นพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งเจ็ด และเป็นพระผู้อภิบาลแห่ง พระบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ การสรรเสริญทั้งปวงเป็นกรรมสิทธิ์ แห่งอัลลอฮฺ ผู้เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”



หะดีษที่ 32 الحديث الثاني والثلاثون

 إنَّ موجبات المغفرةِ بذلَ السَّلامِ ، وحسُنَ الكلامِ .   

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “แท้จริง สิ่งที่จะทำให้มีการให้อภัยโทษ คือ การให้สลามซึ่งกันและกันอย่างมากมาย และถ้อยคำที่ดี”

 

หะดีษที่ 33 الحديث الثالث والثلاثون

طوبى لمنْ وجَدَ في صحيفتِهِ استِغفاراً كثيراً.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ฏูบา สำหรับผู้ที่พบในสมุดบันทึกของเขา (วันกิยามะฮฺ) ซึ่งการขออภัยโทษมากมาย”

    ฏูบา(طوبى) หมายถึง ความรอด ความปลอดภัย ส่วนอีกความหมายหนึ่ง คือ ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ในหะดีษนี้ท่านนบี   กล่าวว่าหมายถึง เข้าสวรรค์



หะดีษที่ 34  الحديث الرابع والثلاثون

 من أكل طعاماً ثم قال: الحمد لله الذي أطعمني هذا الطَّعام ، ورزقَنيه من غير حولٍ منِّي ولا قوةٍ ، غُفِرَ له ما  تقدم من ذنْبِه ، ومن لَبِسَ ثوباً فقال : الحمد لله الذي كساني هذا ، ورزقَنيه من غير حولٍ مني ولا قوةٍ غُفِرَ له ما تقدَّم من ذنْبِه وما تأخر.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่รับประทานอาหารเสร็จแล้วกล่าว “การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานอาหารนี้ให้แก่ฉัน ผู้ทรงให้ปัจจัยยังชีพนี้ให้แก่ฉัน โดยที่ฉันไม่มีอำนาจ ไม่มีพลังใดๆ เลย” อัลลอฮฺจะให้อภัยโทษความผิดที่ได้กระทำในอดีต และผู้ใดที่สวมเสื้อผ้าและกล่าวว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงให้ฉันสวมชุดนี้ได้ และให้ปัจจัยยังชีพนี้แก่ฉัน โดยที่ฉันไม่มีอำนาจ ไม่มีพลังใดๆ เลย” อัลลอฮฺจะให้อภัยโทษความผิดที่ได้กระทำในอดีตและอนาคต”

 

หะดีษที่ 35 الحديث الخامس والثلاثون

 من استَغْفرَ للمؤمنينَ والمؤمناتِ ، كتبَ الله له بكلِّ مُؤمنٍ ومؤمنةٍ حسنة . 

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดที่ขออภัยโทษแก่ผู้ศรัทธาชายและหญิง อัลลอฮฺจะบันทึกให้แก่เขาสำหรับมุอฺมินและมุอฺมินะฮฺหนึ่งความดีต่อทุกคนที่เขาขอดุอาอฺให้”

    หากเราขอดุอาอฺให้มุอฺมินีนและมุอฺมินาตทั่วโลก มีกี่พันล้านก็ได้ตามนั้น ยิ่งระบุชื่อก็ยิ่งได้คะแนนมากขึ้น ดังที่เราศึกษามาแล้ว ขอดุอาอฺให้ใครแค่ไหน ก็มีมลาอิกะฮฺที่จะกล่าวว่า และท่านก็ได้ด้วย อย่าตระหนี่ในการขอดุอาอฺ ขอให้พี่น้องมุสลิมีนและมุสลิมาตทั้งหมดก็เป็นการดี เป็นการแสวงหาผลบุญอีกอย่างหนึ่งให้แก่พวกเรา

 

หะดีษที่ 36  الحديث السادس والثلاثون

ما من عبدٍ يسجد لله سجدةً إلا كتب الله له بها حسنةً، وحط عنه بها سيئةً ، ورفع له بها درجة ، فاستكثروا من السجود.

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย ไม่มีบ่าวของอัลลอฮฺคนหนึ่งคนใดที่จะสุญูด กราบให้แก่อัลลอฮฺครั้งเดียว เว้นแต่อัลลอฮฺจะให้การสุญูด การกราบของเขาถูกบันทึกให้เป็นคะแนน 1 ฮะซะนะฮฺ (หมายถึงการสุญูดครั้งหนึ่งนับเป็น 1 ฮะซะนะฮฺ) ลบล้างด้วยการสุญูดนั้น ความผิดอย่างหนึ่งและยกตำแหน่งให้แก่เขาหนึ่งขั้น (หมายถึงตำแหน่งหมู่ชนผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรม) ดังนั้นพวกท่านจงสุญูดให้มากเถิด(หมายถึงให้ละหมาดมากๆ)”

 

หะดีษที่ 37 الحديث السابع والثلاثون

من صلى الفجر في جماعةٍ ، ثم قعد يذكر الله حتى تطلع الشمس ، ثم صلى ركعتين ،  وعمرةٍ تامةٍ ، تامةٍ ، تامة . صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ใครก็ตามที่ละมาดฟัจญรฺในญะมาอะฮฺ และนั่งซิกรุลลอฮฺ (สรรเสริญต่ออัลลอฮฺ) จนกระทั่งตะวันขึ้น     แล้วเขาก็ได้ละหมาดสองร็อกอะฮฺ (จะได้รับผลบุญเท่ากับ)การทำอุมเราะฮฺอย่างสมบูรณ์, อย่างสมบูรณ์, อย่างสมบูรณ์” 



หะดีษที่ 38 الحديث الثامن والثلاثون

أفضلُ الصلوات عند الله صلاةُ الصبح يوم الجمعة في جماعة. 

السلسلة الصحيحة 4/1566

ความหมาย “การละหมาดที่ประเสริฐยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือการละหมาดซุบฮิในวันศุกร์ในญะมาอะฮฺ”  

หะดีษที่ 39 الحديث التاسع والثلاثون

أَلَا أَدُلُّكَ عَلَى مَا هُوَ أَكْثَرُ مِنْ ذِكْرِكَ اللهَ اللَّيْلَ مَعَ النَّهَارِ؟ تَقُوْلُ: الْحَمْدُ لِلَّهِ عَدَدَ مَا خَلَقَ ، الْحَمْدُ لِلَّهِ مِلْءَ مَا خَلَقَ ، الْحَمْدُ لِلَّهِ عَدَدَ مَا فِي السَّمَوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ ، الْحَمْدُ لِلَّهِ عَدَدَ مَا أَحْصَى كِتَابُهُ ، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ عَدَدَ كُلِّ شَيْءٍ ، وَالْحَمْدُ لِلَّهِ مِلْءَ كُلِّ شَيْءٍ ، وتُسَبِّحُ اللهَ مِثْلَهُنَّ. تَعَلَّمْهُنَّ وعَلِّمْهُنَّ عَقِبَكَ مِنْ بَعْدِكَ .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “อยากให้ฉันบอกท่านไหมถึงสิ่งที่ดีเลิศกว่าการสรรเสริญอัลลอฮฺตลอดวันตลอดคืน ท่านจงกล่าว  มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่าจำนวนสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง, มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่ากับการบรรจุสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้จนเต็ม, มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่าจำนวนสรรพสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน, มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่ากับสิ่งต่าง ๆ ที่อัลลอฮฺทรงคำนวณไว้ในสมุดจารึกของพระองค์, มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่ากับจำนวนของทุกสิ่งทุกอย่าง, มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น เท่ากับขนาดของทุกสิ่งทุกอย่าง และท่านจงกล่าวตัสบีหฺเหมือนสำนวนนั้น ท่านจงศึกษาบทสรรเสริญนี้ และจงสอนให้แก่บุตรหลานของท่านต่อไป”



หะดีษที่ 40 الحديث الأربعون

مَنْ صَلَّى عَليَّ حِيْنَ يُصْبَحُ عَشْراً ، وَحِيْنَ يُمْسِيْ عَشْراً أَدْرَكَتْهُ شَفَاعَتِيْ يَوْمَ الْقِيَامَة .

صحيح الجامع الصغير وزياداته

ความหมาย “ผู้ใดกล่าวศ่อละวาตแด่ฉัน 10 ครั้งในยามเช้าและ 10 ครั้งในยามเย็น แน่นอนการช่วยเหลือของฉันจะประสบกับเขาในวันกิยามะฮฺ”



    นี่คือซุนนะฮฺของท่านนบี   กิจวัตรของท่านเกี่ยวกับจริยธรรมที่มุอฺมินต้องมีในการดำเนินชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ผลบุญจากพระผู้เป็นเจ้า และความสวยงามแห่งมารยาทที่มุสลิมต้องปฏิบัติกับตัวเองและผู้อื่น มองถึงความสำคัญในการปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างเคร่งครัด หะดีษ 40 บทนี้เกี่ยวกับซุนนะฮฺที่ชอบให้กระทำ แต่ที่เป็นวาญิบต้องปฏิบัติอยู่แล้ว สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องทุกท่านมีพลังทางจิตใจในการที่จะยืนหยัดปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านนบี   ตลอดไป

 

การรับใช้ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นแก่มุสลิมทุกคน

ถูกต้อง ! ความจริง "การรับใช้ศาสนา" เป็นการรับใช้เพื่อที่จะเลื่อนตำแหน่งของความเป็นบ่าวให้สูงขึ้น ณ ที่ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มิใช่อาชีพที่ถูกบังคับที่จะได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่มีเกียรติที่จะเลือกเอาด้วยการตอบรับหรือปฏิเสธ และมิใช่เป็นการเสียสละ และมิใช่เป็นกฎข้อบังคับที่พอเพียง (ฟัรฎูกิฟายะฮฺ) และมิใช่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทว่าการรับใช้ศาสนาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง เป็นความจำเป็นหนึ่งและเป็นรากฐานหนึ่งของศาสนา -- ความหมายดังกล่าวได้ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของบรรดาบรรพชนรุ่นแรก (อัสสะละฟุศศอและฮฺ) สำหรับพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีการชี้แนะหรือมีการชี้นำใดๆจากบุคคลอื่น แต่ทว่าคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเพียงแต่ยอมมอบตน หรือเมื่อคำว่า "อิสลาม" ได้ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของเขาแล้ว หลังจากนั้นเขาถือว่าเขาได้อุทิศตนเองและได้ถูกเกณฑ์เพื่อรับใช้ศาสนานี้แล้ว และจะต้องเสียสละทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนและปกป้องศาสนานี้....

 

 จากต้นฉบับภาษาอาหรับ ثلاثون طريقة لخدمة الدين ، الشيخ رضا أحمد صمدي

แปลโดย อาจาย์อะหมัด สมะดี ร่อหิมะฮุลลอฮฺ

อรัมภบท

بسم الله الرحمن الرحيم

الحمد لله الذي خلق لنا من أنفسنا أزواجا لنسكن إليها وجعل بيننا مودة ورحمة ، والصلاة والسلام الأتمان الأكملان على نبينا القائل : "خياركم خياركم لنسائكم" وعلى آله وأزكاجه وأصحابه وأتباعه بإحسان إلى يوم الدين

 

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาองค์เดียว ผู้ทรงสร้างพวกเราจากตัวของพวกเราให้เป็นคู่ครอง เพื่อพวกเราจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเรา การวิงวอนและความศานติอย่างสมบูรณ์จงมีแด่ท่านนบีของเรา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ผู้ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า "คนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือคนที่ดีที่สุดแก่ภรรยาของพวกท่าน" และจงมีแด่วงศ์วานของท่านและบรรดาสาวกของท่าน ตลอดจนผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของท่านด้วยความดีจวบจนกระทั่งวันแห่งการตอบแทน

 
ในวงสังคมมุสลิมแห่งยุคโลกาภิวัฒน์นี้จะเห็นได้ว่าพิธีการสมรสของพี่น้องมุสลิมีน มีกิจกรรมและการเฉลิมฉลองกันในรูปแบบของชนต่างศาสนิก ยิ่งไปกว่านั้นเราจะพบอีกว่าการดำเนินชีวิตและการครองเรือนก็ได้เจริญรอยตามขนบธรรมเนียมและประเพณีของพวกที่มิใช่มุสลิม อันเป็นเหตุให้ประเพณีที่แปลกปลอมเข้ามาแพร่หลายสู่สังคมมุสลิมโดยที่เราไม่รู้สึกตัว ดังนั้นจึงจำเป็นแก่มุสลิมและมุสลิมะฮฺทุกคนจะต้องมีความใส่ใจในการเรียนรู้และให้ความสนใจในเรื่องที่เกี่ยวกับมรรยาทและวัฒนธรรมอิสลาม เพราะสถาบันครอบครัวมุสลิมที่มีความสุขนั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานดังกล่าว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺตะอาลา และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
เป็นที่ตระหนักกันดีแล้วไม่ว่าในสังคมมุสลิมหรือสังคมอื่นๆ ว่าสถาบันครอบครัวเป็นเสาหลักแรกของการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานและเยาวชน เพื่อที่จะให้พวกเขาเป็นคนดีของครอบครัวและสังคม ดังนั้นบิดามารดาจึงเป็นแหล่งกำเนิดแรกของลูกๆ ด้วยเหตุนี้การอบรมเลี้ยงดูลูกให้เป็นคนดีจึงเป็นหน้าที่ของบิดามารดา และการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาเรื่องของศาสนาเข้ามาเป็นบรรทัดฐานในการอบรมสั่งสอนตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อที่เขาจะได้เติบโตขึ้นมาบนพึ้นฐานแห่งความเป็นอิสลาม เมื่อเขาได้รับการปลูกฝังความเป็นอิสลามตั้งแต่เริ่มแรกของชีวิตของเขาแล้ว ในระยะต่อมาบิดามารดาของเขายังต้องคอยประคับประคองวิญญาณอิสลามให้แก่เขาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจะฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของเขา อินชาอัลลอฮฺ หลังจากนั้นไม่ว่าเขาจะเข้าไปแยู่ในแวดวงใดของสังคม ความเป็นอิสลามของเขาก็จะประทับแน่นอยู่ในจิตใจของเขา และถ้าหากเขาให้ความสนใจและจิตใจหมกมุ่นอยู่กับศาสนาด้วยแล้ว แน่นอนการดำรงชีวิตของเขาก็จะดำเนินไปด้วยการรับใช้ศาสนา ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้เราได้นำมาเป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้อ่านที่รักการอ่านบ้างไม่มากก็น้อย
 
อนึ่ง ข้อเขียนของหนังสือเล่มนี้ เราได้นำมาจากบางส่วนของต้นฉบับภาษาอาหรับชื่อ ثلاثون طريقة لخدمة الدين - สามสิบแนวทางเพื่อรับใช้ศาสน  ซึ่งเขียนโดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี พิมพ์ในประเทศอียิปต์สองครั้ง จำนวนทั้งสิ้น 10,000 เล่ม และได้นำมาจำหน่ายเผยแผ่ในซาอุดิอาระเบียด้วย
 
ในโอกาสที่เจ้าภาพได้จัดให้มีงานอันนิกาหฺระหว่าง เชคริฎอ อะหมัด สมะดี กับนางสาวอัสนา พงษ์พรรฦก ในวันเสาร์ที่ 6 ชะอฺบาน ฮ.ศ.1423 ตรงกับวันที่ 12 ตุลาคม 2545 นี้นั้น ทางเจ้าภาพได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มเล็กนี้ โดยย่อมาจากต้นฉบับภาษาอาหรับเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่แขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมในการอันนิกาหฺครั้งนี้ โดยขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานความจำเริญแด่คู่บ่าวสาว และทรงรวมคู่บ่าวสาวให้อยู่ในความดี และอยู่ในความคุ้มครองของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตลอดไปเทอญ อามีน
 
والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته
เจ้าภาพ
6 ชะอฺบาน 1423 / 12 ตุลาคม 2545
 

การรับใช้ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นแก่มุสลิมทุกคน 1

 

ถูกต้อง ! ความจริง "การรับใช้ศาสนา" เป็นการรับใช้เพื่อที่จะเลื่อนตำแหน่งของความเป็นบ่าวให้สูงขึ้น ณ ที่ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มิใช่อาชีพที่ถูกบังคับที่จะได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือเป็นตำแหน่งหน้าที่ที่มีเกียรติที่จะเลือกเอาด้วยการตอบรับหรือปฏิเสธ และมิใช่เป็นการเสียสละ และมิใช่เป็นกฎข้อบังคับที่พอเพียง (ฟัรฎูกิฟายะฮฺ) และมิใช่เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่ทว่าการรับใช้ศาสนาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง เป็นความจำเป็นหนึ่งและเป็นรากฐานหนึ่งของศาสนา -- ความหมายดังกล่าวได้ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของบรรดาบรรพชนรุ่นแรก (อัสสะละฟุศศอและฮฺ) สำหรับพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีการชี้แนะหรือมีการชี้นำใดๆจากบุคคลอื่น แต่ทว่าคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเพียงแต่ยอมมอบตน หรือเมื่อคำว่า "อิสลาม" ได้ฝังลึกแน่นอยู่ในจิตใจของเขาแล้ว หลังจากนั้นเขาถือว่าเขาได้อุทิศตนเองและได้ถูกเกณฑ์เพื่อรับใช้ศาสนานี้แล้ว และจะต้องเสียสละทุกวิถีทางเพื่อสนับสนุนและปกป้องศาสนานี้

 
ความจริงศาสนานี้ ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดได้พินิจพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะตระหนักดีว่า เขาได้ถูกกำหนดมาให้เป็นผู้ยึดมั่นเพื่อการเผยแผ่และเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง และถ้าจะใคร่ครวญให้ลึกซึ่งแล้วก็จะประจักษ์ได้อีกว่า ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นมุสลิมโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อศาสนาของเขาแล้ว แท้จริงเขาต้องการแสดงตัวเป็นผู้เคร่งครัด ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับนักบวชนักพรตที่จำศีลอยู่ในถ้ำ ทั้งๆที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าไม่มีนักบวชหรือนักพรตในอิสลาม
 
คำสั่งใช้ของพระผู้เป็นเจ้าในตอนเริ่มแรกของการประทานอัลกุรอานลงมานั้นก็คือ การใช้ให้ประกาศตักเตือนและเผยแผ่วะฮียฺแก่มวลมนุษย์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "يَا أَيُّهَا المُدَّثِّر . قُم فَاَنذِر" - "โอ้ผู้ห่มกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นแล้วประกาศตักเตือน" (74:1-2)
 
หลังจากนั้น อัลวะฮียฺก็ได้ทะยอยลงมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นความรู้ความเข้าใจของการเรียกร้องเชิญชวน โดยที่สิ่งที่ถูกประทานลงมานั้นได้ประมวลไว้ด้วยคำสั่งใช้ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการเผยแผ่ เช่นดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า

"فاصْدَعُ بِمَا تُؤمر وَأَعرِض عَنِ المُشرِكِين"
"ดังนั้นจงประกาศอย่างเปิดเผย ในสิ่งที่เจ้าถูกบัญชาและจงผินหลังให้พวกมุชริกีน" (15:94)
 
 قُلْ هَـٰذِهِ سَبِيلِي أَدْعُو إِلَى اللَّـهِ ۚ عَلَىٰ بَصِيرَةٍ أَنَا وَمَنِ اتَّبَعَنِي ۖ وَسُبْحَانَ اللَّـهِ وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ
 
"จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺอย่างประจักษ์แจ้งทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี" (12:108)
 
 
ادْعُ إِلَىٰ سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ ۖ وَجَادِلْهُم بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ ۚ... 
 
"จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้าโดยสุขุมและด้วยการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า..." (16:125)
 
อัลอายาตดังกล่าวได้วาดภาพลักษณ์ของมุสลิมนักเผยแผ่ที่ดำเนินตามแนวทางของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
แต่แท้จริงนั้น ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้เริ่มต้นให้ความสนใจและมีความห่วงใยในบุคลิกภาพของนักเผยแผ่ที่มีความวิตกกังวลในเรื่องของศาสนา บุคคลแรกที่ท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เรียกร้องเชิญชวนให้เข้าสู่อิสลามคือ อะบูบักร อัศศิดดี๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ อะบูบักรมิได้รีรอหรือมีแนวคิดที่จะหันเหออกจากความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้แต่อย่างใด ทว่าเขาได้เคลื่อนไหวนักตั้งแต่วันแรกเพื่อเผยแผ่ศาสนานี้ จนกระทั่งเป็นที่ปรากฏว่าด้วยความพยายามในครั้งนี้ ได้มีบรรดาคนหนุ่มชั้นหัวหน้าของชาวกุเรชยอมรับเข้านับถือศาสนาอิสลามจำนวนถึง 6 คน นอกเหนือจากความพยายามของเขาที่จะปลดปล่อยบรรดาทาสที่ตอบรับศาสนาใหม่จากการถูกหน่วงเหนี่ยวในการเป็นทาสอีกหลายคน
 
การเคลื่อนไหวของบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในดินแดนต่างๆ หลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันถึงบุคลิกภาพซึ่งท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้หล่อหลอมและอบรมพวกเขาให้เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อศาสนาที่ไม่รู้จักคำว่าหยุดนิ่งและการปิดบัง
 
 
 

 

การรับใช้ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นแก่มุสลิมทุกคน 2

 ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้อธิบายอายะฮฺ


يَا أَيُّهَا الْمُدَّثِّرُ ﴿١﴾ قُمْ فَأَنذِرْ ﴿٢﴾ 
 "โอ้ผู้ห่มกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นแล้วประกาศตักเตือน" (74:1-2)
 
ว่า เป็นสิ่งจำเป็นแก่ประชาชาติที่จะต้องประกาศและเผยแผ่สิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และจะต้องทำหน้าที่ตักเตือน ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า 
 
فَلَوْلَا نَفَرَ مِن كُلِّ فِرْقَةٍ مِّنْهُمْ طَائِفَةٌ لِّيَتَفَقَّهُوا فِي الدِّينِ وَلِيُنذِرُوا قَوْمَهُمْ إِذَا رَجَعُوا إِلَيْهِمْ لَعَلَّهُمْ يَحْذَرُونَ
"..ทำไมแต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพื่อหาความเข้าใจในเรื่องศาสนา และเพื่อจะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขาเมื่อพวกเขาได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา.." (9:122)
 
แม้กระทั่งพวกญินเมื่อได้ยินการอ่านอัลกุรอาน "พวกเขาก็หันหลังกลับไปยังหมู่ชนของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตักเตือน" (46:29)
 
อิหม่ามอิบนุลก็อยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า  -- การเผยแผ่ซุนนะฮฺของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แก่ประชาชาติ ประเสริฐยิ่งกว่าการยิงลูกศรไปยังหน้าอกของศัตรู เพราะการยิงลูกศรไปยังหน้าอกของศัตรูนั้นมีผู้คนกระทำกันมากมาย ส่วนการเผยแผ่ซุนนะฮฺนั้นไม่มีใครกระทำกัน นอกจากบรรดา"ผู้รับมรดก" และตัวแทนของบรรดานะบีในประชาชาติของพวกเขา (หมายถึงบรรดาผู้รู้) ขออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงบันดาลให้พวกเราอยู่ในบรรดา"ผู้รับมรดก"ด้วยความเมตตากรุณาของพระองค์ด้วยเทอญ
 
อิหม่ามอัลฆ่อซาลีย์ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ กล่าวว่า -- พึงทราบเถิดว่า ทุกๆคนที่นั่งอยู่ในบ้านในขณะนี้ จะไม่รอดพ้นจากการทำความผิด(ที่ปรากฏในสังคม) เนื่องจากเขาเพิกเฉยหรือละเลยจากการชี้แนะและสั่งสอนผู้คนให้กระทำความดี เพราะส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นไม่มีความรู้ในเรื่องบัญญัติศาสนา เช่น เงื่อนไขต่างๆของการละหมาด  ดังนั้นจึงจำเป็นสำหรับทุกมัสยิดในตัวเมืองที่จะต้องมีผู้รู้ในเรื่องศาสนา สั่งสอนผู้คนให้ได้รับความรู้ในเรื่องศาสนา และเช่นเดียวกันตามหัวเมืองและชนบท ก็จำเป็นที่ผู้รู้ทุกคนต้องออกไปยังหัวเมืองใกล้เคียงเพื่ออบรมสั่งสอนผู้คนในเรื่องศาสนาและบัญญัติต่างๆ
 
มีรายงานจาก ญะอฺฟัร อิบนุสุลัยมาน ว่า ฉันได้ยิน มาลิก อิบนุดีนาร กล่าวว่า -- หากฉันสามารถที่จะไม่นอนฉันก็จะไม่นอน เพราะกลัวว่าการลงโทษจะเกิดขึ้นในขณะที่ฉันกำลังนอนหลับ และถ้าฉันพบบรรดาผู้ให้ความช่วยเหลือ ฉันก็จะจัดส่งพวกเขาแยกย้ายกันไปตะโกนร้องในทุกแห่งหนว่า โอ้มหาชนทั้งหลาย ไฟไหม้! ไฟไหม้!
 
อิบรอฮีม อิบนุลอัชอัษ กล่าวว่า -- เมื่อเราออกไปพร้อมกับ อัลฟุฎ็อยลฺ อิบนุอิยาฎ เพื่อละหมาดญะนาซะฮฺ เขาจะพูดกล่าวตักเตือนและร้องไห้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งไปถึงหลุมฝังศพ ประดุจดังว่าเขากล่าวลาเพื่อนฝูงของเขาเพื่อไปยังโลกอาคิเราะฮฺ แล้วเขาได้นั่งลงคล้ายกับว่าเขาได้นั่งท่ามกลางคนตายในสภาพที่เศร้าโศกเสียใจและร้องไห้ จนกระทั่งเขาได้ลุกขึ้นยืนเสมือนกับว่าเขาได้กลับมาจากโลกอาคิเราะฮฺเพื่อบอกข่าวคราวแก่พวกเรา
 
มีรายงานจาก ชุญาอฺ อิบนุลวะลีด กล่าวว่า -- ฉันได้ออกไปกับซุฟยานอัลเซารีย์ ฉันเห็นว่าลิ้นของเขาไม่ยุติจากการใช้ให้ทำความดีและละเว้นความชั่วทั้งขาไปและขากลับ
 
อิหม่ามอัซซุฮฺรียฺ มิได้ทำหน้าที่เพียงแต่อบรมชนเผ่าต่างๆ และผลิตผู้นำทางฮะดีสเท่านั้น แต่ท่านยังได้ออกไปยังชนบทนอกเมืองเพื่ออบรมสั่งสอนพวกเขาด้วย
 
อาจารย์สอนศาสนาชื่อดัง อะหมัด อัลฆ่อซาลีย์ (พี่ชายของ อะบูฮามิด อัลฆ่อซาลีย์) ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺได้ออกไปตามหมู่บ้านเล็กๆเป็นประจำ เพื่อสั่งสอนชาวบ้านโดยหวังความโปรดปรานและความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
 
อัลรอชีด  (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเขา) กล่าวว่า -- ไม่เป็นการบังควรแก่นักเผยแผ่ที่จะเกิดความน้อยใจ ถ้าหากเขาไม่มีเวลาว่างที่จะละหมาดในเวลากลางคืนทุกๆคืน หรือจะอ่านอัลกุรอานให้จบหลายๆครั้ง เพราะสิ่งที่เขากระทำ เช่น การเผยแผ่เชิญชวน การสั่งสอนผู้คน และการอบรมเยาวชนนั้น เป็นการดียิ่งและได้รับผลบุญยิ่งกว่า เพราะตัวอย่างของเขาและผู้นำเขาคือ บรรดาผู้นำนักเผยแผ่จากบรรดาสะลัฟ ซึ่งพวกเขาได้กระจายกันออกไปเพื่อเรียกร้องเชิญชวนและเผยแผ่สัจธรรม โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานาประการ พวกเขาเป็นผู้ริเริ่มในการสังสรรค์และออกไปคบหาสมาคมกับผู้คนทั่วไปเพื่อการเผยแผ่ พวกเขามิได้เฝ้าคอยให้ผู้คนมาหาเพื่อสอบถามปัญหาต่างๆ
 
อาหรับชนบทคนหนึ่งได้เข้าไปหาท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และได้ถามท่านว่า "โอ้มุฮัมมัด ผู้แทนของท่านคนหนึ่งได้ไปหาพวกเรา แล้วได้อ้างกับพวกเราว่า แท้จริงอัลลอฮฺได้ส่งท่านมาเพื่อเชิญชวนไปสู่การเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว จริงหรือ?
 
อัลรอชีดกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า -- ได้มีผู้แทนของท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปพบปะผู้คนในฐานะเป็นนักเผยแผ่ และผู้คนก็ได้มารวมกลุ่มกัน ดังนั้นผู้ใดที่รอคอยให้ผู้คนมาหาเขา เขาก็มิใช่นักเผยแผ่ศาสนา และถ้าหากจะเอาคำพูดของอาหรับชนบทคนนั้นมาวิเคราะห์กันแล้ว ก็จะประจักษ์ได้ว่า ด้วยเหตุผลใดสาวกนักเผยแผ่ผู้นั้นจึงเดินทางออกจากนครอัลมะดีนะฮฺ เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ส่งเขาออกไปยังหมู่บ้านหนึ่ง และด้วยเหตุผลใดเขาจึงต้องพลัดพรากจากครอบครัวของเขา บ้านของเขาและลูกหลานของเขา โดยไม่สนใจต่อความยากลำบากในการเดินทางไปท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ต้องเผชิญกับภยันตราย ความร้อน ความหนาว เพื่อที่จะเรียกร้องเชิญชวนมหาชนไปสู่อิสลาม และนี่คือกิจกรรมของการเผยแผ่เรียกร้อง เพื่อที่จะให้บรรลุสู่เป้าหมายของมัน
 
ดังนั้น จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหว มีการเริ่มต้น มีการเดินทางอยู่เสมอ มีการพูดและการเรียกร้องเชิญชวน, การนั่งอยู่กับที่และสร้างจินตนาการ มิใช่แนวทางที่จะทำให้บรรลุสู่เป้าหมาย ดังนั้น ท่านจงมีความรู้ความเข้าใจ และศึกษาชีวประวัติของบรรดาสะละฟุศศอและฮฺ และจงเลียนแบบพวกเขา ซึ่งจะทำให้ท่านบรรลุสู่เป้าหมาย มิฉะนั้นแล้ว ท่านก็จงจำศีลอยู่กับบ้านของท่านเถิด เพราะท่านจะไม่มีโอกาสได้มองเห็นเดือนเห็นตะวันดอก !!
 
 

 

การรับใช้ศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นแก่มุสลิมทุกคน 3

 

ความจริงการเคลื่อนไหวเพื่อรับใช้ศาสนาและการเสียสละด้วยพลังและความสามารถในการเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺตะอาลา และการมีอำนาจในการโน้มน้าวจิตใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจในบทบัญญัติของอัลลอฮฺตะอาลา และการเทอดทูนคำกล่าวของพระองค์ให้สูงส่งในหน้าแผ่นดินนี้ จำเป็นต้องยึดถือให้เป็นปัจจัยหรือรากฐานที่สำคัญในองค์ประกอบหรือแก่นสารของการอีมานสำหรับมุสลิมทุกคน ดังนั้นเขาจะต้องหยุดตรวจสอบตัวของเขาอยู่เสมอว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างเพื่อศาสนาของอัลลอฮฺ? เวลานอนเขาจะพลิกตัวกลับไปกลับมาด้วยความเป็นห่วงว่าจะนอนไม่เต็มอิ่ม เมื่อได้รับข่าวคราวของพี่น้องมุสลิมทั้งใกล้และไกลเขาก็รู้สึกเป็นห่วงและไม่สบายใจ จะนึกคิดเพื่อหาแนวทางในการนำสัจธรรมไปสู่มหาชน และเกรงไปว่าจะเกิดความบกพร่อง มีความกังวลและห่วงใยว่าจะมีผู้ให้การสนับสนุนศาสนาของอัลลอฮฺจำนวนน้อย เขาไม่เพียงแต่นึกคิดถึงเพื่อบ้านหรือเพื่อนของเขาเท่านั้นว่าจะเรียกร้องเชิญชวนอย่างไร แต่เขาได้คิดถึงเพื่อนร่วมโลกว่าจะทำให้พวกเขาเข้าสู่ศาสนาของอัลลอฮฺตะอาลาเป็นกลุ่มๆอีกด้วย มันช่างเป็นความใฝ่สูงเสียนี่กระไร ! หากมีจิตใจที่จะตอบรับความใฝ่ฝันของมุอฺมินผู้ศรัทธาคนนี้

เมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญถึงบางตัวบทของบัญญัติศาสนา ซึ่งระบุเยียวยาสภาพสังคมของมุสลิมแล้ว เราจะพบว่ามันเน้นหนักในด้านการแก้ไขปรับปรุงเป็นปัจจัยสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งศาสนา ในทำนองเดียวกันการแก้ไขปรับปรุงจะเกิดเป็นรูปธรรมโดยปราศจากคุณงามความดี และคุณงามความดีหรือความชอบธรรมจะไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมโดยปราศจากการแก้ไขปรับปรุง ตามนัยแห่งความหมายนี้ อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสยืนยันไว้ในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 110 ว่า

كُنتُمْ خَيْرَ أُمَّةٍ أُخْرِجَتْ لِلنَّاسِ تَأْمُرُونَ بِالْمَعْرُوفِ وَتَنْهَوْنَ عَنِ الْمُنكَرِ

ความว่า "พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกอุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้กันให้ปฏิบัติความดีและห้ามปรามกันให้ละเว้นความชั่ว"
 

และท่านร่อซูลุลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم ได้กล่าวไว้ว่า

الدِّيْنُ النَّصِيْحَةُ
ความว่า "ศาสนาคือการตักเตือนสั่งสอน"  (บันทึกโดยมุสลิม ในศ่อเฮียะฮฺของเขา)

 

ดังนั้นจงพิจารณาใคร่ครวญดูซิว่า เหตุใดประชาชาติที่ดียิ่งนั้นจึงจำเป็นต้องทำหน้าที่ในการแก้ไขปรับปรุง และศาสนานั้นจะต้องประกอบด้วยรากฐานที่สำคัญคือการตักเตือนสั่งสอนซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุนี้เศาะฮาบะฮฺบางท่านจึงให้สัตยาบันกับท่านนบี  صلى الله عليه وسلم ที่จะให้มีการตักเตือนสั่งสอนแก่พี่น้องมุสลิม

มีรายงานจาก ญะรีร อิบนุอับดุลลอฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า "ฉันได้ให้สัตยาบันกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ โดยปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺ และให้ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด บริจาคซะกาต เชื่อฟัง จงรักภักดี และให้มีการตักเตือนสั่งสอนแก่มุสลิมทุกคน"  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ)

บรรดานักวิชาการทางนิติศาสตร์ได้มีความเห็นตรงกันว่า เคล็ดลับที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงบัญญัติข้อบัญญัติต่างๆของศาสนาเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับความจำเป็น และสิ่งที่เป็นความต้องการ และสิ่งที่เป็นความเหมาะสมนั้น จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เป็นความจำเป็นนั้นเป็นรากฐานแห่งผลประโยชน์ ซึ่งการดำรงชีวิตจะต้องขึ้นอยู่กับมัน และถ้าหากคาดการณ์ว่ามันไม่ปรากฏอยู่ แน่นอนย่อมจะนำไปสู่การสูญเสียการดำรงชีวิตของมนุษย์ และย่อมจะก่อให้เกิดความวุ่นวายสับสนและไม่เป็นระเบียบในการดำรงชีวิต

และรากฐานแห่งความจำเป็นนั้นย่อมจะกลับไปหาการรักษาไว้ซึ่งเนื้อหาสาระ 5 ประการคือ -- ศาสนา จิตใจ สติปัญญา เครือญาติ และทรัพย์สิน -- และถ้าหากไม่มีการรักษาไว้ซึ่งห้าประการดังกล่าวนี้แล้ว มนุษยชาติจะดำรงชีวิตอยู่เหมือนสัตว์ป่า และจะดื่มด่ำอยู่กับความชั่วร้ายและความเลวทราม และการดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติและมีชื่อเสียงของเขาจะสูญหายไป อันเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮฺตะอาลาที่จะให้มีขึ้นกับพวกเขา

บรรดานักวิชาการได้จัดให้ การรักษาไว้ซึ่งศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก ดังนั้นแกนหลักของบัญญัติศาสนาจึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ อันได้แก่การมีความเชื่อมั่นอย่างถูกต้องซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนา รวมถึงหลักการศรัทธาทั้งห้าด้วย ซึ่งโครงสร้างของศาสนาและหลักการศรัทธานี้จะทำให้การกระทำกิจกรรมต่างๆ และการกระทำความดีเป็นสิ่งที่ถูกต้องและได้รับการตอบรับ เช่นเดียวกับการทำญิฮาด อันเป็นจุดยอดสูงสุดของศาสนา และการตักเตือนกันให้กระทำความดีและละเว้นความชั่ว ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิญญาณของบทบัญญัติอิสลามดังที่ท่านนบี  صلى الله عليه وسلم ได้กล่าวไว้

จุดมุ่งหมายของบทบัญญัติต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การรักษาศาสนา และในทางปฏิบัติดังกล่าวนั้นเป็นที่เข้าใจว่าการงานต่างๆ ที่จะต้องรับผิดชอบนั้นจะหมุนเวียนอยู่กับความจำเป็นนี้ และผู้ที่วาดมโนภาพการดำรงชีวิตที่เต็มไปด้วยการปฏิบัติการงานที่ดี โดยไม่นำเอาการตั้งเจตนานี้มาเป็นจุดเริ่มต้น เกรงไปว่าจะถูกนับเข้าอยู่ในดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า
 

أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ قِيلَ لَهُمْ كُفُّوا أَيْدِيَكُمْ وَأَقِيمُوا الصَّلَاةَ وَآتُوا الزَّكَاةَ فَلَمَّا كُتِبَ عَلَيْهِمُ الْقِتَالُ إِذَا فَرِيقٌ مِّنْهُمْ يَخْشَوْنَ النَّاسَ كَخَشْيَةِ اللَّـهِ أَوْ أَشَدَّ خَشْيَةً ۚ وَقَالُوا رَبَّنَا لِمَ كَتَبْتَ عَلَيْنَا الْقِتَالَ لَوْلَا أَخَّرْتَنَا إِلَىٰ أَجَلٍ قَرِيبٍ ۗ قُلْ مَتَاعُ الدُّنْيَا قَلِيلٌ وَالْآخِرَةُ خَيْرٌ لِّمَنِ اتَّقَىٰ وَلَا تُظْلَمُونَ فَتِيلًا

ความว่า "เจ้าไม่เห็นดอกหรือว่าผู้ที่ถูกกล่าวกับพวกเขาว่า จงยับยั้งมือของพวกเจ้า (หมายถึงระงับการต่อสู้กับพวกมุชริกีนไว้ก่อน) และจงดำรงการละหมาดและจงบริจาคซะกาต ครั้นต่อมาเมื่อการสู้รบได้ถูกบัญญัติแก่พวกเขา ขณะนั้นกลุ่มหนึ่งในพวกเขาก็กลัวมนุษย์เช่นเดียวกับการกลัวอัลลอฮฺ หรือกลัวมากกว่า และพวกเขากล่าวว่า โอ้พระเจ้าของเรา เหตุไฉนพระองค์ท่านจึงบัญญัติการสู้รบแก่พวกเรา หากพระองค์ท่านจะทรงยืดเวลาแก่พวกเราออกไปอีกสักระยะเวลาหนึ่ง จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ความสนุกสนานแห่งโลกนี้นั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ส่วนโลกอาคิเราะฮฺนั้นดียิ่งกว่าสำหรับผู้ที่มีความยำเกรง และพวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรมแม้แต่น้อย"  (ซูเราะตุนนิซาอฺ 77)

 

 

ความจริงที่ยิ่งใหญ่

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาผู้ทรงกรุณายิ่ง

“พวกเจ้าคิดว่า แท้จริงเราได้ให้พวกเจ้าบังเกิดมาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับมาหาเรากระนั้นหรือ อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงสัจจะ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระเจ้าแห่งบัลลังก์อันทรงเกียรติ และผู้ใดวิงวอนขอพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮฺ โดยไม่มีหลักฐานพิสูจน์แก่เขาในการนี้แท้จริงการคิดบัญชีของเขาอยู่ที่พระเจ้าของเขา แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะไม่ประสบความสำเร็จ” (อัลกุรอาน 23 :115- 117)
 

เนื้อหา : ผู้อ่อนแอเป็นพระเจ้าได้อย่างไร!!???, เราได้ใช้มันสมองของเราอย่างเต็มที่หรือยัง!!??, พระเจ้าของเราคือใคร??, ผู้นำสารจากพระเจ้าที่แท้จริง, ศาสดาที่สัจจริง เสียงเรียกร้องที่จริงใจและบริสุทธิ์ พระเจ้าที่ทรงปรีชาญาณ, เหตุการณ์ที่เป็นความจริง



--- ดาวน์โหลดหนังสือ ---

AttachmentSize
03_bigtruth.pdf369.84 KB
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

ผู้อ่อนแอเป็นพระเจ้าได้อย่างไร!!???

 
แท้จริงแล้วชีวิตมนุษย์ที่อ่อนแอนั้นพยายามอย่างจริงจังในการค้นหาที่พึ่งและความสงบสุข เนื่องจากชีวิตมนุษย์นั้นต้องประสบกับโรคภัยต่างๆ ต้องเผชิญกับอุปสรรคความยากลำบากนานาชนิด ต้องร้องขอความช่วยเหลือจากคนโน้นคนนี้ซึ่งแน่นอนว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ร้องขอความช่วยเหลือนั้นไม่สามารถถูกตอบสนองได้ทั้งหมดเนื่องจากความอ่อนแอของผู้ที่ถูกร้องขอความช่วยเหลือซึ่งพวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่อ่อนแอเช่นเดียวกับผู้ร้องขอนั่นเอง จึงทำให้มนุษย์หันไปพึ่งโลกเร้นลับและโลกสมมุติเพื่อแสวงหาผู้ที่เขาคิดว่าจะสามารถให้ความช่วยเหลือเขาได้ แต่เขาก็ไม่พบกับสิ่งใดๆที่มีตัวตนสัมผัสได้ในการที่จะเป็นที่พึ่งแก่เขาอย่างแท้จริง จึงทำให้เขาหันไปประดิษฐ์หรืออุปโลกน์ผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือเขา ซึ่งเขาอาจจะอุปโลกน์สิ่ง(ที่เขาคิดเองว่า)ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษหรือบรรดาดวงวิญญาณของผู้มีบุญญาบารมีที่เสียชีวิตแล้วหลังจากนั้นเขาจะสร้างรูปปั้นหรือเทวรูปเพื่อเป็นตัวแทน และจะบูชามัน เคารพสักการะมัน ให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่มัน ร้องขอความช่วยเหลือจากมัน ขอพรจากมัน เกรงกลัวมัน ให้ความสำคัญกับมันจนทำให้มันกลายเป็นพระเจ้าไปในที่สุด ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์ผู้อ่อนแอได้อุปโลกน์ประดิษฐ์มันขึ้นมาเท่านั้นเอง
 
เช่นนี้เองจึงทำให้จำนวนพระเจ้าของมนุษย์นั้นมีอยู่อย่างมากมายนับไม่ถ้วน เพราะมนุษย์แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้มนุษย์แต่ละกลุ่มต่างก็สรรหาพระเจ้าที่ตรงกับจินตนาการ วัฒนธรรมและความนึกคิดของพวกเขา โดยที่ลืมไปว่าพระเจ้าเหล่านี้มิใช่สิ่งอื่นใด หากเป็นแค่เพียงผลผลิตที่เกิดจากความอ่อนแอของมนุษย์เท่านั้นเอง
 
เป็นไปได้อย่างไรที่มนุษย์ไม่สามารถคิดได้ว่าสรรพสิ่งต่างๆในจักรวาลนี้มีข้อจำกัด มีความอ่อนแอ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีความไม่แน่นอน ไม่จีรังยั่งยืน ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น
 
ไฉนเลยมนุษย์ไม่สามารถคิดได้ว่าจักรวาลชั้นฟ้าได้ถูกสร้างอย่างมีระบบ ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องพึ่งพากันอย่างสมดุล เมื่อใดที่ระบบนี้ล่มสลายลง จักรวาลทั้งมวลก็จะล่มสลายและจบสิ้นลง
 
ทำไมมนุษย์ไม่สามารถคิดได้ว่าสิ่งที่เขาบูชาสักการะอยู่นั้นเป็นเพียงสิ่งที่เขาประดิษฐ์มันขึ้นมา เป็นพระเจ้าปลอมที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์เอง ความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นพระเจ้าของสิ่งนั้นเป็นเพียงผลผลิตจากน้ำมือมนุษย์ผู้อ่อนแอเอง ไฉนเลยสิ่งที่ถูกประดิษฐ์นั้นได้กลายเป็นผู้อภิบาลปกครองจักรวาล มีอิทธิพลและควบคุมชีวิตมนุษย์ ในทุกๆสิ่งทุกๆเรื่องตั้งแต่เกิดจนตาย!!??
 
“เช่นนั้นแหละ อัลลอฮฺทรงชี้แจงโองการทั้งหลายให้เป็นที่ชัดแจ้งแก่พวกเจ้า
เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญาพิจารณา”
( อัลกุรอาน 24 : 61)
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

 

 

เราได้ใช้มันสมองของเราอย่างเต็มที่หรือยัง !! ??

อันที่จริงแล้วมันสมองของมนุษย์นั้นสามารถค้นหาคำตอบให้กับข้อสงสัยและปัญหาที่ยากสลับซับซ้อนต่างๆมากมาย แล้วเหตุใดมนุษย์กลับไม่สามารถที่จะค้นพบสัจธรรมง่ายๆนี้ได้???
 
มันสมองของมนุษย์ได้ค้นพบทฤษฏีและกฎเกณฑ์ต่างๆของจักรวาลมากมาย ทั้งทางด้านฟิสิกส์ ทางด้านเคมี ทางด้านดาราศาสตร์ ทำให้มนุษย์สามารถอธิบายสิ่งต่างๆที่ปรากฏรอบๆตัวมนุษย์ และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในจักรวาลได้ อันเป็นความภาคภูมิใจของมนุษยชาติทั้งมวล 
 
ฝนเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ดวงดาว ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ต่างๆเคลื่อนไหวอย่างไร?
สสารและสิ่งต่างๆรวมตัวกันได้อย่างไรบนโลกนี้?
ดวงดาวต่างๆในจักรวาลสามารถโคจรและอยู่ด้วยกันอย่างเป็นระบบได้อย่างไร?
อะตอมและโมเลกุลของสสารรวมตัวอย่างสมดุลได้อย่างไร?
 
มนุษย์ได้ใช้มันสมองอันปราดเปรื่องในการค้นพบคำตอบและข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งของคำถามต่างๆเหล่านี้แล้ว แต่ไฉนเล่ามันสมองของมนุษย์กลับล้มเหลวที่จะค้นพบสัจธรรมและความจริงที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ ความจริงของการเกิดสรรพสิ่งต่างๆ ความจริงของชีวิต ความจริงที่ว่าผู้อ่อนแอไม่สร้างผู้แข็งแรงได้ ความจริงที่ว่าผู้ที่ขอความช่วยเหลือไม่สามารถช่วยเหลือผู้ที่ขอความช่วยเหลือด้วยกันได้ ความจริงที่ว่าผู้ที่ไม่มีนั้นไม่สามารถให้สิ่งต่างๆแก่ผู้ที่มีได้
 
เหตุใดความรู้ต่างๆที่มนุษย์มี ยังไม่สามารถทำให้มนุษย์ค้นพบหลักฐานอันชัดแจ้งของสัจธรรมได้?
 
จากทุกๆทฤษฏีของสรรพสิ่ง จากทุกๆการค้นพบ จากทุกๆการคิดค้น เหตุใดมนุษย์จึงยังคงห่างไกลจากการค้นพบความจริงที่ว่าโลกนี้ไม่ถาวร ความจริงที่ว่าจักรวาลนี้ถูกสร้างโดยผู้มีอำนาจ ความจริงที่ว่าชีวิตนี้ไม่จีรังยั่งยืน ความจริงที่ว่าทุกสรรพสิ่งต้องล่มสลาย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องพึ่งอำนาจของพระเจ้าที่ทรงเดชานุภาพ ไม่ใช่พึ่งรูปปั้นที่ประดิษฐ์โดยน้ำมือมนุษย์ ไม่ใช่พึ่งเทวรูปที่ถูกปั้นขึ้นโดยมือของศิลปิน ไม่ใช่พึ่งพามนุษย์ที่อ่อนแอที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นโดยจินตนาการของนักคิด แท้จริงแล้วมนุษยชาติต้องพึ่งพาพระเจ้าที่มีอำนาจสมบูรณ์ มีเดชานุภาพอันกว้างขวาง พระเจ้าที่ไม่มีข้อจำกัดและอุปสรรคใดๆที่จะขัดขวางความรู้และอำนาจบารมีของพระองค์ มนุษยชาติจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้าที่มีอำนาจอันล้นเหลือและไร้ขอบเขต ต้องพึ่งพาพระเจ้าที่แท้จริงที่สามารถอภิบาลทุกสรรพสิ่งได้ในทุกกรณีทุกสถานการณ์ทุกเวลา
 
เรายอมรับแล้วว่าความมหัศจรรย์และการมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมิได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ทฤษฏีและความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความบังเอิญนั้นเป็นสิ่งไร้สาระอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถที่จะปล่อยให้เรื่อง “การมีอยู่ของพระเจ้าและการสร้างสรรพสิ่ง” ผ่านไปเฉยๆโดยปราศจากการค้นหาคำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้
 
“ดังนั้น ผู้สร้างย่อมไม่เหมือนกับผู้ที่ถูกสร้าง พวกเจ้าไม่ใคร่ครวญดอกหรือ”(16:17)
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

 

 
 

พระเจ้าของเราคือใคร ??

 
พระเจ้าที่แท้จริงนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นผลผลิตจากความอ่อนแอของเรา หรือเป็นสิ่งที่จินตนาการของเราอุปโลกน์ขึ้นมา พระเจ้าที่แท้จริงนั้นจะต้องเป็นพระเจ้าที่คู่ควรสักการะบูชา เป็นพระเจ้าที่เป็นผู้สร้างสากลจักรวาลชั้นฟ้าและแผ่นดิน เป็นผู้ควบคุมและอภิบาลสรรพสิ่งทั้งหลาย
 
พระเจ้าที่แท้จริงนั้นต้องเป็นผู้ที่ไม่ทอดทิ้งเรา ติดต่อเรา บอกเรื่องราวแก่เรา ชี้ทางเดินของชีวิตแก่เรา พระเจ้าที่แท้จริงนั้นจะไม่มีวันที่จะทอดทิ้งบ่าวของพระองค์โดยปราศจากแสงสว่างชี้ทาง จะไม่มีวันทอดทิ้งมนุษยชาติโดยมิได้อธิบายถึงวิถีการดำเนินชีวิต พระเจ้าที่แท้จริงนี้อยู่ที่ไหน??
 
แท้จริงแล้วความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและการคิดอย่างมีตรรกะและถูกต้องนั้นย่อมจะทำให้มนุษย์นั้นประจักษ์กับความจริง เป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์ผู้แสวงหาความจริงจะหลงทางตราบใดที่เขายอมรับและนำตรรกะที่ถูกต้องมาใช้ในการค้นหาสัจธรรม
 
เรามีความสามารถที่จะอ่าน ค้นหา ค้นคว้า ศึกษาหาความรู้มิใช่หรือ??
เราเคยสักครั้งไหมที่จะถามตัวเราเองว่า “มีพระเจ้าอื่นอีกไหมนอกจากวัตถุรูปปั้นหรือเทวรูปที่เรากำลังพึ่งพิงเคารพบูชาสักการะอยู่?? มีพระเจ้าอื่นไหมนอกจากมนุษย์บางคนที่อ่อนแอเจ็บป่วยเช่นเดียวกับเราแต่เรากลับเคารพบูชาให้ความศักดิ์สิทธิ์กับมัน??.
เราเคยสักครั้งไหมที่จะถามตัวเองว่า “มีใครไหมที่ยินยอมน้อมรับ พึ่งพิงและขอความช่วยเหลือพระเจ้าที่แท้จริง”?? มีใครอื่นไหมที่กำลังบูชาสักการะพระเจ้าที่เป็นผู้สร้างสากลจักรวาลทั้งมวล??พวกเขาเป็นใคร??”
เราเคยถามตัวเองไหมว่า “สัจธรรมจะอยู่กับคนที่บูชาวัวหรือ ?”
เราเคยถามตัวเองไหมว่า “สัจธรรมจะอยู่กับคนที่สักการะมนุษย์ด้วยกันหรือ??”
เราเคยถามตัวเองไหมว่า “เป็นไปได้หรือที่สัจธรรมจะอยู่กับชาวบูชาไฟหรือพวกที่บูชาสิ่งอื่นๆที่อ่อนแอบนโลกใบนี้??”
เคยคิดถามตัวเองไหมว่า “เป็นไปได้หรือที่สัจธรรมจะอยู่กับคนที่บูชาสัญลักษณ์ ไม้กางเขน เครื่องรางหรือของขลังต่างๆ”??
 
ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามันสมองของมนุษย์ย่อมจะปฏิเสธที่จะเชื่อว่าสิ่งต่างๆที่กล่าวมานั้นคือผู้สร้างที่แท้จริงของจักรวาลทั้งมวล ปฏิเสธที่จะเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นคือผู้ที่สรรสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน สร้างดวงดาว ระบบสุริยะจักรวาลอย่างเป็นระบบ สร้างสรรพสิ่งต่างๆทั้งหลาย ปกครองและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาล..แน่นอนแล้วว่ามันสมองของมนุษย์ย่อมสามารถคิดเรื่องง่ายๆนี้ได้!! สมองของมนุษย์ย่อมต้องรู้สึกสงสัยต่อข้อเท็จจริงต่างๆ เช่น บรรดาสิ่งนานาชนิดที่มนุษย์กำลังเรียกว่าพระเจ้านั้นต่างก็มีข้อบกพร่อง ต่างก็ต้องสูญสลายไปในที่สุดและจำต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งรูปร่างและคุณสมบัติ และไม่มีคุณสมบัติความเป็นอมตะใดๆ
 
พระเจ้าแบบไหนกันที่ถูกตรึงกางเขน!!??
พระเจ้าแบบไหนกันที่ถูกเชือดโดยมนุษย์และนำไปเป็นอาหาร!!?? 
พระเจ้าแบบไหนกันที่ถูกเนรมิตขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์จากเศษหินดินทรายก่อนที่จะเผชิญกับการผุกร่อนและล่มสลายไป!!??
สิ่งเหล่านี้หรือที่เราเรียกว่าพระเจ้า!!??สิ่งเหล่านี้หรือที่คู่ควรแก่การเคารพบูชา!!??
ถ้าอย่างนั้นแล้วเราต้องกลับมาทบทวนความคิดและตรรกะของเราใหม่!!??
ถ้าอย่างนั้นแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราพยายามดับไฟที่กำลังลุกโชนในหัวใจเราด้วยการเติมเชื้อเพลิงเข้าไป!!??
แล้วเช่นนี้เราจะไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจและตอบคำถามข้อข้องใจของเราได้อย่างไร!!??
 
เราทุกคนต่างก็ยอมรับแล้วว่า คำถามบางคำถาม ปัญหาบางปัญหาในโลกนี้ สามารถที่จะแก้ได้ด้วยวิธีง่ายๆ สามารถค้นพบคำตอบได้อย่างไม่ยาก แล้วทำไมเราไม่ทำให้ข้อสงสัยเรื่อง “การมีอยู่ของพระเจ้าและการสร้างสรรพสิ่ง” เป็นเรื่องง่ายที่สามารถหาคำตอบได้อย่างถูกต้องง่ายดาย??
 
ใช่!! ถ้าแม้นว่าเราได้สดับตรับฟังสักนิดถึงเสียงที่กำลังเรียกร้อง เสียงที่ไม่มีใครกล้าหาญที่เปล่งออกมา(ยกเว้นผู้ที่มีความสามารถทำอย่างที่กล่าวมานั้นจริง) เสียงนี้ดังก้องกังวานว่า :
 
“ข้าคือพระเจ้าของพวกเจ้า”
“ข้าคือผู้ที่สร้างพวกเจ้า”
“ข้าคือผู้ที่ทำให้พวกเจ้าเกิดขึ้นมา”
“ข้าคือผู้ที่รู้เรื่องราวของพวกเจ้ามากที่สุด”
“ข้าคือผู้ที่สร้างสรรค์ชั้นฟ้าและแผ่นดิน ทั้งดวงดาว ต้นไม้พืชพันธุ์ต่างๆ ทั้งขุนเขาและทะเลทรายทั้งหลาย”
“ข้าคือผู้ที่สร้างมนุษย์ สร้างสัตว์ สร้างวิหค สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในทะเลและมหาสมุทร”
“ไม่มีสรรพสิ่งใดๆในชั้นฟ้าและแผ่นดิน เว้นแต่จะเป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นมาทั้งสิ้น และเป็นหลักฐานที่แสดงถึงอำนาจและการมีอยู่ของข้า”
“ข้ารู้ดีที่สุดว่าสิ่งใดที่ดีต่อพวกเจ้า สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้า ข้าได้สร้างพวกเจ้าขึ้นมาเพื่อทดสอบว่าพวกเจ้าจะเคารพบูชาข้าหรือไม่”
“ข้ามิได้สร้างพวกเจ้ามาโดยปราศจากจุดมุ่งหมายใด ข้ามิใดทอดทิ้งพวกเจ้าให้หลงทาง แต่ข้าได้ส่งบรรดาศาสนทูตยังพวกเจ้า ข้าได้ส่งสาสน์และคัมภีร์ต่างๆแก่พวกเจ้า เพื่อเป็นข้ออ้างในการสอบสวนพวกเจ้า จากนั้นพวกเจ้าจะกลับมายังข้า(หลังจากถูกทำให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งในวันปรโลก-ผู้แปล)เพื่อที่ข้าจะได้พิพากษาตัดสินระหว่างพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน”
 
เสียงเรียกร้องนี้ไม่มีความหมายอะไรเลยหรือในหัวใจของท่าน!!??
เจ้าจะไม่สามารถที่จะปิดหูของเจ้ามิให้ได้ยินเสียงเรียกร้องที่กึกก้องดังกล่าวได้!!??
แท้จริงแล้วเสียงเรียกร้องนี้ได้เข้าไปยังหัวใจของเจ้าก่อนที่จะเข้าไปในหูของเจ้า!!
เจ้ากำลังเผชิญกับผู้ที่อ้างว่าเขาคือผู้สร้างจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งหลาย เขากำลังกล่าวแก่เจ้าว่า เขาคือผู้ที่สรรสร้างเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่างและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง!!
 
เสียงเรียกร้องนี้ได้ดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเรียกร้องนี้ได้ไปถึงทุกๆที่ ดังกึกก้องตลอดมาตั้งแต่สิบสี่ศตวรรษที่ผ่านมา..เสียงเรียกดังกล่าวดังกึกก้องขึ้นเรื่อยๆ แผ่ขยายไปทุกที่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลง..เป็นเสียงเรียกที่มีคนยอมรับและศรัทธามันเป็นล้านๆ ทั้งบรรดาผู้มีความรู้ บรรดานักปราชญ์ นักคิด บรรดาอัจฉริยะบุคคลทั้งหลาย บรรดาผู้ที่มีชื่อเสียงมีตำแหน่งในสังคม ทั้งคนธรรมดาสามัญ ทั้งคนยากจนและร่ำรวย ล้วนแล้วแต่ยินยอมและนอบน้อมต่อเสียงเรียกดังกล่าว แล้วเจ้าล่ะ??
เจ้าเคยคิดไหมว่าทำไมจึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะประกาศว่าเขาคือผู้สร้างดวงดาวและท้องฟ้า??
เคยคิดไหมว่าทำไมถึงไม่เคยมีใครท้าท้ายเสียงเรียกดังกล่าว??
ทำไมไม่เคยมีใครกล้าอ้างตัวว่าเขาคือผู้สร้างโลกนี้ สร้างภูเขา สร้างทะเลและมหาสมุทร??
หรือเป็นเพราะไม่มีใครมีอำนาจที่จะทำตามที่เขาอ้างได้ยกเว้นพระเจ้าที่แท้จริงเท่านั้น??
แล้วพระเจ้าองค์นั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า??
ทำไมเจ้าถึงไม่คิด ไม่ตรึกตรองดู??
 
มันเป็นเสียงเรียกที่เป็นเอกะ มันเป็นเสียงเรียกที่เป็นเอกลักษณ์ มันเป็นเสียงเรียกที่ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน มันเป็นเสียงเรียกที่ไม่มีผู้ใดกล้าท้าทาย มันเป็นเสียงเรียกที่ไม่มีสิ่งใดมาร่วมเป็นภาคี..
 
เสียงเรียกของพระเจ้าที่แท้จริง เสียงเรียกของพระองค์ผู้ซึ่งกล้าประกาศว่า พระองค์คือผู้ที่สร้างจักรวาลและสรรพสิ่งทั้งหลาย พระองค์คือผู้สร้างมนุษย์ พระองค์คือผู้ให้ปัจจัยชีวิต พระองค์คือผู้บริหารและอภิบาลสากลจักรวาลทั้งมวล พระองค์คือผู้ควบคุมชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ไม่เพียงแต่ประกาศเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงบัญญัติหลักการต่างๆให้เราเดินตามและเรียกร้องเราให้ปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นบ่าวที่ดี พระองค์บอกเราว่าการที่เราทำหน้าที่ที่พระองค์ทรงสั่ง นั่นแหละคือหนทางสำเร็จบนโลกนี้ นั่นแหละคือหนทางที่ปลอดภัยจากการลงโทษและหนทางของการตอบแทนจากพระองค์ในโลกหน้า…
 
โลกหน้าหรือ?? วันปรโลกหรือ?? มีโลกหน้าด้วยหรือ?
มีการฟื้นคืนชีพหลังจากความตายด้วยหรือ?
มีการสอบสวน มีการตอบแทน มีการลงโทษในสิ่งที่เรากระทำในโลกนี้ด้วยหรือ??
 
ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ “เสียงเรียก” ดังกล่าวได้ตอกย้ำและยืนยันว่า “แท้จริงแล้วโลกนี้มิใช่อื่นใดเลย หากเปรียบเสมือนการเริ่มต้นของชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์หลังจากนั้นมนุษย์จะมีชีวิตที่นิรันดร ชีวิตที่ไม่มีวันตาย ชีวิตที่ไม่มีวันสูญสลาย มนุษย์จะมีชีวิตที่เป็นอมตะอยู่ในความสุขนิรันดร์ หรือมิเช่นนั้นก็ทุกข์ตลอดกาล...
 
มันเป็นชีวิตที่มนุษย์จะได้ประสบกับการตอบแทนการงานของเขาที่ได้กระทำมาบนโลกนี้?? มันเป็นชีวิตที่มนุษย์จะได้รับผลลัพธ์อันดีงามในสิ่งที่เขาได้ปฏิบัติและยืนหยัดในสัจธรรม?? มันเป็นชีวิตที่มนุษย์จะได้รับสิ่งตอบแทนอันหอมหวานในสิ่งที่เขาได้เผยแพร่...เป็นชีวิตที่จะทดสอบว่าพวกเจ้าได้พยายามค้นหาแสงสว่างทางนำและกระตือรือร้นในการแสวงหาหนทางแห่งความจริงหรือไม่?? หรือพวกเจ้าชักช้าในการแสวงหาหลักฐานที่จะนำไปสู่สัจธรรม??หรือพวกเจ้าปล่อยชีวิตและยอมให้จุดจบของพวกเจ้าเป็นไปตามยถากรรม ตามประเพณี ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ตามความเชื่อของบรรพบุรุษของพวกเจ้าโดยมิได้ไตร่ตรองสักนิดว่าพวกเขาอยู่ในสัจธรรมหรือไม่??
 
เคยคิดบ้างไหมว่าเรากำลังอยู่กับสิ่งหลอกลวง..เคยคิดบ้างไหมว่าเรากำลังมีชีวิตที่หลงทางและไร้คุณค่า..มิใช่เรื่องยากเลยหากเราต้องการรู้ว่าเราหลงทางมากมายขนาดไหน!! 
 
เจ้าจงตรึกตรองรูปปั้นที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
เจ้าจงตรึกตรองเทวรูปที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
เจ้าจงตรึกตรองบรรดามนุษย์หรือสัตว์ที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
เจ้าจงตรึกตรองก้อนหินที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
เจ้าจงตรึกตรองต้นไม้ที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
เจ้าจงตรึกตรองกรวดหินดินทรายที่เจ้ากำลังบูชาอยู่แล้วเจ้าจะรู้ว่าเจ้าหลงทางมากมายขนาดไหน!!??
 
สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างและอุตริขึ้นมาและถูกแต่งตั้งให้เป็นพระเจ้าของพวกเจ้า พวกเจ้าขอพรจากมัน ขอความช่วยเหลือจากมัน พึ่งพามัน ขอการปกป้องคุ้มครองจากมัน!! ในขณะที่พวกเจ้ารู้และสำนึกอยู่เต็มอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยที่จะประกาศว่าพวกมันคือผู้สร้าง ผู้ทำให้เกิด ผู้สรรสร้างจักรวาลทั้งมวล ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ควบคุมสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งเล็กและใหญ่ พวกมันไม่มีอำนาจแม้แต่จะเอ่ย แม้เพียงตัวอักษรเดียว..แต่ไฉนเลยพวกมันซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างแต่พวกเจ้ากลับเคารพบูชามัน ให้ตำแหน่งมันเสมือนเป็นผู้สร้าง!! แต่พระเจ้าผู้สร้างที่แท้จริงพวกเจ้ากลับละทิ้ง ละเลย ปฏิเสธ!!??  แต่กับผู้ที่เรียกร้องและเชิญชวนพวกเจ้าสู่พระเจ้าที่แท้จริงนั้น พวกเจ้ากลับเพิกเฉย พวกเจ้ากลับไม่รู้จักเขา ไม่เคยคิดแม้แต่จะค้นหาว่าเขาคือใคร? ไม่เคยคิดที่จะเรียนรู้สิ่งที่เขาได้นำมายังพวกเจ้า??
 
 “มุฮัมมัดเป็นรอซูล(ศาสนทูต)ของอัลลอฮฺ” (48 : 29)
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

 

 

ผู้นำสารจากพระเจ้าที่แท้จริง

 
พระเจ้าไม่ทรงประสงค์ให้แสงสว่างแห่งสัจธรรมได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางปิรามิดและสิ่งก่อสร้างมหึมาที่ถูกสร้างไว้โดยอารยธรรมอียิปต์โบราณ หรือท่ามกลางความเจริญที่เคยปรากฏขึ้นในอารยธรรมจีนและอินเดียอันเก่าแก่ที่เคยทำให้โลกตะลึงมาในอดีต หรือท่ามกลางความเจริญทางวัตถุในยุคแห่งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในปัจจุบัน
 
..แต่พระเจ้าทรงประสงค์ให้แสงแห่งสัจธรรมได้เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางทะเลทรายในคาบสมุทรอาหรับ ในเมืองมักกะฮฺอันเป็นสถานที่และแบบอย่างของความบริสุทธิ์ ที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งสาสน์จากพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกนำมาโดยศาสดาที่เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีคุณลักษณะของมนุษย์ทั่วไปแต่เปี่ยมด้วยความสูงส่งแห่งจรรยามารยาทอันเพียบพร้อมและงดงาม
 
แท้จริงแล้วพระเจ้าได้เลือกศาสนทูตคนหนึ่งเพื่อนำสาสน์และสัจธรรมอันยิ่งใหญ่มาสู่จักรวาลนี้ เพื่อนำข่าวดีมาสู่มนุษยชาติ เพื่อตักเตือนและสัญญาการตอบแทนที่ดีในการงานที่ดี สัญญาสรวงสวรรค์แก่ผู้ที่ปฏิบัติคำบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า เตือนมนุษยชาติถึงการตอบแทนอันทรมานในนรกแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า
 
ท่านศาสดามุฮัมมัด(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)เป็นแบบอย่างที่ประเสริฐที่สุด ในด้านการเป็นบ่าวที่ดีและเชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้า เป็นแบบอย่างที่ดีด้านความสมถะ ถ่อมตน ความยุติธรรม ความประพฤติ จรรยามารยาท การให้อภัย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความละมุนละม่อม ความเมตตาและความซื่อสัตย์ ซึ่งแน่นอนผู้ที่มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบดังกล่าวย่อมไม่หลอกลวงและอ้างถึงพระเจ้าโดยความเท็จ ผู้ที่ไม่เคยพูดโกหกแม้ในเรื่องเล็กน้อย ย่อมไม่พูดเท็จในเรื่องราวของพระเจ้าผู้อภิบาลแห่งสากลโลกพระเจ้าผู้ทรงอนุภาพผู้ทรงยิ่งใหญ่
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

 

 

ศาสดาที่สัจจริง เสียงเรียกร้องที่จริงใจและบริสุทธิ์ พระเจ้าที่ทรงปรีชาญาณ

ศาสดาที่สัจจริง
เสียงเรียกร้องที่จริงใจและบริสุทธิ์
พระเจ้าที่ทรงปรีชาญาณ
 
สามประการนี้เพียงพอสำหรับเราในการเริ่มต้นค้นหาสัจธรรม ถ้าแม้นว่าท่านศาสดาผู้นี้เป็นผู้โกหกแล้ว เป็นไปได้หรือที่เขาจะหลอกลวงคนจำนวนพันล้านคน!!??
ถ้าแม้นว่า “เสียงเรียกจากพระเจ้า” ดังกล่าวไม่บริสุทธิ์แล้ว เป็นไปได้หรือที่เขาจะสามารถชี้ทางนำและสั่งสอนให้ผู้คนล้านๆคนปฏิบัติตามได้!!??
ถ้าแม้นว่าพระเจ้าที่แท้จริงองค์นี้ไม่มีอยู่จริงแล้ว อะไรอื่นเล่าที่จะสามารถอธิบายเรื่องราวของการมีชีวิตและการมีอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายได้ 
 
เราจะละทิ้งสามสิ่งนี้และเฉยเมยต่อสติสัมปชัญญะของเราแล้วกลับไปศรัทธายึดมั่นต่อรูปปั้น เทวรูป เครื่องรางของขลังอย่างนั้นหรือ??
หากเราคิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องไม่สำคัญในชีวิตเรา เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องศึกษาและค้นหาแล้ว เราจะยังมีสติที่สมบูรณ์อีกหรือ!!??
เราจะปฏิเสธสติสัมปชัญญะและสมองที่ฉลาดของเราแล้วกลับไปยึดถือกับสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้ยึดถือกันมาอย่างหูหนวกตาบอดหรือ!!??
เราจะกลับไปเชื่อและศรัทธาต่อสิ่งที่อ่อนแออยู่อีกหรือ??เราจะกลับไปบูชาผู้ที่ไร้อำนาจและต้องพึ่งพาผู้อื่นอยู่อีกหรือ??
เราจะกลับไปเคารพสักการะผู้ซึ่งไร้ความสามารถแม้แต่จะปกป้องตัวเองกระนั้นหรือ ??
 
สัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อนอยู่ในคำพูดของมนุษย์บางคนที่มีบุญคุณต่อสังคม หรือซ่อนอยู่ในความเชื่อที่มีต่อมนุษย์ที่ถูกตรึงการเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชายันให้มนุษย์ได้หลุดพ้น..เป็นไปไม่ได้ที่สัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นซ่อนอยู่ในแนวคิดหรือปรัชญาที่เรียกร้องให้มนุษย์บูชามนุษย์ด้วยกัน หรือบูชาประชาชนทั้งหมด หรือบูชากลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่สัจธรรมอันยิ่งใหญ่นั้นคือการนำไปสู่การเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงองค์เดียว ผู้ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องยอมสยบและนอบน้อมเสมือนที่อะตอมของสสารยึดจับกับนิวเคลียส หรือระบบสุริยจักรวาลที่ต้องพึ่งพาดวงอาทิตย์เป็นแกน เพราะฉะนั้นเกณฑ์ที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใครนั้นก็คือสัจธรรมที่คนหนึ่งมีอาจมากกว่าอีกคนหนึ่งแต่ไม่ใช่เชื้อชาติ ไม่ใช่สีผิว กล่าวคือคนที่ประเสริฐและมีความสุขที่สุดนั้นคือผู้ที่ยินยอมน้อมรับสัจธรรมด้วยสติและหัวใจของเขา
 
ดังนั้นหากเจ้าต้องการที่จะรู้จักกับสัจธรรมอันยิ่งใหญ่นี้ก็จงพยายามอ่าน คิดและตรึกตรองถ้อยคำต่อไปนี้อย่างละเอียดลึกซึ้ง พร้อมกับทำความเข้าใจกับความหมาย เรื่องราว หลักฐานและเหตุผลที่เราได้กล่าวมาในข้อเขียนนี้..และจงกล่าวเถิดว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ...มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ”
 
ขอจงพยายามกล่าวประโยคเหล่านี้ซ้ำหลายๆครั้งและจงใคร่ครวญตรึกตรองความหมายของมัน ถ้าหากเจ้ายังรู้สึกว่าหัวใจของเจ้ายังคงปิดอยู่ ก็จงบอกกับพระเจ้าที่แท้จริงองค์นี้ด้วยหัวใจว่า
“โอ้ ผู้ที่สร้างฉัน ให้ปัจจัยยังชีพแก่ฉัน...โอ้ผู้ที่มีอำนาจเหนือฉัน ควบคุมการงานของฉันในทุกๆสิ่ง ได้โปรดอย่างทอดทิ้งฉันอย่างโดดเดี่ยวในโลกนี้..แท้จริงฉันกำลังค้นหาพระองค์ ฉันต้องการพระองค์ พระองค์เท่านั้นคือผู้ที่สามารถปลดปล่อยฉันจากสิ่งที่ฉันประสบอยู่..พระองค์เท่านั้นคือผู้ที่ฉันไว้วางใจและให้ความหวังและรอคอยการช่วยเหลือในยามฉันลำบาก.. .
 
จงกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า لا إله إلا الله  (อ่านว่า ลา อิ ลา ฮะ อิล ลัลลอฮฺ แปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ) محمد رسول الله (อ่านว่า มุฮัมมะดุร รอซูลุลลอฮฺ แปลว่า มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ)
 
แน่นอนว่าหากเจ้ากล่าวถ้อยคำเหล่านี้แล้ว เจ้าจะเริ่มซึมซับและเข้าถึงความหมายของมัน และมันจะสิงสถิตย์ยังหัวใจของเจ้า...จงใกล้ชิดกับมันเถิด...จงกล่าวมันซ้ำๆกันหลายๆครั้งเถิด...แล้วซักวันหนึ่งเจ้าจะพบว่าถ้อยคำเหล่านี้แหละที่จะเป็นหนทางของความสุขนิรันดร์ ความสำเร็จและความอยู่รอดปลอดภัยจากการทรมาน..เจ้าจะพบว่าคำนี้แหละคือทางออกสำหรับทุกๆปัญหาของมนุษย์..มันเป็นบทสรุปของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสงสัย..เป็นคำตอบที่ชัดแจ้งของทุกอย่าง..มันเป็นความลับของการมีชีวิต..เป็นสิ่งที่จะเยียวยารักษาความกลัว ความกังวลที่มีอยู่ในจิตใจเรา..มันเป็นสิ่งที่จะทำให้จิตใจของเราสงบ..มันจะนำความปรีดาปราโมทย์มาสู่เรา..มันเป็นถ้อยคำแห่งสัจธรรม..เป็นถ้อยคำของผู้มีสติ ผู้มีความคิดที่รู้จักคิด ตรึกตรอง และค้นหาสัจธรรมอย่างแข็งขัน มันคือถ้อยคำแห่งเอกภาพ(ของพระเจ้า)
 
"لا إله إلا الله"  (อ่านว่า ลา อิ ลา ฮะ อิลลัลลอฮฺ แปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)"
"محمد رسول الله (อ่านว่า มุฮัมมะดุร รอซูลุลลอฮฺ แปลว่า มุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ)
            
“ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงต้องการจะแนะนำเขาก็จะทรงให้หัวอกของเขาเบิกบานเพื่ออิสลาม และผู้ใดที่พระองค์ทรงต้องการจะปล่อยให้เขาหลงทาง ก็จะทรงให้ทรวงอกของพวกเขาคับแคบ อึดอัด ประหนึ่งว่าเขากำลังขึ้นไปยังฟากฟ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอฮฺจะทรงให้มีความโสมมแก่บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา” (อัลกุรอ่าน 6 : 125)
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

เหตุการณ์ที่เป็นความจริง

 
37:91-3 แล้วอิบรอฮีมก็บ่ายหน้าไปยังเจว็ดต่างๆ ของพวกเขา แล้วพูดว่า "พวกเจ้าไม่กิน(อาหารเหล่านี้) บ้างหรือ ?  ทำไมพวกเจ้าจึงไม่พูดเล่า?" แล้วเขาก็หันไปตีพวกมันด้วยมือขวา(ซึ่งถือขวานอยู่)*
 
เมื่อหมู่ชนของเขาออกไปแล้วเขาก็มุ่งหน้าไปยังห้องโถง เพื่อสนทนากับเจว็ดต่างๆเหล่านั้นโดยพูดขึ้นว่า “ทำไมไม่กินอาหารเหล่านี้ที่พวกเขานำมาให้เสียเล่า?”
เมื่อเจว็ดเหล่านั้นไม่กินและไม่ตอบคำถามของเขา เขาจึงพูดขึ้นว่า “ทำไมพวกเจ้าจึงไม่พูดเล่า?”
เมื่อพูดจบเขาก็ยกขวานที่อยู่ในมือของเขาฟาดฟันลงไปที่เจว็ดเหล่านั้นจนกลายเป็นเศษปูนกระจัดกระจายเต็มห้องโถง
 
37:94-6 แล้วพวกเขาก็รีบวิ่งมาหาเขา(อิบรอฮีม) เมื่อพวกเขากลับมาก็วิ่งไปหาอิบรอฮีมพลางกล่าวว่า “ความพินาศจงประสบแก่เจ้า พวกเราเคารพบูชาเขา แต่เจ้ามาทำลายเขา”
อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า "พวกท่านเคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านแกะสลัก(มัน)กระนั้นหรือ? ทั้งๆที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกท่านและสิ่งที่พวกท่านประดิษฐ์มันขึ้นมา"
 
อิบรอฮีมจึงกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกท่านเคารพบูชารูปปั้นที่พวกท่านแกะสลักขึ้นมาด้วยมือของพวกท่านเองกระนั้นหรือ?
ทั้งๆที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกท่านและทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกบังเกิดมาเพื่อพระองค์ ทำไมเล่าพวกท่านจึงเคารพบูชาสิ่งที่ถูกสร้าง และละทิ้งไม่เคารพภักดีพระผู้สร้าง”
 
37:97-8 พวกเขากล่าวว่า จงสร้างสถานที่แห่งหนึ่ง(เตาเผา)สำหรับเขา แล้วโยนเขาไปในไฟที่ลุกโชน ดังนั้น พวกเขาต้องการวางแผนร้ายแก่เขา แต่เราได้ทำให้พวกเขาต่ำต้อย
 
เมื่ออิบรอฮีมได้ใช้เหตุผลตอบโต้พวกเขาจนเป็นที่ยอมรับแล้ว พวกเขาก็หันมาใช้กำลัง โดยออกคำสั่งให้จัดเตรียมสถานที่ก่อเป็นเตาเผา เพื่อโยนอิบรอฮีมเข้าไปเผาขณะที่ไฟลุกโชน
พวกเขาคิดว่าแผนร้ายของพวกเขาจะเป็นผลสำเร็จ แต่แล้วแผนร้ายของพวกเขาก็ล้มเหลวลง
เพราะเรา(อัลลอฮฺ)ได้ให้เขา(อิบรอฮีม)รอดพ้นจากการถูกเผา และเรา(อัลลอฮฺ)ได้ทำให้อิบรอฮีมได้รับความเย็นและปลอดภัย
 
37:99-100 และอิบรอฮีมกล่าวว่า ฉันจะไปหาพระเจ้าของฉัน แน่นอนพระองค์จะทรงแนะทางให้แก่ฉัน ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานบุตรที่มาจากหมู่คนดีให้แก่ข้าพระองค์ด้วย*
 
เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เขารอดพ้นจากการถูกไฟเผาแล้ว เขาก็กล่าวขึ้นว่า “ฉันจะอพยพจากเมืองของชนชาติของฉันไปยังที่ที่พระเจ้าของฉันทรงบัญชาแก่ฉัน”
มุกอติ้ลกล่าวว่า เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่เดินทางอพยพพร้อมกับภริยาของเขา(ซาเราะฮฺ)ไปยังดินแดนชาม และได้กล่าวว่า
“ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงประทานบุตรที่ศอและฮฺให้แก่ข้าพระองค์ เพื่อจะให้เขาเป็นเพื่อนที่ดีขณะพำนักอยู่เป็นคนแปลกถิ่น"
 
*จากอัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัศศอฟฟาต 37:91-100
 
 

ที่มา : หนังสือความจริงที่ยิ่งใหญ่, เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

คู่มือซิกรุลลอฮฺและดุอาอฺประจำวัน

เนื้อหา : คำนำ, คุณค่าของการซิกรุลลอฮฺ, คุณประโยชน์ของการซิกรุลลอฮฺ, มารยาทในการซิกรุลลอฮฺ, การซิกรุลลอฮฺโดยทั่วไป, ดุอาอฺต่าง ๆ ก่อนจะเข้านอน, ดุอาอฺเมื่อตื่นนอน, ดุอาอฺก่อนจะเข้าและออกจากห้องน้ำ, ดุอาอฺเมื่อสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งตัว, ดุอาอฺเมื่อจะเข้าและออกจากบ้าน, ดุอาอฺทั่วไป, ดุอาอฺยามเช้าและยามเย็น

 

---- Daily_Sikr_A5.pdf ----

 

คำนำ

    อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺตะอาลา การวิงวอนขอดุอาอฺและความศานติจงมีแด่ท่านร่อซูลของอัลลอฮฺ วงศ์ญาติ บรรดาสาวก และบรรดาผู้ดดำเนินตามแนวทางของท่าน จวบจนกระทั่งวันแห่งการตอบแทน

ความจริงการมีจิตใจที่สงบสุขและสะอาดบริสุทธิ์และการมีความสุขใจในทรวงอก เหล่านี้ทั้งหมดนับได้ว่าเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่ง ถึงแม้ว่าจะมิใช่ความสุขอย่างแท้จริงก็ตาม บางทีความคิดเห็นในการให้ความหมายของความสุขจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่สภาพความเป็นจริงได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทัศนะของผู้ที่มีความเชื่อมั่นว่า ความสุขคือการครอบครองทรัพย์สมบัติอย่างมากมาย หรือการมีเกียรติอันยิ่งใหญ่ หรือการมีตำแหน่งอันสูงส่งนั้น เป็นความสุขจอมปลอม หากมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการจงรักภักดีต่ออัลลอฮฺตะอาลา และปฏิบัติตามร่อซูล  ของพระองค์

อัลลอฮฺตะอาลา ทรงชี้แจงว่า จิตใจที่มีความสงบสุขนั้นขึ้นอยู่กับการรำลึกถึงพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัรเราะอดฺว่า


الَّذِينَ آمَنُواْ وَتَطْمَئِنُّ قُلُوبُهُم بِذِكْرِ اللّهِ أَلاَ بِذِكْرِ اللّهِ تَطْمَئِنُّ الْقُلُوبُ

ความว่า  "บรรดาผู้ศรัทธาและจิตใจของพวกเขาสงบสุขด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ พึงทราบเถิด ! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺเท่านั้น จะทำให้จิตใจสงบสุข"     (13:28)

ด้วยการแนะนำดังกล่าว จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งแก่มุสลิมและมุสลิมะฮฺทุกคนจะต้องตระหนักว่า การรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลานั้นเป็นปัจจัยสำคัญ และแนวทางของความสุข และการรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลานั้นเป็นป้อมปราการของจิตใจให้พ้นจากการยั่วยุและการกระซิบกระซาบของชัยฏอนมารร้าย ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺฟุศศิลัตว่า


وَإِمَّا يَنزَغَنَّكَ مِنَ الشَّيْطَانِ نَزْغٌ فَاسْتَعِذْ بِاللَّهِ إِنَّهُ هُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ

ความว่า "และหากว่าการยุแหย่ใดๆ จากชัยฏอนมายั่วยุเจ้า ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้"     (41:36)

 

แต่การรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลา ซึ่งเป็นอาวุธของมุอมินและเกราะคุ้มกันของเขาจะไม่เกิดประโยชน์อันใด เว้นแต่ผู้ที่มีความมั่นใจถึงผลและคุณประโยชน์ของมัน ส่วนผู้ที่ทำการรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลาแบบซ้ำๆ ซากๆ เพื่อเป็นการทดสอบ และมีการสงสัยว่าจะมีผลและคุณประโยชน์หรือไม่ บุคคลประเภทหลังนี้ การรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลาจะไม่อำนวยประโยชน์แก่เขาเลย ถึงแม้ว่าเขาจะกระทำทั้งกลางวันและกลางคืนก็ตาม

อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺฆอฟิร อายะฮฺที่ 60 ว่า


وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِي سَيَدْخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ

ความว่า "และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข้าเถิด แล้วข้าจะตอบรับคำวิงวอนขอแก่พวกเจ้า แท้จริงบรรดาผู้ยะโสโอหังในการเคารพภักดีต่อข้านั้น พวกเขาจะเข้าสู่นรกญะฮันนัมอย่างต่ำต้อย" (40:60)

และพระองค์ได้ตรัสไว้อีกในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 186 ว่า


وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ فَلْيَسْتَجِيبُواْ لِي وَلْيُؤْمِنُواْ بِي لَعَلَّهُمْ يَرْشُدُونَ

ความว่า "และเมื่อปวงบ่าวของข้าถามเจ้า (มุฮัมมัด) เกี่ยวกับข้าแล้ว (ก็จงตอบเถิดว่า) แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนขอของผู้ที่วิงวอนขอ เมื่อเขาวิงวอนขอต่อข้า ดังนั้น พวกเขาจงตอบสนองข้าและจงศรัทธาต่อข้าเถิด เพื่อว่าพวกเขาจะได้รับการชี้นำสู่แนวทางที่ถูกต้อง"     (2:186)

 

ท่านนบี   ได้กล่าวว่า

الدُّعَاءُ هُوَ العِبَادَةُ .. وَقَالَ رَبُّكُمْ ادْعُونِيْ أَسْتَجِبْلَكُم
رواه أبوداود والترمذي وابن ماجة

ความว่า "ดุอาอฺหรือการวิงวอนขอนั้นเป็นอิบาดะฮฺ และพระเจ้าของพวกเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พวกเจ้าจงวิงวอนขอต่อข้าเถิด แล้วข้าจะตอบรับคำวิงวอนขอแก่พวกเจ้า"     บันทึกโดย อบูดาวู้ด อัตติรมิซียฺ และอิบนมาญะฮฺ

บรรดาหะดีษต่างๆที่ได้รวบรวมมานี้เป็นหะดีษที่ศ่อเฮียะฮฺ สืบทอดมาจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ทั้งสิ้น เหมาะสมแก่ทุกคนที่มีความปรารถนาจะจดจำเอาไว้ปกป้องตัวของเขาและให้แสงสว่างแก่จิตใจของเขา ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺในทุกอิริยาบทแห่งการดำเนินชีวิตประจำวันของเขา เช่น ในยามนอน ยามตื่น ยามเดินทาง ยามพำนัก ในยามสวมใส่เสื้อผ้า ในยามอาบน้ำละหมาด การกิน การดื่ม และ ฯลฯ

ขออัลลอฮฺตะอาลาทรงตอบแทนความดีแก่ผู้รวบรวมและผู้อ่าน และทรงตอบรับการงานของเราที่มีความบริสุทธิ์ใจเพื่อพระพักตร์ของพระองค์ และทรงให้หนังสือเล่มนี้อำนวยประโยชน์แด่พี่น้องมุสลิมโดยทั่วไป

วัสสลาม
23 ซุลเกี๊ยะอฺดะฮฺ 1421
17 กุมภาพันธ์ 2544
 

คุณค่าของการซิกรุลลอฮฺ

ส่วนหนึ่งจากคุณค่าของการซิกรุลลอฮฺนั้นคือ

  • จะช่วยขับไล่ชัยฏอนมารร้ายให้ห่างไกลออกไป
  • จะนำมาซึ่งความพอพระทัยแด่อัลลอฮฺ
  • จะช่วยขจัดความเศร้าโศกเสียใจ ความทุกข์ยาก ความกังวลใจ ความกระวนกระวาย ภัยพิบัติ และความเคราะฮฺร้ายให้หมดสิ้นไป
  • จะทำให้เกิดความสุขสบาย ความพอใจ ความเบิกบานใจ และความปิติยินดี
  • จะทำให้เกิดความโล่งอกและจิตใจแช่มชื่นสดใส
  • จะทำให้ความรุนแรง ความโหดร้ายยุติและสูญสลายไป
  • จะทำให้ความผิดพลาด การกระทำในสิ่งไม่ถูกต้อง และการนึกร้ายลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป
  • จะทำให้การมีอารมณ์เดือดดาล ฉุนเฉียว และสิ่งลามกหยาบคายยุติและสุดสิ้นลง
  • จะทำให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺ
  • จะทำให้ปลอดภัยจากการหลอกลวงการกลับกลอก
  • จะทำให้ปลอดภัยจากการเศร้าโศกเสียใจในวันกิยามะฮฺ
  • จะเป็นผู้ปลูกพืชพันธุ์ในสวรรค์
  • จะเป็นสาเหตุให้เกิดความสุขใจ ถูกครอบคลุมด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ และจะมีมะลาอิกะฮฺห้อมล้อม ให้ความอารักขาด้วยการซิกรุลลอฮฺ
  • จะเป็นรัศมีและแสงสว่างแก่ผู้ทำซิกรุลลอฮฺในโลกดุนยา และให้แสงสว่างแก่เขาในหลุมฝังศพและในโลกอาคิเราะฮฺ
  • จะทำให้ใบหน้าของเขาเปล่งปลั่ง มีรัศมีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้นและอื่นจากนี้ อัลลอฮฺตะอาลาจึงทรงใช้ให้เรารำลึกถึงพระองค์อย่างมากมาย ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اذْكُرُوا اللَّهَ ذِكْراً كَثِيراً ﴿٤١﴾ وَسَبِّحُوهُ بُكْرَةً وَأَصِيلاً ﴿٤٢﴾

ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงรำลึกถึงอัลลอฮฺด้วยการรำลึกถึงอย่างมากมาย และจงแซ่ซร้องสดุดีพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น"     (33:41-42)

และพระองค์ได้กล่าววาดสภาพของบรรดาผู้ศรัทธาไว้ว่า

الَّذِينَ آمَنُواْ وَتَطْمَئِنُّ قُلُوبُهُم بِذِكْرِ اللّهِ أَلاَ بِذِكْرِ اللّهِ تَطْمَئِنُّ الْقُلُوبُ

ความว่า "บรรดาผู้ศรัทธาและจิตใจของพวกเขาสงบสุขด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ พึงทราบเถิด ! ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺเท่านั้นจะทำให้จิตใจสงบสุข"     (13:28)

อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้อีกว่า

فَاذْكُرُونِي أَذْكُرْكُمْ

ความว่า "ดังนั้น พวกเจ้าจงรำลึกถึงข้าเถิด ข้าก็จะรำลึกพวกเจ้า…"     (2:152)

และอัลลอฮฺญัลละวะอะลา ได้ตรัสว่า

 

( فَأِذَا قَضَيْتُمْ مَنَاسِكَكُمْ فَاذْكُرُوْا اللهَ كَذِكْرِكُمْ آبَاءَكُمْ أَوْ أَشَدَّ ذِكْرَاً ) .

ความว่า "ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบพิธีฮัจย์ของพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ ดังที่พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือกล่าวรำลึกถึงให้มากยิ่งกว่า…"     (2:200)

 

 

คุณประโยชน์ของการซิกรุลลอฮฺ

 

มีอายาตมากหลายในอัลกุรอานได้สนับสนุนและส่งเสริมให้มีการกล่าวซิกรุลลอฮฺ เพื่อแสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺตะอาลา และได้ชี้แจงถึงคุณประโยชน์อันมากมายของการซิกรุลลอฮฺ เช่น

ในคำตรัสของพระองค์ในอายะฮฺที่ 41-42 ของซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ ที่ว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اذْكُرُوا اللَّهَ ذِكْراً كَثِيراً ﴿٤١﴾ وَسَبِّحُوهُ بُكْرَةً وَأَصِيلاً ﴿٤٢﴾

ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! จงรำลึกถึงอัลลอฮฺ ด้วยการรำลึกถึงอย่างมากมาย และจงแซ่ซร้องสดุดีพระองค์ทั้งยามเช้าและยามเย็น"     (33:41-42)

อะลี อิบนอะบีฏ้อลหะฮฺ กล่าวว่า มีรายงานจากอิบนอับบาส ในคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า  "จงรำลึกถึงอัลลอฮฺด้วยการรำลึกถึงอย่างมากมาย" ว่า  แท้จริงอัลลอฮฺมิได้บัญญัติข้อบัญญัติทางศาสนาใดๆ เว้นแต่พระองค์จะทรงทำให้มันเป็นขอบเขตที่แน่นอน ซึ่งต่อมาผู้ปฏิบัติก็มีข้ออ้างข้อแก้ตัวในสภาพที่มีความขัดข้อง นอกจากการรำลึกหรือการซิกรุลลอฮฺ เพราะพระองค์มิได้ทำให้มันเป็นขอบเขตแห่งการสิ้นสุด และจะไม่อนุญาติให้ผู้ใดมีข้ออ้างในการละทิ้งไม่ปฏิบัติมัน ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอาลอิมรอน อายะฮฺที่ 191 ว่า 

الَّذِينَ يَذْكُرُونَ اللّهَ قِيَاماً وَقُعُوداً وَعَلَىَ جُنُوبِهِمْ
ความว่า "บรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺในยามยืน ยามนั่ง และในยามนอนตะแคง"

ทั้งในเวลากลางคืน เวลากลางวัน บนบกและในน้ำ ในเวลาเดินทางและพำนักอยู่ในเมือง คนมั่งมีและคนจน ในเวลามีสุขภาพดีและในยามเจ็บป่วย ในที่ลับและในที่เปิดเผย และในทุกๆ สภาพและทุกๆ อิริยาบท ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

"และจงแซ่ซร้องสดุดีพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น"

ดังนั้น เมื่อพวกเขาปฏิบัติเช่นนั้น พระองค์ก็จะประทานความจำเริญและความเมตตาให้แก่พวกเขาและมะลาอิกะฮฺก็จะวิงวอนขอพรให้แก่พวกเขาอีกด้วย


ในซูเราะฮฺอัลอัมฟาล อายะฮฺที่ 45 พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

وَاذْكُرُواْ اللّهَ كَثِيراً لَّعَلَّكُمْ تُفْلَحُونَ
ความว่า "และจงรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะประสบความสำเร็จ"     (8:45)

และในซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ อายะฮฺที่ 35 พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

إِنَّ الْمُسْلِمِينَ وَالْمُسْلِمَاتِ .. إلى قوله .. وَالذَّاكِرِينَ اللَّهَ كَثِيراً وَالذَّاكِرَاتِ أَعَدَّ اللَّهُ لَهُم مَّغْفِرَةً وَأَجْراً عَظِيماً

ความว่า "แท้จริงบรรดาผู้นอบน้อมชายและหญิง…(จนกระทั่งถึง)….บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากที่เป็นชายและหญิงนั้น อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ซึ่งการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง"     (33:35)


มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ   แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

 

سَبَقَ المُفَرِّدُونَ ، قَالُوا : وَمَا المُفَرِّدُونَ يَا رَسُولَ اللهِ ؟ قَالَ : الذَّاكِرُوْنَ اللهَ كَثِيْرَاً وَالذَّاكِرَات . رواه مسلم

ความว่า "บรรดามุฟัรริดูนได้ล้ำหน้าไปแล้ว" บรรดาสาวกได้กล่าวว่าถามขึ้นว่า "ใครคือมุฟัรริดูน โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ?" ท่านตอบว่า "คือผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมายที่เป็นชายและที่เป็นหญิง" บันทึกโดยมุสลิม


มีรายงานจากอะบีมูซา อัลอัชอะรีย์   แจ้งว่า ท่านนบี กล่าวว่า

 

( مَثَلُ البَيْتِ الَّذِيْ يُذْكَرُ اللهُ فِيْهِ وَالْبَيْتِ الَّذِيْ لا يُذْكَرُ اللهُ فِيْهِ مَثَلُ الحَيِّ والمَيِّتِ) . وفي رواية : ( مَثَلُ الَّذِيْ يَذْكُرُ رَبَّهُ وَالَّذِيْ لا يَذْكُرُ رَبَّهُ مَثَلُ الحَيِّ وَالمَيِّتِ ) رواه البخاري ومسلم

ความว่า "อุปมาบ้านซึ่งพระนามอัลลอฮฺถูกกล่าวภายในนั้นกับบ้านซึ่งพระนามอัลลอฮฺไม่ถูกกล่าวภายในนั้นฉันใด อุปมัยคนเป็นกับคนตายก็ฉันนั้น"  และอีกริวายะฮฺหนึ่งรายงานว่า "อุปมาผู้ที่รำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเขาฉันใด อุปมัยคนเป็นกับคนตายก็ฉันนั้น"     บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนบุสร อัลมาซนียฺ   แจ้งว่า มีอาหรับชนบทสองคนได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮฺ และได้กล่าวถามขึ้นว่า "มนุษย์ชนิดใดที่ดียิ่ง" ท่านนบี ตอบว่า "การประสาทพรจงมีแด่ผู้ที่การมีชีวิตของเขายืนนานและการงานของเขาดี" และอีกคนหนึ่งได้ถามต่อไปว่า "โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ การงานชนิดใดที่ประเสริฐยิ่ง" ท่านตอบว่า "เมื่อท่านจากโลกดุนยาไปและลิ้นของท่านเปียกชื้นด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ"     บันทึกโดยอัฏฏ๊อบรอนียฺ

มีรายงานจากอะฏออฺ อิบนยะซาร แจ้งว่า ฉันได้ยินอะบีฮุรอยเราะฮฺ   กล่าวว่า ท่านนบี กล่าวว่า

( ثَلاثَةٌ لا يَرُدُّ اللهُ دُعَاؤُهُمْ : الذَّاكِرُ اللهَ كَثِيْرَاً وَالمَظْلُوْمُ وَالإِمَامُ  المُقْسِطُ )

ความว่า "มนุษย์สามประเภท อัลลอฮฺจะไม่ทรงส่งกลับคืนการวิงวอนขอของพวกเขา คือ ผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย ผู้ถูกอธรรม (ถูกข่มเหง) และอิมามที่มีความยุติธรรม"     บันทึกโดยอัลบัยฮะกี

มีรายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนบุสร อัลมาซนียฺ   ว่า มีชายคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นว่า "โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮฺ แท้จริงทางเข้าไปสู่ความดีนั้นมีมากมาย ฉันไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ทั้งหมด ดังนั้นจงบอกฉันสักสิ่งหนึ่ง เพื่อที่ฉันจะได้ยึดมั่นกับมัน และอย่าให้มากเกินไปแก่ฉัน เพราะจะทำให้ฉันลืม" และในอีกรายงานหนึ่งแจ้งว่า "แท้จริงบทบัญญัติอิสลามได้มีมากยิ่งขึ้น และฉันนั้นมีอายุมากขึ้น ดังนั้นจงบอกฉันสักสิ่งหนึ่ง เพื่อที่ฉันได้ยึดมั่นกับมัน และอย่าให้มากเกินไปแก่ฉัน เพราะจะทำให้ฉันลืม" ท่านนบี  ได้กล่าวกับเขาว่า

لايَزَالُ لِِسَانُكَ رَطْْْبَاً بِذِكْرِ اللهِ تَعَالَى . رواه أحمد

ความว่า "ลิ้นของท่านยังคงเปียกชื้นอยู่เสมอด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลา"     บันทึกโดยอะหมัดและคนอื่น ๆ

 

มารยาทในการซิกรุลลอฮฺ

    1. สถานที่จะต้องสะอาดปราศจากสิ่งกังวลใจ ทั้งนี้เพราะการขจัดสิ่งสกปรกหรือเปรอะเปื้อนออกจากสถานที่และเสื้อผ้า โดยทั่วไปแล้วเป็นสิ่งที่ชอบให้กระทำ ดังนั้น สภาพแห่งการซิกรุลลอฮฺและการวิงวอนขอดุอาอฺจึงเข้าอยู่ในเงื่อนไขนี้เป็นอันดับแรก ถึงแม้ว่าจะไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่การซิกรุลลอฮฺเป็นอิบาดะฮฺสำหรับพระเจ้าเป็นการเฉพาะ และโดยทั่วไปแล้วความสะอาดนั้น บัญญัติศาสนาได้สนับสนุนให้กระทำอยู่แล้ว ดังเช่นคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลาในซูเราะฮฺอัลมุดดัซซิร อายะฮฺที่ 4-5 พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า

وَثِيَابَكَ فَطَهِّرْ  ﴿٤﴾  وَالرُّجْزَ فَاهْجُرْ  ﴿٥﴾ 

    “และเสื้อผ้าของเจ้าจงทำให้สะอาด และสิ่งสกปรกก็จงขจัดให้หมดสิ้นไป”

    ดังนั้น การซิกรุลลอฮฺหรือการรำลึกถึงพระองค์จึงได้รับการสรรเสริญหรือยกย่องในมัสยิดทั้งหลายและสถานที่ที่มีเกียรติ

    2. ผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺสมควรจะต้องอยู่ในคุณลักษณะที่สมบูรณ์ยิ่ง เช่น ปากของเขาจะต้องสะอาด ถ้าหากมีกลิ่นก็ควรแปรงฟันให้สะอาด ทั้งนี้เพราะการซิกรุลลอฮฺนั้นเป็นการอิบาดะฮฺที่ต้องใช้ลิ้นเป็นอันดับแรก ดังนั้นการทำความสะอาดปากในขณะนั้นจึงเป็นมารยาทที่ดี ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นซุนนะฮฺที่มีรายงานหลายกระแสให้มีการแปรงฟันก่อนการละหมาด อันเนื่องมาจากการทำความสะอาดในตำแหน่งที่มีการซิกรุลลอฮฺขณะทำการละหมาด

    3. จะต้องผินหน้าไปทางกิบลัต เพราะเป็นทิศทางที่บรรดาผู้ปฏิบัติอิบาดะฮฺเพื่ออัลลอฮฺตะอาลาและผู้วิงวอนขอดุอาอฺต่อพระองค์ และผู้แสวงหาความใกล้ชิดยังพระองค์จะมุ่งหน้าไปสู้ทิศทางนั้น ท่านนบี  ได้เคยห้ามชายคนหนึ่งมิให้บ้วนน้ำลายไปทางกิบลัต โดยอ้างสาเหตุดังกล่าว ดังได้มีรายงานหะดีษศ่อเฮียะฮฺหลายบทได้ระบุไว้
    อย่างไรก็ดี อิหม่ามอันนะวะวีย์ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺได้กล่าวว่า “หากมีการซิกรุลลอฮฺไปยังทิศทางอื่นก็เป็นที่อนุมัติ ไม่เป็นที่น่ารังเกียจแต่อย่างใด แต่ทว่าเป็นการละทิ้งสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง หลักฐานที่ยืนยันถึงการไม่เป็นที่น่ารังเกียจดังคำตรัสของอัลลอฮฺตะอาลาในซูเราะฮฺอาลอิมรอน อายะฮฺที่ 190-191 ที่ว่า

إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَاخْتِلَافِ اللَّيْلِ وَالنَّهَارِ لَآيَاتٍ لِّأُولِي الْأَلْبَابِ  ﴿١٩٠﴾  الَّذِينَ يَذْكُرُونَ اللَّـهَ قِيَامًا وَقُعُودًا وَعَلَىٰ جُنُوبِهِمْ وَيَتَفَكَّرُونَ فِي خَلْقِ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ رَبَّنَا مَا خَلَقْتَ هَـٰذَا بَاطِلًا سُبْحَانَكَ فَقِنَا عَذَابَ النَّارِ  ﴿١٩١﴾

“แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการสับเปลี่ยนของกลางวันและกลางคืนนั้น แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณอันหลากหลายสำหรับผู้มีสติปัญญา คือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮฺทั้งในสภาพยืนและนั่ง และนอนตะแคง”

 

    4. จะต้องพินิจพิจารณาสิ่งที่เขากล่าวออกมาและจะต้องรู้และเข้าใจความหมายมัน ถ้าไม่รู้ก็สมควรขวนขวายหาความเข้าใจให้ประจักษ์ชัดเจน เพราะการทำให้จิตใจพรักพร้อมและอยู่กับตัวนั้น คือเป้าหมายของการซิกรุลลอฮฺ ถ้ามิฉะนั้นก็เปรียบเสมือนกับนกขุนทองหรือนกแก้วฉันใดก็ฉันนั้น มีรายงานจากอะลี   กล่าวว่า “ไม่มีความดีเลย ในการทำอิบาดะฮฺที่ไม่มีความเข้าใจในมัน และไม่มีการอ่านที่ไม่มีการพินิจพิจารณาในมัน”

 

การซิกรุลลอฮฺโดยทั่วไป 1. การอ่านอัลกุรอาน



1. การอ่านอัลกุรอาน

พึงทราบเถิด การอ่านอัลกุรอานนั้นเป็นการซิกรุลลอฮฺที่แน่นอน มั่นใจ และประเสริฐยิ่ง ดังนั้น จึงสมควรที่จะกระทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องและเป็นประจำในทุกกาลเวลา ในเวลากลางคืนและกลางวัน ในขณะเดินทางและไม่เดินทาง ไม่สมควรจะละเลยจากการอ่านอัลกุรอาน ถึงแม้จะอ่านเพียงบางอายาตก็จะเป็นการดีสำหรับเขา

อัลลอฮฺตะอาลา ได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺฟาฏิร อายะฮฺที่ 29-30 มีความหมายว่า "แท้จริงบรรดาผู้อ่านคัมภีร์ของอัลลอฮฺและดำรงการละหมาดและบริจาคสิ่งที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาโดยซ่อนเร้นและเปิดเผย เพื่อหวังการค้าที่ไม่ซบเซา (ขาดทุน)" (35:29)

กล่าวคือ ผู้ที่อ่านอัลกุรอานเป็นประจำทั้งในเวลากลางคืนและกลางวัน ปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ยิ่งตามเวลาของมันด้วยการมีสมาธิ มีมารยาทตามเงื่อนไงและรุกุ่นของมัน และบริจาคทรัพย์สินของเขาไปในหนทางของอัลลอฮฺ โดยหวังความโปรดปรานจากพระองค์

"เพื่อพระองค์จะทรงตอบแทนรางวัลของพวกเขาให้แก่พวกเขาอย่างครบถ้วน และจะทรงเพิ่มพูนให้แก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงชื่นชม(เพราะการภักดีของพวกเขา)" (35:30)

ในหนังสือ "อัตตัสฮีล" กล่าวไว้ว่า การให้รางวัลตอบแทานอย่างครบถ้วน คือสิ่งที่ผู้จงรักภักดีสมควรจะได้รับการตอบแทน และการเพิ่มคือการเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือการมองไปยังพระพักตร์ของพระองค์ อิบนุกะษีรกล่าวว่า เมื่อมุฏร็อฟได้อ่านอายะฮฺนี้ เขากล่าวว่า นี่คืออายะฮฺของบรรดานักอ่าน(อัลกุรอาน)

บรรดาหะดีษที่ยืนยันถึงคุณประโยชน์ในบางซูเราะฮฺ

ท่านนบี ได้สนับสนุนให้อ่านอัลกุรอานในบางซูเราะฮฺ เช่น ซูเราะฮฺอัลฟาติฮะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อาลอิมรอน อัลกะฮฺฟฺ ฮูด อัลวากิอะฮฺ อัลมุรซะลาต อันนะบะอฺ (อัมมะยะตะซาอะลูน) อัตตักวีร อัลมุลกฺ อัลอิมฟิฏอร อัลอินชิก๊อก อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส โดยท่านได้กล่าวถึงความประเสริฐและผลตอบแทนแก่ผู้อ่านไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะท่านได้กล่าวไว้มีความว่า "ผู้ใดอ่านอักษรเดียวจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ เขาจะได้รับหนึ่งความดี และหนึ่งความดีมีผล 10 เท่าของความดี ฉันจะไม่พูดว่า อะลิฟ ลาม มีม เป็นอักษรเดียว แต่ทว่า อะลิฟเป็นอักษรหนึ่ง ลามเป็นอักษรหนึ่ง และมีมเป็นอักษรหนึ่ง"

และท่านได้กล่าวไว้อีกว่า "อายะฮฺอัลกุรซีย์ เป็นอายะฮฺที่ยิ่งใหญ่อายะฮฺหนึ่งในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ"

"ผู้ใดอ่านสองอายะฮฺสุดท้ายจากซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺในคืนหนึ่ง ก็จะเป็นการพอเพียงแก่เขา"

"ซูเราะฮฺต่าง ๆ ที่ทำให้ฉันแก่ลงก็คือ ฮูด อัลวากิอะฮฺ อัลมุรซะลาต อัมมะยะตะซาอะลูน (อันนะบะอฺ) และอิซัชชัมซุกู้วิรอต (อัตตั๊กวีร)" คือซูเราะฮฺต่าง ๆ ดังกล่าว ได้กล่าวถึงเรื่องของวันกิยามะฮฺ

"ซูเราะฮฺหนึ่งจากอัลกุรอาน มีเพียงสามสิบอายะฮฺที่ปกป้องผู้ที่อ่านมัน จนกระทั่งมันจะพาเขาเข้าสวนสวรรค์ นั่นคือ ซูเราะฮฺตะบาร่อกะ (อัลมุลกฺ)"

"ผู้ใดอ่าน ซูเราะฮฺอัลอิคลาส 10 ครั้ง อัลลอฮฺจะสร้างบ้านให้เขาหลังหนึ่งในสวนสวรรค์"

ท่านนบี  ได้กล่าวกับอิบนฺอับบาสว่า "โอ้อิบนฺอับบาสเอ๋ย ! พึงทราบเถิด ! ฉันจะบอกกับท่านถึงสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสิ่งที่บรรดาผู้ขอความคุ้มครองจะขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺไหม ? คือ ท่านจงอ่านสองซูเราะฮฺนี้คือ กุลอะอูซุบิร็บบิลฟะลัก และ กุลอะอูซุบิร็อบบินนาส"

 

2. การกล่าวศ่อละวาตหรือประสาทพรแก่ท่านนบี

2. การกล่าวศ่อละวาตหรือประสาทพรแก่ท่านนบี

อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 56 ว่า

إِنَّ اللَّهَ وَمَلَائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيماً

ความว่า "แท้จริงอัลลอฮฺและมะลาอิกะฮฺของพระองค์ประสาทพรแก่นบี โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! พวกเจ้าจงประสาทพรให้แก่เขา และกล่าวทักทายเขาโดยคารวะ" (33:56)

อัลกุรฏุบีย์กล่าวว่า การประสาทพรจากอัลลอฮฺแก่นบี หมายถึง ความเมตตาและความโปรดปรานของพระองค์ จากมะลาอิกะฮฺ หมายถึง การขอพรและขออภัยโทษให้แก่ท่าน จากประชาชาติ หมายถึง การขอพรและการยกย่องให้เกียรติแก่ท่าน คือทุกครั้งที่มีการกล่าวชื่อของท่าน พวกท่านก็จงกล่าวคำว่า ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ()

อัลอะหะดีษมากมายได้กล่าวถึงความประเสริฐและคุณประโยชน์ของการกล่าวศ่อละวาตหรือประสาทพรให้แก่ท่านนบี ซึ่งจะขอนำมากล่าวไว้เป็นศิริมงคลคือ

2.1    มีรายงานจากอะบีฏ้อลหะฮฺ   กล่าวว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้ออกไปหาพวกเขา (ศ่อฮาบะฮฺ) วันหนึ่ง พวกเขาตระหนักดีถึงความดีใจจากใบหน้าของท่าน แล้วพวกเขาได้กล่าวขึ้นว่า “แท้จริงขณะนี้พวกเราตระหนักดีถึงความดีใจจากใบหน้าของท่าน โอ้ท่านร่อซูลของอัลลอฮฺ!” ท่านร่อซูลได้ตอบว่า "ถูกต้อง เมื่อสักครู่นี้ได้มีทูตจากพระเจ้าของฉันมาหาฉัน แล้วได้บอกแก่ฉันว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดจากประชาชาติของฉันได้กล่าวศ่อละวาตให้แก่ฉัน เว้นแต่อัลลอฮฺจะตอบรับมันให้แก่เขาถึงสิบเท่า"

2.2    มีรายงานจากอะบีบักร   แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "พวกท่านจงกล่าวศ่อละวาตมาก ๆ ให้แก่ฉัน เพราะแท้จริงอัลลอฮฺทรงแต่งตั้งมะลักท่านหนึ่งเป็นตัวแทน ให้ทำหน้าที่แทนฉันที่กุบูรของฉัน เมื่อผู้ใดจากประชาชาติของฉันกล่าวศ่อละวาตแก่ฉัน มะลักท่านนั้นจะกล่าวแก่ฉันว่า โอ้มุฮัมมัด ขณะนี้คนนั้นบุตรคนนี้ได้กล่าวศ่อลาวาตแก่ท่าน"

2.3    มีรายงานจากอนัส   แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "จงกล่าวศ่อลาวาตมาก ๆ ให้แก่ฉันในวันศุกร์และคืนวันศุกร์ เพราะผู้ใดกล่าวศ่อลาวาตแก่ฉันหนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะทรงยกโทษให้แก่เขาสิบเท่า"

2.4   ‏حدثنا ‏ ‏عبد الملك بن عمرو ‏ ‏وأبو سعيد ‏ ‏قالا حدثنا ‏ ‏سليمان بن بلال ‏ ‏عن ‏ ‏عمارة بن غزية ‏ ‏عن ‏ ‏عبد الله بن علي بن حسين ‏ ‏عن ‏ ‏أبيه ‏ ‏علي بن حسين ‏ ‏عن ‏ ‏أبيه ‏ أن النبي ‏ ‏صلى الله عليه وسلم ‏ ‏قال : ‏‏ البخيل من ذكرت عنده ثم لم يصل علي ‏ ‏صلى الله عليه وسلم .

มีรายงานจากอะลี อิบน ฮุซัยนฺ จากบิดาของเขา  แจ้งว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "แท้จริง ผู้ตระหนี่นั้นคือ ผู้ที่(ชื่อของ)ฉัน ได้ถูกกล่าวต่อหน้าเขา แล้วเขามิได้กล่าวศ่อลาวาตให้แก่ฉัน"

 

3. การกล่าวอัตตะฮฺลีล

3. การกล่าวอัตตะฮฺลีล

 

3.1    ในบันทึกของอัลบุคอรียฺและมุสลิม และรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ   แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

" ผู้ใดกล่าวว่า    لا إِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ لَهُ المُلْكُ وَلَهُ الحَمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْر

[ ลาอิลาหะ อิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดุ วะฮุวะ อะลา กุลลิชัยอิงเกาะดีร ]

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ กับพระองค์ และการสรรเสริญนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งอย่าง ]

ผู้ใดกล่าวข้อความดังกล่าวในวันหนึ่งร้อยครั้ง เท่ากับเขาปล่อยทาส 10 คน ความดีจะถูกบันทึกให้แก่เขาหนึ่งร้อยเท่า ความชั่วจะถูกลบออกจากเขาหนึ่งร้อยเท่า ในวันนั้นเขาจะได้รับความคุ้มกันให้พ้นจากชัยฏอนจนกระทั่งเวลาย่ำค่ำ และจะไม่มีผู้ใดได้รับผลบุญมากกว่าในสิ่งที่เขากระทำ นอกจากผู้ที่ได้กระทำมากกว่าเขา"

3.2  ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า

"แท้จริงการกล่าวดุอาอฺที่ประเสริฐยิ่งคือ الحَمْدُ للهِ [ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ =  การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮฺ]

และกล่าวซิกรุลลอฮฺที่ประเสริฐยิ่งคือ لا إله إلا الله [ ลาอิลาหะ อิลลัลลอฮฺ = ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว] ” (บันทึกโดยอัตติรมิซียฺ อิบนิมาญะฮฺ และอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษหะซัน)

3.3  มีรายงานจากซะอฺดฺ อิบนฺ อะบีวักก๊อศ ร่อฎิยัลลอฮฺอันฮุ แจ้งว่า มีอาหรับชนบทคนหนึ่งได้มาหาท่านร่อซูลุลลอฮฺ แล้วกล่าวว่า จงสอนฉันคำกล่าวคำหนึ่งเพื่อที่ฉันจะได้ใช้กล่าว ท่านร่อซูลได้กล่าวว่า "จงกล่าว

لاإِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ ، اللهُ أَكْبَرُ كَبِيْرَاً ، وَالحَمْدُ للهِ كَثِيْرَاً ، وَسُبْحَانَ رَبِّ العَالَمِيْنَ وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إِلا بِاللهِ العَزِيْزِ الحَكِيْم .

[ ลาอิลาหะ อิลลัลลอฮฺ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ, อัลลอฮุอั๊กบัร กะบีรอ, วัลฮัมดุลิลลาฮิ กะษีรอ, วะซุบฮานะ ร็อบบิ้ลอาละมีน, วะลาเฮาละ วะลากูวะตะ อิลลา บิลลาฮิลอะซีซิหะกีม ]

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว ไม่ภาคีใด ๆ กับพระองค์ อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง และการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺอย่างมากมาย และมหาบริสุทธิ์พระเจ้าแห่งสากลโลก ไม่มีอำนาจและพลังใด ๆ นอกจากอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเดชานุภาพ พระผู้ทรงปรีชาญาณ"

เขากล่าวว่า ทั้งหมดนั้นสำหรับพระเจ้าของฉัน แล้วสิ่งที่เป็นของฉันเล่า ? ท่านร่อซูลได้กล่าวกับเขาว่า "จงกล่าวว่า

اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِيْ  وَارْحَمْنِيْ وَاهْدِنِيْ وَارْزُقْنِيْ

[ อัลลอฮุมมัฆฟิรลียฺ วัรฮัมนียฺ วะฮฺดินียฺ วัรซุกนียฺ ]

โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ ทรงประทานความเมตตาให้แก่ข้าพระองค์ ทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้แก่ข้าพระองค์ และทรงประทานปัจจัยยังชีพให้แก่ข้าพระองค์"  บันทึกโดยมุสลิม

 

4. การขออภัยโทษ (อิสติฆฟาร)

4. การขออภัยโทษ (อิสติฆฟาร)

มีรายงานจากชัดด้าด อิบนฺ เอาส   แจ้งว่า แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "สุดยอดของการกล่าวขออภัยโทษนั้น บ่าวของพระองค์จะต้องกล่าวว่า



اللَّهُمَّ أَنْتَ رَبِّيْ لا إِلَهَ إِلا أَنْت خَلَقْتَنِيْ وَأَنَا عَبْدُكَ   وَأَنَا عَلَى عَهْدِكَ وَوَعْدِكَ مَا اسْتَطَعْتُ

[ อัลลอฮุมมะอันตะร็อบบียฺ, ลาอิลาหะอิ้ลลาอันตะ เคาะลักตะนียฺ วะอะนะอับดุกะ วะอะนะอะลาอะฮฺดิกะ วะะวะอฺดิกะมัสตะเฏาะตุ, 

โอ้อัลลอฮฺ ! พระองค์ท่านเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์ และข้าพระองค์เป็นบ่าวของพระองค์ และข้าพระองค์อยู่ภายใต้ข้อตกลงและคำมั่นสัญญาของพระองค์เท่าที่ข้าพระองค์ สามารถจะกระทำได้

 أَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا صَنَعْتُ أَبُوءُ لَكَ بِنِعْمَتِكَ عَلَيَّ  وَأَبُوْءُ بِذَنْبِيْ فَاغْفِرْ لِيْ فَإِنَّهُ لا يَغْفِرُ الذُّنُوْبَ إلا أَنْتَ .

อะอูซุบิกะ มินชัรริมา เศาะนะอฺตุ, อะบูอุละกะ บินิอฺมะติกะ อะลัยยะ, วะอะบูอุ บิซัมบียฺ, ฟัฆฟิรลียฺ, ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตะ ]

ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ข้าพระองค์ได้กระทำไว้ ข้าพระองค์ขอสารภาพต่อพระองค์ในความโปรดปรานของพระองค์ที่ได้มีต่อข้าพระองค์ และขอสารภาพในความผิดของข้าพระองค์ต่อพระองค์ ดังนั้นขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด เพราะแท้จริงไม่มีผู้ใดจะอภัยโทษในความผิดต่าง ๆ ให้แก่ข้าพระองค์ได้ นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น"  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและอันนะซาอียฺ

ในบันทึกของติรมีซียฺมีสำนวนว่า 

فَاغْفِرْ لِيْ ذُنُوْبِيْ فَإِنَّهُ لا يَغْفِرُ الذُّنُوْبَ إلا أَنْتَ....

ผู้ใดกล่าวดุอาอฺต้นนี้ในเวลากลางวัน โดยมีความเชื่อมั่นต่อคำกล่าวนี้ แล้วเขาสิ้นชีวิตลงในวันนั้นก่อนที่จะถึงเวลาเย็น เขาก็จะเป็นชาวสวรรค์ และผู้ใดกล่าวมันในเวลากลางคืน โดยมีความเชื่อมั่นต่อคำกล่าวนี้ แล้วเขาสิ้นชีวิตก่อนที่จะรุ่งเช้า เขาก็จะเป็นชาวสวรรค์

5. การกล่าวอัตตัสเบี๊ยะฮฺ อัตตะฮฺมีด อัตตั๊กบีร อัตตะฮฺลีล และอัลเฮาก้อละฮฺ

5. การกล่าวอัตตัสเบี๊ยะฮฺ อัตตะฮฺมีด อัตตั๊กบีร อัตตะฮฺลีล และอัลเฮาก้อละฮฺ

•    อัตตัสเบียะห์ التسبيح  คือกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮฺ

•    อัตตะห์มีด التحميد   คือกล่าวว่า อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ

•    อัตตักบีร التكبير   คือกล่าวว่า อัลลอฮุอักบัร

•    อัตตะฮฺลีล  คือกล่าวว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ

•    อัลเฮาก้อละฮฺ    คือกล่าวว่า ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮฺ

5.1 ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "คนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจะหมดความสามารถเชียวหรือที่จะแสวงหาความดีหนึ่งพันครั้งในวันหนึ่ง ?" ผู้ที่นั่งร่วมชุมนุมคนหนึ่งได้ถามท่านร่อซูลุลลอฮฺว่า "จะทำอย่างไรที่จะให้ได้มาซึ่งความดีหนึ่งพันครั้ง ?" ท่านร่อซูลุลลอฮฺได้ตอบเขาว่า "กล่าวตัสเบี๊ยะห์หนึ่งร้อยครั้ง ความดีหนึ่งพันครั้งก็จะถูกบันทึกให้แก่เขา หรือความผิดหนึ่งพันครั้งก็จะถูกลบออกจากเขา" บันทึกโดยมุสลิม

5.2 ท่านร่อซูลุลลอฮฺ  ได้กล่าวว่า "คำกล่าวที่ดียิ่งมีอยู่ 4 คำ จะไม่เป็นภัยแก่ท่าน ไม่ว่าท่านจะเริ่มคำไหนก่อน คือ

سُبْحَانَ الله وَبِحَمْدِهِ ، سُبْحَانَ اللهِ العَظِيْمِ

[ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮี, ซุบฮานัลลอฮิลอะซีม]

(มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ, มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ ผู้ทรงยิ่งใหญ่)"

บันทึกโดยอิบนฺอันนัจญาร และอัดไดละมีย์และอิบนิฮิบบาน และอะหมัด

5.3    มีรายงานจากอะบีฮุรอยเราะฮฺ   แจ้งว่า

قال رسول الله صلى الله عليه وسلم :(( لأن أقول : سبحان الله ، والحمد لله ، ولا إله إلا الله ، والله أكبر أحبُّ إلي مما طلعت عليه الشمس ))

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "การที่ฉันจะกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮฺ วัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร นั้น เป็นที่รักยิ่งแก่ฉันยิ่งกว่าการที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นในวันนั้น" บันทึกโดยมุสลิม

 

5.4 ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า "มีคำกล่าว 2 คำ เมื่อกล่าวแล้วเบาลิ้น มีน้ำหนักในตราชั่ง เป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ

سُبْحَانَ الله وَبِحَمْدِهِ ، سُبْحَانَ اللهِ العَظِيْمِ

[ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮี, ซุบฮานัลลอฮิลอะซีม]

(มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์ มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่)" บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

   

5.5    มีรายงานจากอะบีซัรริน   แจ้งว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ฉันจะบอกท่านถึงคำกล่าวที่เป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮี (มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์)” บันทึกโดยมุสลิม

5.6    และอีกรายงานหนึ่งแจ้งว่า “ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ถูกถามว่า “คำกล่าวอันใดที่ประเสริฐยิ่ง ?” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้ตอบว่า “สิ่งที่อัลลอฮฺทรงคัดเลือกให้แก่มะลาอิกะฮฺของพระองค์หรือปวงบ่าวของพระองค์คือ ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮี (มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์)” บันทึกโดยมุสลิม

5.7    ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าว “ผู้ใดตระหนี่ที่จะบริจาคทรัพย์สิน และไม่อดทน (ที่จะยืนละหมาด) ในเวลากลางคืน ก็ให้เขากล่าว ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮี (มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์)” บันทึกโดยอะบูนะอีม ในหนังอัลมะอฺริฟะฮฺ และบุคอรียฺในหนังสืออัลอะดับ และอัฏฏ๊อบรอนียฺ และอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ

5.8    ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ผู้ใดกล่าว ซุบฮานัลลอฮิวะบิฮัมดิฮี (มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์) เสมือนกับว่าเขาได้ปลูกต้นอินทผลัมหนึ่งต้นในสวรรค์” บันทึกโดยอัตติรมิซียฺ อิบนิฮิบบานและฮากิมและอัลบานียฺว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ

5.9   عن أبي هريرة - رضي الله عنه- قال: قال رسول الله -صلى الله عليه وعلى آله وسلم-:   من قال سبحان الله وبحمده مائة مرة حطت خطاياه، وإن كانت مثل زبد البحر 

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ผู้ใดกล่าว ซุบฮานัลลอฮิวะบิฮัมดิฮี (มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์) ในวันหนึ่งร้อยครั้ง ความผิดต่าง ๆ ของเขาจะถูกลบล้างไป ถึงแม้ว่าความผิดต่าง ๆ นั้นเท่ากับฟองน้ำในทะเล” บันทึกโดยอะหมัด บุคอรียฺ มุสลิม อัตติรมิซียฺ และอิบนิมาญะฮฺ

5.10     มีรายงานจากอะบีมูซา อัลอัชอะรียฺ   แจ้งว่า ท่านนบี ได้กล่าวกับฉันว่า “พึงทราบเถิด ฉันจะชี้แนะให้แก่ท่านถึงขุมทรัพย์แห่งหนึ่งในบรรดาขุมทรัพย์ในสวนสวรรค์เอาไหม ?” ฉันได้ตอบว่า “เอาซิครับท่านร่อซูลุลลอฮฺ!” ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “จงกล่าว ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮิ (ไม่มีกำลังใด ๆ และไม่มีพลังใด ๆ นอกจากด้วยอำนาจและพลังของอัลลอฮฺ)” บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ มุสลิม อะบูดาวู้ด และอัตติรมิซียฺ

5.11     ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “จงปลูกต้นไม้ให้มาก ๆ ในสวนสวรรค์ เพราะน้ำของมันจืดบริสุทธิ์และดินของมันมีกลิ่นหอม ดังนั้นจงปลูกมันให้มาก ๆ ด้วยการกล่าว ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮิ (ไม่มีอำนาจใด ๆ และไม่มีพลังใด ๆ นอกจากด้วยอำนาจและพลังของอัลลอฮฺ)” บันทึกโดยอัฏฏ๊อบรอนียฺและอัลบานียฺว่าเป็นหะดีษหะซัน



 

ดุอาอฺต่าง ๆ ก่อนจะเข้านอน

1. ก่อนจะเข้านอน ท่านร่อซูลุลลอฮฺ  ได้กล่าวดุอาอฺต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

اللَّهُمَّ بِاسْمِكَ أَحْيَا وَبِاسْمِكَ أَمُوْتُ .

متفق عليه

[ อัลลอฮุมมะ บิสมิกะ อะหฺยา วะบิสมิกะ อะมูตุ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ด้วยพระนามของพระองค์ท่าน ข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่ และด้วยพระนามของพระองค์ท่านข้าพระองค์จะตาย”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

2.  “อ่านตัสเบียะห์   คือกล่าวว่า سُبْحَانَ اللهِ    ซุบฮานัลลอฮฺ 33 ครั้ง
     อ่านตะห์มีด    คือกล่าวว่า  الحَمْدُ للهِ    อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ 33 ครั้ง
     อ่านตักบีร  คือกล่าวว่า  اللهُ أَكْبَرُ  อัลลอฮุอักบัร 33 ครั้ง”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

3.  เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ เข้านอน ท่านจะวางมือขวาของท่านไว้ใต้แก้มขวาของท่าน แล้วอ่านดุอาอฺนี้สามครั้ง

اللَّهُمَّ قِنِيْ عَذَابَكَ يَوْمَ تَبْعَثُ عِبَادَكَ

[ อัลลอฮุมมะ กินี อะซาบะกะ เยามะตับอะษุ อิบาดะกะ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงคุ้มครองข้าพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ ในวันที่พระองค์จะทรงให้ปวงบ่าวของพระองค์ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง”  หะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ ในศ่อเฮี้ยฮฺอัตติรมิซียฺ

4.  ในทุก ๆ คืน เมื่อท่านร่อซูลุลลอฮฺ เข้าไปยังที่นอนของท่าน ท่านจะยกมือทั้งสองขึ้นในชิดกันแล้วเป่าลงไปในมือทั้งสอง และอ่านซูเราะฮฺทั้งสามคือ

  • ซูเราะฮฺอัลอิคลาศ 
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
1. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ
قُلْ هُوَ اللهُ أَحَدٌ
2. อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง
اللهٌ الصَمَد
3. พระองค์ไม่ประสูติและไม่ทรงถูกประสูติ
لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُوْلَدْ
4. และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์
وَلَمْ يَكُنْ لَّهُ كُفُوَاً أَحَدٌ
  •  ซูเราะฮฺอัลฟะลัก
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
1.    จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ الفَلَقِ
2.    ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ
3.    และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืน เมื่อมันแผ่คลุม وَمِنْ شَرِّ غَاِسق إِذَا وَقَبَ
4.    และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน وَمِنْ شَرِّ النَّفَّاثَاتِ فِيْ العُقَدِ
5.    และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา وَمِنْ شَرِّ حَاسِدٍ إِذَاْ حَسَدَ
  • ซูเราะฮฺอันนาส
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
 1.    จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ النَّاسِ
 2.    พระราชาแห่งมนุษยชาติ مَلِكِ النَّاسِ
 3.    พระเป็นเจ้าแห่งมนุษยชาติ إِلَهِ النَّاسِ
 4.    ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบที่หลอกล่อ مِنْ شَرِّ الوَسْوَاسِ الخَنَّاسِ
 5. ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์ الَّذِيْ يُوَسْوِسُ في صُدُوْرِ النَّاسِ
 6. จากหมู่ญินและมนุษย์  مِنَ الجِنَّةِ وَالنَّاسِ

 เมื่ออ่านทั้งสามซูเราะฮฺจบลงแล้ว ให้ใช้มือทั้งสองลูบไปทั่วร่างกายเท่าที่สามารถจะกระทำได้ โดยเริ่มจากศีรษะ ใบหน้า และทั่วร่างกายเบื้องหน้า ทำเช่นนี้สามครั้ง

5.   اللَّهُمَّ خَلَقْتَ نَفْسِيْ وَأَنْتَ تَتَوَفَّاهَا ، لَكَ مَمَاتُهَا وَمَحْيَاهَا ، إِنْ أَحْيَيْتَهَا فَاحْفَظْهَا وَإِنْ أَمَتَّهَا فَاغْفِرْ لَهَا ، اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَسْأَلُكَ العَافِيَةَ . رواه مسلم

[ อัลลอฮุมมะ เคาะลักตะ นัฟซียฺ วะอันตะ ตะตะวัฟฟาฮา, ละกะมะมาตุฮา วะมะหฺยาฮา, อินอะหฺยัยตะฮา ฟะหฺฟัซฮา, วะอินอะมัตตะฮา ฟัฆฟิรละฮา, อัลลอฮุมมะอินนี อัสอะลุกัลอาฟิยะ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ! พระองค์ท่านเป็นผู้สร้างชีวิตของข้าพระองค์ และพระองค์ก็จะทรงให้มันตายไป การตายและการเป็นของมันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่าน หากพระองค์จะทรงให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ขอพระองค์ได้ทรงรักษามันไว้ด้วย และหากพระองค์จะทรงให้มันตาย ก็ขอให้พระองค์ทรงอภัยให้แก่มันด้วย โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ให้ข้าพระองค์มีสุขภาพดีด้วยเทอญ”  บันทึกโดยมุสลิม

6.  เมื่อท่านประสงค์จะเข้านอนก็จงปัดที่นอนเสียก่อน เพราะบางทีอาจจะมีแมลงหรือสิ่งอื่นใดหลงเหลืออยู่ แล้วจงอ่านดุอาอฺต่อไปนี้

بِاسْمِكَ رَبِّيْ وَضَعْتُ جَنْبِيْ وَبِكَ أَرْفَعُهُ،
 إِنْ أَمْسَكْتَ نَفْسِيْ فَارْحَمْهَا ،
 وَإِنْ أَرْسَلْتَهَا فَاحْفَظْهَا بِمَا تَحْفَظُ بِهِ عِبَادَكَ الصَّالِحِيْن . متفق عليه

[ บิสมิกะร็อบบียฺ วะเฎาะอฺตุ ญัมบียฺ วะบิกะอัรฟะอะฮฺ, อินอัมซักตะนัฟซียฺ ฟัรฮัมฮา,

วะอิน อัรซัลตะฮา ฟะหฺฟัซฮา บิมาตะหฺฟัซบิฮี อิบาดะกัศศอลิฮีน]

ความว่า “ด้วยพระนามแห่งพระองค์ท่าน ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้วางสีข้างของข้าพระองค์ลง และด้วยพระนามแห่งพระองค์ท่าน ข้าพระองค์จะยกมันขึ้น หากพระองค์จะทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ ก็ขอพระองค์ได้ทรงอภัยโทษให้แก่มันด้วย และหากพระองค์ทรงปล่อยมันไว้ ก็ขอพระองค์ได้ทรงดูแลรักษามันไว้ เสมือนกับที่พระองค์ได้ทรงดูแลรักษาปวงบ่าวที่ดีทั้งหลายของพระองค์”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

7.  ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า

اللَّهُمَّ أَسْلَمْتُ نَفْسِيْ إِلَيْكَ ، وَفَوَّضْتُ أَمْرِيْ إِلَيْكَ وَأَلْجَأْتُ ظَهْرِيْ إِلَيْكَ ،
رَهْبَةً وَرَغْبَةًَ إِلَيْكَ ،  لا مَلْجَأَ وَلا مَنْجَا مِنْكَ إِلا إِلَيْكَ ،
 آَمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِيْ أَنْزَلْتَ وَنَبِيِّكَ الَّذِيْ أَرْسَلْتَ . متفق عليه .

[ อัลลอฮุมมะ อัสลัมตุนัฟซียฺ อิลัยกะ, วะเฟาวัฎตุอัมรีอิลัยกะ วะอัลญะอฺตุเซาะฮฺรีอิลัยกะ
เราะฮฺบะตัน วะร็อฆบะตันอิลัยกะ, ลามัลญะอะ วะลามันญา มิลกะอิลลาอิลัยกะ
อามันตุ บิกิตาบิกัลละซียฺ อันซัลตะ วะนะบียิกัลละซียฺอัรซัลตะ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ! ข้าพระองค์ได้มอบตัวข้าพระองค์แด่พระองค์ท่านแล้ว และข้าพระองค์ขอมอบกิจการงานของข้าพระองค์แด่พระองค์ท่าน และข้าพระองค์ขอพักพิงพระองค์ด้วยความหวาดเกรงและความปรารถนาต่อพระองค์ ไม่มีที่พักพิงและทางรอดพ้นใด ๆ จากพระองค์ นอกจากจะต้องกลับไปหาพระองค์ ข้าพระองค์ศรัทธาต่อคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานลงมา และศรัทธาต่อนบีของพระองค์ที่พระองค์ทรงส่งมา”

    ถ้าหากท่านตายในคืนนั้น ท่านก็จะตายในสภาพของผู้บริสุทธิ์ธรรมชาติ ปราศจากการตั้งภาคี และจงให้ถ้อยคำกล่าวนี้เป็นถ้อยคำสุดท้ายที่ท่านจะกล่าวออกมาในคืนนั้น  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

8.      الحَمْدُ لله الَّذِيْ أَطْعَمَنَا وَسَقَانَا وَكَفَانَا وَآَوَانَا فَكَمْ مِمَّنْ لا كَافِيَ لَهُ وَلا مُؤْوِيْ . رواه مسلم

[ อัลฮัมดุลิลลาฮิลละซียฺ อัฏอะมะนา วะสะกอนา วะกะฟานา วะอาวานา

ฟะกัมมิมมันลา กาฟิยะละฮู วะลามุอฺวียฺ ]

ความว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรม สิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงประทานอาหารแก่เรา และประทานเครื่องดื่มแก่เรา และทรงประทานให้เราพอเพียง และทรงประทานที่อยู่ให้แก่เรา กี่มากน้อยแล้วที่ไม่มีผู้ให้ความพอเพียงแก่เขา และไม่มีผู้ให้ที่อยู่แก่เขา” 

9.  เมื่อท่านจะเข้านอน ให้ท่านอ่านอายะฮฺอัลกุรซียฺ คืออายะฮฺที่ 255 จากซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ

( اللهُ لا إِلَهَ إِلا هُو .. ) الآية .

จนกระทั่งจบอายะฮฺ เพราะเมื่อท่านอ่านมันแล้ว จะได้รับความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ และชัยฏอนจะไม่เข้าใกล้ท่านตลอดคืนจนกระทั่งรุ่งเช้า”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ

10.  เมื่อท่านนอนไม่หลับจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการคิดมากหรือมีความเครียด ให้ท่านอ่านดุอาอฺต้นนี้

لا إِلَهَ ِإلا اللهُ الوَاحِدُ القَهَّارُ ، رَبُّ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضِ وَمَا بَيْنَهُمَا العَزِيْزُ الغَفَّار

[ ลาอิลาหะ อิลลัลลอฮุลวาหิดุลเกาะฮฺฮาร, ร็อบบุสสะมาวาติวัลอัรฎฺ วะมาบัยนะฮุมา อัลอะซีซุลฆ็อฟฟาร]

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และผู้ที่อยุ่ระหว่างมันทั้งสองคือพระผู้ทรงอำนาจ พระผู้ทรงอภัยโทษ”  บันทึกโดยอันนะซาอียฺและอัลบานียฺว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ

11.  ดุอาอฺเมื่อมีความวิตกกังวลหรือมีความหวาดกลัว หรืออยู่โดยลำพังและคิดมาก คือ

أَعُوْذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التَّامَّةِ مِنْ غَضَبِهِ وَعِقَابِهِ ، وَشَرِّ عِبَادِهِ ، وَمِنْ هَمَزَاتِ الشَّيَاطِيْنِ أَنْ يَحْضُرُوْن .

[ อะอูซุ บิกะลิมาติลลาฮิตตามมะติ มินเฆาะเฎาะบิฮิ วะอิกอบิฮี, วะชัรริอิบาดิฮี, วะมินฮะมะซาติชชะยาฏีน อัยยะหฺฎุรูน ]

ความว่า “ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยคำกล่าวอันสมบูรณ์ของอัลลอฮฺให้พ้นจากความกริ้วของพระองค์ ให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ และให้พ้นจากความชั่วร้ายของบ่าวของพระองค์ และให้พ้นจากการกระซิบกระซาบของบรรดาชัยฏอนทั้งหลาย และการที่พวกมันจะเข้ามาหาข้าพระองค์” หะดีษหะซัน ในศ่อเฮียะฮฺอัตติรมิซียฺ

12.  จะทำอย่างไรเมื่อฝันดีและฝันร้าย การฝันดีมาจากอัลลอฮฺ ส่วนการฝันร้ายมาจากชัยฏอน เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านฝันเห็นสิ่งดี ๆ อย่าได้เล่าให้ผู้ใดฟัง นอกจากบุคคลที่เขาชอบพอหรือมีความสนิทสนมกัน ส่วนเมื่อเขาฝันเห็นสิ่งไม่ดีหรือฝันร้าย ในขณะที่เขานอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาเขาควรปฏิบัติดังนี้

-    เป่าไปทางเบื้องซ้ายสามครั้ง
-    ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนและความชั่ว ความเลวร้ายที่เขาฝันเห็น สามครั้ง
-    อย่าเล่าสิ่งที่ฝันเห็นแก่ผู้ใด
-    พลิกหรือขยับตัวจากสภาพเดิม
บันทึกโดยมุสลิม

บทอัซการก่อนนอน

[ดาวน์โหลด]

ดุอาอฺเมื่อตื่นนอน

1.  الحَمْدُ للهِ الَّذِيْ أَحْيَانَا بَعْدَمَا أَمَاتَنَا وَإِلَيْهِ النُّشُوْرُ . متفق عليه .

[ อัลฮัมดุลิลลาฮิลละซียฺ อะหฺยานา บะอฺดะมา อะมาตะนา วะอิลัยฮินนุชูร ]

ความว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงให้เรามีชีวิตอยู่หลังจากที่พระองค์ทรงให้เราได้นอนหลับไปแล้ว และการมีชีวิตใหม่นั้นย่อมกลับไปหาพระองค์”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

الحَمْدُ للهِ الَّذِيْ عَافَانِيْ في جَسَدِيْ وَرَدَّ عَلَيَّ رُوْحِي وَأَذِنَ لِيْ بِذِكْرِهِ . حسن رواه الترمذي .

[ อัลฮัมดุลิลลาฮิลละซียฺ, อาฟานียฺ ฟีญะสะดียฺ, วะร็อดดะอะลัยยะรูฮียฺ, วะอะซินะลียฺ บิอิซนิฮฺ ]

ความว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงให้ร่างกายของข้าพระองค์มีพลานามัยดี และให้วิญญาณของข้าพระองค์กลับคืนมาสู่ข้าพระองค์ และทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์กล่าวรำลึกถึงพระองค์”  หะดีษหะซัน (ศ่อเฮี้ยฮฺอัตติรมิซียฺ 3/114)

2.  ผู้ใดตื่นขึ้นในเวลากลางคืนแล้วกล่าวว่า

لاإِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ ، لَهُ المُلْكُ وَلُهُ الحَمْدُ ،  وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ ،
 الحَمْدُ لله وَسُبْحَانَ اللهِ وَلا إِلَهَ إلا اللهُ وَاللهُ أَكْبَرُ وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إِلا بِالله ،
 ثُمَّ قَالَ : اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِيْ .

[ ลาอิลาหะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮูลาชะรีกะละฮฺ, ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดฺ, วะฮุวะอะลา กุลลิชัยอิงเกาะดีร,
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะซุบฮานัลลอฮฺ วะลาอิลาหะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอั๊กบัร วะลาเฮาละวะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ, อัลลอฮุมมัฆฟิรลียฺ]

ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง และไม่มีพลังใด ๆ และไม่มีอำนาจใด ๆ นอกจากมาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้น” แล้วเขากล่าวอีกว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด” หรือเขาจะขอดุอาอฺก็จะได้รับการตอบรับแก่เขา และถ้าเขาอาบน้ำละหมาดและละหมาด การละหมาดของเขาก็จะได้รับการตอบรับ”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ (2/125)

3.  ให้กล่าวอายาตต่าง ๆ ในตอนท้ายของซูเราะฮฺอาลอิมรอม ตั้งแต่อายะฮฺที่ 190-200

( إِنَّ فِي خَلْقِ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضِ ... ) الآية .

 

ดุอาอฺก่อนจะเข้าและออกจากห้องน้ำ

1. ก่อนจะเข้าห้องน้ำให้กล่าวว่า

بِسْمِ اللهِ ، اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ الخُبُثِ وَالخَبَائِثِ . متفق عليه .

[บิสมิลลาฮฺ อัลลอฮุมมะอินนี อะอูซุบิกะ มินัลคุบษิ วันเคาะบาอิษิ]

ความว่า “(ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ) [บันทึกโดยสะอีด อิบนฺมันซูร] โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากชัยฏอนตัวผู้และชัยฏอนตัวเมีย”  บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม

2.  เมื่อออกจากห้องน้ำแล้วให้กล่าว

غُفْرَانَك

[ ฆุฟรอนะกะ ]

ความว่า “ข้าพระองค์ขออภัยโทษต่อพระองค์” (ศ่อเฮี้ยะฮฺอัตติรมิซียฺ 1/5)
 

ดุอาอฺเมื่อสวมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งตัว

1.  ผู้ใดที่สวมเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งตัว แล้วกล่าวว่า

الحَمْدُ للهِ الَّذِيْ كَسَانِيْ هَذَا وَرَزَقَنِيْهِ مِنْ غَيْرِ حَوْلٍ مِنِّيْ وَلا قُوَّة ،

غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ . صحيح سنن أبي داود .

[ อัลฮัมดุลิลลาฮิลละซียฺ กะซานียฺฮาซา วะเราะซะเกาะนียฺ มินฆ็อยริเฮาลินมินนี วะลากูวะฮฺ]

ความว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ซึ่งสวมเสื้อผ้านี้ให้แก่ข้าพระองค์ และทรงประทานริซกีนี้ให้แก่ข้าพระองค์ โดยไม่มีอำนาจและพลังใด ๆ จากข้าพระองค์เลย” เขาจะได้รับอภัยโทษจากความผิดของเขาในอดีต”  หะดีษฮะซัน (ศ่อเฮี้ยะฮฺสุนันอะบีดาวู้ด 2/760)

2. ดุอาอฺเมื่อสวมเสื้อผ้าใหม่

اللَّهُمَّ لَكَ الحَمْدُ أَنْتَ كَسَوْتَنِيْهِ وَأَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِهِ وَخَيْرِ مَا صُنِعَ لَهُ وَأَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّهِ وَشَرِّ مَا صُنِعَ لَهُ .

وراه الترمذي  .

[ อัลลอฮุมมะ ละกัลฮัมดุ อันตะกะเซาตะนีฮิ วะอัสอะลุกะ มินค็อยริฮี วะค็อยริมา ศุนิอะละฮู, วะอะอูซุบิกะ มินชัรริฮี วะชัรริมา ศุนิอะละฮู]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่าน พระองค์ท่านทรงสวมเสื้อผ้านี้ให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอต่อพระองค์จากความดีของมัน และความดีของสิ่งที่ถูกกระทำเพื่อมัน และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากความชั่วของมัน และความชั่วของสิ่งที่ถูกกระทำเพื่อมัน”  (ศ่อเฮี้ยะฮฺ จากศ่อเฮี้ยะฮฺอัตติรมิซียฺ 2/152)

3.  เมื่อเห็นผู้ใดใส่เสื้อใหม่ สมควรจะกล่าวว่า

الْبَسْ جَدِيْدَاًَ وَعِشْ حَمِيْدَاً وَمُتْ شَهِيْدَاً .

رواه ابن ماجه .

[ อิลบัสญะดีดัน วะอิชหะมีดัน วะมุตชะฮีดัน]

ความว่า “จงสวมใส่เสื้อใหม่และจงมีชีวิตอยู่อย่างน่าเคารพนับถือ และจงตายในสภาพชะฮีด” (ศ่อเฮียะฮฺอิบนฺมาญะฮฺ 2/275)

 

ดุอาอฺเมื่อจะเข้าและออกจากบ้าน

เมื่อจะเข้าบ้าน



1.  มีรายงานจากญาบิร อิบนฺอับดิลลาฮฺ   แจ้งว่า เขาได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ  กล่าวว่า

    “เมื่อผู้ใดเข้าบ้านของเขาแล้วเขารำลึกถึงอัลลอฮฺขณะเข้าบ้านและขณะรับประทานอาหารของเขา ชัยฏอนจะกล่าวกับพวกของมันว่า “จะไม่มีที่พำนักและอาหารสำหรับพวกเจ้าแล้ว” และเมื่อผู้ใดเข้าบ้านของเขาโดยไม่รำลึกถึงอัลลอฮฺขณะเข้าบ้านของเขา ชัยฏอนก็จะกล่าวกับพวกของมันว่า “มีที่พักสำหรับพวกเจ้าแล้ว”  บันทึกโดยมุสลิม (3/1558)



2.  มีรายงานจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า

    “มีบุคคล 3 ประเภท พวกเขาทั้งหมดนั้น อัลลอฮฺอัซซะวะญัลเป็นผู้คุ้มกันพวกเขา หมายถึงพวกเขาอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของพระองค์ และได้กล่าวถึงบุคคลหนึ่งในสามประเภทคือ ผู้ที่เข้าบ้านของเขาด้วยการกล่าวสลาม เขาจะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของอัลลอฮฺอัซซะวะญัล” (ศ่อเฮี้ยะฮฺสุนันอะบีดาวู้ด 2/473)

.



เมื่อจะออกจากบ้าน



1. ให้กล่าว

اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ أَنْ أَضِلَّ أَو أُضَلَّ أَوْ أَزِلَّ أَوْ أُزَلَّ أَوْ أَظْلِمَ أَوْ أُظْلَمَ أَوْ أَجْهَلَ أَوْ يُجْهَلَ عَلَيَّ .

صحيح سنن أبي داود .

[ อัลลอฮุมมะอินนี อะอูซุบิกะ มินอันอะฎิลละเอาอุฏ็อล, เอาอะซิลละเอาอุซัล, เอาอัซลิมะเอาอุซลัม, เอาอัจญฺฮะละเอายุจญฺฮัล อะลัยยะ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ในการที่ข้าพระองค์จะอยู่ในการหลงผิด หรือการที่ข้าพระองค์จะถูกทำให้หลงผิด หรือการที่ข้าพระองค์จะอยู่ในการผิดพลาด หรือการที่ข้าพระองค์จะถูกทำให้ผิดพลาด หรือในการที่ข้าพระองค์จะอยู่ในการกระทำที่เป็นการข่มเหง หรือการที่ข้าพระองค์จะถูกข่มเหง หรือในการที่ข้าพระองค์จะอยู่ในการกระทำที่เป็นการโง่เขลา หรือการที่ข้าพระองค์จะถูกกระทำด้วยความโง่เขลาจากผู้อื่น” (ศ่อเฮี้ยะฮฺสุนันอะบีดาวู้ด 3/959)





2.  ผู้ใดกล่าวขณะที่ออกจากบ้านของเขาว่า

بِسْمِ اللهِ تَوَكَّلْتُ عَلَى اللهِ وَلا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إِلا بِاللهِ

[ บิสมิลลาฮิ ตะวักกัลตุ อะลัลลอฮิ วะลาเฮาละ วะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ]

ความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอมอบหมายต่ออัลลอฮฺ ไม่มีอำนาจและพลังใด ๆ นอกจากอัลลอฮฺ” จะมีเสียงกล่าวแก่เขาว่า “ท่านได้รับความพอเพียงแล้ว ท่านได้รับความคุ้มครองแล้ว” และชัยฏอนก็จะหนีห่างออกจากเขาไป”  ศ่อเฮี้ยะฮฺ (ศ่อเฮี้ยะฮฺอัตติรมิซียฺ 3/151)

เป็นการดียิ่งเมื่อกล่าวรวมดุอาอฺทั้งสองต้น

 

 

 

ดุอาอฺเมื่อจะรับประทานอาหาร

1.  เมื่อคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าจะรับประทานอาหาร ก็จงกล่าวว่า

بِسْمِ اللهِ    “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ”

ถ้าหากว่าเขาลืมกล่าวในตอนต้น แล้วมานึกขึ้นได้ในขณะกำลังรับประทานอยู่ ก็จงกล่าวว่า

   بِسْمِ اللهِ فِيْ أَوَّلِهِ وَآخِرِهِ  

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺในตอนเริ่มแรกและในตอนสุดท้าย”  (ศ่อเฮียะฮฺอัตติรมิซียฺ 2/167)

 

2.  เมื่อเสร็จสิ้นจากการรับประทานอาหารแล้ว  “ผู้ใดรับประทานอาหารเสร็จแล้วกล่าวว่า

الحَمْدُ للهِ الَّذِيْ أَطْعَمَنِيْ هَذَا الطَّعَامَ وَرَزَقَنِيْهِ مِنْ غَيْرِ حَوْلٍ مِنِّيْ وَلا قُوَّة .

حسن ، صحيح سنن أبي داود

ความว่า “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้ซึ่งประทานอาหารนี้ให้แก่ข้าพระองค์ และประทานริซกีนี้ให้แก่ข้าพระองค์ โดยไม่มีอำนาจและพลังใด ๆ จากข้าพระองค์เลย” เขาจะได้รับอภัยโทษจากความผิดของเขาในอดีต”  หะดีษหะซัน (ศ่อเฮียะฮฺสุนันอะบีดาวู้ด 2/760)

 

3.  เมื่อมีผู้รับเชิญหรือแขกรับประทานอาหารเสร็จแล้ว สมควรขอดุอาอฺให้แก่เจ้าภาพว่า

اللَّهُمَّ بَارِكْ لَهُمْ فِيْمَا رَزَقْتَهُمْ وَاغْفِرْ لَهُمْ وَارْحَمْهُمْ . رواه مسلم .

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงประทานความศิริมงคลให้แก่พวกเขาในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานปัจจัยยังชีพให้แก่พวกเขา และขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา และทรงประทานความเมตตาให้แก่พวกเขา”  บันทึกโดยมุสลิม

 

4.  ดุอาอฺของผู้ถือศีลอดเมื่อได้รับเชิญขณะละศีลอด สมควรกล่าวดุอาอฺนี้

 

أَفْطَرَ عِنْدَكُمُ الصَّائِمُوْن وَأَكَلَ طَعَامَكُمُ الأَبْرَارُ وَتَنَزَّلَتْ عَلَيْكُمُ الْمَلاَئِكَةُ

رواه أحمد وصححه الألباني

ความว่า  “บรรดาผู้ถือศีลอดได้แก้ศีลอดกับพวกท่าน และได้รับประทานอาหารที่ดีของพวกท่าน และบรรดามะลาอิกะฮฺจะลงมา (ให้ความศิริมงคล) แก่พวกท่าน” บันทึกโดยอะหมัด และอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษหะซัน

 

 

5.  ดุอาอฺของผู้ถือศีลอดขณะละศีลอดคือ

ذَهَبَ الظَّمَأُ وَابْتَلَّتِ العُرُوْقُ ، وَثَبَتَ الأَجْرُ إِنْ شَاءَ اللهُ .

ความว่า  “ความกระหายได้สูญสิ้นไป เส้นโลหิตได้ชุ่มชื่น และจะได้รับผลบุญอย่างแน่นอน อินชาอัลลอฮฺ”  หะดีษหะซัน ในศ่อเฮี้ยะฮฺอะบีดาวู้ด

 

 

 

 

ดุอาอฺยามเช้าและยามเย็น (1)

การซิกรุลลอฮฺในยามเช้าและยามเย็น คือหลังละหมาดศุบฮฺและหลังจากละหมาดอัศรฺ มีดังนี้



1. การอ่านอายะฮฺกุรซียฺ

الله لا إلَهَ إَلاَّ هُوَ الحَيُّ القيوم.....



ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 255

(บันทึกโดยนะซาอียฺ และอัลบานียฺว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ)

 

2. อ่านซูเราะฮฺทั้งสามคือ    قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ النَّاس       قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ الفَلَق    قُلْ أَعُوْذُ بِرَبِّ النَّاس



สามครั้งในยามเช้าและยามเย็น จะให้ความพอเพียงแก่ท่านจากทุกสิ่งทุกอย่าง หมายถึงจะปลอดภัยจากสิ่งเลวร้ายต่างๆ



3. ไม่มีบ่าวคนใดกล่าวดุอาอฺต้นนี้ในยามเช้าและยามเย็น 3 ครั้ง เขาจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ คือ

بِسْمِ اللهِ الَّذِيْ لا يَضُرُّ مَعَ اسْمِهِ شَيْءٌ في الأَرْضِ وَلا في السَّمَاءِ وَهُوَ السَّمِيْعُ العَلِيْم

[ บิสมิลลาฮิลละซียฺ ลายะฎุรรุ มะอัสมิฮี ชัยอุน ฟิลอัรฎิ วะลาฟิสสะมาอฺ วะฮุวัสสะมีอุลอุลีม ]

ความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดในชั้นฟ้าและแผ่นดินจะทำอันตรายใดๆ ในขณะที่มีการกล่าวพระนามของพระองค์อยู่ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินทรงรอบรู้” (บันทึกโดยอัตติรมิซียฺ และว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ)

 

4. อ่านดุอาอฺต้นนี้ 3 ครั้ง

الَّلهُمَّ عَافِنِيْ في بَدَنِيْ ، الَّلهُمَّ عَافِنِيْ في سَمْعِيْ ، اللَّهُمَّ عَافِنِيْ في بَصَرِيْ ، لا إِلَهَ إِلا أَنْتَ .

[ อัลลอฮุมมะอาฟินีฟีบะดะนียฺ, อัลลอฮุมมะอาฟินีฟีซัมอียฺ, อัลลอฮุมมะอาฟินีฟีบะเศาะรียฺ, ลาอิลาหะอิลลาอันตะ ]

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์มีสุขภาพดีในร่างกายของข้าพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์มีสุขภาพดีในการฟังของข้าพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ! ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์มีสุขภาพดีในการมองของข้าพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์”

 

اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوْذُ بِكَ مِنْ الكُفْرِ والفَقْرِ ، اللَّهُمَّ إِني أَعُوْذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ لا إِلَهَ إِلا أَنْتَ .

[ อัลลอฮุมมะอินนี อะอูซุบิกะ มินัลกุฟริ วัลฟักริ, อัลลอฮุมมะอินนี อะอูซุบิกะ มินอะซาบิลก็อบริ ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ ]



ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ท่านให้พ้นจากการเนรคุณและความยากจน โอ้อัลลอฮฺ ! แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ท่านให้พ้นจากการทรมานในกุบูร ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ท่าน” (บันทึกโดยอะบูดาวู้ดในสุนันของเขา และว่าเป็นหะดีษหะซัน)



5.  يَا حَيُّ يَا قَيُّوْم بِرَحْمَتِكَ أَسْتَغِيْثُ ، أَصْلِحْ لِيْ شَأْنِيْ كُلَّهُ وَلا تَكِلْنِيْ إِلَى نَفْسِيْ طَرْفَةَ عَيْنٍ .

[ ยาฮัยยุ ยาก็อยยูมุ บิเราะหฺมะติกะ อัสตะฆีษุ, อัศลิหฺลีชะอฺนี กุลละฮู วะลาตะกิลนียฺ อิลานัฟซียฺ ฏ็อรฟะตะอัยนฺ ]

ความว่า “โอ้พระผู้ทรงชีวิน โอ้พระผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลายด้วยความเมตตาของพระองค์ท่าน ข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ ขอพระองค์ทรงแก้ไขกิจการงานทั้งมวลของข้าพระองค์ และโปรดอย่าได้มอบหมายข้าพระองค์แก่ตัวของข้าพระองค์เลยแม้เพียงชั่วพริบตาเดียว” (บันทึกโดยอัลฮากิม และอัลบานียฺว่าเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ)



6.  ท่านนบี  กล่าวว่า “สุดยอดของการอภัยโทษคือ

 

الَّلهُمَّ أَنْتَ رَبِّيْ لا إِلَهَ إِلا أَنْتَ خَلَقْتَِنْي

[ อัลลอฮุมมะอันตะร็อบบียฺ ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ เคาะลักตะนียฺ ]

وأَنَا عَبْدُكَ وَأَنَا عَلَى عَهْدِكَ وَوَعْدِكَ مَا اسْتَطَعْتُ ،

[ วะอะนะ อับดุกะ วะอะนะ อะลาอะหฺดิกะ วะวะอฺดิกะ มัสตะเฏาะอฺตุ ]

أَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا صَنَعْتُ .

[ อะอูซุ บิกะ มินชัรริมา เศาะนะอฺตุุ ]

أَبُوْءُ لَكَ بِنِعْمَتِكَ عَلَيَّ وَأَبُوْءُ بِذَنْبِيْ ،

[ อะบูอุละกะ บินิอฺมะติกะ อะลัยยะ วะอะบูอุ บิซัมบียฺ ]

فَاغْفِرْ لِيْ فَإِنَّهُ لا يَغْفِرُ الذُّنُوْبَ إِلا أَنْتَ ،

[ ฟัฆฟิรลียฺ ฟะอินนะฮู ลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลาอันตะ ]

 رواه البخاري .



ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ พระองค์ท่านคือพระเจ้าของข้าพระองค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์ และข้าพระองค์เป็นบ่าวของพระองค์ ข้าพระองค์อยู่ภายใต้ข้อตกลงและคำมั่นสัญญาของพระองค์เท่าที่ข้าพระองค์สามารถกระทำได้ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่ข้าพระองค์ได้กระทำไว้ ข้าพระองค์ขอสารภาพต่อพระองค์ในความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ และขอสารภาพในความผิดของข้าพระองค์ ดังนั้นขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ เพราะแท้จริงไม่มีผู้ใดจะอภัยโทษในความผิดทั้งมวลให้แก่ข้าพระองค์ได้นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น”

 

ถ้าท่านกล่าวถ้อยคำนี้ในเวลาเย็นแล้วท่านตายไปท่านจะได้เข้าสวรรค์หรือท่านจะได้เป็นชาวสวรรค์ และเมื่อท่านกล่าวถ้อยคำนี้ในเวลาเช้าแล้วท่านตายในวันนั้น ท่านจะได้เข้าสวนสวรรค์หรือเป็นชาวสวรรค์”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ)

 

 

ดุอาอฺยามเช้าและยามเย็น (2)

7. ท่านร่อซูลุลลอฮฺ จะกล่าวถ้อยคำต่อไปนี้ทั้งในยามเช้าและยามเย็นอยู่เสมอ
 

الَّلهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ العَافِيَةَ في الدُّنْيَا وَالأَخِرَةَ ،

[ อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัลอาฟิยะฮฺ ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะฮฺ ]

โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ให้มีสุขภาพดีทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ

 اللَّهُمَّ إِنّي أَسْأَلُكَ العَفْوَ والعَاِفَيَة في دِيْنْي وَدُنْيَايَ وَأَهْلِيْ وَمَالِي،
[ อัลลอฮุมมะอินนี อัสอะลุกัลอัฟวะ วัลอาฟิยะฮฺ ฟีดีนีวะดุนยา วะอะฮฺลียฺวะมาลียฺ ]

โอ้อัลลอฮฺ  ข้าพระองค์ขออภัยโทษต่อพระองค์และการมีพลานามัยในการปฏิบัติตามศาสนาของข้า พระองค์ และการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ของข้าพระองค์ และการอบรมสั่งสอนครอบครัวของข้าพระองค์ และการรักษาทรัพย์ของข้าพระองค์

 اللَّهُمَّ اسْتُرْ عَوْرَاتِيْ وَآَمِنْ رَوْعَاتِيْ ،
[ อัลลอฮุมมัสตุร เอารอตียฺ วะอามิน เราอาตียฺ ]

โอ้อัลลอฮฺ  ทรงปกปิดข้อผิดพลาดต่างๆของข้าพระองค์ และทรงให้ข้าพระองค์ปลอดภัยจากความหวาดกลัวทั้งหลาย

 الَّلهُمَّ احْفَظْنِيْ مِنْ بَيْنِ يَدَيَّ وَمِنْ خَلْفِيْ وَعَنْ يَمِيْنِيْ وَعَنْ شِمَالِيْ وَمِنْ فَوْقِيْ
[ อัลลอฮุมมะหฺฟัซนียฺ มินบัยนิ ยะดัยยะ วะมินค็อลฟียฺ วะอันยะมีนียฺ วะอันชิมาลียฺ วะมินเฟากียฺ ]

โอ้อัลลอฮฺ  ขอพระองค์ทรงคุ้มครองข้าพระองค์จากเบื้องหน้าของข้าพระองค์ จากเบื้องหลังของข้าพระองค์ จากเบื้องขวาของข้าพระองค์  และจากเบื้องซ้ายของข้าพระองค์

وَأَعُوْذُ بِعَظَمَتِكَ أَنْ أُغْتَالَ مِنْ تَحْتِيْ .

[ วะอะอูซุ บิอะเซาะมะติกะ อันอุฆตาละ มินตะหฺตียฺ ]

และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้พ้นจากการได้รับภยันตรายจากภายใต้ของข้าพระองค์(คือถูกธรณีสูบ)

رواه أبو داود .
(บันทึกโดยอะบูดาวุด)
 

8. ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม อ่านดุอาอฺนี้ในยามเช้า
 

الَّلهُمَّ بِكَ أَصْبَحْنَا وَبِكَ أَمْسَيْنَا وَبِكَ نَحْيَا وَبِكَ نَمُوْتُ وَإِلَيْكَ النُّشُوْرُ .

[ อัลลอฮุมมะบิกะ อัศบะหฺนา วะบิกะอัมซัยนา วะบิกะนะหฺยา วะบิกะนะมูตุ วะอะลัยกันนุชูร ]

ความว่า โอ้อัลลอฮฺ ด้วยพระองค์ท่านเราขอเริ่มวันใหม่ และด้วยพระองค์ท่านเราได้เข้าสู่เวลาเย็น และด้วยพระองค์ท่านเราจึงมีชีวิตอยู่ และด้วยพระองค์ท่านเราจะตาย และเราจะฟื้นคืนชีพไปสู่พระองค์ท่าน
 

ในเวลาเย็นจะอ่านดังนี้

الَّلهُمَّ بِكَ أَمْسَيْنَا وَبِكَ أَصْبَحْنَا وَبِكَ نَحْيَا وَبِكَ نَمُوْتُ وَإِلَيْكَ الْمَصِير

[ อัลลอฮุมมะบิกะ อัมซัยนา วะบิกะอัศบะหฺนา วะบิกะนะหฺยา วะบิกะนะมูตุ วะอะลัยกัลมะศีร ]

ความว่า โอ้อัลลอฮฺ ด้วยพระองค์ท่านเราได้เข้าสู่เวลาเย็น และด้วยพระองค์ท่านเราขอเริ่มวันใหม่ และด้วยพระองค์ท่านเราจึงมีชีวิตอยู่ และด้วยพระองค์ท่านเราจะตาย และเราจะฟื้นคืนชีพไปสู่พระองค์ท่าน  (หะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ บันทึกโดยอัตติรมิซียฺ)

9. ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม สอนให้เราอ่านดุอาอฺต่อไปนี้ในเวลาเช้า 3 ครั้ง

أَصْبَحْنَا عَلَى فِطْرَةِ الإِسْلامِ وَكَلِمَةِ الإِخْلاصِ وَدِيْنِ نَبِيِّنَا مُحَمَّدٍ وَمِلَّةِ أَبِيْنَا إِبْرَاهِيْمَ حَنِيْفَاً مُسْلِمَاً وَمَا كَانَ مِنَ المُشْرِكِيْنَ .

[ อัศบะหฺนา อะลาฟิฏเราะติลอิสลาม, วะกะลิมะติลอิคลาศ, วะดีนินะบียินา มุฮัมมัด, วะมิลลาติอะบีนา อิบรอฮีม, หะนีฟัมมุสลิมา วะมากะนามินัลมุชริกีน ]

ความว่า “เราได้เริ่มวันใหม่โดยตั้งอยู่บนธรรมชาติของอิสลาม และบนถ้อยคำแห่งการเตาฮีด (ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ) และบนศาสนาของนะบีของเรา คือมุฮัมมัด และบนแนวทางของบิดาของเราคือนะบีอิบรอฮีม ผู้ยึดมั่นอยู่ในแนวทางที่เที่ยงธรรมและมิเคยอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคีกับพระองค์”
 

เวลาเย็นให้กล่าวอีก 3 ครั้ง โดยเปลี่ยนเป็น อัมซัยนา

أَمْسَيْنَا عَلَى فِطْرَةِ الإٍسْلامِ ...

رواه أحمد وصححه الألباني .

10. เวลาเย็นท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้อ่านดุอาอฺต้นนี้คือ
 

أَمْسَيْنَا وَأَمْسَى المُلْكُ للهِ وَالحَمْدُ لله ، .

[อัมซัยนา วะอัมซัลมุลกุลิลลาฮฺ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ]

เราเข้ามาอยู่ในเวลาเย็น อำนาจการปกครองเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ

* ในเวลาเช้าให้เปลี่ยนจาก    أَمْسَيْنَا وَأَمْسَى المُلْكُ للهِ  เป็น أصبحنا وأصبح الملك لله - อัศบะฮฺนา วะอัศบะฮัลมุลกุลิลลาฮฺ 


لا إِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ ،

[ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮูลาชะรีกะละฮฺ]

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆคู่เคียงกับพระองค์

لَهُ المُلْكُ وَلَهُ الحَمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ ،

[ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดฺุ วะฮุวะอะลากุลลิชัยอิงเกาะดีร]

อำนาจทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และการสรรเสริญทั้งมวลก็เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง

رَبِّ أَسْأَلُكَ خَيْرَ مَا فِيْ هَذَه الَّليْلَةِ وَخَيْرَ مَا بَعْدَهَا

[ร็อบบิอัสอะลุกะ ค็อยเราะมาฟี ฮาซิฮิลลัยละฮฺ วะค็อยเราะมา บะอฺดะฮา]

โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอต่อพระองค์ท่านสิ่งซึ่งเป็นคุณงามความดีที่มีอยู่ในค่ำคืนนี้ และคุณงามความดีที่จะมีมาภายหลังค่ำคืนนี้

وَأَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّ هَذِهِ الَّليْلَةِ وَشَرِّ مَا بَعْدَهَا ،

[วะอะอูซุบิกะ มินชัรริ ฮาซิฮิลลัยละฮฺ วะชัรริมาบะอฺดะฮา]

และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่มีอยู่ในค่ำคืนนี้ และความชั่วร้ายที่จะมีมาภายหลังค่ำคืนนี้

رَبِّ أَعُوْذُ بِكَ مِنَ الكَسَلِ وَسُوْءِ الكِبَرِ ،

[ร็อบบิ อะอูซุบิกะ มินัลกะสะลิ วะซูอิลกิบัร]

โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้พ้นจากความเกียจคร้านและความเลวร้ายในวัยชรา

رَبِّ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ عَذَابٍ في النَّارِ وَعَذَابٍ في القَبْرِ

[ร็อบบิ อะอูซุบิกะ มินอะซาบิฟินนาร วะอะซาบิฟิลก็อบรฺ]

โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษในนรกและการลงโทษในกุบูร(หลุมฝังศพ)

 

11. ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

      “ผู้ใดกล่าวว่า  سُبْحَانَ اللهِ وَبِحَمْدِهِ [ซุบฮานัลลอฮิ วะบิฮัมดิฮ] ในวันหนึ่ง 100 ครั้ง ความผิดต่างๆของเขาจะถูกลบล้างไป ถึงแม้ว่าความผิดเหล่านั้นจะมีเท่าฟองน้ำของทะเลก็ตาม” (บันทึกโดยมุสลิม)
 

12. “ผู้ใดกล่าวดุอาอฺต้นนี้ในยามเช้า

لا إِلَهَ إِلا اللهُ وَحْدَهُ لا شَرِيْكَ لَهُ ، لَهُ المُلْكُ وَلَهُ الحَمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ .

      ความว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆคู่เคียงกับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง

      เท่ากับเขาได้ปล่อยทาสจากลูกหลานนะบีอิสมาอีลและลบล้างความผิด 10 ครั้งออกจากเขา และเพิ่มความดีให้แก่เขา 10 เท่า และได้รับความคุ้มครองให้พ้นจากชัยฏอนจนถึงเวลาเย็น และเมื่อถึงเวลาเย็นจนกระทั่งรุ่งเช้า”  (ศ่อเฮียะฮฺสุนันอิบนฺมาญะฮฺ)

      และในบันทึกของมุสลิมว่า “ผู้ใดกล่าวดุอาอฺต้นนี้ 10 ครั้ง” เสมือนกับว่าเขาได้ปล่อยทาสจากลูกหลานอิสมาอีล 10 คน

      และอีกรายงานหนึ่งของมุสลิมกล่าวว่า “ผู้ใดกล่าวดุอาอฺต้นนี้ 100 ครั้ง” เท่ากับเขาได้ปล่อยทาส 10 คน ความดี 100 ครั้งจะถูกบันทึกให้แก่เขา ความชั่ว 100 ครั้งจะถูกลบล้างไปจากเขา และเขาจะได้รับความคุ้มครองให้พ้นจากชัยฏอนในวันนั้นจนกระทั่งถึงเวลาเย็น และไม่มีผู้ใดจะได้รับความดีมากกว่าเขาในสิ่งที่เขาได้กระทำไปนอกจากผู้ที่ กระทำมากกว่า(หมายถึงผู้ที่อ่านดุอาอฺต้นนี้มากกว่า 100 ครั้ง)
 

 ดุอาอฺสำหรับเวลาเช้าโดยเฉพาะ

سُبْحَانَ اللهِ وَبِحَمْدِهِ عَدَدَ خَلْقِهِ وَرِضَا نَفْسِهِ وَزِنَةَ عَرْشِهِ وَمِدَادَ كَلِمَاتِهِ .

ثلاث مرات . رواه مسلم .

ความว่า  “มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ และด้วยการสรรเสริญต่อพระองค์เท่าจำนวนสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์ และด้วยความพอพระทัยของพระองค์ และด้วยน้ำหนักแห่งบัลลังก์ของพระองค์ และด้วยน้ำหมึกสำหรับบันทึกพจนารถของพระองค์”  อ่าน 3 ครั้ง  (บันทึกโดยมุสลิม)

ดุอาอฺสำหรับเวลาเย็นโดยเฉพาะ

أَعُوْذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التَّامَّاتِ مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ .

ثلاث مرات ، رواه مسلم

ความว่า  “ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพจนารถอันสมบูรณ์ของพระองค์ให้พ้นจากความชั่วร้ายในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น” อ่าน 3 ครั้ง  (บันทึกโดยมุสลิม)

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า  “ผู้ใดอ่านสองอายะฮฺสุดท้ายของซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ (อายะฮฺที่ 285-286) ในเวลากลางคืนก็เป็นการพอเพียงแก่เขา”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ)
 

ดุอาอฺทั่วไป 1

ความหมาย ตัวบทและคำอ่าน
ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ กับพระองค์

 

لاَإِلَهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَشَرِيْكَ لَهُ ،

ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ

อำนาจเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์

لَهُ الـمُلْكُ وَلَهُ الْـحَمْدُ

ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดุ

ผู้ทรงให้เป็นและให้ตาย

  يُحْيِيْ وَيُمِيْتُ

ยุหฺยีวะยุมีตุ

และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง

وَهُوَعَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ ،

วะฮุวะ อลากุลลิชัยอินก็ดีร

ข้าแด่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงบันดาลแสงสว่างแก่หัวใจของข้าพระองค์

اللَّهُمَّ اجْعَلْ فِي قَلْبِيْ نُورًا

อัลลอฮุมมัจอัล ฟีก็อลบี นูร็อน

ทรงบันดาลแสงสว่างแก่การฟังของข้าพระองค์

وَفِي سَمْعِي نُورًا

วะฟีซัมอี นูร็อน

ทรงบันดาลแสงสว่างแก่สายตาของข้าพระองค์

وَفِي بَصَرِي نُوْرًا

วะฟีบะเศาะรี นูร็อน

และทรงบันดาลความสะดวกให้แก่ข้าพระองค์ในกิจการต่าง ๆ ของข้าพระองค์

وَيَسِّرْ لِي أَمْرِي

วะยัสสิรรี อัมรี

 

 

 

 

ดุอาอฺทั่วไป 2

บทเศาะละวาตท่านนบีทีใช้ในขณะนั่งตะฮีย้าต

ความหมาย ตัวบทและคำอ่าน
มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮฺ และการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงเกรียงไกรยิ่ง



سُبْحَانَ الله ، وَالـحَمْدُ لِلَّهِ ، وَلاَإِلَهَ إِلاَّ الله ُ ، وَالله ُ أَكْبَرُ ،

ซุบฮานัลลอฮ วัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะลาอิลาหะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร

ไม่มีอำนาจและพลังอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่

 وَلاَحَوْلَ وَلاَ قُوَّةَ إِلاَّبِاللهِ العَلِيِّ العَظِيْم ،

วะลาเฮาละ วะลากูวะตะ อิลลาบิ้ลลาฮิลอะลียิลอะซีม

ข้าแด่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้ทรงประทานพรแก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด

اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّد

อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิอะลามุฮัมมัด วะอะลาอาลิมุฮัมมัด

เหมือนกับที่พระองค์ได้ทรงประทานพรให้แก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม

كَمَاصَلَّيْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْم

กะมาศ็อลลัยตะ อะลาอิบรอฮีม วะอะลาอาลิอิบรอฮีม

แน่แท้พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ และทรงไว้ซึ่งเกียรติยศอันสูงศักดิ์

إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ ،

อินนะกะ หะมีดุนมะญีด

และทรงประทานความศิริมงคลแก่มุฮัมมัดและวงศ์วานของมุฮัมมัด

 وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ

วะบาริกอะลามุฮัมมัด วะอะลาอาลิมุฮัมมัด

เหมือนกับที่พระองค์ทรงประทานความศิริมงคลแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม

كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْم

กะมาบาร็อกตะ อะลาอิบรอฮีม วะอะลา อาลิอิบรอฮีม

แน่แท้พระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ และทรงไว้ซึ่งเกียรติยศอันสูงศักดิ์

  إِنَّكَ حَمِيْدٌ مَجِيْدٌ ،

อินนะกะ หะมีดุน มะญีด

พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดประทานสิ่งที่ดีงามในภพนี้ และสิ่งที่ดีงามในภพหน้าแก่ข้าพระองค์

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَاحَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِحَسَنَةً

ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะซะนะตัน วะฟิลอาคิเราะติ หะซะนะตัน

และขอพระองค์ทรงปกป้องข้าพระองค์ให้พ้นจากการทรมานแห่งไฟนรกด้วยเทอญ

 وَقِنَاعَذَابَ النَّار .

วะกินา อะซาบันนาร

 

 

 

ดุอาอฺทั่วไป 3

 

ความหมาย ตัวบทและคำอ่าน
ข้าแด่อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงโปรดปรับปรุงแก้ไขให้ข้าพระองค์ได้ปฏิบัติศาสนกิจซึ่งเป็นเครื่องคุ้มกันกิจการงานของข้าพระองค์ให้เป็นที่เรียบร้อยด้วย

اللَّهُمَّ أَصْلِحْ لِي دِيْنِي الَّذِي هُوَعِصْمَةُ أَمْرِي ،

อัลลอฮุมมะอัศลิหฺลีดีนี อัลละซีฮุวะอิศมะตุอัมรี,

และทรงปรับปรุงแก้ไขให้ข้าพระองค์ในภพนี้ ซึ่งการดำรงชีวิตอยู่ของข้าพระองค์ให้เป็นที่เรียบร้อยด้วย

 وَأَصْلِحْ لِي دُنْيَايَ الَّتِي فِيْهَامَعَاشِي ،

วะอัศลิหฺลีดุนยายะ อัลละตีฟีฮามะอาชี,

และทรงปรับปรุงแก้ไขให้ข้าพระองค์ในภพหน้าของข้าพระองค์ ซึ่งเป็นการกลับไปพำนักอยู่ให้เป็นที่เรียบร้อยด้วย

 وَأَصْلِحْ لِي آخِرَتِي الَّتِي فِيْهَامَعَادِي ،

วะอัศลิหฺลีอาคิเราะตี อัลละตีฟีฮามะอาดี,

และทรงบันดาลให้การดำรงชีวิตอยู่เป็นการเพิ่มการทำความดีให้แก่ข้าพระองค์

 وَاجْعَلِ الْحَيَاةَ زِيَادَةًَ لِي فَي كُلِّ خَيْرٍ

วัจอะลิลหะยาตะ ซิยาดะตันลี ฟีกุลลิค็อยริน,

และทรงบันดาลให้การตายเป็นการพักผ่อนแก่ข้าพระองค์พ้นจากความชั่วทั้งหลาย

، وَالْمَوْتَ رَاحَةًلِي مِنْ كُلِّ شَرٍّ .

วัลเมาตะรอหะตันลี มินกุลลิชัรริน

 

ดุอาอฺทั่วไป 4

ความหมาย ตัวบทและคำอ่าน
ข้าแด่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ท่านว่า การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ 

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ بِأَنَّ لَكَ الْحَمْدَ

อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ บิอันนะ ละกัลฮัมดะ

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ท่าน พระผู้ซึ่งประทานความดี พระผู้บังเกิดชั้นฟ้าและแผ่นดิน

 لاَ إِلَهَ إِلاَّ أَنْتَ الْمَنَّانُ بَدِيْعُ السَّموَاتِ وَالأَرْضِ

ลาอิลาฮะ อิลลาอันตะ อัลมันนานุ บะดีอุสสะมาวาติวัลอัรฎิ

โอ้ พระผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกียรติยิ่ง

 يَا ذَا الْجَلاَلِ وَالإِكْرَام

ยาซัลญะลาลิ วัลอิกรอม,

ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ท่านว่า แท้จริงพระองค์ท่านคือ อัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ เป็นพระองค์องค์เดียวที่ทรงเป็นที่พึ่งของโลก

 أَسْأَلُكَ بِأَنَّكَ أَنْتَ اللهُ الْوَاحِدُ الأَحَد الْفَرْدُ الصَّمَد

อัสอะลุกะ บิอันนะกะ อันตัลลอฮุ อัลวาหิด อัลอะหัด อัลฟัรดุ อัศเศาะมัด

พระองค์มิได้ทรงให้กำเนิดและมิได้ทรงถูกกำเนิด และไม่มีผู้ใดหรือสิ่งใดเสมอเสมือนด้วยพระองค์

 اَلَّذِي لَمْ يَلِد وَلَمْيُولَد وَلَمْ يَكُنْ لَهُ كُفُوًا أَحَد

อัลละซี ลัมยะลิด วะลัมยูลัด วะลัมยะกุน ละฮู กุฟุวันอะหัด,

และข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ท่าน โปรดทรงประทานอภัยโทษ และความปกติสุขทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺแก่ข้าพระองค์

 وَأَسْأَلُكَ الْعَفْوَ وَالْعَافِيَة فِي الدُّنْيَا وَالآخِرَة

วะอัสอะลุกัลอัฟวะ วัลอาฟิยะตะ ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะติ,

และขอวิงวอนต่อพระองค์ท่านทรงประทานแนวทางที่ถูกต้องและความเหมาะสม

  وَأَسْأَلُكَ الْهُدَى وَالسَّدَادَ ،

วะอัสอะลุกัลฮุดา วัสสะดาดะ,

และขอวิงวอนต่อพระองค์ท่านทรงประทานความมั่นคงในการงาน และความแน่วแน่ในความถูกต้อง

  وَأَسْأَلُكَ الثَّبَاتَ فِي الأَمْرِ وَالْعَزِيْمَةَ عَلَى الرُّشْدِ

วะอัสอะลุกัซซะบาตะ ฟิลอัมริ วัลอะซีมะตะอะลัรรุชดิ,

 และขอวิงวอนต่อพระองค์ทรงประทานให้เป็นผู้ขอบคุณต่อนิอฺมัตของพระองค์ท่าน และเป็นผู้ประกอบอิบาดะฮฺที่ดีต่อพระองค์ท่าน

وَأَسْأَلُكَ شُكْرَ نِعْمَتِكَ وَحُسْنَ عِبَادَتِكَ ،

วะอัสอะลุกะ ชุกร่อนิอฺมะติกะ วะฮุสนะอิบาดะติกะ,

และวิงวอนขอต่อพระองค์ท่าน ให้เป็นผู้ที่มีหัวใจสะอาดบริสุทธิ์ และลิ้นที่พูดแต่ความจริง

  وَأَسْأَلُكَ قَلْبًا سَلِيْمًا وَلِسَانًا صَادِقًا ،

วะอัสอะลุกะ ก็อลบัน สะลีมัน วะลิซานัน ศอดิก็อน,

 และวิงวอนขอต่อพระองค์ท่าน ทรงประทานความดีซึ่งพระองค์ทรงรู้

  وَأَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِمَا تَعْلَمُ ،

วะอัสอะลุกะ มินค็อยริ มาตะอฺละมุ,

และข้าพระองค์ขออภัยโทษต่อพระองค์ท่านในสิ่งที่พระองค์ทรงทราบ และพระองค์ท่านทรงเป็นผู้รอบรู้อย่างดียิ่งในสิ่งเร้นลับต่าง ๆ

.وَأَسْتَغْفِرُكَ لِمَا تَعْلَمُ وَأَنْتَ عَلاَّمُ الغُيُوْب .

วะอัสตัฆฟิรุกะ ลิมาตะอฺละมุ วะอันตะ อัลลามุลฆุยูบ

 

 

ดุอาอฺทั่วไป 5



اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ مِنَ الْخَيْرِ كُلِّهِ عَاجِلِهِ مَاعَلِمْتُ مِنْهُ وَمَا لَمْ أَعْلَمْ ،

อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ มินัลค็อยริ กุลลิฮี อาญิลิฮี มาอะลิมตุมินฮุ วะมาลัมอะอฺลัม,

ข้าแด่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ท่าน ทรงประทานความดีทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นภายหลัง สิ่งซึ่งข้าพระองค์รู้และไม่รู้



وَأَسْأَلُكَ مِنْ خَيْرِمَاسَأَلَكَ مِنْهُ عَبْدُكَ وَنَبِيُّكَ مُحَمَّدٌ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم ،

วะอัสอะลุกะ มินค็อยริ มาสะอะละกะ มินฮุ อับดุกะ วะนะบียุกะ มุฮัมมะดุน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม,

และข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ ทรงประทานความดี เหมือนดังที่บ่าวของพระองค์ท่าน และนบีของพระองค์ท่านมุฮัมมัด วิงวอนขอต่อพระองค์ท่าน



وَأَعُوْذُبِكَ مِنْ شَرِّ مَا اسْتَعَاذُ مِنْهُ عَبْدُكَ وَنَبِيُّكَ مُحَمَّدٌ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم .



วะอะอูซุบิกะ มินชัรริ มัสตะอาซุ มินฮุ อับดุกะ วะนะบียุกะ มุฮัมมะดุน ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

และข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ท่าน ให้พ้นจากความชั่วร้าย ในสิ่งที่บ่าวและนบีของพระองค์ท่านมุฮัมมัด วิงวอนขอต่อพระองค์ท่าน



 

ดุอาอฺทั่วไป 6

   

ข้าแด่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ท่าน ทรงประทานสวนสวรรค์
 

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ الْجَنَّةَ

อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัลญันนะตะ

และสิ่งซึ่งจะทำให้เกิดความใกล้ชิดกับสวนสวรรค์ทั้งคำพูดหรือการกระทำ

وَمَاقَرَّبَ إِلَيْهَا مِنْ قَوْلٍ أَوْعَمَلٍ ،

วะมาก็อรร่อบะ อิลัยฮา มินเกาลิน เอาอะมะลิน,

และขอวิงวอนต่อพระองค์ท่าน ทรงบันดาลให้ลิขิตทุกชนิดที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ให้เป็นความดีแก่ข้าพระองค์
ข้าแด่อัลลอฮ

وَأَسْأَلُكَ أَنْتَجْعَلَ كُلَّ قَضَاءٍ تَقْضِيْهِ لِي خَيْرًا ،

วะอัสอะลุกะ อันตัจอะละ กุลละก็ฎออิน ตักฎีฮิลี ค็อยร็อน,

แท้จริงข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์ ทรงประทานความแน่นอนแห่งความเมตตาของพระองค์

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ مُوْجِبَاتِ رَحْمَتِكَ

อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ มูญิบาติ เราะหฺมะติกะ

และความปรารถนาในการขออภัยโทษต่อพระองค์

وَعَزَائِمَ مَغْفِرَتِكَ

วะอะซาอิมะ มัฆฟิร่อติกะ

และผลประโยชน์จากความดีทุกชนิด

وَالْغَنِيْمَةَ مِنْ كُلِّ بِرٍّ

วัลฆ่อนีมะตะ มินกุลลิบิรริน

และรอดพ้นจากความชั่วทุกชนิด

وَالسَّلاَمَةَ مِنْ كُلِّ إِثْمٍ

วัสสลามะตะ มินกุลลิอิษมิน

และได้รับชัยชนะด้วยสวนสวรรค์

 وَالْفَوْزَ بِالْجَنَّةِ

วัลเฟาซะ บิลญันนะติ

และรอดพ้นจากไฟนรก

 وَالنَّجَاةَ مِنَ النَّار .

วันนะญาตะ มินันนาร

 

 

 

ดุอาอฺทั่วไป 7

 

อัลลอฮุมมะ อินนี ซ่อลัมตุ นัฟซี ซุลมัน กะซีร็อน,

ความหมาย ตัวบทและคำอ่าน
ข้าแด่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์ได้ข่มเหงตัวเองอย่างมากมาย

اللَّهُمَّ إِنِّي ظَلَمْتُ نَفْسِي ظُلْمًاكَثِيْرًا

อัลลอฮุมมะ อินนี ซ่อลัมตุ นัฟซี ซุลมัน กะซีร็อน

และไม่มีผู้ใดที่จะลบล้างบาปกรรมเหล่านั้นได้หมดสิ้นไปได้ นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น

وَلاَيَغْفِر ُالذُّنُوْبَ إِلاَّ أَنْتَ

วะลายัฆฟิรุซซุนูบะ อิลลา อันตะ

ดังนั้นขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่ข้าพระองค์ เป็นการยกโทษที่มาจากพระองค์ท่าน

 فَاغْفِرْ لِي مَغْفِرَةً مِنْ عِنْدِكَ

ฟัฆฟิรลี มัฆฟิร่อตัน มินอินดิกะ

และทรงโปรดเมตตาแก่ข้าพระองค์ แท้จริงพระองค์ท่านเท่านั้นที่เป็นผู้ทรงยกโทษ เป็นผู้ทรงเมตตา

 

 وَارْحَمْنِي إِنَّكَ أَنْتَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيم ،

 

วัรฮัมนี อินนะกะ อันตัลฆ่อฟูรุรร่อฮีม

ข้าแด่อัลลอฮฺ พระองค์ท่านทรงเป็นองค์ราชันย์ เป็นผู้ทรงอำนาจ ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น

 اللَّهُمَّ أَنْتَ الْمَلِكُ لاَإِلَهَ إِلاَّ أَنْتَ

อัลลอฮุมมะ อันตัลมะลิกุ ลาอิลาฮะอิลลาอันตะ

พระองค์ท่านทรงเป็นพระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ และข้าพระองค์เป็นบ่าวของพระองค์ ข้าพระองค์ได้ข่มเหงตัวเองอย่างมากมาย

 أَنْتَ رَبِّي وَأَنَاعَبْدُكَ ظَلَمْتُ نَفْسِي ظُلْمًا كَثِيْرًا

อันตะร็อบบี วะอะนะ อับดุกะ ซ่อลัมตุ นัฟซี ซุลมัน กะซีร็อน

และไม่มีผู้ใดที่จะลบล้างบาปกรรมเหล่านั้นได้หมดสิ้นไปได้ นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น

 وَلاَ يَغْفِر ُالذُّنُوْبَ إِلاّ َأَنْتَ

วะลายัฆฟิรุซ ซุนูบะ อิลลา อันตะ

ดังนั้นขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่ข้าพระองค์ เป็นการยกโทษที่มาจากพระองค์ท่าน

 فَاغْفِرْلِي مَغْفِرَةً مِنْ عِنْدِكَ

ฟัฆฟิรลี มัฆฟิร่อตัน มินอินดิกะ

และทรงโปรดเมตตาแก่ข้าพระองค์ แท้จริงพระองค์ท่านเท่านั้นที่เป็นผู้ทรงยกโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ

  وَارْحَمْنِي إِنَّكَ أَنْتَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيم 

วัรฮัมนี อินนะกะ อันตัลฆ่อฟูรุรร่อฮีม

 

 

ดุอาอฺทั่วไป 8

 

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ أَنْ تَرْزُقَنِي فِي هَذَا الْمَكَانِ جَوَامِعَ الْخَيْرِ كُلِّهِ وَأَنْ تُصْلِح لِي شَأْنِي ،

อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกะ อันตัรซุก็อนี ฟีฮาซัลมะกานิ ญะวามิอัลค็อยริ กุลลิฮี วะอันตุศลิหฺลียฺชะอฺนี

ข้าแด่อัลลอฮฺ แท้จริงข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ทรงประทานริซกีแก่ข้าพระองค์ ณ สถานที่นี้เป็นริซกีแห่งยอดความดีทั้งหมด และโปรดปรับปรุงแก้ไขกิจการงานทั้งหมดของข้าพระองค์

 

وَأَنْ تُصْرِفَ عَنِّي الشَّرَّ كُلَّهُ فَإِنَّهُ لاَيَفْعَلُ ذلِكَ غَيْرُكَ وَلاَيَجُوْدُ بِهِ إِلاَّ أَنْتَ .

วะอันตุศริฟะ อันนิชชัรร่อ กุลละฮู ฟะอินนะฮู ลายัฟอะลุ ซาลิกะ ฆ็อยรุกะ วะลายะญูดุบิฮี อิลลาอันตะ

และโปรดทรงให้ความชั่วทั้งหลายผันห่างออกจากข้าพระองค์ แท้จริงไม่มีผู้ใดกระทำเช่นนั้นได้นอกจากพระองค์ท่านองค์เดียวเท่านั้น และไม่มีผู้ใดจะทรงกรุณาปรานีได้นอกจากพระองค์ท่านเท่านั้น

---------------------

اللَّهُمَّ لَكَ الْحَمْدُ كَالَّذِي تَقُولُ وَخَيْرًا مِمَّانَقُوْلُ ،

อัลลอฮุมมะ ละกัลฮัมดุ กัลละซีตะกูลุ วะค็อยร็อน มิมมานะกูลุ,

ข้าแด่อัลลอฮฺ การสรรเสริญทั้งหลายเช่นที่พระองค์ท่านกล่าวไว้นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่าน และดียิ่งกว่า (การสรรเสริญ) ที่ข้าพระองค์จะกล่าว 

 

اللَّهُمَّ لَكَ صَلاتِيْ وَنُسُكِيْ وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِيْ وَلَكَ رَبِّ تُرَاثِيْ ..

อัลลอฮุมมะ ละกะ ศ็อลาตี วะนุสุกี วะมะหฺยายะ วะมะมาตี วะละกะ ร็อบบิตุรอซี,

ข้าแด่อัลลอฮฺ การละหมาดของข้าพระองค์ พิธีกรรมของข้าพระองค์ ความเป็นและความตายของข้าพระองค์ เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ท่าน

اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ القَبْرِ وَوَسْوَسَةِ الصَّدْرِ وَشَتَاتِ الأمْرِ ..

อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุบิกะ มินอะซาบิลก็อบริ วะวัสวะสะติศศ็อดริ วะชะตาติลอัมริ,

ข้าแด่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ ให้พ้นจากการทรมานในกุบู้ร และเสียงกระซิบที่สร้างความสงสัยที่เกิดขึ้นในทรวงอก และความกระจัดกระจายของกิจการงาน

 

اللَّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُ بِكَ مِنْ شَرِّ مَا تَجْرِيْ بِهِ الرِّيَاحُ .

อัลลอฮุมมะ อินนี อะอูซุบิกะ มินชัรริ มาตัจรี บิฮิรริยาฮุ

ข้าแด่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่กระแสลมพัดมา



 

มุฮัมมัด รซูลุลลอฮฺ

 เรียบเรียงโดย อาจารย์มุฮัมมัด ซอลิฮีย์ (ม.ซอลิฮีย์) ร่อหิมะฮุลลอฮฺ
 

สารบัญ 
ภาคหนึ่ง เล่าเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 13 ปี นับแต่รอซูลุลลอฮฺได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรอซูลในนครมักกะฮฺ
ปฐมวัย - หน้า 1
วัยหนุ่ม - 7
ทำการสมรส - 9
ได้เป็นรอซูล - 13
ประกาศศาสนา - 17
ประกาศอย่างเปิดเผย - 20
การต่อต้าน - 24
การขัดขวางขั้นต่อไป - 30
อพยพครั้งแรก - 33
การจำกัดเขต - 35
การอพยพครั้งที่สอง - 38
ปีวิปโยค - 43
ไปฏออิฟ - 47
อัลอิสรออฺและอัลมิอฺรอจ - 48
ผู้ช่วยเหลือ - 50
แผนการต่อต้านขั้นสุดท้าย - 53
เข้าสู่แดนสงบ - 59
.
ภาคสอง เล่าเหตุการณ์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ฮิจเราะฮฺ (อพยพ) มาสู่นครอัลมะดีนะฮฺ (หน้า 64)
ปีที่หนึ่ง - 65
ปีที่สอง - 70
ปีที่สาม - 76
ปีที่สี่ -82
ปีที่ห้า - 84
ปีที่หก - 91
ปีที่เจ็ด - 94
ปีที่แปด - 98
ปีที่เก้า - 105
ปีที่สิบ - 114
ภริยา - 131
เรื่องฐานะและความเป็นอยู่ - 145
อุปนิสัย - 148
มรดก - 152
 
 

 
 หนังสือ A5
 
หนังสือ A4
 

 

สิ่งที่น่ารู้สำหรับวัยรุ่น

แด่วัยรุ่นมุสลิม...สิ่งที่น่ารู้สำหรับคุณ

โดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี

เนื้อหา : -- ดาวน์โหลดหนังสือ --

1. ศาสนา ปัญญา และอารมณ์......รวมกันได้มั้ย ?

2. คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณมั้ย ?

3. วัยรุ่นกับการทำอิบาดะฮฺ

4. วัยรุ่นในครอบครัว

5. วัยรุ่นกับการแต่งกาย

6. วัยรุ่นกับการศึกษา

7. วัยรุ่นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

8. วัยรุ่นกับสื่อและเทคโนโลยี

9. วัยรุ่นกับการเมือง

10. วัยรุ่นกับความตาย

 

 

AttachmentSize
WairunBK2.pdf493.47 KB

1. ศาสนา ปัญญา และอารมณ์......รวมกันได้มั้ย ?

هل يمكن الجمع بين الأوامر الشرعية ورغبات الهوى 
1. ศาสนา ปัญญา และอารมณ์......รวมกันได้มั้ย ?
 
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ทุกคนได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺให้มีสติปัญญาเพื่อใช้คิดพินิจพิจารณาและไตร่ตรองสิ่งต่างๆที่ประสบในชีวิต และปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่าเยาวชนหนุ่มสาวนั้นมีสติปัญญาที่สมบูรณ์ อันเป็นลักษณะของผู้ที่บรรลุศาสนภาวะ ซึ่งในหลักการศาสนาอิสลามเรียกว่า อากิลบาลิฆ หมายถึง มีสติปัญญาทำให้มีความสามารถไตร่ตรองคำพูดและการกระทำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำที่ตนประพฤติ และปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันว่า เยาวชนหนุ่มสาวนั้นมีอารมณ์ใฝ่ต่ำและมีไฟแรงจนทำให้คนอื่นทำอะไรไม่ทันใจหรือตามไม่ทันพวกวัยรุ่น โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เฉลียวฉลาด มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีจิตใจที่บริสุทธิ์ จากการยอมรับข้างต้น คุณ(ที่เป็นเยาวชนหนุ่มสาว)ต้องยอมรับด้วยว่าบางครั้งบางคราวสิ่งที่เป็นเหตุผลทางปัญญากับสิ่งที่เป็นความต้องการทางอารมณ์อาจไม่ตรงกับหลักการทางศาสนา ซึ่งอาจทำให้คุณสับสนระหว่างความต้องการของอารมณ์และเหตุผลทางปัญญาของคุณ กับหลักการของศาสนาอิสลามที่คุณนับถืออย่างเคร่งครัด จะใช้ทั้งสามอย่างพร้อมกันได้หรือไม่? ส่วนใดที่จำเป็นต้องนำหน้า ? หรือมีโอกาสเลือกในสามสิ่งนี้ ? 
 
ก่อนอื่นคุณต้องรู้ว่าคุณเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และบ่าวของอัลลอฮฺมีหน้าที่รับใช้คำบัญชาของอัลลอฮฺเท่านั้น ถึงแม้ว่าคำบัญชานั้นจะไม่สอดคล้องกับความต้องการของคุณหรือเหตุผลทางปัญญาของคุณก็ตาม
ในอัลกุรอานอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา   ทรงยกย่องสรรเสริญผู้ศรัทธาที่เชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์โดยไม่อึดอัดหรือแคลงใจดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 36 ว่า

  ﴿ وَمَا كَانَ لِمُؤْمِنٍ وَلا مُؤْمِنَةٍ إِذَا قَضَى اللَّهُ وَرَسُولُهُ أَمْراً أَن يَكُونَ لَهُمُ الْخِيَرَةُ مِنْ أَمْرِهِمْ وَمَن يَعْصِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ فَقَدْ ضَلَّ ضَلالاً مُّبِيناً  ﴾ سورة الأحزاب ٣٦

ความว่า “ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว สำหรับพวกเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของพวกเขา และผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์แล้ว แน่นอนเขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง”
 
นี่คือเอกลักษณ์ของผู้ศรัทธาชายและหญิง และคุณก็เป็นผู้ศรัทธามิใช่หรือ ? ฉะนั้นคุณต้องมีกฎเกณฑ์ในชีวิตเป็นลำดับ กฎเกณฑ์แรกที่คุณต้องคำนึงถึงเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือหลักการของศาสนา ซึ่งมีตัวบทจากอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่เป็นคำใช้หรือคำห้าม คุณต้องตระหนักว่ากฎเกณฑ์เหล่านี้คือธรรมนูญแห่งชีวิตเสมือนกฎหมายแม่ ทุกกฎเกณฑ์ทางปัญญา วิชาการ หรือธรรมเนียมประเพณี ต้องไม่ขัดกับกฎหมายแม่ ไม่เช่นนั้นต้องถือว่าโมฆะ
 
สำหรับคนที่เข้าใจคำว่า อิสลาม อย่างแท้จริงจะรู้ว่า อิสลาม แปลว่า ยอมรับ นอบน้อม และมอบหมาย และ มุสลิม หรือ มุสลิมะฮฺ คือคนที่ยอมรับในหลักการของอิสลามและเชื่อมั่นในความถูกต้องของศาสนาทุกประการ
 
ที่กล่าวข้างต้นมิได้หมายรวมว่าคุณต้องยอมรับในหลักการศาสนาโดยไม่มีเหตุผล แต่หมายถึงคุณต้องเชื่อว่าเหตุผลของหลักการศาสนาย่อมถูกต้องกว่าเหตุผลแห่งปัญญาและความต้องการของอารมณ์
 
บางคนเชื่อมั่นในตัวเองเชื่อมั่นในความรู้ของตน จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องผ่านการพินิจพิจารณาและการยอมรับด้วยสติปัญญาของตน แม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า คุณเองก็คงเคยเห็นคนที่ปฏิเสธหลักการโดยอ้างว่าไม่กินกับปัญญา เช่น คนที่ไม่ยอมรับว่าดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม โดยอ้างว่าเศรษฐกิจมีความจำเป็นต้องใช้ระบบดอกเบี้ย คุณว่ามั้ย ? ว่าการพิจารณาหลักการศาสนาแบบนี้จะทำให้ศาสนาของพระเจ้ากลายเป็นความคิดของมนุษย์ และแทนที่เราจะต้องใช้ชีวิตในโลกนี้ในฐานะเป็นบ่าว เรากลับจะกลายเป็นพระเจ้าของตนเอง ไม่เชื่อไม่ฟังไม่รับสิ่งใดนอกจากความเห็นของตนเอง  และคุณคิดว่าถ้ามนุษย์ทุกคนใช้สติปัญญาแบบนี้สังคมจะเป็นอย่างไร เมื่อทุกคนไม่ยอมรับสิ่งใดนอกจากเหตุผลของปัญญาของตัวเอง ความขัดแย้งย่อมจะเกิดขึ้นในทุกประเด็น แต่ถ้าหากว่ามีกฎเกณฑ์ทางศาสนาควบคุมปัญญาและชี้แนะในสิ่งที่เป็นเหตุผลอันเที่ยงแท้ ความขัดแย้งย่อมจะลดลง และการยึดในกฎเกณฑ์ของศาสนานี่แหละที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนยอมรับในความถูกต้องถึงแม้ว่าความถูกต้องนั้นจะไม่ได้เกิดจากความคิดของตัวเองก็ตาม 
 
อารมณ์ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลสูงมากในชีวิตของเรา โดยเฉพาะเมื่อมันจูงเราไปสู่พฤติกรรมที่เราต้องการกระทำ ดังที่อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ในซูเราะฮฺยูซุฟ อายะฮฺที่ 53 ว่า

﴿ إِنَّ النَّفْسَ لأَمَّارَةٌ بِالسُّوْء ﴾
ความว่า “แท้จริง จิตใจของมนุษย์ทุกคนนั้น กระตุ้นข้างการชั่ว”
 
บางครั้งสิ่งที่อารมณ์กระตุ้นให้เรากระทำถึงแม้จะเป็นความชั่ว แต่เราก็อาจหาเหตุผลทางปัญญามาสนับสนุนสิ่งเหล่านั้นเพื่อเป็นข้ออ้างในการกระทำ ทั้งๆที่หลักการศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำแต่อย่างใด ฉะนั้นนักปราชญ์อิสลามจึงได้มีข้อสรุปจากคำสั่งสอนในอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เกี่ยวกับอารมณ์ไว้ว่า 

وَخَالِفِ النَّفْسَ وَالشَّيْطَانَ وَاعْصِهِمَا      وَإِنْ هُمَا مَحَضَاكَ النُّصْحَ فَاتَّهِمِ
ความว่า “จงฝืนกิเลสฝืนมารร้าย และอย่าตามอารมณ์ถึงแม้จะเสนอให้ทำความดีก็ตาม”
 
คุณเห็นด้วยมั้ยว่าความอยากของมนุษย์ย่อมมีอิทธิพลเหนือสติปัญญาอย่างมากทีเดียว เพราะอะไรรู้มั้ย? บางครั้งเรากระทำความชั่วทั้งๆที่รู้ว่าเป็นข้อห้ามตามหลักการศาสนา และด้วยเหตุผลทางปัญญาก็สิ่งนั้นก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต แต่เราก็ยังดื้อและกระทำอย่างหน้าตาเฉย เช่น การสูบบุหรี่ การจีบเพศตรงข้าม การแต่งตัวโดยเปิดเผยเอาเราะฮฺ ไม่มีอะไรจะตีความพฤติกรรมแบบนี้ได้ นอกจากการเชื่อฟังและทำตามอารมณ์อย่างเดียว 
 
สุดท้ายนี้คำถามที่ได้ตั้งไว้เป็นหัวข้อข้างต้น คุณจะสามารถตอบได้ถ้าหากว่าคุณมีความเข้มแข็งในด้านศรัทธาต่ออัลลอฮฺ มีความเข้มแข็งในการเชื่อฟังต่อร่อซูล มีความหนักแน่นต่อหลักการของอิสลาม ถ้าหากว่าคุณเชื่อในความถูกต้องของคำสั่งสอนของอัลอิสลามและในผลการตอบแทนในวันปรโลก คุณจะมีมาตรการอันเข้มงวดต่อตนเอง  และจะทำให้คุณสามารถตอบคำถามดังกล่าวได้
 
 
 

2. คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณมั้ย ?

هل عندك هدف في حياتك ؟
2. คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณมั้ย ?
 
ในการให้สัมภาษณ์ของนักแสดงนักร้องและนักดนตรี เมื่อถูกถามว่าใครเป็นตัวอย่างของคุณ มักจะมีคำตอบเหมือนๆกัน คือบุคคลที่เป็นดารารุ่นเก่าที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขาพยายามตามรอยเท้าของดาราคนนั้น อนึ่ง ทุกคนในสังคมก็ย่อมมีแบบอย่างในชีวิตซึ่งอาจจะแบบอย่างที่เขาจินตนาการไว้หรือเป็นแบบอย่างที่มีจริง แบบอย่างของทุกคนมักจะเป็นโครงสร้างแห่งเป้าหมายของชีวิตที่ทุกคนต้องบรรลุ โดยพยายามที่จะให้ผลงานของตัวเองถึงระดับที่ตั้งเป้าหมายไว้ สำหรับคุณในฐานะที่เป็นมุสลิมหรือมุสลิมะฮฺ คุณเคยคิดมั้ยว่าขณะที่คุณยังมีอายุเท่านี้ มีความหวังต่ออนาคตที่กว้างไกล คุณต้องการทำอะไรในชีวิตของคุณ ผมจะเล่าให้คุณฟังถึงเป้าหมายของเยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาวปัจจุบันนี้ แม้กระทั่งในวงเยาวชนหนุ่มสาวมุสลิมเขาคิดอย่างไร
 
อยากจะเรียนรู้ อยากได้ปริญญา อยากเรียนสูง อยากมีอาชีพ อยากมีรายได้สูง อยากมีรถยนต์ บ้านหลังใหญ่ คู่ครองที่น่าพึงพอใจ อยากให้สังคมเคารพนับถือให้เกียรติยกย่อง อยากดัง อยากมีอำนาจ อยากเป็นคนรวย อยากไปเที่ยวทั่วโลก อยากพบดาราคนนั้นคนนี้ นี่แหละครับเป้าหมายของเยาวชนหนุ่มสาวบางคน บางคนก็ไม่มีเป้าหมายเลย ใช้ชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆโดยไม่คำนึงถึงอนาคต ช่วงนี้จะซื้อมือถือรุ่นไหน ช่วงนี้จะไปเที่ยวที่ไหน วันนี้จะดูหนังเรื่องไหน แต่อนาคตของตัวเอง การศึกษา บทบาทในสังคม หรือแม้กระทั่งเรื่องครอบครัวอาจไม่เคยคิดถึงเลย ซึ่งสภาพเหล่านี้ทำให้วัยรุ่นไม่สามารถพัฒนาชีวิตของตัวเอง เมื่อเผชิญกับอุปสรรคบางประการก็มักจะล้มเหลว ใครที่ศึกษาคัมภีร์อัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  จะพบว่าคำสั่งสอนของอัลอิสลามต้องการให้มนุษย์มองชีวิตของตนเสมือนโครงการที่ต้องสัมฤทธิ์ผล โดยมีฐานและอาคารเป็นรูปแบบ วัสดุต่างๆคือเครื่องมือที่จะทำให้โครงการประสบความสำเร็จตามที่อิสลามสอนไว้คือความสำเร็จอย่างครบถ้วน ซึ่งอัลกุรอานได้พูดถึงความสำเร็จที่เป็นชัยชนะอย่างแน่นอนในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 185 ว่า

﴿ فَمَنْ زُحْزِحَ عَنِ النَّارِ وَأُدْخِلَ الجَنَّةَ فَقَدْ فَازَ وَمَا الحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا مَتَاعُ الغُرُوْر ﴾
ความว่า “และผู้ใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรก และถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ แน่นอนเขาได้รับชัยชนะ และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้น มิใช่อะไรอื่น นอกจากสิ่งอำนวยประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น”
 
ดังนั้น หากความสำเร็จของชีวิตในโลกนี้ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าจะสำเร็จในโลกหน้า ก็ถือเป็นการขาดทุนอย่างแน่นอน ส่วนสัญญาณของความสำเร็จในโลกหน้าหากมีปรากฏในโลกนี้ก็จะบ่งชี้ว่าเป็นกำไรแน่นอน แม้ว่าจะขาดทุนในโลกนี้ก็ตาม อันเป็นเป้าหมายที่สำคัญของมุสลิมทุกคน
 
        คุณเคยคิดมั้ยว่าคุณจะเป็นชาวนรกหรือชาวสวรรค์ ?  คุณเคยคิดมั้ยว่าคุณกำลังใช้ชีวิตเพื่อไปนรกหรือไปสวรรค์ ?  คุณเคยตั้งเป้าหมายในชีวิตของคุณมั้ยว่าต้องเข้าสวรรค์ให้ได้ ?  เพราะถ้าในโลกหน้าไปอยู่ในนรกแล้วจะไม่มีโอกาสใช้ชีวิตในชาติอื่นหรือโลกอื่นด้วยความสุขแล้ว เพราะสำหรับมุสลิมแล้วย่อมเชื่อว่า  ชีวิตในโลกนี้เป็นโอกาสเดียวที่จะขวนขวายสะสมความดีเพื่อเป็นเสบียงในโลกหน้า คุณรู้มั้ยว่าเป้าหมายแบบนี้มันจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายในชีวิตของเรา มันจะมีอิทธิพลมากแค่ไหนในการคัดเลือกและพิจารณาสิ่งที่ต้องกระทำในชีวิต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่นี้
 
คุณลองคิดดูสิว่า คนที่อยากเข้าสวรรค์เขาจะดื่มเหล้ามั้ย สูบบุหรี่มั้ย ดูหนังโป๊หนังฝรั่งหนังจีน ฟังเพลงฟังดนตรี เที่ยวกลางคืน เขาจะทำแบบนี้มั้ย ? มันเป็นพฤติกรรมของคนที่อยากเข้านรกมากกว่า ก็มีเหมือนกันคนที่อยากเข้าสวรรค์ แต่เมื่อถึงวันกิยามะฮฺคะแนนแห่งความดีไม่อำนวยให้เข้าสวรรค์ จึงต้องชำระบาปไถ่โทษในไฟนรกเสียก่อน คุณคงไม่อยากแวะเข้านรกเลยใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นคุณก็ต้องตัดสินใจว่าชีวิตของคุณจะเป็นชีวิตของชาวนรกหรือชาวสวรรค์ คุณจะดำเนินชีวิตตามนโยบายของผู้แสวงหาเป้าหมายอันยิ่งใหญ่คือชัยชนะในโลกหน้า หรือจะใช้ชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายแบบนี้เลย ชีวิตของคุณจะไม่มีรสชาติไม่มีความสุข มีหลายคนที่ใช้ชีวิตแบบสะเปะสะปะเร่ร่อนไม่มีเป้าหมาย คิดแต่จะแสวงหาความสุขใส่ตัวเมื่ออยู่ในวัยหนุ่มสาว ครั้นเมื่อถึงวัยชราก็ได้แต่เสียใจว่าชีวิตของตนเสียไปด้วยสิ่งไร้สาระที่ไม่เป็นคุณประโยชน์ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า
 
คุณอย่าคิดแบบนี้ คุณเป็นหนุ่มเป็นสาว มีสุขภาพดี มีพลัง ไฟแรง มีความสามารถ ทำไมคุณไม่ทำตัวให้ตัวอย่างที่ดีของสังคมเพื่อสืบทอดความดีอย่างต่อเนื่องในชีวิตของคุณ เพราะแบบนี้แหละคุณจะได้รับความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน
 
 

 

3. วัยรุ่นกับการทำอิบาดะฮฺ

 

الفتيان والفتيات والعبادة 
3. วัยรุ่นกับการทำอิบาดะฮฺ
 
ในฐานะที่คุณเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ คุณคิดว่าหน้าที่ของบ่าวมีอะไรบ้าง หรือคุณเข้าใจว่าชีวิตของคุณเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณ คุณเท่านั้นที่จะกำหนดหน้าที่และสิทธิของคุณโดยไม่คำนึงว่าคุณมีพระเจ้า คุณมีศาสนา คุณมีเป้าหมายในชีวิตของคุณ ในซูเราะฮฺอัซซาริยาต อายะฮฺที่ 56 อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ได้ตรัสไว้ว่า
 
﴿ وَمَا خَلَقْتُ الجِنَّ وَالإِنْسَ إِلا لِيَعْبُدُوْنِ ﴾
ความว่า "และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า"
 
และในซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 102 พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า
 ﴿ ذَلِكُمُ اللهُ رَبُّكُمْ لا إِلَهَ إِلا هُوَ خَالِقُ كُلِّ شَيْءٍ فَاعْبُدُوْهُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ وَكِيْل ﴾
ความว่า "นั่นแหละคืออัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าของพวกเจ้า ไม่มีผู้ใดมีสิทธิ์รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ผู้ทรงบังเกิดทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น พวกเจ้าจงเคารพสักการะพระองค์เถิด และพระองค์ทรงเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษาในทุกสิ่งทุกอย่าง"
 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความโปรดปราน ความกรุณา และความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ   มีอยู่อย่างมากมายในชีวิตของคุณ คุณเองก็ยอมรับว่าคุณต้องขอบคุณ(ชุโกร)ต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ หน้าที่ตรงนี้จะทำให้คุณเข้าใจว่าการขอบคุณ(ชุโกร)ต่ออัลลอฮฺนั้นมิใช่เพียงกล่าวคำสรรเสริญคำขอบคุณต่ออัลลอฮฺ แต่คุณต้องปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานมาให้เหมาะสมกับหลักการที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ นั่นแหละคือการขอบคุณที่แท้จริง ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในซูเราะฮฺสะบะอฺ อายะฮฺที่ 13 ว่า

﴿ اعْمَلُوْا آلَ دَاوُدَ شُكْرَاً وَقَلِيْلٌ مِنْ عِبَادِيَ الشَّكُوْرُ ﴾
ความว่า "วงศ์วานของดาวู้ดเอ๋ย พวกเจ้าจงทำงานเถิด เพื่อเป็นการขอบคุณ และส่วนน้อยแห่งปวงบ่าวของเราที่เป็นผู้ขอบคุณ" 
คุณว่ามั้ย ? ว่าคนเข้าใจการขอบคุณต่ออัลลอฮฺอย่างคลาดเคลื่อน เข้าใจว่าการกล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ถือเป็นการขอบคุณอัลลอฮฺแล้ว แต่การขอบคุณอัลลอฮฺมีความหมายที่กว้างกว่านี้ เช่น คนที่ได้ทรัพย์สินเงินทองแล้วกล่าว “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” แต่กลับนำทรัพย์สินนี้ไปซื้อบุหรี่ ดูหนัง หรือใช้ในสิ่งที่ไร้สาระ คุณคิดว่าคนๆนี้ได้ขอบคุณอัลลอฮฺจริงมั้ย ?   หรือผู้หญิงคนหนึ่งมีความสวยงามอันเป็นความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงให้แก่นาง แต่นางได้นำความสวยงามไปใช้ในแนวทางที่ไม่ตรงกับพระประสงค์ของพระผู้ทรงสร้าง เช่น เปิดเผยเอาเราะฮฺ ไม่คลุมหิญาบตามหลักการ ทั้งๆที่ตัวเองก็กล่าวอยู่เสมอว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” คนๆนี้ถือว่าขอบคุณอัลลอฮฺในความสวยงามที่ตนมีอยู่มั้ย ? หรือชายคนหนึ่งมีสุขภาพพลานามัยดี แต่นำสุขภาพและพลังของตนไปข่มขู่รังแกชาวบ้าน คนๆนี้จะมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตน โดยจะถูกสอบสวนในสุขภาพที่อัลลอฮฺให้ไว้ ว่าได้นำไปใช้อย่างไรบ้าง 
 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

سَبْعَةٌ يُظِلُّهُمُ اللهُ في ظِلِّهِ يَوْمَ لا ظِلَّ إِلا ظِلُّهُ ... وذكر منهم : شَابٌّ نَشَأَ في طَاعَةِ الله
ความว่า “เจ็ดคนที่อัลลอฮฺจะให้อยู่ภายใต้ร่มเงาพระบัลลังก์ของพระองค์ในวันที่ไม่มีร่มเงานอกจากร่มเงาของพระองค์ (หนึ่งในเจ็ดคน) ชายหนุ่ม(หรือหญิงสาว)คนหนึ่งเติบโตด้วยการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ
 
การทำอิบาดะฮฺมิใช่การทำหน้าที่ต่อพระเจ้าเท่านั้น หากเป็นกิจวัตรสำคัญในชีวิตของคุณที่จะเป็นระเบียบและรสชาติแห่งชีวิตของคุณ คุณเคยคิดมั้ยว่าสิ่งต่างๆที่อัลลอฮฺ   ทรงสร้างไว้ในโลกจักรวาลนี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์ เช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และกฎธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ ต่างก็ปฏิบัติตามพระกำหนดของอัลลอฮฺอย่างเต็มที่ แต่คนที่ฝืนคำสั่งของพระเจ้าและไม่ยอมนอบน้อมต่อคำบัญชาของอัลลอฮฺนั้นเป็นมนุษย์ที่ผิดปกติ เพราะเป็นส่วนหนึ่งในโลกนี้ที่ฝืนพระกำหนดของอัลลอฮฺ บรรดาดวงดาว ภูเขา ต้นไม้ และสรรพสิ่งต่างๆ ก็ยังกราบและสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า แต่มนุษย์บางคนหลับไม่ยอมเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺแต่อย่างใด (ดูซูเราะฮฺอัลอิสรออฺ อายะฮฺที่ 44 และซูเราะฮฺอัรเราะห์มาน อายะฮฺที่ 6)
 
เยาวชนหนุ่มสาวยุคนี้มีระเบียบในการบริหารเวลา รู้ประโยชน์รู้อันตราย ใช้เวลาด้วยความหวงและตระหนี่ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่น่าเสียดายมากที่การบริหารเวลาของเยาวชนหนุ่มสาวยุคนี้ไม่คำนึงถึงเรื่องอิบาดะฮฺหรืออาจไม่ให้ความสำคัญเลย จะไปศึกษาเรียนรู้ ไปทำธุระ หรือไปท่องเที่ยว ก็ไม่มีการวางแผนว่าจะปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างไร นัดเพื่อนก็ไม่ระวังเวลาละหมาด เดินทางก็ไม่คำนวณเวลาให้อำนวยต่อปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสะดวก บางครั้งทำกิจกรรมที่สนุกสนานอย่างเพลิดเพลินทำให้ทิ้งการละหมาดโดยสิ้นเชิง นี่เรากำลังพูดกันถึงการละหมาดฟัรฎูเท่านั้นนะเนี่ย เรื่องการปฏิบัติซุนนะฮฺ อ่านกุรอาน ซิกรุลลอฮฺ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลต่อเยาวชนหนุ่มสาวของเราเช่นกัน เยาวชนส่วนมากไม่เอาใจใส่ต่อการทำอิบาดะฮฺอื่นๆนอกเหนือจากฟัรฎู อาทิเช่น ละหมาดซุนนะฮฺ ถือศีลอดซุนนะฮฺ การซิกรุลลอฮฺยามเช้าและยามเย็น หรือการอ่านอัลกุรอาน
 
ทำไมวัยรุ่นมุสลิมของเราจึงไม่ภูมิใจในการทำอิบาดะฮฺของตัวเอง ? พออยู่กับเพื่อนและถึงเวลาละหมาด ไม่กล้าขอตัวเพื่อไปมัสยิดละหมาดตรงเวลา หรือไม่กล้าละหมาดกลางทางเมื่อถึงเวลาที่ต้องละหมาด บางคนถึงขั้นอายเพื่อนถ้าเพื่อนรู้ว่าตัวเองละหมาดหรือรักษาเวลาละหมาด

อย่านะคุณ ! คนที่ไม่เข้มแข็งและหนักแน่นกับหลักการนั้น ย่อมเป็นคนที่มีบุคลิกภาพอ่อนไหวและขี้ขลาด ซึ่งเยาวชนมุสลิมที่เป็นแบบนี้จะไม่สามารถขับเคลื่อนซึ่งความก้าวหน้าของสังคมมุสลิมแต่อย่างใด ซ้ำร้ายอาจเป็นผู้ขัดขวางหรือทำลายสังคมมุสลิมเสียด้วย

คุณลองดู ปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างเคร่งครัด ละหมาดตรงเวลา รักษาละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิด ผูกพันกับอัลกุรอานและความรู้ทางศาสนา ลองดูว่าชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร ?
 
 
 

4. วัยรุ่นในครอบครัว

 الفتيان والفتيات والأسرة 

4. วัยรุ่นในครอบครัว
 
ปัจจัยสำคัญแห่งความอบอุ่นในครอบครัวนั้น คือการพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลและการยอมรับในความถูกต้อง โดยมีความเคารพนับถือต่อผู้ใหญ่และใช้หลักเมตตาธรรมกับผู้น้อย
 
เขาพูดกันมากว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจวัยรุ่น หรือผู้ปกครองไม่ทันใจเยาวชนหนุ่มสาว ทำให้เกิดกำแพงสูงกั้นระหว่างคนในครอบครัวเดียว เขาว่าอย่างงั้น ก็มีความจริงส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับในความเข้าใจที่ระบุข้างต้น แต่สิ่งที่ค่อนข้างไม่มีใครพูดถึงคือ การที่ครอบครัวไม่อบอุ่นก็เพราะไม่ยึดในหลักการศาสนาเป็นที่ตั้ง ถ้าหากยึดหลักการศาสนาเป็นที่ตั้งในครอบครัวแล้ว พ่อ แม่ และลูกๆ ย่อมรู้ถึงหน้าที่และสิทธิของตน ทำให้ต้องปฏิบัติตามนั้นไปโดยปริยาย 
 
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สามีไม่เข้าใจในหน้าที่ตามหลักการศาสนา ภรรยาไม่ยอมรับในหน้าที่ตามหลักการศาสนา หรือลูกๆไม่ได้รับการอบรมด้วยหลักการศาสนา ทำให้แต่ละฝ่ายมีข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของตน
 
ผมจะยกตัวอย่างให้คุณพิจารณา... ความอบอุ่นไม่เกิดขึ้นในครอบครัวก็เพราะไม่ค่อยคุยกัน ใช่มั้ย ? ไม่ค่อยหันหน้าปรึกษาหารือกัน ทำไมหรือ?  ก็เพราะสมาชิกครอบครัวมัวแต่ดูโทรทัศน์ดูละครดูบอล พอจะพูดพอจะคุย คนนี้ว่างแต่คนโน้นไม่ว่างดูหนังอยู่ พอจะปรึกษาเรื่องหนึ่งเรื่องใด คนโน้นไม่ว่างดูบอลอยู่ สภาพเช่นนี้แหละที่ปรากฏในแทบทุกครอบครัว แล้วความอบอุ่นจะเกิดขึ้นอย่างไร ? คุณลองนึกถึงบรรพบุรุษที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่โดยไม่มีระบบสื่อสารเหมือนปัจจุบัน ไม่มีทีวี ไม่มีวีซีดี ดีวีดี ไม่มีอินเตอร์เน็ต เขาอยู่กันอย่างไร? แน่นอนแล้ว เขาต้องหันหน้าคุยกันเพราะไม่มีเรื่องอื่นที่จะทำ ความผูกพันระหว่างสมาชิกในครอบครัวยุคก่อนย่อมเกิดจากการพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันนี้แทบตัวใครตัวมัน แม้กระทั่งปัญหาส่วนตัวของคนในครอบครัว คนนอกกลับรู้ก่อนคนใน ทำไมเล่า? คุณว่ามั้ย พวกวัยรุ่นนี่แหละ พอมีปัญหาไปปรึกษาคนโน้นคนนี้ แต่คนในครอบครัวแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย คุณอาจจะพูดว่า ก็พ่อแม่ฉันนี่แหละไม่ยอมฟัง ไม่ให้โอกาสพูด อาจใช่ แต่ทำไมคุณไม่ลองเข้าไปเสนอปัญหาของคุณ และขอความช่วยเหลือความอนุเคราะห์จากคนใกล้ชิดในครอบครัว การริเริ่มความผูกพันแบบนี้จากคุณ เป็นการสร้างความอบอุ่นในเบื้องต้น แต่ถ้าหากคุณหันหลัง คนโน้นไม่สน คนนี้ไม่เกี่ยว สภาพครอบครัวจะยิ่งแย่ไปกว่านี้อีก
 
คุณดูซิว่าในชีวิตของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มีอะไรมากมายที่น่าจะนำมาเป็นบทเรียนและอุทาหรณ์ ท่านนบีให้สลามแก่ทุกคนแม้กระทั่งเด็กอายุน้อย  รับประทานอาหารกับเด็กๆและสั่งสอนมารยาทต่างๆ ปฏิบัติต่อภรรยาของท่านด้วยคำพูดที่นิ่มนวลและพฤติกรรมที่น่ารัก แม้กระทั่งกับคนรับใช้ในบ้านของท่าน ถ้าทำอะไรผิด ท่านนบีก็จะไม่พูดจานอกจากคำพูดที่สร้างสรรค์ ซึ่งทำให้ความอบอุ่นย่อมเกิดขึ้น คุณเคยรู้มั้ย ว่าท่านนบีเคยวิ่งแข่งกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ(ในสถานที่โล่งไม่มีใครอยู่) และเมื่อท่านนบีเห็นท่านหญิงอาอิชะฮฺมีของเล่น ท่านนบีก็ร่วมเล่นด้วย เมื่อคนใช้ของท่านทำของแตกเสียหาย ท่านนบีก็ไม่ตำหนิเขา คิดดูสิ ความอบอุ่นจะไม่เกิดขึ้นได้อย่างไรในครอบครัวแบบนี้
 
เราอาจจะยอมรับว่าความห่างไกลระหว่างสมาชิกในครอบครัว ส่วนหนึ่งเป็นความผิดของผู้ใหญ่ แต่คุณก็ต้องยอมรับด้วยว่าพวกวัยรุ่นส่วนมากไม่ค่อยฟังผู้ใหญ่ ถ้าเป็นไปด้วยเหตุผลด้วยหลักการก็ไม่ว่ากัน เช่น พ่อฝากลูกซื้อเหล้าซื้อบุหรี่แต่ลูกไม่ยอมเพราะเป็นสิ่งหะรอมในหลักการศาสนา หรือลูกจะไปละหมาดที่มัสยิดแต่แม่ไม่ให้ไป หรือลูกสาวจะคลุมหิญาบแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต การเชื่อฟังในหลักการย่อมมีความสำคัญมากกว่าการเชื่อฟังพ่อแม่และผู้ใหญ่ แต่เมื่อความผิดอยู่กับฝ่ายวัยรุ่นหนุ่มสาว ไฉนเลยหลักการหรือเหตุผลจึงไม่สัมฤทธิ์ผล ?
 
ผมมีข้อแนะนำที่อยากให้คุณใช้ในช่วงวัยนี้ของคุณ คุณต้องตระหนักว่าข้อผูกพันระหว่างคุณกับครอบครัวคือเลือดเนื้อที่งอกจากกัน และเป็นเชื้อสายแห่งความเป็นพ่อแม่ความเป็นลูกหลานและความเป็นพี่น้อง อย่างไรก็ตาม เลือดเนื้อจะเป็นน้ำไปไม่ได้ เพื่อนฝูงจะสำคัญกว่าพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ หากคุณพยายามเสาะหาความอบอุ่นในบ้านของคุณกับสมาชิกครอบครัวของคุณด้วยความจริงใจ ผมรับประกันว่าคุณจะพบสิ่งที่คุณต้องการ
 
 
 

5. วัยรุ่นกับการแต่งกาย

 

الفتيان والفتيات والملابس والأزياء
 
5. วัยรุ่นกับการแต่งกาย
 
เรื่องที่สังคมพูดกันเสมอ คือการแต่งกายของวัยรุ่นสมัยนี้ คงไม่ต้องยกตัวอย่างมายืนยันในเรื่องนี้ เพราะมันปรากฏในทุกสถานที่อย่างเปิดเผย และวิเคราะห์ได้ว่าเป็นอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่ทำให้เยาวชนหนุ่มสาวไหลลื่นไปตามกระแสแฟชั่นตะวันตก ด้วยความอยากเลียนแบบและค่านิยมที่ทำให้วัยรุ่นไม่พินิจพิจารณาในประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง
 
เยาวชนบางคนอาจคิดว่า เรื่องการแต่งกายทำไมจะต้องมีปัญหา สร้างความเดือดร้อนกับใคร ทำไมเอาประเด็นเล็กน้อยมาสร้างเป็นปัญหาใหญ่โต แต่คุณว่ามั้ย ? ว่าเรื่องการแต่งกายนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับคนที่มีปัญญา ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องนุ่งห่ม เป็นเครื่องหมายอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงสิ่งที่อยู่ภายในสมองและจิตใจ อาทิเช่น คนที่ชอบสวมเสื้อผ้ารัดรูปหรือเปิดเผยอวัยวะที่ต้องปกปิดตามหลักการ หรือชอบแสดงความสวยงาม คนเหล่านี้ต้องมีอะไรในเจตนารมณ์ของเขาสักอย่างหนึ่ง คุณว่ามั้ย ? หรือคนที่แต่งตัวแปลกๆเหมือนพวกฮิปปี้หรือกลุ่มต่างๆที่เกิดในตะวันตกและถูกนำมาเป็นตัวอย่างในสังคมของเรา เช่น กลุ่มกะเทย กลุ่มเร่รอนที่ไม่ชอบอยู่กับครอบครัว กลุ่มผู้ชายที่ไว้ผมยาวหรือผู้หญิงที่ตัดผมสั้น มันเป็นความปั่นป่วนในสมองพวกนี้ ก่อนที่จะมาเป็นความปั่นป่วนด้วยพฤติกรรมของพวกเขาในสังคม ใช่แล้ว ความวุ่นวายในสังคมส่วนมากก็มาจากพวกนี้นี่แหละ
 
อิสลามไม่ได้ระบุว่าต้องแต่งกายในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใด แต่มีเงื่อนไขที่ศาสนาสอนไว้สำหรับเครื่องนุ่งห่มของมุสลิมและมุสลิมะฮฺดังนี้ 
 

1. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ปิดบังอวัยวะที่ศาสนาใช้ให้ปิดบัง สำหรับผู้หญิงคือร่างกายทั้งหมดรวมใบหน้าและฝ่ามือด้วยในบางทัศนะ หรือเว้นใบหน้าและฝ่ามือในอีกทัศนะ

2. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่รัดรูป ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง

3. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่เลียนแบบพวกกาฟิรหรือฟาสิก(คือคนชั่ว)

4. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่เลียนแบบเพศตรงข้าม เช่น ผู้หญิงนุ่งกางเกง หรือผู้ชายแต่งกายแบบผู้หญิง

5. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่มีความประสงค์ที่จะแต่งเพื่อโอ้อวดหรือดูถูกผู้อื่น

6. ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่ฟุ่มเฟือย เหมาะสมกับความสามารถที่จะหามาได้

7. สำหรับสตรี ต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่มีเครื่องประดับประดา เพราะวัตถุประสงค์ของเครื่องนุ่งห่มของสตรีคือ เพื่อปกปิดความสวยงามและสงวนความงามแห่งความเป็นผู้หญิง เพื่อสำรวมตนตามพระบัญญัติของอิสลาม

 
ถ้าคุณศึกษาเงื่อนไขเหล่านี้อย่างรอบคอบ คุณจะได้คำตอบชัดเจนเลยว่า กางเกงเอวต่ำหรือไม่ต่ำ กระโปรงรัดรูปหรือสั้นถึงหัวเข่าหรือเหนือหัวเข่า หรือเสื้อรัดรูปโชว์สะดือ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องแต่งกายที่สวนกับหลักการอิสลาม ทำลายมารยาทจริยธรรมของมุสลิม และนำมาซึ่งภยันตรายต่อผู้แต่งกายแบบนี้และต่อสังคมโดยทั่วไป
คุณรู้มัยว่ามีนักสังคมศาสตร์ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับผู้ที่ข่มขืนสตรี ซึ่งมีข้อถามข้อหนึ่งว่าอะไรที่ทำให้ผู้ข่มขืนเริ่มสนใจในเหยื่อ ? เปอร์เซ็นต์ส่วนมากตอบว่า ผมของผู้หญิง นั่นคือจุดเริ่มของอารมณ์คนแบบนี้ แสดงให้เห็นครับว่า อิสลามเป็นสัจธรรม เพราะอิสลามเน้นมากในเรื่องหิญาบการคลุมศีรษะของสตรี
 
ปัญหาวุ่นวายในสังคม เช่น ฆาตกรรม การลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโรงเรียนหรือสถาบัน มักเกิดจากเรื่องผู้หญิง ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ประพฤติตัวไม่ดี ทำให้เป็นต้นตอปัญหาระหว่างเพื่อนฝูง ซึ่งอะไรที่เลวร้ายมากมายต้องเกิดขึ้นตามมาด้วย 
 
ผมเคยได้ยินคนต่างศาสนิกพูดกับผมบ่อยครั้ง ว่าพวกเขาเคารพนับถือมุสลิมะฮฺที่คลุมหิญาบปกปิดความสวยงามของร่างกายของเธอ และยังพูดอีกว่าเมื่อมองมุสลิมะฮฺที่แต่งตัวเรียบร้อย ไม่มีอารมณ์เกิดขึ้นกับเพศตรงข้าม มีแต่ความเคารพและความภูมิใจที่สตรีสงวนตนแบบนี้
 
ในสถิติทั่วโลกไม่เคยมีผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเนื่องจากคลุมหิญาบปกปิดเอาเราะฮฺอย่างมิดชิด ซึ่งในสังคมมุสลิมทั่วโลกก็มีแบบอย่างให้เห็นว่ามุสลิมะฮฺที่สำรวมตนและแต่งกายเรียบร้อยตามหลักการอิสลาม ย่อมปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ตรงกันข้ามกับแฟชั่นของวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน อันเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต้องวิตกกังวล เพราะแฟชั่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความภูมิใจแก่เยาวชนหนุ่มสาว บางคนไม่รู้สึกถึงความตกต่ำแห่งพฤติกรรมเลวร้ายของตัวเอง แต่กลับภูมิใจในเครื่องแต่งกายของตน และเข้าใจว่าการแต่งตัวทันสมัยจะปิดบังความชั่วร้ายของตนได้ เพราะสังคมนิยมแฟชั่นและใช้เครื่องแต่งกายเป็นบรรทัดฐานในการสำรวจผู้คน คุณคิดว่าคนหล่อคนสวยกับคนมีความรู้มีมารยาท ใครจะเด่นกว่าใครในสังคมของเรา การมองผู้อื่นโดยผิวเผินไม่เจาะลึกถึงความรู้ในสมองและคุณธรรมในจิตใจ เป็นระบบที่เราต้องบอยคอตและประณาม
 
คุณแต่งตัวดีและเรียบร้อยได้โดยไม่จำเป็นต้องตามกระแสแฟชั่น ปีนี้กางเกงขายาวเลยตาตุ่ม ปีหน้าขาสั้นเลยหัวเข่า ปีนี้กระโปรงยาวปีหน้ากระโปรงสั้น พวกเราก็ตามแบบหลับหูหลับตา ไม่คำนึงถึงหลักการศาสนาอิสลามของเรา คุณต้องมีเอกลักษณ์ของคุณในด้านการแต่งกาย เพราะเสน่ห์ของมุสลิมและมุสลิมะฮฺคือ ความบริสุทธิ์และความสมดุลในทุกกิจกรรมในชีวิตของเขาต่างหาก 
 
 
 
 

6. วัยรุ่นกับการศึกษา

 الفتيان والفتيات والتعليم 

6. วัยรุ่นกับการศึกษา
 
 
ความรู้นั้นมีหลายชนิด มีทั้งความรู้ประเภทจำเป็นต้องรู้และความรู้ที่สมควรรู้ กับความรู้ที่ถ้าไม่รู้ก็ไม่เสียหายหรือความรู้ประเภทไร้สาระ กระบวนการศึกษาในสังคมอุดมไปด้วยความรู้ที่เป็นคุณประโยชน์และความรู้ที่เป็นอันตรายต่อศาสนาและศีลธรรม ฉะนั้นเราจึงมีหน้าที่คัดเลือกความรู้ที่เป็นคุณประโยชน์ให้มีบทบาทในการพัฒนาและปรับปรุงชีวิตของเรา เราอาจเข้าใจว่าความรู้ทุกประเภทสามารถเรียนรู้ได้ เช่นบางคนในสังคมมุสลิมอนุโลมให้ตัวเองศึกษาเรียนรู้ในแนวทางที่ขัดกับหลักการอิสลาม อาทิเช่น เรียนดนตรี ศิลปะที่มีข้อห้าม วิชาไสยศาสตร์ วิชาโหราศาสตร์ ฯลฯ โดยอ้างว่า รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย แต่นั่นคือความคิดของผู้ที่ไม่คำนึงถึงคุณค่าแห่งความรู้ ซึ่งในมุมมองของอิสลามต้องการให้เราหลีกห่างจากความรู้ที่เป็นอันตราย ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงคุ้มครองท่านจากความรู้ที่ไม่มีคุณประโยชน์
 
แน่นอนความรู้ที่มีคุณประโยชน์ยิ่ง คือความรู้ที่จะทำให้มนุษย์รู้จักพระผู้เป็นเจ้ามากขึ้น ปฏิบัติตนดีขึ้น ซึ่งแหล่งความรู้ประเภทนี้คือคำสั่งสอนของอัลอิสลาม ดังนั้น การศึกษาพื้นฐานของมุสลิมและมุสลิมะฮฺทุกคนคือต้องมีความรู้ด้านศาสนาพอสมควร คุณอย่าแย้งว่าวัยรุ่นก็เรียนศาสนาเหมือนกัน เพราะแท้จริงการเรียนศาสนาในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนฟัรฎูอัยนฺหรือระดับอื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเอาใจใส่นัก ถึงแม้จะเรียนแต่ความรู้เหล่านี้ก็จะลบเลือนไป เพราะไม่มีการทบทวนและไม่มีการพัฒนาการศึกษาศาสนาให้ทันสมัย จนทำให้วัยรุ่นหนุ่มสาวใส่ใจในความรู้ทางสามัญมากกว่าศาสนา บางคนอาจจะรู้ข้อมูลเกี่ยวกับดาราหรือทีมฟุตบอลมากกว่าความรู้เกี่ยวกับหลักการอิสลามเสียด้วย คุณว่ามั้ย ? ไฉนเลยอ้างว่ารักนบี แต่ไม่รู้รายละเอียดของชีวประวัติท่านนบี ทั้งๆที่รู้มากในรายละเอียดของประวัตินักร้องหรือนักฟุตบอล 
 
เดี๋ยวนี้มีวิชาอิสลามศึกษาบรรจุในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการตามโรงเรียนระดับประถม แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับวัยรุ่นในสมัยนี้ที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางวัฒนธรรมและความคิด จึงต้องมีวิชาศาสนาที่เข้มข้นอันเป็นอาวุธสำคัญประหนึ่งเป็นเกราะป้องกันมิให้เยาวชนหนุ่มสาวล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ในสงครามแห่งความคิดและวัฒนธรรม
 
คุณลองไปดูในห้องสมุดร้านหรือขายหนังสือ มีอะไรมากมายที่น่าอ่านน่าศึกษา ความสุขแห่งการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่อรรถาธิบายไม่ได้ นอกจากคุณต้องลิ้มรสชาติเอง คุณลองทำตารางในกิจกรรมประจำวัน โดยบรรจุให้การอ่านหนังสือมีเวลาวันละหนึ่งชั่วโมงอย่างน้อย ในระยะหนึ่งปี คุณจะพบว่าพลังและความหนักแน่นแห่งความรู้เริ่มเกิดขึ้นในชีวิตของคุณ และจะรู้สึกว่าชีวิตของคุณมีรสชาติใหม่ๆ เป็นความสุขอีกประเภทหนึ่งที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน
 
 

7. วัยรุ่นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

 الفتيان والفتيات والمجتمع المحيط 

7. วัยรุ่นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม
 
 
โลกปัจจุบันและสังคมสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย ในอดีตบรรพบุรุษไม่เคยกังวลว่าเดือนหน้าจะมีกินหรือไม่ ไม่เคยคิดมากว่าถ้าป่วยจะมีประกันสังคมรับรองค่ารักษาหรือไม่ พวกเขาไม่เคยวิตกเลยว่าถ้าไม่มีพาหนะส่วนตัวสังคมจะมองพวกเขาอย่างไร  เรื่องยาเสพติดและอบายมุขต่างๆ แทบไม่เป็นอันตรายเหมือนสมัยนี้ นั่นเป็นตัวอย่างที่ผมเริ่มต้นไว้ เพื่อให้คุณเห็นความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งคุณต้องยอมรับว่าอุปสรรคและปัญหาในยุคปัจจุบันนี้มีมากมาย จึงต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมสำหรับยุคปัจจุบัน
 
ความเสี่ยงในสังคมจะเพิ่มขึ้นต่อเมื่อคุณเพิ่มพูนซึ่งบทบาทและความสัมพันธ์ของคุณในสังคม เนื่องจากว่าคนในปัจจุบันค่อนข้างไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน การค้าและการทำงานทั่วไปย่อมมีหลายความหมายในสายตาของสังคม ฉะนั้นความวุ่นวายจึงเกิดขึ้นในทุกกิจกรรมแม้กระทั่งกิจกรรมเพื่อการกุศลของสถาบันที่ไม่หวังผลประโยชน์ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีภยันตรายที่คุณต้องประสบในวงการศึกษา หรือแม้กระทั่งเมื่อคุณเดินทางตามถนน ไปธุระที่ไหนก็ตามย่อมมีอันตรายและความเสี่ยงระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นหนุ่มเป็นสาว ปัญหาที่จะต้องเผชิญก็มีมากมาย ผมคงไม่ต้องเอ่ยรายละเอียดแห่งความชั่วร้ายความลามกและสิ่งที่น่าอัปยศที่คุณได้เห็นในสังคม ข่าวสารเกี่ยวกับฆาตกรรมโจรกรรมทุกวันนี้ ได้สื่ออะไรมากมายเกี่ยวกับสถานภาพของสังคม ซึ่งเราจะต้องเพิ่มความระมัดระวังและความเตรียมพร้อม เพื่อให้เข้าใจปัญหาและรู้จักวิกฤตกับทางรอดและการแก้ไข
 
ถ้าคนหนึ่งคนใดที่คุณรู้จักมีปัญหายาเสพติด คุณจะมองว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับคุณอย่างไร วัยรุ่นบางคนอาจไม่มองว่าเป็นปัญหา แต่กลับอยากลองแม้ว่ามันจะเสี่ยงก็ตาม บางคนก็มองว่าเป็นภัยพิบัติที่ต้องหลบหนีให้ห่างไกล โดยไม่สนใจว่าผู้ที่ติดยานั้นมีความยากลำบากอย่างไร บางคนมองปัญหานี้เหมือนกับเป็นปัญหาของตัวเองจึงทำให้เขาเดือดร้อนแทนคนอื่นด้วย อันเนื่องจากความรับผิดชอบที่เป็นคุณสมบัติของผู้มีคุณธรรม
 
วัยรุ่นมุสลิมของเราน่าจะเป็นผู้เปลี่ยนสังคมและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ให้สังคมและสิ่งแวดล้อมมาเปลี่ยนแปลงเขา เราได้เห็นสังคมเต็มไปด้วยสิ่งอบายมุขและความลามกหลายชนิดหลายประเภท แต่เราไม่เคยคิดว่าจุดยืนของเราต่อภยันตรายเหล่านี้ เราจะเป็นเพียงผู้ระวังกลัวว่าจะได้รับผลกระทบ หรือจะเป็นผู้ต่อสู้และสิ่งเหล่านี้ขจัดออกไปจากสังคมของเรา
 
คุณอาจมีเพื่อนสูบบุหรี่ ถ้าคุณอ่อนแอก็อย่าไปยุ่งกับคนเหล่านี้ แต่ถ้าหากคุณมีบุคลิกภาพที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบต่อสังคม คุณจำเป็นต้องพยายามทำให้เพื่อนฝูงของคุณเลิกสูบบุหรี่ทั้งหมด คุณอาจมีเพื่อนบางคนชอบจีบผู้หญิง(หรือผู้ชาย) คุณต้องมีท่าทีในการประณามและชำระสิ่งเหล่านี้จากแวดวงเพื่อนฝูงของคุณ 
 
ประหนึ่งว่าเป็นการท้าทายสังคมทั้งหมด บางคนอาจจะพูดว่าฉันคนเดียวจะสามารถแก้ไขปัญหาสังคมทั้งหมดได้หรือ การที่เราเห็นว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องยากลำบากหรือใหญ่โต เพราะต่างคนต่างคิดและรับผิดชอบ แต่ถ้าหากเยาวชนหนุ่มสาวทุกคนมีทิศทางเดียวในการปรับตัวให้เป็นแบบอย่างอันดีงามและเรียกร้องสังคมให้ปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีงามนั้น หน้าที่ของแต่ละคนก็จะเบาลง คุณเริ่มสิ เริ่มเป็นคนดีและเชิญชวนสู่ความดี เลิกความชั่วและปราบปรามความชั่ว แล้วคุณจะเห็นว่าหลายคนในสังคมจะปฏิบัติตามและจะกล้าทำเหมือนคุณ เมื่อนั้นคุณก็จะมีผลบุญมหาศาลที่สะสมมาจากความดีที่คนอื่นเลียนแบบคุณ ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวไว้ว่า

الدَّالُّ عَلَى الخَيْرِ كَفَاعِلِهِ . رواه الترمذي
ความว่า "ใครก็ตามที่เรียกร้องสู่ความดี เขาก็จะได้รับผลบุญประหนึ่งเป็นผู้กระทำความดี"
 
 
 

8. วัยรุ่นกับสื่อและเทคโนโลยี

 الفتيان والفتيات مع ثورة الإعلام والتقنية 

8. วัยรุ่นกับสื่อและเทคโนโลยี
 
 
การสื่อสารในยุคปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างมาก จนกระทั่งไม่มีใครสามารถตามผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีได้ทัน เพราะมันมีความก้าวหน้าทุกวันทีเดียว คนส่วนมากพูดว่าการสื่อสารเป็นดาบสองคม เนื่องจากมันมีทั้งคุณและโทษ แต่ที่จริงประโยชน์และความเสียหายนั้นอยู่ที่คนใช้ ไม่ได้อยู่ที่การสื่อสาร อาทิเช่น โทรศัพท์มือถือ คนที่ใช้มันต่างหากที่จะทำให้เครื่องมือนี้มีคุณประโยชน์ต่อชีวิตหรือเป็นความหายนะต่อสังคม โทรศัพท์มือถือช่วยประหยัดเวลาและเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมต่างๆอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ดียิ่งสำหรับการทำธุรกิจหรือใช้ในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น แต่หากเป็นการสื่อสารเพื่อความชั่ว อาทิเช่น วัยรุ่นหนุ่มสาวที่ใช้พูดคุยกันโดยไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์และไม่คำนึงถึงข้อผิดข้อห้ามในอิสลาม ย่อมส่งผลอันเลวร้ายต่อครอบครัวและสังคม กี่มากน้อยที่ครอบครัวหลายครอบครัว ชีวิตหลายชีวิต ต้องประสบภัยและความวิบัติแห่งอุบายของผู้ไม่มีความรับผิดชอบ โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือในการทำร้ายผู้อื่น คุณเคยคิดมั้ยว่า ถ้าคุณใช้ชีวิตโดยปราศจากมือถือคุณจะอยู่ได้มั้ย คุณจะมีความสุขมั้ย เรานี่แหละเป็นผู้สร้างระบบชีวิต และเป็นผู้กำหนดสิ่งจำเป็นในชีวิตของเรา 
 
โทรทัศน์ก็เช่นเดียวกัน มันกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสนุกสนานในครอบครัวโดยไม่มีใครนึกว่าจะมีสิ่งอื่นที่มีบทบาทในครอบครัวแทนโทรทัศน์ จึงเกิดการเข้าใจว่าชีวิตของเราผูกพันกับการสื่อสารหลายประเภทแบบนี้ ทำให้เราคิดว่าชีวิตของเราจะล้มเหลวหากไม่มีระบบการสื่อสารดังกล่าว คุณเคยคิดมั้ยว่า ถ้าคุณใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องดูทีวี ถ้าต้องการเสาะหาข่าวสารก็ติดตามหนังสือพิมพ์หรือเว็บไซต์ข่าวทางอินเตอร์เน็ต คุณจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้หรือไม่ 
 
วัฒนธรรมตะวันตกได้นำเสนอรูปแบบแห่งชีวิตของพวกเขาให้ประชาคมโลกบริโภคและใช้ชีวิตเหมือนเขา จึงไม่มีอะไรที่เป็นกิจกรรมโดดเด่นในสังคมนอกจากต้องผ่านการประทับตราจากสื่อตะวันตก แม้กระทั่งความสนใจในประเด็นหนึ่งประเด็นใดก็ต้องรอข้อแนะนำจากสื่อตะวันตก ในสังคมไทยวัยรุ่นหนุ่มสาวนุ่งกางเกงเอวต่ำโดยไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทางสื่อมวลชน แต่เมื่อเป็นข่าวทางสื่อของประเทศอเมริกาว่ากางเกงเอวต่ำนั้นจะถูกห้ามในรัฐหนึ่ง ก็กลายเป็นข่าวที่มีน้ำหนักพอที่จะกระตุ้นให้นักวิชาการ นักสังคม และสื่อ นำเสนอและวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้กันอย่างกว้างขวาง
 
การสื่อสารเปรียบเสมือนแว่นตาที่จะทำให้เรามองเห็นหรือเห็นได้ชัดขึ้น ตราบใดการสื่อสารที่เราใช้มีรูปแบบและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมอื่นที่มิใช่อิสลามนั้น การวิเคราะห์ปัญหาก็ต้องมุ่งไปตามภาพที่เราได้รับมาจากแว่นตาอันนั้น คุณว่ามั้ย เยาวชนหนุ่มสาวที่เข้าไปดูเว็บไซต์ที่เผยแพร่ชีวิตของชาวตะวันตกในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความบันเทิง หรืออื่นๆ พอกลับมาอยู่ในสังคมของเขาก็ย่อมเกิดการเปรียบเทียบ และด้วยการที่เยาวชนด้อยประสบการณ์ อาจเกิดความเข้าใจว่าชีวิตของตนจะไม่สมบูรณ์และบรรลุความสำเร็จจนกว่าจะให้ระบอบชีวิตแบบชาวตะวันตกปรากฏในชีวิตของตน และนั่นคือความวิบัติที่เยาวชนหนุ่มสาวต้องประสบหากไม่มีพื้นฐานแห่งอีมาน หรือไม่มีความภูมิใจในศาสนาของตน
 
เราต้องการให้เยาวชนหนุ่มสาวของเรามิใช่เป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีและการสื่อสารของผู้อื่นเท่านั้น แต่ต้องการให้พวกคุณเป็นผู้ผลิต ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาการสื่อสารและเทคโนโลยีต่างๆให้สอดคล้องกับชีวิตของมุสลิม อย่างน้อยที่สุดก็เป็นผู้บริโภคแบบคัดเลือกและรู้จักสรรหาสิ่งที่ดี เพื่อขจัดความชั่วที่ผ่านมาทางสื่อมิให้มีอิทธิพลหรือความสำคัญในชีวิตของตน
 
มีนักเขียนท่านหนึ่งเคยวิเคราะห์ว่า คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือมักจะเป็นคนที่ไม่มีความสำคัญและได้ให้เหตุผลว่า คนที่มีความสำคัญนั้นจะไม่มีโอกาสหรือเวลาใช้มือถือ เช่น บรรดากษัตริย์ ผู้นำประเทศ ซึ่งจะมีคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือแทน เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะมีภารกิจมากมาย วัยรุ่นมุสลิมของเราทำไมไม่คิดว่า อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีไม่ใช่เครื่องหมายที่แสดงว่าผู้ใช้นั้นเป็นคนสำคัญ หากเป็นเครื่องหมายแห่งความฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย และเป็นลักษณะของผู้มีเวลามากและไม่รู้จะใช้ไปอย่างไร 
 
ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เป็นการต่อต้านเทคโนโลยีและการสื่อสารแต่อย่างใด แต่เป็นการเรียกร้องให้เยาวชนหนุ่มสาวตั้งสติ มีวิจารณญาณและความสมดุลในการบริโภคเทคโนโลยี เพราะในชีวิตของเรามีหลายอย่างที่เทคโนโลยีช่วยอะไรไม่ได้ เราก็อย่างหลงตามภาพโฆษณาที่หลอกลวงให้กิเลสของเราจูงใจไปสู่ความวิบัติโดยไม่รู้ตัว แทนที่มนุษย์จะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความสุขในชีวิต แต่เทคโนโลยีกลับเป็นผู้ใช้มนุษย์จนสร้างความลำบากใจให้แก่มนุษย์เสียเอง
 

9. วัยรุ่นกับการเมือง

الفتيان والفتيات والسياسة والحكم والإدارة 
9. วัยรุ่นกับการเมือง
 
 
การเมืองในสังคมของเราใช้ระบอบประชาธิปไตยเป็นหลัก ซึ่งในทัศนะของอิสลาม ระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่ขัดกับหลักการอิสลามในหลายด้าน อาทิเช่น ด้านความศรัทธา เพราะระบอบประชาธิปไตยให้สิทธิแก่ผู้แทนราษฎรเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ดังที่อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า ซูเราะฮฺอัลอันอาม อายะฮฺที่ 57 ว่า
 
﴿ إِن الحُكْمُ إِلا لله ﴾
ความว่า “แท้จริงการชี้ขาดนั้นมิใช่สิทธิของใครอื่นนอกจากเป็นสิทธิของอัลลอฮฺเท่านั้น”
 
ส่วนด้านศีลธรรมและคุณธรรม ระบอบประชาธิปไตยให้ความสำคัญแก่เสียงส่วนมาก โดยไม่คำนึงว่าส่วนมากนั้นยึดในความถูกต้องหรือไม่ จึงส่งผลให้คนชั่วสามารถอ้างสิทธิของตนเพื่อทำความชั่ว ดังที่เราเห็นพวกรักร่วมเพศที่กำลังมีบทบาทและมีอิทธิพลทางด้านการเมืองและสังคมในประเทศตะวันตก ก็เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นหลับหูหลับตาต่อสิ่งที่ทำลายศีลธรรม ถ้าหากเป็นเสียงส่วนมาก
 
ระบอบประชาธิปไตยยังมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสถาบันองค์กรต่างๆในสังคม เพราะเป็นระบอบที่ทำให้ผู้คนในสังคมยึดพรรคพวก หาเสียงโดยปราศจากผลงานและเหตุผล ถนัดในการประชุมนอกรอบ(ล็อบบี้) ดังกล่าวทั้งปวงเป็นอุปสรรคที่ทำให้เยาวชนหนุ่มสาวอึดอัดหนักใจที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองเพื่อบริหารสังคม
 
นั่นแหละครับคือสิ่งที่ท้าทายสำหรับพวกคุณ เพราะพวกคุณคือความหวังของสังคม พวกคุณ(โอ้บรรดาเยาวชนหนุ่มสาว)เป็นอนาคตของสังคมของเรา อย่ามองพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ผิดหลักการแล้วนำมาอ้างเป็นอุปสรรค พวกคุณมีหน้าที่ในการศึกษาปัญหาต่างๆและนำเสนอรูปแบบที่จะไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหรือให้มีน้อยลง พวกคุณมีหน้าที่ที่จะนำเสนอรูปแบบแห่งการบริหารสังคมโดยปราศจากมลทินและความสกปรกของการเมือง อาทิเช่น คอรัปชั่น สินบน  และอื่นๆ
 
แม้ว่าสังคมจะดูถูกหนุ่มสาว แต่พวกคุณอย่าท้อแท้ และอย่ายึดติดกับความผิดที่ถูกสืบทอดมาในสังคมด้วยน้ำมือของผู้ใหญ่บางคน เพราะการยึดติดกับความผิดของผู้ใหญ่ย่อมเป็นความหายนะในวันปรโลก ดังที่อัลลอฮฺ    ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 67 ว่า
 
﴿ وَقَالُوْا رَبَّنَا إِنَّا أَطَعْنَا سَادَتَنَا وَكُبَرَاءَنَا فَأَضَلُّوْنَا السَّبِيْلا  ﴾
ความว่า “และพวกเขา(คือผู้ปฏิเสธที่เข้านรก, ดูอายะฮฺที่ 64-66) กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา แท้จริงเราได้เชื่อฟังปฏิบัติตามบรรดาหัวหน้าของเราและบรรดาผู้ใหญ่ของเรา ดังนั้นพวกเขาได้ทำให้พวกเราหลงทาง”
 
โดยแน่นอน การยึดติดกับความผิดของผู้ใหญ่นั้นไม่เกี่ยวกับการเคารพผู้ใหญ่แต่อย่างใด การเคารพนับถือผู้ใหญ่ก็เพราะผู้เป็นใหญ่นั้นใหญ่ด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่ใหญ่ด้วยอายุและความอาวุโส เพราะตามธรรมเนียมประเพณีเขาเรียกกันคนแก่ แต่ผู้ใหญ่คือผู้ที่ยึดมั่นกับความถูกต้องและต่อสู้เพื่อสัจธรรม
 
คุณอาจเข้าใจว่าผมสั่งให้คุณไม่เคารพผู้ใหญ่ เพราะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคมของเรา ว่าเยาวชนหนุ่มสาวที่ไม่ยอมรับในความผิดของบรรพบุรุษจะถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพผู้ใหญ่ จึงอยากให้กำลังใจกับคุณและตักเตือนว่า หากเป็นความถูกต้องคุณต้องเคารพผู้ใหญ่อย่างเต็มที่ แต่หากเป็นความผิดตามหลักการศาสนา คุณมีหน้าที่เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าและปฏิบัติตามหลักการเท่านั้น บทบาทหรือการเคลื่อนไหวของคุณไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือการทำงานในสังคมทั่วไป ขอให้คุณยึดในประเด็นนี้และมีมาตรการอันเข้มงวด เพื่อให้เยาวชนหนุ่มสาวของเราเป็นความหวังของประชาชาติอิสลามอย่างแท้จริง
 
 
 
 

10. วัยรุ่นกับความตาย

الفتيان والفتيات والموت 

10. วัยรุ่นกับความตาย
 
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวไว้ว่า 
 
يَهْرَمُ ابْنُ آدَمُ وَتَشُبُّ مِنْهُ اثْنَتَانِ : الحِرْصُ عَلَى المَالِ وَالحِرْصُ عَلَى العُمُرِ . رواه مسلم .
ความว่า “มนุษย์อาจมีอายุมาก แต่จะอยู่ในวัยหนุ่มด้วยสองประการ คือ ความอยากต่อทรัพย์สมบัติและความอยากมีอายุยืนนาน” (บันทึกโดยมุสลิม)
 
เป็นธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนกลัวความตาย ไม่อยากสิ้นชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะมองอนาคตของตนไม่เหมือนคนชรา เนื่องจากเข้าใจว่าชีวิตของตนเป็นกรรมสิทธิ์ของตน แต่อันที่จริงอิสลามได้สอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องลิ้มรสความตายอย่างแน่นอน ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 185 ว่า
﴿ كُلُّ نَفْسٍ ذَائِقَةُ المَوْتِ وَإِنَّمَا تُوَفَّوْنَ أُجُوْرَكُمْ يَوْمَ القِيَامَة فَمَنْ زُحْزِحَ عَنِ النَّارِ وَأُدْخِلَ الجَنَّةَ فَقَدْ فَازَ وَمَا الحَيَاةُ الدُّنْيَا إِلا مَتَاعُ الغُرُوْر﴾ .
ความว่า “แต่ละชีวิตนั้นจะได้ลิ้มรสแห่งความตาย และแท้จริงที่พวกเจ้าจะได้รับรางวัลของพวกเจ้าโดยครบถ้วนนั้นคือวันปรโลก และผู้ใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรกและถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ชนะแล้ว และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากสิ่งอำนวยประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น”
 
เยาวชนส่วนมากมีความเข้าใจว่าอายุของตนคงจะยืนยาวตามที่ตนเองคาดไว้ โดยไม่คำนึงว่าเรื่องความตายเป็นส่วนหนึ่งแห่งพระเดชานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นหลักศรัทธาที่เราต้องเชื่อมั่นและจะต้องมีผลในการดำเนินชีวิตเช่นเดียวกัน 
 
คนที่เข้าใจว่าความตายห่างไกลจากเขา ย่อมมีพฤติกรรมที่หลงลืมละเลยและไม่เอาใจใส่ต่อหลักการศาสนา โดยอ้างเหตุผลว่ายังมีโอกาสที่จะกลับเนื้อกลับตัว จึงฉวยโอกาสในการประพฤติสิ่งที่ตนชอบทั้งๆที่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรมโดยหลักการศาสนา กี่มากน้อยที่ชัยฏอนมารร้ายจะกระซิบว่า “จงทำความชั่วเถิด พอแก่ตัวก็เตาบัตได้” นั่นเป็นสภาพที่แท้จริงของมนุษย์ส่วนมาก และบรรดาเยาวชนของเราก็ได้รับผลกระทบจากความเชื่อนี้อย่างมากทีเดียว ก็เพราะความหวังในชีวิตที่ยั่งยืนและโอกาสที่กว้างขวาง ทำให้ลืมว่าความตายนั้นเป็นสัจธรรมที่อาจปรากฏในทุกวินาทีในชีวิตของเรา 
 
สถิติของคนตายด้วยสาเหตุต่างๆ จะชี้ให้เห็นว่าเปอร์เซ็นต์ส่วนมากของผู้เสียชีวิตโดยอุบัติเหตุเป็นเยาวชน ผู้เสียชีวิตด้วยโรคระบาดก็ย่อมไม่มีการคัดเลือกแต่คนชราเท่านั้น หรือแม้กระทั่งผู้เสียชีวิตด้วยโรคภัยต่างๆตามโรงพยาบาลก็มีไม่น้อยที่เป็นวัยรุ่นเพิ่งเริ่มต้นชีวิต คุณลองไปดูตามโรงพยาบาลทุกแห่ง จะเห็นว่าผู้อาศัยเตียงผู้ป่วยมีจำนวนเท่าไหร่ที่เป็นเยาวชนหนุ่มสาว คุณจะได้รู้ว่าความตายไม่ได้ห่างไกลจากคุณนัก คนเราแค่ข้ามถนนก็เสี่ยงแล้ว นั่งเครื่องบินปัจจุบันนี้ก็ไม่ปลอดภัย หรือแม้กระทั่งการเดินทางไปต่างจังหวัดโดยเฉพาะในเทศกาลต่างๆก็ต้องเผชิญกับความหายนะสักครั้งหนึ่ง 
 
นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น จะไม่คิดก็ไม่ได้ เพราะท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลั  ได้กล่าวไว้ว่า
 
أَكْثِرُوْا مِنْ ذِكْرِ هَاذِمِ اللَّذَّاتِ المَوْتَ 
ความว่า “พวกท่านจงระลึกถึงความตายอย่างมากมาย” (บันทึกโดยติรมีซีย์และนะซาอีย์)
 
การระลึกถึงความตายจะทำให้คุณมีความสมถะ มีความปรารถนาที่จะทำความดี ไม่อยากกระทำความชั่ว การกลัวความตายจะทำให้คุณขยันสะสมผลบุญ บูรณะชีวิตของคุณและบูรณะโลกนี้ด้วยคุณธรรมและศีลธรรม 
 
คนที่ไม่กลัวความตายอย่างชาวตะวันตก จะใช้ชีวิตอย่างเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดข้อบังคับหรือกฎเกณฑ์ที่จะควบคุมพฤติกรรมของเขา จึงส่งผลต่อโลกของเขาให้เป็นโลกแห่งความสำราญความบันเทิงและความสนุกสนาน เมื่อมีเรื่องเศร้าโศกก็จะไม่ชอบเอ่ยถึง เพราะพวกนี้ไม่เคยนึกถึงความตายและไม่ชอบเรื่องเศร้า
 


สำหรับคุณต้องมีคำตอบชัดเจนถึงแม้ว่าจะเป็นวัยรุ่นที่ไฟแรง

คุณตอบได้มั้ยว่า ถ้าคุณตายเดี๋ยวนี้คุณพร้อมหรือยัง?

 

 


 

หลักการศาสนาในการเข้าเดือนใหม่(จันทรคติ)

 

AttachmentSize
hilal1424.pdf275.87 KB

อะมานะฮฺคืออะไร

เนื้อหา :

อะมานะฮฺคืออะไร
“อะมานะฮฺ” และ “อีมาน”
1. อะมานะฮฺในหน้าที่ต่อพระผู้เป็นเจ้า
2. อะมานะฮฺในหน้าที่ต่อศาสนทูตของพระองค์
3. อะมานะฮฺต่อศาสนา
4. อะมานะฮฺต่อตนเอง
5. อะมานะฮฺต่อสังคมโดยทั่วไป

طُرَّةُ الكِتَاب
الأَمِيْنُ يَحْمِلُ رَايَةَ الْحَقِّ شِعَارَاً لِحَيَاتِهِ
حَتَّى لَوِ اضْطُرَّ أَنْ يَخْطُوَ بِهِ فَوْقَ الغَمَامِ فَالفَارِسُ
لا بُدَّ أَنْ يُقَاتِلَ بِشَاجَاعَةٍ حَتَّى يَنْتَصِر

 ผู้ซื่อสัตย์ถือความจริง เป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต
ถึงจะก้าวเหนือเมฆ อัศวินต้องกล้าสู้จนชนะ

Ma Hiyal Amanah

AttachmentSize
ma-hiyal-amanah.pdf434.8 KB
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 

อะมานะฮฺคืออะไร

مَاهِيَ الأَمَانَةُ ؟
อะมานะฮฺคืออะไร

ในภาษาและวัฒนธรรมต่างๆนั้น การให้นิยามคำศัพท์ที่เกี่ยวกับจริยธรรมย่อมจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในคำว่า อะมานะฮฺ (الأَمَانَة) ซึ่งแม้กระทั่งในภาษาอาหรับก็มีหลายความหมาย แล้วแต่ทำนองการใช้คำหรือที่มาของคำศัพท์

คำว่า อะมานะฮฺ ในภาษาอาหรับนักวิชาการมักจะแปลว่า “ความซื่อสัตย์” แต่โดยที่คำว่า อะมานะฮฺ นั้นมีข้อเกี่ยวพันกับจริยธรรมอิสลาม พร้อมกับบทบัญญัติที่สั่งใช้ให้มุอฺมินปฏิบัติอะมานะฮฺ จึงทำให้ความหมายของอะมานะฮฺในทัศนะอัลอิสลามกว้างกว่าคำว่า “ความซื่อสัตย์”  ฉะนั้น เมื่อจะศึกษาความหมายของ อัลอะมานะฮฺ จึงต้องพูดถึงอะมานะฮฺในแง่ที่เป็นมารยาท และเป็นคุณลักษณะของผู้ศรัทธาด้วย
หากเราจะให้นิยาม อะมานะฮฺ ว่าหมายถึงความซื่อสัตย์อย่างเดียว ก็จะมีปัญหาในการพิสูจน์บุคคลว่ามีอะมานะฮฺหรือไม่ เพราะความซื่อสัตย์เป็นมารยาทที่มนุษย์จะปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายและความสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงความซื่อสัตย์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นสภาพปกติของวัฒนธรรมที่ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าที่มีการใช้คำว่า “ผู้ซื่อสัตย์” แม้กระทั่งกับบุคคลที่เนรคุณอัลลอฮฺ   อีกแง่หนึ่งคือ มนุษย์ที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันปรโลก แต่มารยาทของเขาไม่สอดคล้องกับหลักเชื่อมั่นที่มีอยู่ในหัวใจ จึงเรียกบุคคลเหล่านี้ว่าเป็นผู้ความซื่อสัตย์(อะมานะฮฺ)ในด้านอีมานแต่ไม่มีความซื่อสัตย์ในด้านจริยธรรม(กับมนุษย์)

ด้วยมุมมองที่นำเสนอข้างต้น เราจึงต้องมีมาตรฐานในการศึกษาคำว่า อัลอะมานะฮฺ  โดยนำข้อมูลจากอัลกุรอานและจากซุนนะฮฺของท่านนะบีมุฮัมมัด   มาเป็นกรอบที่จะชี้แนะความหมายที่ถูกต้องของ อะมานะฮฺ และในหนังสือเล่มนี้เราจะพยายามสรุปความหมายของ อัลอะมานะฮฺ สำหรับผู้ศรัทธา โดยมีข้อเกี่ยวพันกับจริยธรรมและบทบัญญัติอัลอิสลาม และให้ความสำคัญในภาคปฏิบัติมากกว่าภาคทฤษฎี เพื่อให้ข้อมูลที่ผู้อ่านจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้เป็นเนื้อหาอันมีค่าในชีวิตของมุสลิม ซึ่งผู้อ่านสามารถจะนำไปใช้ในการพัฒนาจิตใจ จริยธรรม และจิตสำนึก ให้บรรลุความโปรดปรานและชัยชนะทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

“อะมานะฮฺ” และ “อีมาน”


الأَمَانَةُ وَالإِيْمَانُ
 “อะมานะฮฺ” และ “อีมาน”

    มนุษย์มีภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต คือการศรัทธา ในพระผู้เป็นเจ้า    การเชื่อฟังและปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์อย่างเคร่งครัด  ซึ่งเป็นลักษณะของบ่าวของอัลลอฮฺ   ที่ได้รับคำสรรเสริญ ณ อัลกุรอาน ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัซซุมัร อายะฮฺที่ 17-18 ว่า

﴿ فَبَشِّرْ عِبَادِ الَّذِيْنَ يَسْتَمِعُوْنَ القَوْلَ فَيَتَّبِعُوْنَ أَحْسَنَهُ أُوْلَئِكَ الَّذِيْنَ هَدَاهُمُ اللهُ وَأُوْلَئِكَ هُمْ أُوْلُوْا الأَلْبَاب ﴾
ความว่า “ดังนั้น เจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของข้า บรรดาผู้ที่สดับฟังคำกล่าว แล้วปฏิบัติตามที่ดีที่สุดของมัน ชนเหล่านี้ คือบรรดาผู้ที่อัลลอฮฺทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา และชนเหล่านี้พวกเขาคือผู้ที่มีสติปัญญาใคร่ครวญ”

และในซูเราะฮฺอัลอะฮฺซาบ อายะฮฺที่ 36 อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า

﴿ وَمَا كَانَ لِمُؤْمِنٍِ وَلا مُؤْمِنَةٍ إِذَا قَضَى اللهُ وَرَسُوْلُهُ أَمْرَاً أَنْ يَكُوْنَ لَهُمُ الخِيَرَةُ مِنْ أَمْرِهِمْ
وَمَنْ يَعْصِ اللهَ وَرَسُوْلَه فَقَدْ ضَلَّ ضَلالاً مُبِيْنَاً ﴾

ความว่า “ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว(คือเมื่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ใช้ให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด) สำหรับพวกเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของพวกเขา และผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์แล้ว แน่นอน เขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง”

ด้วยคำสั่งสอนนี้ เราต้องเข้าใจว่ามนุษย์ในฐานะที่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ   ต้องมีความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบในการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลักเชื่อมั่น ซึ่งเป็น อะมานะฮฺ อันใหญ่หลวง และเป็นภารกิจยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ต้องปฏิบัติ นั่นก็คือ การนับถือศาสนาอันเป็นสัจธรรมจากพระผู้เป็นเจ้า พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์อย่างเคร่งครัด ดังที่อัลลอฮฺ   ทรงบัญชาไว้ในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 72 ว่า

﴿ إِنَّا عَرَضْـنَا الأَمَانَةَ عَلَى السَّـمَوَاتِ وَالأَرْضِ وَالْجِبَالِ فَأَبَيْنَ أَنْ يَحْمِلْنَهَا وَأَشْفَقْنَ مِنْهَا وَحَمْلَهَا الإِنْسَانُ إِنَّهُ كَانَ ظَلُوْمَاً جَهُوْلاً ﴾

ความว่า “แท้จริง เราได้เสนอ อัลอะมานะฮฺ (คือบทบัญญัติต่างๆทางศาสนาทั้งข้อใช้และข้อห้าม) แก่ชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน และขุนเขาทั้งหลาย แต่พวกมันปฏิเสธการแบกรับมัน และกลัวต่อมัน (คือภาระอันหนักอึ้ง) แต่มนุษย์ต่างหากได้แบกรับมัน แท้จริงเขา(มนุษย์)เป็นผู้อธรรมงมงายยิ่ง”

อายะฮฺนี้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของ อะมานะฮฺ และชี้ถึงกรอบอันกว้างขวางของ อะมานะฮฺ ซึ่งทำให้เราตระหนักว่า เบื้องต้นของอะมานะฮฺ คือการศรัทธาในพระผู้อภิบาล และการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ ดังนั้น การที่จะให้นิยาม อะมานะฮฺ โดยเกี่ยวพันกับการทำหน้าที่ หรือทำงานอย่างสุจริตในกิจกรรมของโลกนี้เท่านั้น ก็เป็นความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกับกรอบความหมายของ อะมานะฮฺ ดังที่มีระบุในอัลกุรอาน  ดังนั้น เป็นความจำเป็นที่ต้องศึกษากรอบแห่ง อะมานะฮฺ ตามที่มีในบทบัญญัติต่างๆ จึงขอแบ่งเรื่อง อะมานะฮฺ เป็น 5 ประการ

1.    อะมานะฮฺในหน้าที่ต่อพระผู้เป็นเจ้า
2.    อะมานะฮฺในหน้าที่ต่อศาสนทูตของพระองค์
3.    อะมานะฮฺต่อศาสนา
4.    อะมานะฮฺต่อตนเอง
5.    อะมานะฮฺต่อสังคมโดยทั่วไป

หากมุสลิมทุกคนสามารถปฏิบัติอะมานะฮฺให้ครอบคลุม 5 ประการดังกล่าว ย่อมจะเป็นบุคคลที่มีอะมานะฮฺ และอยู่ในกลุ่มชนที่มีลักษณะอะมานะฮฺซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ได้รับเกียรติ ได้รับการสรรเสริญจากอัลกุรอานและจากหะดีษของท่านนะบี   หลายบท นอกจากนี้สำหรับอะมานะฮฺแล้วเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษา คุ้มครองและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มิใช่คำชมเชยหรือตำแหน่งที่สังคมจะแต่งตั้งให้ มุสลิมทุกคนมีภารกิจอันสำคัญที่จะต้องทบทวนพิจารณาลักษณะอะมานะฮฺของตนเอง และพยายามเพิ่มเติมคุณลักษณะอันดีงามแห่งอะมานะฮฺในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ดังที่เราจะประจักษ์ในอรรถาธิบายต่อไปนี้
 

1. อะมานะฮฺต่อพระผู้เป็นเจ้า


الأَمَانَةُ تِجَاهَ الله
1. อะมานะฮฺต่อพระผู้เป็นเจ้า

ประการนี้เป็นพื้นฐานแห่งอะมานะฮฺ ซึ่งมนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องตระหนักในหน้าที่ของเขาต่อพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสร้างมนุษย์และจักรวาลทั้งปวง ในฐานะที่มนุษย์เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ   จำเป็นต้องซาบซึ้งในภารกิจแห่งความเป็นบ่าว นั่นคือการเคารพภักดี(อิบาดะฮฺ)ต่อพระองค์อัลลอฮฺ    อย่างสม่ำเสมอ อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า

﴿ وَلَقَدْ وَصَّيْنَا الَّذِيْنَ أُوْتُوْا الكِتَابَ مِنْ قَبْلِكُمْ وَإِيَّاكُمْ أَنِ اتَّقُوْا اللهَ
وَإِنْ تَكْفُرُوْا فَإِنَّ لله مَا في السَّمَاوَاتِ وَمَا في الأَرْضِ وَكاَن اللهُ غَنِيَّاًَ حَمِيْدَاً ﴾

ความว่า “และแท้จริงเราได้สั่งเสียไว้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนจากพวกเจ้าและพวกเจ้าด้วยว่าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และหากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา แท้จริงสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ” (อันนิซาอฺ 131)

และพระองค์ตรัสไว้อีกว่า

﴿ يَا أَيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا لا تَخُوْنُوْا اللهَ وَالرَّسُوْلَ ﴾
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงอย่าทุจริตต่ออัลลอฮฺและร่อซูล” (อัลอัมฟาล 27)

อายาตข้างต้นทำให้เราเข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ต้องศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   โดยต้องปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์อย่างเคร่งครัด และการฝ่าฝืนพระบัญชาของอัลลอฮฺ ถือว่าเป็นการทุจริตต่อพระองค์ หมายถึง ไม่รักษาอะมานะฮฺ(หน้าที่)ต่อพระองค์ ซึ่งอะมานะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺที่มนุษย์ทุกคนต้องรักษาไว้นั้น แบ่งได้เป็น 3 ส่วน

1) อะมานะฮฺแห่งความศรัทธา :

หมายถึง ต้องศรัทธาตามหลักเชื่อมั่นที่มาจากอัลลอฮฺ   โดยต้องเชื่อในรุกุนอีมานต่างๆ และเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องอีมาน ตามที่มีอยู่ในอัลกุรอานและซุนนะฮฺของท่านนะบีมุฮัมมัด   โดยไม่อนุญาตให้ออกนอกกรอบนี้ ซึ่งการละเมิดกรอบอีมานดังกล่าว ถือเป็นการทุจริตต่ออะมานะฮฺแห่งความศรัทธา เนื่องจากว่าเรื่องอีมานนั้นมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และรอบคอบอยู่แล้ว ไม่มีใครมีสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอีมานโดยปราศจากหลักฐานแห่งกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านนะบีมุฮัมมัด   อนึ่ง หลักอีมานนั้นเปรียบเสมือนความเชื่อที่พระองค์อัลลอฮฺทรงฝากไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธาให้เชื่อมั่น ปฏิบัติตาม เผยแผ่ และต่อสู้ในหนทางนั้น ตราบใดที่มุอฺมินไม่บิดเบือนหลักอีมาน ไม่ละเมิดขอบเขตแห่งความศรัทธา โดยนำแนวปรัชญาหรือความคิดของมนุษย์ใดๆ หรือลัทธิแห่งศาสนาอื่นๆ มาปะปนกับหลักอีมานของศาสนาอิสลาม ก็ถือว่าเป็นมุอฺมินที่ได้รักษาอะมานะฮฺแห่งอีมานแล้ว

2) อะมานะฮฺแห่งการทำอิบาดะฮฺที่จำเป็นต้องปฏิบัติ (ฟัรฎู) :

มุอฺมินอยู่ในโลกนี้โดยต้องประกาศว่า ตนมีภารกิจอันจำเป็นต่อพระผู้เป็นเจ้า จึงต้องแสดงการสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ โดยเฉพาะในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้ให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งการปฏิบัติระดับนี้ถือเป็นพื้นฐานแห่งหน้าที่ที่มุอฺมินทุกคนต้องกระทำ เช่น การละหมาดฟัรฎู 5 เวลา การถือศีลอดเดือนรอมฎอน การบริจาคซะกาตอันเป็นวายิบสำหรับผู้มีฐานะ การประกอบพิธีฮัจย์สำหรับผู้มีความสามารถ สี่ประการดังกล่าวถือเป็นรุกุนแห่งศาสนาอิสลามที่มุอฺมินทุกคนต้องปฏิบัติเพื่อ เป็นการยืนยันว่าตนเองมีศาสนามีความรับผิดชอบต่อพระผู้เป็นเจ้า และข้อบกพร่องในรุกุนต่างๆดังกล่าวย่อมจะกระทบต่อหลักการศาสนา ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออะมานะฮฺของตนเองด้วย เพราะเป็นไปไม่ได้สำหรับมุสลิมที่จะรักษาอะมานะฮฺ(ของฝาก)ของมนุษย์อย่างสุจริต แต่เมื่อถึงเรื่องอะมานะฮฺแห่งพระผู้เป็นเจ้า(การละหมาดที่อัลลอฮฺทรงฝากไว้ให้ปฏิบัติ) เขากลับทุจริตต่อหน้าที่นี้อย่างไม่รู้สึกตัว จึงเป็นความบิดพลิ้วที่มุสลิมทุกคนจะต้องทบทวนตนเอง ถึงแม้ว่าสังคมจะยกย่องเราก็ตาม เราต้องคำนึงถึงสภาพอีมานและการทำหน้าที่ของเราต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นสำคัญ เพื่อเป็นการยืนหยัดในขั้นพื้นฐานแห่งการมีอะมานะฮฺ

อัลลอฮฺตรัสถึงบรรดาผู้สับปลับบิดพลิ้วไว้ว่า

﴿ وَإِذَا قَامُوا إِلَى الصَّلاةِ قَامُوْا كُسَالَى يُرَاءُوْنَ النَّاسَ وَلا يَذْكُرُوْنَ اللهَ إِلا قَلِيْلا ﴾

ความว่า “และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นไปละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้าน โดยให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (อันนิซาอฺ 142)

จากอายะฮฺนี้จะเห็นว่า การรักษาอะมานะฮฺในการปฏิบัติศาสนกิจเป็นเรื่องลำบากสำหรับผู้สับปลับ(มุนาฟิก) เพราะการรักษาอิบาดะฮฺจะทำให้พวกเขาลำบากใจ เนื่องจากพวกมุนาฟิกไม่มีความปรารถนาดีต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้กระทั่งการลุกขึ้นไปละหมาดก็เป็นสิ่งที่เขาเกียจคร้าน และท่านนะบี   ก็กล่าวถึงลักษณะผู้สับปลับว่า  เป็นผู้ที่รู้สึกว่าการละหมาดซุบฮฺและละหมาดอิชาอฺเป็นภารกิจอันยากลำบากสำหรับพวกเขา ซึ่งลักษณะเหล่านี้จะไม่ปรากฏกับบรรดาผู้ศรัทธาที่รักษาอะมานะฮฺในการปฏิบัติอิบาดะฮฺ แต่จะเห็นว่าการรักษาอะมานะฮฺในการทำอิบาดะฮฺนั้น เป็น สิ่งที่จะสร้างความสุขให้แก่ผู้ศรัทธา และจะเป็นความเมตตา ความสงบสุข และความจำเริญสำหรับชีวิตของพวกเขา

อนึ่ง การรักษาอะมานะฮฺในการปฏิบัติอิบาดะฮฺนั้น มิใช่เพียงรักษาจำนวนหรือการกระทำโดยปราศจากคุณภาพและความสวยงามแห่งการปฏิบัติอิบาดะฮฺ เสมือนว่าเป็นภารกิจที่ต้องการปฏิบัติให้พ้นไปเท่านั้น  ท่านนะบีมุฮัมมัด   ถือว่าบุคคลที่ละหมาดโดยไม่มีความสงบ นอบน้อม และไม่มีสมาธินั้น เปรียบเสมือนขโมยที่ทรยศทรัพย์สินผู้อื่น จึงเรียกคนที่ไม่ได้ละหมาดอย่างสมบูรณ์แบบว่า เป็นผู้ทรยศต่ออะมานะฮฺแห่งการทำอิบาดะฮฺ อันเป็นลักษณะที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะในอิบาดะฮฺที่เป็นวายิบ เพื่อขจัดข้อบกพร่องต่างๆ จนทำให้การปฏิบัติอิบาดะฮฺมีลักษณะสวยงาม หากมีข้อบกพร่องเกิดขึ้นในการปฏิบัติอิบาดะฮฺภาคฟัรฎู ก็จำเป็นต้องรักษาอะมานะฮฺในขั้นต่อไป เพื่อเป็นการชดเชย(ทดแทน)ข้อบกพร่องดังกล่าว

3) อะมานะฮฺแห่งการทำอิบาดะฮฺที่ชอบให้กระทำ :

เป็นอิบาดะฮฺที่ศาสนาไม่บังคับให้ปฏิบัติ เพียงแต่เรียกร้องเชิญชวนให้ผู้ศรัทธาปฏิบัติอิบาดะฮฺดังกล่าวด้วยความสมัครใจ แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจว่าการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่เป็นซุนนะฮฺ(ไม่จำเป็นต้องกระทำ)นี้จะละทิ้งอย่างเด็ดขาดมิได้ เพราะการละทิ้งซุนนะฮฺอย่างเด็ดขาด เสมือนเป็นการไม่เอาใจใส่ต่อคำเรียกร้องหรือบทบัญญัติของศาสนา ถึงแม้ว่าจะมิใช่ข้อบังคับก็ตาม ท่านนะบีมุฮัมมัด   กล่าวไว้ว่า

( مَن رَغِبَ عَنْ سُنَّتِي فَلَيْسَ مِنِّي )
ความว่า
“ผู้ใดที่ละทิ้งแนวทางของฉัน ไม่ใช่พวกของฉัน”

แนวทางของท่านนะบีก็มีทั้งวายิบและซุนนะฮฺ ซึ่งอิบาดะฮฺวายิบนั้นไม่อนุญาตให้ละทิ้งเป็นอันขาด สำหรับอิบาดะฮฺที่เป็นซุนนะฮฺนั้นอนุญาตให้ละเว้นบ้าง แต่การละทิ้งซุนนะฮฺอย่างเด็ดขาดนั้นถือเป็นความผิดเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปการปฏิบัติอิบาดะฮฺฟัรฎูย่อมมีข้อบกพร่องอยู่แล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาอะมานะฮฺในการปฏิบัติสิ่งที่เป็นซุนนะฮฺ เพื่อเป็นการชดเชย ปรับปรุง และเสริมแต่งการปฏิบัติวายิบ
นั่นคือเคล็ดลับในการที่ศาสนบัญญัติได้แบ่งภารกิจของผู้ศรัทธา ในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าให้มีทั้งสองอย่าง คือทั้งวายิบและซุนนะฮฺ เมื่อบกพร่องในการปฏิบัติวายิบ ก็จะมีทางแก้ไขปรับปรุงด้วยการปฏิบัติซุนนะฮฺ จึงเป็นสาเหตุที่จะทำให้บ่าวของอัลลอฮฺอยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ ดังที่อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ในหะดีษกุดซียฺว่า “และบ่าวของข้าจะรักษาการปฏิบัตินะวาฟิล (สิ่งที่ไม่ใช่วายิบ) จนกระทั่งข้าจะรักเขา และเมื่อข้ารักเขาแล้ว ข้าก็จะเป็นดวงตาของเขา หูของเขา มือที่ใช้สัมผัสของเขา เท้าที่ใช้เดินของเขา และเมื่อเขาเรียกร้องขอพรข้า ข้าก็จะตอบรับเขา และเมื่อเขาขอความคุ้มครองจากข้า ข้าก็จะคุ้มครองเขา”

จึงขอสรุป อะมานะฮฺต่อพระผู้เป็นเจ้า ในวาระดังต่อไปนี้

1)    ให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ   ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของพระองค์ อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของมุสลิม และเป็นอะมานะฮฺอันยิ่งใหญ่ที่ต้องยืนหยัดตลอดชีวิต
2)    ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าในทุกประการอย่างเคร่งครัด
3)    ขยันปฏิบัติหน้าที่ในการทำอิบาดะฮฺทุกชนิดด้วยความภูมิใจในความเป็นบ่าวที่รับใช้ และถวายชีวิตทรัพย์สินให้แก่พระองค์
4)    แสวงหาความรู้เกี่ยวกับคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮฺ   ซึ่งเป็นวิถีทางที่จะทำให้มุสลิมยิ่งใกล้ชิดกับพระองค์มากยิ่งขึ้น
5)    ให้เกียรติ เคารพ และเผยแผ่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อันเป็นวิธีสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า จึงเป็นอะมานะฮฺที่ต้องอ่าน ท่องจำ ปฏิบัติ ตัดสิน และเรียกร้องสู่หนทางของอัลกุรอาน
6)    รำลึกถึงอัลลอฮฺ   อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการสรรเสริญพระองค์ ขอพรต่อพระองค์ และถวายอมั้ลอิบาดะฮฺต่างๆ แด่พระองค์
7)    แสวงหาทุกวิถีทางที่ทำให้ชีวิตมีคุณธรรม และจริยธรรม เพื่อเป็นตัวอย่างแห่งบ่าวของอัลลอฮฺ   ที่ถูกใช้ให้บูรณะโลกนี้ด้วยความดี และดำรงชีวิตโดยให้ศาสนาของพระองค์เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต

 

2. อะมานะฮฺต่อศาสนทูตของอัลลอฮฺ

الأَمَانَةُ تِجَاهَ الرَّسُوْلِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ
2. อะมานะฮฺต่อศาสนทูตของอัลลอฮฺ 

สำหรับผู้ศรัทธาแล้ว ไม่มีใครที่เป็นผู้นำในการปฏิบัติศาสนกิจและกิจกรรมในชีวิตของพวกเขาเหนือกว่าท่านนะบีมุฮัมมัด   ซึ่งเป็นผู้ที่นำบรรดาผู้ศรัทธาสู่แนวทางอันถูกต้อง ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า

﴿ وَإِنَّكَ لَتَهْدِيْ إِلَى صِرَاطٍ مُسْتَقِيْمٍ صِرَاطِ اللهِ ﴾

ความว่า “และแท้จริง เจ้าจะเป็นผู้แนะนำสู่ทางอันเที่ยงธรรมอย่างแน่นอน คือทางของอัลลอฮฺ” (อัชชูรอ 52-53)

ชีวิตของท่านนะบีมุฮัมมัด   นั้นเป็นแบบฉบับสำหรับผู้ที่ประสงค์จะปฏิบัติตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ   อย่างถูกต้อง จึงไม่มีวิถีทางอื่นที่มุอฺมินจะประสบกับการยอมรับต่อการปฏิบัติศาสนกิจหรือการดำเนินชีวิตของเขา เว้นแต่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานแห่งบทบัญญัติที่ท่านนะบี   ได้ชี้แนะไว้ ดังนั้นจึงเป็นภารกิจสำหรับมุอฺมินทุกคนต่อท่านนะบีมุฮัมมัด   ที่ต้องรักษาแนวทางของท่าน 3 ประการด้วยกัน คือ

1) การศึกษาซุนนะฮฺของท่านนะบี   อย่างกว้างขวาง

โดยสำรวจบทหะดีษของท่านเพื่อแสวงหาความถูกต้องในบทหะดีษต่างๆ และคัดเลือกบทหะดีษที่ได้รับการยืนยันจากบรรดานักปราชญ์ว่าเป็นคำพูดจริงๆ ของท่านนะบีมุฮัมมัด   มิใช่คำปรัชญาที่ถูกอ้างถึงนะบีจากเหล่านักรายงานต่าง ๆ และเป็นอะมานะฮฺที่สำคัญสำหรับผู้รู้ที่ต้องหลีกเลี่ยงการใช้หะดีษฎออีฟ(สายสืบอ่อนแอ)หรือเมาฎูวะ(คำพูดที่ถูกอ้างอิงถึงท่านนะบีมุฮัมมัด  โดยปราศจากสายสืบที่ถูกต้อง) ท่านนะบี ได้กล่าวว่า

( مَنْ كَذَبَ عَلَيَّ مُتَعَمِّداً فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنَ النَّار )

ความว่า “ใครที่กล่าวเท็จโดยอ้างถึงฉัน จงเตรียมที่นั่งสำหรับเขาในนรก” (บันทึกโดยบุคอรียฺ)

2) การให้ความเคารพแก่ท่านนะบี   ทั้งในชีวิตและหลังชีวิตของท่าน

ซึ่งมีคำสั่งสอนในซูเราะฮฺอัลฟัตฮฺ อายะฮฺที่ 9 ว่า “เพื่อให้พวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ และให้ความช่วยเหลือเขา(รอซูล) และยกย่องให้เกียรติเขา(รอซูล) และแซ่ซ้องสดุดีพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น” และในซูเราะฮฺอัลอะอฺรอฟ อายะฮฺที่ 157 อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า “ดังนั้น บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และให้ความสำคัญแก่เขา และช่วยเหลือเขา และปฏิบัติตามแสงสว่างที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้ว ชนเหล่านี้แหละคือบรรดาผู้ที่ประสบความสำเร็จ”

การให้ความเคารพแก่ท่านนะบี   มีหลายรูปแบบที่ต้องปฏิบัติ อาทิเช่น

2.1) การสดุดี(ศ่อละวาต)ท่านนะบีมุฮัมมัด เมื่อมีการเอ่ยชื่อท่าน

อัลลอฮฺตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 56 ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺและมะลาอิกะฮฺของพระองค์ประสาทพรแก่นะบี โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! พวกเจ้าจงประสาทพรให้เขา และกล่าวทักทายเขาโดยคารวะ

และท่านนะบี   ได้กล่าวว่า

( البَخِيْلُ مَنْ ذُكِرْتُ عِنْدَهُ فَلَمْ يُصَلِّ عَلَيَّ )

ความว่า “ผู้ตระหนี่ถี่เหนียวคือเมื่อชื่อฉันถูกกล่าว ณ ที่เขา เขาจะไม่สดุดีฉัน” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด ติรมีซียฺ และนะซาอียฺ)

2.2) การให้เกียรติคำสั่งสอนของท่านนะบีมุฮัมมัด   โดยไม่ล้ำหน้าท่านด้วยการนำทัศนะของผู้อื่นมาลบล้างคำชี้ขาดของท่านนะบีมุฮัมมัด  

ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า(ในการกระทำใดๆ) เมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ พวกเจ้าจงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน  ผู้ทรงรอบรู้” (อัลหุญุร้อต 1) ดังนั้น ไม่บังควรสำหรับผู้ศรัทธาที่จะยึดมัซฮับใดๆ หรือทัศนะของผู้รู้คนหนึ่งคนใดที่ไม่มีคำสั่งสอนของท่านนะบีมุฮัมมัด   เป็นหลักฐานสนับสนุนทัศนะนั้นๆ ดังกล่าวนี้เป็นคำสั่งเสียของบรรดาอิมามมัซฮับต่างๆ จึงมีคำปรัชญาที่ถูกระบุในตำรานิติศาสตร์อิสลามจากนักปราชญ์ของแต่ละมัซฮับซึ่งมีใจความว่า “หากว่าหะดีษบทหนึ่งบทใดเป็นหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺนั่นก็คือมัซฮับของฉัน และการสนับสนุนคำสั่งสอนของท่านนะบีนั้น มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการสนับสนุนศาสนานั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นจุดยืนอันมั่นคงสำหรับผู้ศรัทธาที่เคารพท่านนะบีมุฮัมมัด   ต้องนำคำสั่งสอนของท่านมาปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ถึงแม้ว่าคำสั่งสอนนั้นจะค้านกับประเพณี คำสั่งสอนของบรรพบุรุษ หรือทัศนะของมัซฮับใดๆก็ตาม”

2.3) การให้เกียรติตำแหน่งความเป็นนะบี

ซึ่งจะทำให้เรามีหน้าที่ในการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งของท่าน อันเป็นภารกิจที่ประเสริฐของบรรดาผู้ศรัทธาในการอนุรักษ์ความเป็นรอซูลอันมีเกียรติของท่าน โดยไม่กระทำและไม่อนุญาตให้ผู้อื่นกระทำสิ่งที่เป็นการเยาะเย้ย ดูหมิ่น หรือละเมิดศักดิ์ศรีของท่าน และบรรดานักปราชญ์ในประชาชาติอัลอิสลามทุกสมัยมีมติเอกฉันท์(อิจญฺมาอฺ)ว่า ใครก็ตามที่ละเมิดตำแหน่งท่านนะบีมุฮัมมัด   ด้วยวาจาหรือพฤติกรรมก็ถือว่าตกศาสนา(เป็นมุรตัด)

เมื่อศตวรรษที่ 7 ฮิจเราะฮฺศักราช มีผู้ประณามท่านนะบีมุฮัมมัด   ด้วยคำหยาบคาย ท่านอิมามอิบนุตัยมียะฮฺได้วินิจฉัยพฤติกรรมดังกล่าว ในทัศนะอัลอิสลามและตามความเห็นของมัซฮับต่างๆ และได้สรุปว่า การประณามท่านนะบีมุฮัมมัด   เป็นการละเมิดพระบัญชาของอัลลอฮฺ   ที่ใช้ให้ผู้ศรัทธาจงรักภักดีต่อท่าน ดังนั้น จึงเป็นความเหมาะสมสำหรับผู้ประณามท่านนะบี   ที่จะต้องถูกประหารชีวิต ซึ่งท่านอิมามอิบนุตัยมียะฮฺได้บันทึกคำชี้ขาดดังกล่าวด้วยหลักฐานและข้อวินิจฉัยต่างๆที่เกี่ยวข้องไว้ในหนังสือเล่มใหญ่เรียกว่า “อัศศอริมุล มัสลูล อะลา ชาติมิรร่อซูล”

 

3) การอนุรักษ์ เผยแผ่ และปกป้องแนวทางของท่านนะบีมุฮัมมัด  

ในฐานะที่มุสลิมทุกคนเป็นผู้ตามท่านนะบีมุฮัมมัด   จึงถือเป็นอะมานะฮฺและภารกิจสำคัญยิ่งที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อซุนนะฮฺของท่าน นั่นก็คือการนำสัจธรรมจากซุนนะฮฺของท่านนะบี   ไปเผยแผ่ พร้อมทั้งลบล้างอุตริกรรมและความเท็จ ด้วยคำสั่งสอนของท่าน และให้คำสั่งสอนของท่านเปรียบเสมือนธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดที่จะปกครองชีวิตของมุสลิมทุกๆคน โดยเป็นคำชี้ขาดตัดสินและพิพากษาทุกปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมมุสลิม ดังที่มีพระดำรัสจากพระองค์อัลลอฮฺ   ว่า

﴿ فَلا وَرَبِّكَ لا يُؤْمِنُوْنَ حَتَّى يُحَكِّمُوْكَ فِيْمَا شَجَرَ بَيْنَهُمْ ثُمَّ لا يَجِدُوْا فِيْ أَنْفُسِهِمْ حَرَجَاً مِمَّا قَضَيْتَ وَيُسَلِّمُوا تَسْلِيْمَاً ﴾

ความว่า “มิใช่เช่นนั้นดอก ข้าขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่า เขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาไม่พบความคับใจใดๆ ในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินไป และพวกเขายอมจำนนโดยดุษฎี” (อันนิซาอฺ 65)

 

3. อะมานะฮฺต่อศาสนา


الأَمَانَةُ تِجَاهَ دِيْنِ الإِسْلام
3. อะมานะฮฺต่อศาสนา

    มุสลิมทุกคนต้องแสวงหาเกียรติยศจากการเผยแผ่และสนับสนุนอัลอิสลาม ซึ่งเป็นอะมานะฮฺอันใหญ่หลวงที่ผู้ศรัทธาต้องรักษาไว้ โดยไม่มีทางเลือกว่าจะละทิ้งหรือปลดปล่อยกิจกรรมของศาสนา เพราะอัลลอฮฺ   ได้ทรงมอบหมายหน้าที่นี้ไว้แก่ประชาชาติอัลอิสลาม ตราบใดที่เราไม่ปฏิบัติหน้าที่นี้อย่างถูกต้อง เราก็จะถูกเปลี่ยนให้ผู้อื่นมาทำหน้าที่แทนเรา ดังที่อัลลอฮฺทรงตักเตือนผู้ศรัทธาไว้มีความว่า “และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนหมู่ชนอื่นแทนพวกเจ้า แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า” (มุฮัมมัด 38)

ท่านริบอียฺ อิบนุอามิร( رِبْعِيُّ بْنُ عَامِر )  ได้กล่าวว่า

( اللهُ ابْتَعَثَنَا لِنُخْرِجَ العِبَادَ مِنْ عِبَادَةِ العِبَادِ إِلَى عِبَادَةِ رَبِّ العِبَادِ وَمِنْ جَوْرِ الأَدْيَانِ إِلَى عَدْلِ الإِسْلام )

“อัลลอฮฺทรงส่งเรา (หมายถึงประชาชาติอิสลาม) มาเพื่อนำประชาคมโลกออกจากการตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ สู่การให้เอกภาพแด่พระองค์องค์เดียว และเพื่อนำประชาคมโลกออกจากความอธรรมแห่งศาสนาต่างๆ สู่ความยุติธรรมแห่งอิสลาม” นั่นคืออะมานะฮฺ(ความรับผิดชอบ)ที่ศ่อฮาบะฮฺท่านนี้มีต่อศาสนา ทั้งๆที่ท่านเป็นสามัญชนที่ไม่มีตำแหน่งพิเศษหรือคำสั่งใช้เฉพาะสำหรับท่าน แต่ท่านมีความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งในประชาชาติอัลอิสลาม

ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกมุสลิมย่อมจะมาจากความบกพร่องในหน้าที่ที่มุสลิมทุกคนมีต่อศาสนาอิสลาม และถ้าหากว่าประชาชาติอัลอิสลามทั้งหมดอันมีจำนวนเกือบสองพันล้านคนได้ทำหน้าที่อย่างกระตือรือร้น และดิ้นรนต่อสู้ทำการญิฮาดเพื่อศาสนาแล้ว แน่นอน ตำแหน่งของประชาชาติอัลอิสลามคงจะอยู่ในแนวหน้าเช่นในอดีต แต่เป็นสภาพที่น่าเศร้าและเสียใจที่ประชาชาติอัลอิสลามถูกทำลายและถูกเหยียดหยามด้วยน้ำมือของเรานั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะเรานั้นยังไม่ทำหน้าที่ต่อศาสนาของเราด้วยความรับผิดชอบ

แท้จริง หากผู้หนึ่งผู้ใดได้พินิจพิจารณาศาสนานี้อย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะตระหนักดีว่าเขาถูกกำหนดมาให้เป็นผู้ยึดมั่นเพื่อการเผยแผ่และเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง และถ้าจะใคร่ครวญให้ลึกซึ้งแล้วก็จะประจักษ์อีกว่า ผู้ใดที่แสดงตนเป็นมุสลิมที่เคร่งครัด โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อศาสนาของเขาแล้ว แท้จริงเขาก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับนักบวชนักพรตที่จำศีลอยู่ในถ้ำ ทั้งๆที่เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าไม่มีนักบวชหรือนักพรตในศาสนาอิสลาม

คำสั่งใช้ของพระผู้เป็นเจ้าในตอนเริ่มแรกของการประทานอัลกุรอานลงมานั้นก็คือ การใช้ให้ประกาศตักเตือน และเผยแผ่วะฮียฺแก่มวลมนุษย์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลมุดดัรซิร ว่า

﴿ يَا أَيُّهَا المُدَّثِّر . قُم فَاَنذِر ﴾
ความว่า "โอ้ผู้ห่มกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นแล้วประกาศตักเตือน"

หลังจากนั้น อัลวะฮียฺก็ได้ทะยอยลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่สิ่งที่ถูกประทานลงมานั้นมีตัวบทมากมายที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับวิชาฟิกฮุดดะอฺวะฮฺ (ศิลปะในการเผยแผ่ศาสนา) ซึ่งประมวลไว้ด้วยคำสั่งใช้ที่ให้ความสนใจในเรื่องของการเผยแผ่อัลอิสลาม เช่นดำรัสของพระองค์ที่ว่า

 ﴿ فاصْدَعُ بِمَا تُؤمر وَأَعرِض عَنِ المُشرِكِين ﴾

ความว่า "ดังนั้นจงประกาศอย่างเปิดเผย ในสิ่งที่เจ้าถูกบัญชาและจงผินหลังให้พวกมุชริกีน" (อัลฮิจรฺ 94)

﴿ قُلْ هَذِهِ سَبِيْلِيْ أَدْعُوْ إِلَى اللهِ عَلَى بَصِيْرَةٍ أَنَا وَمَنِ اتَّبَعَنِيْ وَسُبْحَانَ اللهِ وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِيْن ﴾

ความว่า "จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด นี่คือแนวทางของฉัน ฉันเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺอย่างประจักษ์แจ้ง ทั้งตัวฉันและผู้ปฏิบัติตามฉัน และมหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี"(ยูซุฟ 108)

﴿ ادْعُ إِلَى سَبِيلِ رَبِّكَ بِالْحِكْمَةِ وَالْمَوْعِظَةِ الْحَسَنَةِ وَجَادِلْهُمْ بِالَّتِى هِىَ أَحْسَنُ ﴾

ความว่า "จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของเจ้าโดยสุขุมและด้วยการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า"(อันนะหลฺ 125)

 

อัลอายาตดังกล่าว ได้ฉายภาพของมุสลิมนักเผยแผ่ที่ดำเนินตามแนวทางของท่านนะบี    แต่แท้จริงนั้น ท่านนะบี   เป็นผู้เริ่มต้นให้ความสนใจและมีความห่วงใยในบุคลิกภาพของนักเผยแผ่ที่มีความวิตกกังวลในเรื่องของศาสนา บุคคลแรกที่ท่านนะบี   ได้เรียกร้องเชิญชวนให้เข้าสู่อิสลามก็คือ อะบูบักร อัศศิดดี๊ก   อะบูบักรมิได้รีรอหรือมีความคิดที่จะหันเหจากความรับผิดชอบอันหนักอึ้งนี้แต่อย่างใด ทว่าเขาได้เคลื่อนไหวนับตั้งแต่วันแรกเพื่อเผยแผ่ศาสนานี้ จนกระทั่งเป็นที่ปรากฏว่าด้วยความพยายามในครั้งนั้น ได้มีบรรดาคนหนุ่มชั้นหัวหน้าของชาวกุเรชยอมเข้ารับอิสลามจำนวนถึง 6 คน นอกเหนือจากความพยายามของเขาที่จะปลดปล่อย บรรดาทาสที่ตอบรับศาสนาใหม่จากการถูกหน่วงเหนี่ยวในการเป็นทาสอีกหลายคน

เป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่าการเคลื่อนไหวของบรรดาศ่อฮาบะฮฺของท่านนะบี   ในดินแดนต่างๆ หลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว เป็นหลักฐานยืนยันถึงบุคลิกภาพซึ่งท่านนะบี   ได้หล่อหลอมและอบรมพวกเขา ให้เป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อศาสนาที่ไม่รู้จักคำว่าหยุดนิ่งและการปิดบัง
ในการอธิบายความหมายดำรัสของอัลลอฮฺ   ที่ว่า  ﴿ يَا أَيُّهَا المُدَّثِّر . قُم فَاَنذِر ﴾ ความว่า "โอ้ผู้ห่มกายอยู่เอ๋ย จงลุกขึ้นแล้วประกาศตักเตือน" นั้น ท่าน ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า เป็นสิ่งจำเป็นแก่ประชาชาติที่จะต้องประกาศและเผยแผ่สิ่งที่ถูกประทานลงมายังท่านนะบีมุฮัมมัด   และจะต้องทำหน้าที่ตักเตือนดังที่ท่านได้ประกาศตักเตือน เพราะอัลลอฮฺ   ได้ตรัสไว้ว่า

﴿ فَلَوْلا نَفَرَ مِنْ كُلِّ فِرْقَةٍ مِّنْهُمْ طَآئِفَةٌ لِّيَتَفَقَّهُواْ فِى الدِّينِ وَلِيُنذِرُواْ قَوْمَهُمْ إِذَا رَجَعُواْ إِلَيْهِمْ لَعَلَّهُمْ يَحْذَرُونَ ﴾

ความว่า "..ทำไมแต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพื่อหาความเข้าใจในเรื่องศาสนา และเพื่อจะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขาเมื่อพวกเขาได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา.." (อัตเตาบะฮฺ 122)
และพวกญินเมื่อได้ยินการอ่านอัลกุรอาน "พวกเขาก็หันหลังกลับไปยังหมู่ชนของพวกเขา เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตักเตือน"
(อัลอะฮฺก็อฟ 29)

อิหม่ามอิบนุลก็อยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า การเผยแผ่ซุนนะฮฺของท่านนะบี   แก่ประชาชาตินั้น ประเสริฐยิ่งกว่าการยิงลูกศรไปยังหน้าอกของศัตรู เพราะการยิงลูกศรไปยังหน้าอกของศัตรูมีผู้คนกระทำกันมากมาย ส่วนการเผยแผ่ซุนนะฮฺนั้นไม่มีใครกระทำกัน นอกจากบรรดาผู้รับมรดกและตัวแทนของบรรดานะบีในประชาชาติของพวกเขา(หมายถึงบรรดาผู้รู้)ขออัลลอฮฺ   ทรงบันดาลให้พวกเราอยู่ในบรรดาผู้รับมรดก ด้วยความเมตตากรุณาของพระองค์ด้วยเทอญ

จากข้อมูลที่ศึกษากันข้างต้นสามารถสรุป อะมานะฮฺต่อศาสนา ให้เป็นวาระปฏิบัติในชีวิตของเราได้ดังต่อไปนี้

1)    ถือว่าการเผยแผ่ศาสนาอิสลามเป็นภารกิจ(อะมานะฮฺ)ที่สำคัญมากในชีวิต
2)    ศึกษาทุกวิถีทางในการทำงานเพื่อศาสนาให้มีความชำนาญ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการรับใช้ศาสนาอิสลาม
3)    ปลูกฝังการทำงานรับใช้ศาสนากับบุตรหลานของเรา ให้เป็นอุปนิสัยที่สามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกสถานการณ์ที่ต้องการแรงพลังจากเยาวชนมุสลิมจัดกิจกรรมที่จะฟื้นฟูศาสนา โดยใช้วิถีทางที่ทันสมัย เพื่อจูงใจพี่น้องมุสลิมให้ตระหนักในหน้าที่ต่อศาสนาอิสลาม
4)    ติดตามบทบาทของผู้ไม่หวังดีต่อศาสนาอิสลาม และเตรียมพร้อมที่จะต่อต้าน ตอบโต้ และต่อสู้ทุกคนที่มีแผนทำลายอัลอิสลาม

 

4. อะมานะฮฺต่อตนเอง

 

الأَمَانَةُ تِجَاهَ النَّفْسِ 
4. อะมานะฮฺต่อตนเอง
 
 
แม้ว่าแผนงานในชีวิตของมุสลิมจะมีภารกิจมากมาย แต่ศาสนาก็ไม่ละเลยในการสั่งใช้ให้มุสลิมรักษาตนเองให้พ้นจากสิ่งต่างๆ ที่จะทำลายหรือทำให้ชีวิต สุขภาพ และความสุขของเขาตกต่ำ อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า
 
﴿ وَلا تُلْقُوْا بِأَيْدِيْكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ وَأَحْسِنُوْا  إِنَّ اللهَ يُحِبُّ المُحْسِنِيْن ﴾
ความว่า “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศด้วยมือของพวกเจ้าเอง และจงทำดีเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงชอบผู้กระทำดีทั้งหลาย” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 195)
 
และอีกอายะฮฺหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า

﴿ وَلا تَقْتُلُوْا أَنْفُسَكُمْ إِنَّ اللهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيْمَا ﴾
ความว่า “และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ” (อันนิซาอฺ 29)
 
อัลอายาตที่ระบุข้างต้น เป็นหลักการที่มีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของมุสลิม ซึ่งเป็นหลักการที่จะรักษาความมั่นคงแห่งชีวิตโดยคำนึงถึงเป้าหมายที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ คือ รักษาศาสนา ชีวิต จริยธรรม สติปัญญา และทรัพย์สมบัติ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต อันมีศักยภาพที่จะดำรงไว้ซึ่งการปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ทุกสิ่งที่จะมาทำลายศักยภาพของตนเองใน 5 ประการดังกล่าว ศาสนาได้ห้ามไว้อย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นข้อบังคับให้มุสลิมนั้นรักษาตนเอง
 
อาทิเช่น ศาสนาห้ามฆ่าตัวตายในทุกวิถีทาง หรือฆ่าผู้อื่นโดยปราศจากสิทธิและเหตุผล ห้ามกระทำ ทุกสิ่งที่จะทำให้มุสลิมอ่อนแอหรือเสื่อมเสียในหลักศรัทธา(อีมาน)ของเขา เช่น  ปฏิบัติสิ่งที่เป็นอุตริกรรม เพื่ออนุรักษ์หลักการอิสลามในตัวเองให้เข้มแข็งและหนักแน่น นอกจากนี้ศาสนายังห้ามกระทำทุกสิ่งที่จะกระทบต่อมารยาท(จริยธรรม) เช่น การผิดประเวณี และห้ามทุกสิ่งที่ทำลายสติปัญญา เช่น การดื่มสุรา และห้ามทุกสิ่งที่จะทำลายทรัพย์สินของตนเองหรือผู้ อื่น เช่น การใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย การลักขโมยทรัพย์สมบัติของผู้อื่น เป็นต้น 
 
ประการดังกล่าว เป็นการรักษาอะมานะฮฺต่อตนเอง ถ้าหากว่าทุกคนได้ปฏิบัติอะมานะฮฺส่วนนี้อย่างครบถ้วน ก็จะเป็นการรักษาอะมานะฮฺต่อกันและกันด้วย จึงเป็นสิ่งที่เราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ พร้อมทั้งปลูกฝังกับบุตรหลานและผู้อยู่ภายใต้การดูแลของเราด้วย เพื่อเป็นการสร้างวินัยส่วนตัวแก่สมาชิกของสังคม ซึ่งเมื่อทุกคนบรรลุความสำเร็จในเรื่องนี้ สังคมก็ย่อมจะเป็นสังคมที่มีอะมานะฮฺ มีความสุจริต และความรับผิดชอบอย่างมั่นคง จึงขอสรุป อะมานะฮฺต่อตนเอง ในวาระดังต่อไปนี้
 
1) รักษาสุขภาพจากทุกสิ่งที่เป็นอันตรายต่อ ตนเอง อาทิเช่น ยาเสพติด สุรา บุหรี่ เป็นต้น
2) รักษาหน้าที่ในการปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างเคร่งครัด
3) รักษามารยาทกับผู้อื่น
4) ปฏิบัติตามหน้าที่ต่อผู้อยู่ภายใต้การดูแลของตน
5) รักษาทรัพย์สินของตนเองโดยไม่ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย
6) พัฒนาศักยภาพของตน เพื่อให้สามารถเผชิญกับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้
7) แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ในชีวิตด้วยการใฝ่ศึกษาหาความรู้
8) ยืนหยัดในกรอบแห่งหลักการของศาสนา โดยปรึกษาผู้รู้และผู้มีประสบการณ์ในการชี้แนะทางนำที่เที่ยงตรง
9) พยายามให้มีความสมดุลในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต
10) รักษาความเหมาะสมในพฤติกรรมของตน
 
 

5. อะมานะฮฺต่อสังคมโดยทั่วไป



الأَمَانَةُ تِجَاهَ المُجْتَمَعِ ( الأُمَّة )

5. อะมานะฮฺต่อสังคมโดยทั่วไป



สังคมเปรียบประหนึ่งเรือนร่างเดียวกัน การที่จะรักษาร่างกายไว้ก็จำเป็นต้องรักษาอวัยวะทุกส่วน ดังนั้น มุสลิมทุกคนจึงมีหน้าที่ในการร่วมมือพัฒนาและปกป้องสังคมของเขาให้ยืนหยัดอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับหลักศรัทธาและจริยธรรม ท่านนะบีมุฮัมมัด   ได้กล่าวไว้ว่า

( كُلُّكُمْ رَاعٍِ وَكُلُّكُمْ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، فَالإِمَامُ رَاعٍِ وَهُوَ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، وَالرَّجُلُ رَاعٍِ فِيْ أَهْلِهِ ، وَهُوَ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، وَالمَرْأَةُ رَاعِيَةٌ فِيْ بَيْتِ زَوْجِهَا وَهِيَ مَسْئُوْلَةٌ عَنْ رَعِيَّتِهَا ، وَالخَادِمُ رَاعٍ فِيْ مَالِ سَيِّدِهِ، وَهُوَ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، وَالرَّجُلُ رَاعٍ فِيْ مَالِ أَبِيْهِ وَهُوَ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ ، فَكُلُّكُمْ رَاعٍ وَكُلُّكُمْ مَسْئُوْلٌ عَنْ رَعِيَّتِهِ )

ความว่า “ทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบ และทุกคนในหมู่พวกท่านต้องถูกสอบสวนต่อความรับผิดชอบของเขา ผู้นำเป็นผู้รับผิดชอบและต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของเขา สามีเป็นผู้รับผิดชอบในครอบครัวของเขา และเขาต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของเขา ภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบในครอบครัวของสามีของนาง และนางต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของนาง และผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สินของผู้จ้าง และเขาต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของเขา และชายคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบในทรัพย์สมบัติของบิดาของเขาและเขาต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของเขา ดังนั้น ทุกคนในหมู่พวกท่านเป็นผู้รับผิดชอบ และทุกคนต้องถูกสอบสวนในความรับผิดชอบของเขา” (บันทึกโดยอิมามบุคอรียฺและมุสลิม)



หะดีษดังกล่าว ท่านนะบี   ได้อธิบายถึงบรรทัดฐานแห่งความรับผิดชอบในสังคมให้เห็นว่าอะมานะฮฺหรือความรับผิดชอบนั้นมิใช่เพียงแต่ความรับผิดชอบต่อตนเองเท่านั้น หากเป็นภารกิจต่อสังคมโดยทั่วไปในทุกตำแหน่ง ทุกระดับทุกยศทุกวัยและทุกสภาพ แต่เราจะสังเกตว่าความรับผิดชอบหรืออะมานะฮฺจะเพิ่มขึ้นเมื่ออยู่ในตำแหน่งสูงขึ้น อันเนื่องจากตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นจะขยายความรับผิดชอบและขอบเขตแห่งการดูแลให้เพิ่มขึ้น ดังนั้น ความรับผิดชอบของหัวหน้าหน่วยงานหนึ่ง จึงไม่เหมือนความรับผิดชอบของรัฐมนตรีกระทรวงหนึ่ง และความรับผิดชอบของผู้มีทรัพย์สินจำนวนน้อยก็ไม่เหมือนความรับผิดชอบของผู้มั่งคั่งร่ำรวย และความรับผิดชอบของผู้มีบุตรหลานน้อย ไม่เหมือนความรับผิดชอบของผู้มีบุตรหลานมากมาย

เราสามารถแยกประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมเป็น 2 ประการ



•    ประการแรก ความรับผิดชอบของผู้นำ

ศาสนาอิสลามถือว่า ผู้นำนั้นเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติยิ่งที่สังคมต้องมอบหมายการเชื่อฟังและความเคารพอย่างเต็มที่ จนกระทั่งถือว่าการเชื่อฟังผู้นำนั้นประหนึ่งการเชื่อฟังอัลลอฮฺและร่อซูล โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดก็คือ เชื่อฟังในสิ่งที่สอดคล้องกับหลักการศาสนา ตราบใดผู้นำได้ใช้หรือปกครองสังคมในสิ่งที่ค้านกับหลักการศาสนา เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับการเชื่อฟังจากสังคมด้วยประการทั้งปวง เพราะการรักษาหลักการศาสนานั้นเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ตำแหน่งของผู้นำนั้นมีเกียรติยิ่ง แต่ถ้าหากตำแหน่งดังกล่าวมีบทบาทในการทำลายหลักการ ก็จำเป็นต้องรักษาหลักการเพื่อเป็นการรักษาเกียรติแห่งตำแหน่งนั่นเอง ดังที่ท่านนะบี    กล่าวไว้ว่า

 

( لا طَاعَةَ لأَحَدٍ فِيْ مَعْصِيَةِ اللهِ ،  إِنَّمَا الطَّاعَةُ فِيْ المَعْرُوْفِ )

ความว่า “ไม่มีการเชื่อฟังสำหรับคนหนึ่งคนใดในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ แท้จริงนั้น การเชื่อฟังในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม)



และท่านได้กล่าวไว้อีกว่า

( لا طَاعَةَ لِمَنْ لَمْ يُطِعِ اللهَ )

ความว่า “ไม่มีการเชื่อฟังแก่ผู้ที่ไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด)



เพราะฉะนั้น ผู้นำทุกคนที่มีตำแหน่งหน้าที่ในการดูแลสังคม ไม่ว่าจะกว้างขวางหรือไม่ ก็จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักการศาสนา อันเป็นบรรทัดฐานแห่งความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งตำแหน่งของผู้นำนั้นเป็นตำแหน่งแห่งการรับใช้ศาสนา โดยสังคมเป็นผู้มอบหมายตำแหน่งนั้นแก่เขา ซึ่งผู้นำต้องตระหนักถึงข้อบังคับที่อัลอิสลามได้กำหนดไว้สำหรับผู้ทำหน้าที่รับใช้สังคม นั่นก็คือการทำหน้าที่อย่างสุจริตและแสวงหาผลประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยไม่ให้ผลประโยชน์นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับตำแหน่งหรือพรรคพวกของเขา และให้ปฏิบัติความยุติธรรมอย่างสุดความสามารถในทุกกรณี ดังที่อัลลอฮฺ   ตรัสไว้ว่า



﴿ إِنَّ اللهَ يَأْمُرُكُمْ أَنْ تُؤَدُّوْا الأَمَانَاتِ إِلَى أَهْلِهَا وَإِذَا حَكَمْتُمْ بَيْنَ النَّاسِ أَنْ تَحْكُمُوْا بِالعَدْلِ إِنَّ اللهَ نِعِمَّا يَعِظُكُمْ بِهِ إِنَّ اللهَ كَانَ سَمِيْعَاً بَصِيْرَاً  ﴾

ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน พวกเจ้าจะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮฺทรงแนะนำพวกเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริงๆ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยินและทรงเห็น” (อันนิซาอฺ 58)



ดังนั้น ผู้นำจึงมีหน้าที่รักษาสิทธิส่วนรวมของสังคมและสิทธิส่วนบุคคลด้วยเช่นเดียวกัน ทฤษฎีที่เน้นสิทธิส่วนตัวก็เป็นทฤษฎีแห่งสังคมทุนนิยม และทฤษฎีที่เน้นในสิทธิส่วนรวมเป็นทฤษฎีแห่งคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม แต่ศาสนาอัลอิสลามให้เกียรติทั้งในสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิส่วนรวมโดยเสมอภาค อันเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมในการปกครองสังคม ซึ่งต้องการฟื้นฟูในทุกระดับจนถึงระดับผู้นำสูงสุดของประชาชาติอิสลาม(ค่อลีฟะฮฺ) ที่ต้องมีภารกิจในการฟื้นฟูระบอบอิสลามอันสูงส่ง

สังคมมักจะมองว่าผู้นำเป็นผู้ที่ต้องรักษาสิทธิส่วนรวม แต่ค่อนข้างจะไม่ตระหนักในหน้าที่ของผู้นำที่ต้องรักษาสิทธิส่วนบุคคล อาทิเช่น การรักษาทรัพย์สินของสมาชิกในสังคม โดยไม่ยึดทรัพย์สินของบุคคลมาเป็นสิทธิของส่วนรวมโดยปราศจากหลักการและเหตุผล ในสมัยท่านค่อลีฟะฮฺอุสมาน อิบนุอัฟฟาน   ท่านมีโครงการจะขยายมัสยิดนะบะวียฺ จึงขออนุญาตจากประชาชนในการซื้อที่ดินบริเวณมัสยิดก่อนที่จะเริ่มการก่อสร้าง ทั้งๆที่เป็นมัสยิดของนะบี   อันเป็นการแสดงถึงมาตรฐานในการรักษาทรัพย์สมบัติส่วนตัวของสมาชิกในสังคมและเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้อื่นโดยไร้เหตุผล

อนึ่ง ผู้นำก็ยังมีหน้าที่รักษาสิทธิส่วนรวมมิให้เป็นของส่วนตัว โดยต้องแยกแยะระหว่างทรัพย์สินส่วนตัวของผู้นำและทรัพย์สินส่วนรวมของสังคม ท่านนะบีมุฮัมมัด   จึงไม่ยอมรับซะกาตและถือว่าซะกาตนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับนะบีมุฮัมมัดและลูกหลานของท่าน เพื่อแยกแยะระหว่างซะกาตที่เป็นสิทธิส่วนรวมและหน้าที่ของท่านในการแจกซะกาต



•    ประการที่ 2 การรักษาอะมานะฮฺต่อบุคคล

ซึ่งเป็นมารยาทที่ศาสนาได้สรรเสริญและให้เกียรติอย่างเต็มที่ อัลลอฮฺ  ได้ตรัสว่า

﴿ إِنَّ اللهَ يَأْمُرُكُمْ أَنْ تُؤَدُّوْا الأَمَانَاتِ إِلَى أَهْلِهَا ﴾

ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน” (อันนิซาอฺ 58)

และท่านนะบี   ได้กล่าวว่า

( أَدِّ الأَمَانَةََ إِلَى مَنِ ائْتَمَنَكَ وَلا تَخُنْ مَنْ خَانَكَ )

ความว่า “ท่านจงมอบคืนอะมานะฮฺให้แก่ผู้ที่ไว้วางใจท่าน และท่านอย่าทรยศผู้ที่ทรยศท่าน” (บันทึกโดยอบูดาวู้ดและติรมีซียฺ)



ถึงแม้ว่าผู้ที่ฝากอะมานะฮฺกับเราจะเป็นคนต่างศาสนิกหรือจะเป็นศัตรูอิสลามก็ตาม เพราะการรักษาอะมานะฮฺนั้นถือเป็นจริยธรรมแห่งความเป็นมุสลิม อิสลามจึงไม่เปิดโอกาสที่จะยกเว้นหรือบกพร่องไม่ว่าในกรณีใดๆ

มุอฺมินที่มีอะมานะฮฺก็คือมุอฺมินที่มีความรับผิดชอบใน 5 ประการที่อธิบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ และผู้ที่ขาดอะมานะฮฺในบางส่วนที่ระบุข้างต้น ก็จะขาดอีมาน(ความศรัทธา)ในส่วนนั้น เพราะท่านนะบี   ได้กล่าวว่า

(لا إِيْمَانَ لِمَنْ لا أَمَانَةَ لَهُ وَلا دِيْنَ لِمَنْ لا عَهْدَ لَهُ)

ความว่า “ไม่มีอีมานสำหรับคนที่ไม่มีอะมานะฮฺ และไม่มีศาสนาสำหรับคนที่ไม่รักษาสัญญา”

(บันทึกโดยอิมามอะหมัดและอิบนุฮิบบาน)





สุดท้ายนี้ ขอสรุป หน้าที่(อะมานะฮฺ)ของมุสลิมต่อสังคม ในวาระดังต่อไปนี้

1) “ตำแหน่ง” มิใช่กรอบที่จะบังคับให้เราปฏิบัติหน้าที่ต่อสังคม หากเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะเอื้ออำนวยให้ช่วยเหลือสังคม แต่ทุกคนถึงแม้ว่าจะปราศจากตำแหน่งก็มีภารกิจและความรับผิดชอบต่อสังคมโดยทั่วไป จึงต้องตระหนักในหน้าที่นี้โดยไม่ยึดถือตำแหน่งเป็นเป้าหมายในการทำงานให้กับสังคม

2) รักษาอะมานะฮฺส่วนบุคคลเหมือนกับการรักษาอะมานะฮฺต่อส่วนรวม และเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องปฏิบัติอะมานะฮฺให้เป็นมาตรฐานเดียว โดยไม่เลือกปฏิบัติหรือใช้ความสุจริตกับพรรคพวกเพื่อนฝูงเครือญาติหรือผู้มีอำนาจบารมีเท่านั้น เพราะการรักษาอะมานะฮฺเป็นคุณลักษณะที่ต้องปรากฏอย่างสม่ำเสมอในทุกสถานการณ์และทุกเหตุการณ์

3) ความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ส่วนรวมซึ่งต้องรักษาไว้ แต่ถ้าหากว่าผลประโยชน์ดังกล่าวขัดกับหลักการของศาสนา ก็เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งและเป็นความรับผิดชอบ(อะมานะฮฺ)ที่ต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่ให้ค้านกับหลักการศาสนา



 

 

อัลอิควาน อัลมุสลิมูน

จากหนังสือ الموسوعة الميسرة في الأديان والمذاهب والأحزاب المعاصرة   (สารานุกรมศาสนา แนวคิดและกลุ่มต่างๆในปัจจุบัน) เล่ม 1 หน้า 202-208 จัดพิมพ์โดยสถาบันวามีย์, พิมพ์ครั้งที่ 3  ฉบับปรับปรุง ฮ.ศ.1418 ( ค.ศ.1998), รวบรวมโดย คณะนักวิชาการสถาบันสภายุวมุสลิมโลก (WAMY)  โดย ดร.มานิอฺ บินฮามิด อัลญุฮานีย์ เลขาธิการวามีย์

แปลและสรุปโดย เชคริฎอ อะหมัด สมะดี (สิงหาคม 2547)

เนื้อหา :

 ดาวน์โหลดหนังสือ

อัลอิควาน อัลมุสลิมูน

 ดาวน์โหลดหนังสือ

คำนำโดยสรุป

 الإخـــوان المسـلمـون  อัลอิควาน อัลมุสลิมูน

 
คำนำโดยสรุป
 
อัลอิควาน อัลมุสลิมูน เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวแห่งศาสนาอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน เรียกร้องให้กลับสู่อิสลามดังที่มีอยู่ในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ เชิญชวนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอิสลาม(ชรีอะฮฺ)ในชีวิต ได้เผชิญและต่อต้านนโยบายแห่งการแยกศาสนาออกจากการปกครอง และต่อสู้กับกระแสเซคิวลาร์(แยกศาสนาจากกิจกรรมทางโลก) ในแถบประเทศอาหรับและโลกมุสลิม
 
ผู้ก่อตั้งและบุคคลสำคัญ
 
ผู้ก่อตั้งแนวนี้คือ เชคหะซัน อัลบันนา (เกิด ฮ.ศ.1324 – เสียชีวิต 1368 หรือ ค.ศ.1906-1949 หรือ พ.ศ.2449-2492) ท่านเกิดที่เมืองเล็กๆ ในจังหวัดอัลบุฮัยเราะฮฺ ประเทศอียิปต์ และเติบโตในบรรยากาศแห่งศาสนาด้วยครอบครัวที่ทิ้งเครื่องหมายชัดเจนในชีวิตของท่าน
พร้อมกับการศึกษาด้านศาสนาในบ้านของท่านและมัสยิด ท่านก็ได้ศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล และเข้าเป็นสมาชิกนักศึกษาในคณะดารุลอุลูม กรุงไคโร จนสำเร็จในปี ค.ศ.1927 
ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นครูในโรงเรียนประถมเมืองอิสมาอิลียะฮฺ และที่นั่นท่านได้ริเริ่มเคลื่อนไหวแห่งการเผยแผ่เชิญชวนสังคม โดยเฉพาะร้านกาแฟและในหมู่ผู้ทำงานที่คลองสุเอซ จนถึงเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ฮ.ศ.1327 (ตรงกับ เม.ย. ค.ศ.1928) ท่านได้ก่อตั้งศูนย์แรกของอัลอิควาน
ในปี ค.ศ.1932 ท่านได้ย้ายไปอยู่กรุงไคโร จึงต้องย้ายสำนักแกนนำของกลุ่มเคลื่อนไหวนี้ไปด้วย
ในปี ฮ.ศ.1332 (ตรงกับ ค.ศ.1933) ท่านได้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ชื่อว่า “อัลอิควาน อัลมุสลิมูน” โดย เชคมุฮิบบุดดีน อัลค่อฏี๊บ (เกิด ฮ.ศ.1301- เสียชีวิต 1389 หรือ ค.ศ.1886-1969) เป็นผู้จัดการ ภายหลังได้พิมพ์ “อันนะซีร” ในปี ฮ.ศ.1357 (ตรงกับ ค.ศ.1938) และหลังจากนั้นได้พิมพ์ “อัชชิฮาบ” ในปี ฮ.ศ.1367 (ตรงกับ ค.ศ.1947) และหลังจากนั้นได้พิมพ์หนังสือพิมพ์และวารสารของขบวนการอิควานฯ เรื่อยมา
คณะกรรมการก่อตั้งของกลุ่มถูกรวบรวมครั้งแรกในปี ค.ศ.1941 โดยมีคณะกรรมการร้อยท่าน ถูกคัดเลือกโดย เชคหะซัน อัลบันนา เอง
กลุ่มอัลอิควานให้ความร่วมมือในสงครามฟิลิสฏีน ปี 1948 โดยเข้าสงครามด้วยกำลังทัพของกลุ่มฯ เหตุการณ์นี้รัฐมนตรีกามิล อัชชะรีฟ อดีตแกนนำอิควานฯประเทศจอร์แดน และเลขาธิการสภาโลกมุสลิมแห่งการเผยแผ่และอนุเคราะห์ ได้บันทึกรายละเอียดในหนังสือของท่านคือ “อัลอิควาน อัลมุสลิมูน ในสงครามฟิลิสฏีน” 
วันที่ 8 พฤศจิกายน ค.ศ.1948 อันนักฺรอชี(อดีตนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรอียิปต์ขณะที่เป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ)ถูกสังหาร และกลุ่ม อิควานถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ จึงเป็นเหตุให้ผู้สนับสนุนอันนักฺรอชีเรียกร้องให้แก้แค้นด้วยการสังหาร เชคหะซัน อัลบันนา ซึ่งก็ปรากฏจริงๆในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1949 
คณะรัฐมนตรีของท่านอันนะฮาสบาชา (รัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นภายหลังจากชุดของอันนักฺรอชี) ได้ปล่อยสมาชิกกลุ่มอิควานฯ ที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์สังหารอันนักฺรอชี และอนุญาตให้ฟื้นฟูกลุ่มอิควานฯ ด้วยคำพิพากษาของศาลสูงสุดแห่งราชอาณาจักรอียิปต์ ด้วยเหตุผลว่าการสั่งให้ยุบกลุ่มอิควานนั้นเป็นคำสั่งที่โมฆะ
 
ในปี ค.ศ.1950 ท่านหะซัน อัลหุฎ็อยบี (ฮ.ศ.1306-1393 / ค.ศ.1891-1973) ได้รับคัดเลือกเป็นผู้นำกลุ่มอิควานฯ (อัลมุรชิด) ท่านเป็นบุคคลหนึ่งในคณะผู้พิพากษาชื่อดังในสถาบันศาลแห่งราชอาณาจักรอียิปต์ ท่านถูกจำคุกหลายครั้ง และในที่สุดได้มีคำตัดสินของศาลให้ประหารชีวิตท่านในปี ค.ศ.1954 (สมัยนัสเซอร์ที่ต่อต้านกลุ่มอิควานฯ) แต่คำตัดสินนั้นถูกลดลงให้เป็นการจำคุกตลอดชีวิต และท่านถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ.1971 
ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1951 เหตุการณ์เรียกร้องเอกราชจากจักรวรรดินิยมอังกฤษในประเทศอียิปต์ร้อนระอุ กลุ่มอิควานฯได้ปฏิบัติการโจมตีแบบสงครามกองโจรต่อกองทัพอังกฤษที่คลองสุเอซ ท่านกามิล อัชชะรีฟ ได้บันทึกรายละเอียดเรื่องนี้ในหนังสือ “การต่อต้านที่ลึกลับในคลองสุเอซ” 
ในวันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ.1952  กลุ่มทหารอียิปต์กลุ่มหนึ่งโดยมี  มุฮัมมัด นะยีบ เป็นผู้นำ ได้ปฏิวัติระบบกษัตริย์ด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มอิควานฯ แต่กลุ่มอิควานมุสลิมูนไม่ร่วมปกครองประเทศกับคณะปฏิวัตินั้น เพราะมีทัศนะไม่เห็นชอบกับแนวทางปกครองของผู้ปฏิวัติ จึงทำให้ ญะม้าล นัสเซอร์ (ผู้นำคณะปฏิวัติ) ถือว่าการปฏิเสธของกลุ่มอิควานฯ เป็นแผนของกลุ่มอิควานฯ เพื่อควบคุมการปฏิวัติ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้โต้เถียงในเรื่องนี้ จนกระทั่งรัฐบาลได้สั่งให้จำคุกสมาชิกกลุ่มอิควานฯ ในปี ค.ศ.1954 และไล่ตามสมาชิกอื่นๆที่ลี้ภัย โดยอ้างเหตุผลว่า กลุ่มอิควานฯได้วางแผนเพื่อสังหาร ญะม้าล นัสเซอร์ ที่อนุสาวรีย์อัลมัสชียะฮฺ เมืองอเล็กซานเดรีย และรัฐบาลได้สั่งให้ประหารชีวิตแกนนำ 6 คนของกลุ่มอิควาน คือ อับดุลกอดิร เอาดะฮฺ, มุฮัมมัด ฟัรฆอลียฺ, ยูซุฟ ฏ็อลอัต, ฮินดาวี ดุวัยรฺ, อิบรอฮีม อัฏฏ็อยยิบ, มะหฺมูด อับดุลลาตีฟ
 
ในปี ค.ศ.1965-1966 มีการจับสมาชิกกลุ่มอิควานฯ จำคุกบ่อยครั้ง  โดยมีข้อหาก่อตั้งกลุ่มใต้ดินที่มีเป้าหมายปฏิวัติการปกครอง ทางรัฐบาลได้จำคุกและทรมานกลุ่มอิควานจำนวนมาก และในครั้งนั้นได้ประหารชีวิตแกนนำของอัลวานอัลมุสลิมูน 3 ท่านคือ ยูซุฟ เฮาวาช ,อับดุลฟัตตาฮฺ อิสมาอีล และ 
 
ซัยยิด กุฏบฺ (ฮ.ศ.1324-1387 / ค.ศ.1906-1966) ท่านนี้ถือเป็น นักปราชญ์ท่านที่สองในกลุ่มอิควานฯ นอกเหนือจาก เชคหะซัน อัลบันนา และเป็นบุคคลหนึ่งในบรรดานักปราชญ์ศาสนาอิสลามชื่อดังในยุคปัจจุบัน ท่านถูกจำคุกในปี ค.ศ.1954 และอยู่ในคุกเป็นเวลา 10 ปี จนถูกปล่อยในปี 1964 ด้วยคำเรียกร้องของประธานาธิบดีอิรัก อับดุสสลาม อาริฟ  แต่ไม่นานนักท่านก็ถูกจำคุกอีกครั้งหนึ่งและต้องเผชิญกับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตในที่สุด ท่านได้เขียนตำราไว้มากมายในสาขาวรรณคดี, วิเคราะห์สถานการณ์ และวิชาศาสนาต่างๆ โดยมีหนังสือชื่อดัง ดังต่อไปนี้
ฟีซิลาล อัลกุรอาน (อธิบายความหมายอัลกุรอาน)
 
อัลอะดาละตุลิจติมาอียะตุ ฟิลอิสลาม (ความยุติธรรมแห่งการสังคมในอิสลาม)
 خصائص التَصَوُّر الإسلامي ومقوماته 
(คุณสมบัติและคุณลักษณะของวิสัยทัศน์อัลอิสลาม)
معالم في الطريق   (เครื่องหมายในหนทาง)
ฯลฯ
 
• กลุ่มอิควานฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องในทางลับ จนกระทั่ง ญะม้าล นัสเซอร์ เสียชีวิต ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ.1970 
• ในยุคประธานาธิบดีอันวัร อัซซาดาต กลุ่มอิควานมุสลิมูนที่ถูกจำคุกในยุคนัสเซอร์ได้รับการปล่อยตัวเป็นระยะๆ 
 
• ท่านอุมัร อัตติลมิซานีย์ (ฮ.ศ.1904-1986) ได้รับเลือกเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มอิควานฯ (มุรชิดอาม)  และในสมัยของท่าน แกนนำกลุ่มอิควานฯ ได้เรียกร้องให้คืนสิทธิ์ของกลุ่มและทรัพย์สินที่ถูกยึดไปในยุคนัสเซอร์ และท่านได้ดำเนินกลยุทธที่ทำให้กลุ่มฯ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาล และท่านได้พูดเสมอว่า การเผยแผ่จำต้องปฏิบัติด้วยวิจารณญาน และห่างไกลจากความรุนแรง
• ท่านมุฮัมมัดฮามิด อบุนนัศรฺ ได้รับเลือกเป็นมุรชิดต่อจากท่านอุมัร อัตติลมิซานีย์ และได้ดำเนินตามนโยบายเดียวกัน 
• ท่านมุสฏอฟา มัชฮูร เป็นแกนนำกลุ่มพิเศษในขบวนการอิควานมุสลิมูนในยุคแรกๆ  ท่านได้รับการเลือกตั้งเป็นมุรชิดของอิควานมุสลิมูนต่อจากท่านมุฮัมมัดฮามิด อบุนนัศรฺ หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ.1996 ท่านมุสฏอฟาเป็นแกนนำที่ขยันมากในกิจกรรมของกลุ่มอิควานฯ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ท่านได้มีผลงานปรากฏเป็นหนังสือตำราและบทความในหนังสือพิมพ์และวารสารต่างๆมากมาย ทั้งยังมีบทบาทของท่านที่เด่นชัดในการก่อตั้งสาขาของกลุ่มอิควานฯ ในทวีปยุโรป
 
• มีสมาชิกกลุ่มอิควานฯ หลายท่านที่มีบทบาทสูงนอกประเทศอียิปต์ อาทิเช่น อัชชัยคฺมุฮัมมัด มะหฺมูด อัศเศาวาฟ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้นำสูงสุดของกลุ่มอิควานมุสลิมูนในประเทศอิรัก ท่านได้เขียนตำรามากมาย และมีบทบาทเคลื่อนไหวสูงมากในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามในทวีปอัฟริกา ภายหลังอพยพจากเมืองอิรักในปี ค.ศ.1959 ไปพำนักอยู่นครมักกะฮฺ, ดร.มุสฏอฟา อัสสิบาอียฺ (ฮ.ศ.1334-1384 / ค.ศ.1915-1964) เป็นผู้นำคนแรกของกลุ่มอิควานมุสลิมูนในประเทศซีเรีย ท่านได้ศึกษาถึงระดับปริญญาเอกจากคณะชรีอะฮฺ(นิติศาสตร์อิสลาม) มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร กรุงไคโร ในปี ค.ศ.1949 ท่านเป็นผู้นำกองทัพของอิควานมุสลิมูนในสงครามฟิลิสฏีน ปี ค.ศ.1948 ได้แข่งขันในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในเมืองดิมัชกฺปี ค.ศ.1949 ท่านเป็นนักปราศรัยที่เชี่ยวชาญและเป็นผู้ก่อตั้งคณะชรีอะฮฺในเมืองดิมัชกฺ เมื่อปี ค.ศ.1954 และดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีคนแรกของคณะนี้ นอกจากนี้ ท่านยังมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายครอบครัวในประเทศซีเรียให้สอดคล้องกับกฎหมายอิสลาม
 
กลุ่มอิควานมุสลิมูนในประเทศจอร์แดนถูกก่อตั้งในวันที่ 13 เดือนรอมฎอน ปี ฮ.ศ.1364 (ตรงกับ 19 พฤศจิกายน ค.ศ.1945) โดยผู้นำคนแรกคือ อัชชัยคฺอับดุลลาตีฟ อบูกูเราะฮฺ ซึ่งท่านเป็นผู้นำกองทัพอิควานจากประเทศจอร์แดนในสงครามฟิลิสฏีนปี 1948
 
ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1953 ท่านมุฮัมมัด อับดุรเราะห์มาน ค่อลีฟะฮฺ ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มอิควานมุสลิมูนประเทศจอร์แดน 
 
 

แนวคิดและหลักศรัทธา

แนวคิดและหลักศรัทธา

กลุ่มอิควานมุสลิมูนเชื่อว่า อิสลามนั้นเป็นอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา)ที่จะควบคุมและครอบครองแนวชีวิตของมุสลิม และเป็นแนวปฏิบัติที่รอบคอบสำหรับกิจกรรมต่างๆในชีวิตของมุสลิม กลุ่มอิควานฯ เรียกร้องสู่การก่อตั้งรัฐอิสลามเพื่อเป็นผลในการให้คำดำรัสของอัลลอฮฺสูงส่งในโลกนี้ เชคหะซัน อัลบันนา ได้อธิบายวัตถุประสงค์ข้างต้นโดยกล่าวว่า “อิสลามนั้นเป็นอิบาดะฮฺ(ศาสนกิจ) กิยาดะฮฺ(การปกครอง) และดีน(หลักเชื่อถือ) อิสลามเป็นรัฐบาลและจิตวิญญาณ เป็นข้อปฏิบัติ เป็นการละหมาด เป็นญิฮาด(ต่อสู้ดิ้นรน) เป็นการเชื่อฟัง เป็นการปกครอง เป็นอัลกุรอานและดาบ ไม่มีการแยกแยะระหว่างสิ่งดังกล่าว”
ตั้งแต่กลุ่มอิควานมุสลิมูนก่อตั้งขึ้น ก็ขยันปฏิบัตินโยบาย ขยายผลงานให้ความเคลื่อนไหวของกลุ่มฯถึงระดับสากล เพื่อให้กิจกรรมของกลุ่มฯถูกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องด้วยสาขาต่างๆ ของกลุ่มฯ
 
เชคหะซัน อัลบันนา ได้กล่าวถึงแนวการเผยแผ่ศาสนาของกลุ่มอิควานฯ ไว้ว่า “แท้จริงกลุ่มอิควานมุสลิมูนนั้น เป็นการเผยแผ่ศาสนาตามแบบฉบับสลัฟ(บรรพชนยุคแรก-คือศ่อฮาบะฮฺและตาบิอีน) เป็นแนวแห่งซุนนะฮฺ และเป็นเนื้อหาแห่งซูฟี(สมถะ) เป็นกลุ่มคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางกีฬา เป็นสมาพันธ์แห่งการศึกษาและวัฒนธรรม เป็นสถาบันแห่งเศรษฐกิจ เป็นทฤษฎีแห่งการปกครองสังคม”
 
• ท่านอัลบันนา ได้ยืนยันว่า สัญลักษณ์ความเคลื่อนไหวของอิควานมีดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงจากปัญหาความขัดแย้ง
2. หลีกเลี่ยงจากอำนาจผู้ปกครองและผู้มีอิทธิพล
3. หลีกเลี่ยงจากอำนาจพรรคการเมืองและอำนาจของสถาบันต่างๆ
4. ให้ความสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนาเป็นขั้นตอน
5. ให้ความสนใจในด้านความรู้ที่มีผลงานเป็นรูปธรรมมากกว่าการโฆษณาและประกาศตนเอง
6. ความสนใจของเยาวชนหนุ่มสาว
7. การแพร่ทั่วเมืองทั่วประเทศ
 
• เชคหะซัน อัลบันนาได้ระบุว่าคุณลักษณะของแนวเผยแผ่ศาสนาของกลุ่มอิควานมุสลิมูนมีดังต่อไปนี้
เป็นดะอฺวะฮฺร็อบบานียะฮฺ หมายถึง เป็นแนวเผยแผ่แห่งพระผู้เป็นเจ้า เพราะพื้นฐานสำคัญในวัตถุประสงค์ของกลุ่มอิควานฯ เพื่อให้มนุษยชาติทั้งหลายดำรงชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า
เป็นดะอฺวะฮฺอาละมียะฮฺ หมายถึง เป็นแนวเผยแผ่แห่งสากล เพราะมุ่งสู่มนุษยชาติทั้งหลาย เนื่องจากอิควานฯเชื่อว่ามนุษย- ชาตินั้นเป็นพี่น้องกัน มีต้นตระกูลเดียวกัน ไม่เหนือกว่ากันเว้นแต่ด้วยความยำเกรงและด้วยสิ่งที่บุคคลนั้นกระทำเพื่อส่วนรวมในเรื่องคุณธรรมและความโปรดปรานอันกว้างขวาง
เป็นดะอฺวะฮฺอิสลามียะฮฺ หมายถึง แนวเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เพราะกลุ่มอิควานฯ อ้างตนถึงศาสนาอิสลาม
 
• เชคหะซัน อัลบันนา ได้อธิบายถึงระดับผลงานที่สมาชิก ผู้เลื่อมใส(อัลอะคุศศอดิกุ) ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. ปรับปรุงตนเองให้เป็นมุสลิมที่แข็งแรงด้านร่างกาย ให้มีจริยธรรมที่มั่นคง มีปัญญาแห่งความรู้ที่หลากหลาย มีความสามารถในการทำมาหากิน มีอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา)ที่ถูกต้อง และปฏิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้องเรียบร้อย
2. ก่อตั้งครอบครัวมุสลิมอย่างแท้จริง โดยประคับประคองครอบครัวให้เคารพความเห็นของตน และรักษามารยาทอิสลามในพฤติกรรมต่างๆ ของชีวิตครอบครัว
3. ชี้แนะสังคมโดยเผยแผ่คุณธรรมและต่อต้านความชั่วทั้งหลาย
4. เรียกร้องสู่เอกราชของโลกมุสลิมให้พ้นจากอำนาจของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่มุสลิม ไม่ว่าจะเป็นอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือความคิดก็ตาม
5. ปรับปรุงแก้ไขรัฐบาลที่ปกครองประเทศมุสลิมให้เป็นรัฐอิสลามอย่างแท้จริง
6. ให้มีส่วนร่วมในการเรียกคืนตำแหน่งสากลของประชาชาติอิสลาม โดยเรียกร้องสู่เอกราชและฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติ ให้มีส่วนร่วมในการทำให้อิสลามเป็นผู้นำโลกเช่นที่เคยเป็นในอดีต ด้วยการเผยแผ่อิสลามไปทั่วทุกมุมโลก เพื่อไม่เป็นความเสียหายในแผ่นดินและให้ศาสนา ความเชื่อทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเท่านั้น
 
• เชคหะซัน อัลบันนา ได้ลำดับขั้นตอนแห่งการเผยแผ่เคลื่อนไหวเป็น 3 ลำดับ ดังต่อไปนี้
1. การแนะนำ
2. การสร้าง
3. การดำรง
 
• ในหนังสืออัตตะอาลีม เชคหะซัน อัลบันนา ได้กล่าวไว้ว่า “หลักสำคัญในบัยอะฮฺของเรา(การให้สัตยาบันเป็นสมาชิกกลุ่มอิควานฯ) มีสิบประการ จงท่องจำไว้ ความเข้าใจ ความบริสุทธิ์ใจ การปฏิบัติ การต่อสู้ การเสียสละ การเชื่อฟัง การยืนหยัด มีอิสระจากอิทธิพลความคิดต่างๆ ยึดในความเป็นพี่น้อง มีความไว้วางใจ”  ท่านได้อธิบายทุกประการและกล่าวว่า “ท่านพี่น้องสมาชิกผู้เลื่อมใส นี่คือแนวเผยแผ่โดยสรุปของท่าน และโครงสร้างแนวคิดของท่านอย่างสังเขป และท่านสามารถรวบรวมสิบประการดังกล่าวในห้าประโยคนี้คือ อัลลอฮฺเป็นเป้าหมายของเรา ร่อซูลเป็นแบบฉบับผู้นำของเรา กุรอานเป็นกฎหมายของเรา ญิฮาดเป็นแนวทางของเรา ชะฮาดะฮฺสุดความหวังของเรา และท่านสามารถสรุปผลแห่งห้าประโยคดังกล่าวในห้าคำต่อไปนี้ สมถะ อ่านกุรอาน ละหมาด ความเป็นทหาร และจริยธรรม”
 
• ในหนังสือ خصائص التَصَوُّر الإسلامي ومقوماته ท่านอุสตาซซัยยิด กุฏบฺ ได้สะท้อนความเข้าใจของท่านและกลุ่มอิควานมุสลิมูนต่ออิสลาม ซึ่งสรุปคุณสมบัติของวิสัยทัศน์ต่ออิสลามว่ามีดังนี้ ร็อบบานียะฮฺ(เป็นศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ยืนหยัด รอบคอบ สมดุล ให้มีผลงานเชิงบวก อยู่ในกรอบความสามารถและมีเอกภาพ และท่านซัยยิด กุฏบฺ ได้อธิบายทุกประเด็นอย่างละเอียดในหนังสือดังกล่าว
 
• สัญลักษณ์(โลโก้)ของกลุ่มอิควานฯ เป็นดาบสองเล่มไขว้กัน ล้อมอัลกุรอาน พร้อมคำว่า (( وَأَعِدُّوا  )) แปลว่า จงเตรียมพร้อม ซึ่งเป็นอายะฮฺในซูเราะตุลอันฟาล และมีสามคำระบุเบื้องล่างคือ สัจธรรม พลัง อิสระ
• กลุ่มอิควานได้เปลี่ยนและปรับปรุงกลยุทธ์ในการเผชิญกับอำนาจรัฐเนื่องจากผลเสียหายที่เกิดจากกลยุทธ์เก่าในประเทศอียิปต์และซีเรีย ซึ่งแกนนำหลายท่านได้สิ้นชีวิตและประสบการทรมานในคุก และไม่สามารถทำงานได้อย่างเปิดเผย อันส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการขยายตัวของกลุ่มฯ 
• กลุ่มอิควานฯ สามารถควบคุมสหภาพต่างๆ และมีปรากฏการณ์ในด้านการเมืองและอื่นๆ
 
• ปัจจุบันนี้รัฐบาลอียิปต์ไม่อนุญาตให้ก่อตั้งพรรคการเมืองที่มีวัตถุประสงค์ด้านศาสนา ด้วยเหตุผลว่ามิให้นำศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมืองและอ้างถึงชนกลุ่มน้อยที่ไม่ใช่มุสลิม ที่อาจเรียกสิทธิ์ในการตั้งพรรคศาสนาของเขา จึงทำให้กลุ่มอิควานมุสลิมูนไม่สามารถทำงานอย่างเป็นทางการ ด้วยสภาพนี้กลุ่มอิควานมุสลิมูนจึงร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และสร้างพันธมิตรเพื่อเข้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งประเทศอียิปต์ การสร้างพันธมิตรกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านและพฤติกรรมของอิควานมุสลิมูนอื่นๆ ทำให้ผู้สนับสนุนและผู้ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มอิควานฯนั้นตำหนิพฤติกรรมดังกล่าว
 
• ข้อติเตียนต่อกลุ่มอิควานมุสลิมูนไม่ได้จำกัดในเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในบางเรื่องเกี่ยวกับอะกีดะฮฺ รวมทั้งแนวปฏิบัติและคำพูดของสมาชิกบางคน สำหรับเรื่องอะกีดะฮฺที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือคำพูดของ เชคหะซัน อัลบันนา เกี่ยวกับคุณลักษณะการเคลื่อนไหวของอิควานฯที่รอบคอบ และคำพูดของท่านเกี่ยวกับเนื้อหาแห่งซูฟี และจุดยืนของท่านเกี่ยวกับความเชื่อในคุณลักษณะของอัลลอฮฺ และความเข้าใจของท่านว่า บิดอะฮฺบางชนิดเป็นความขัดแย้งด้านหลักฐานเท่านั้น
 
• แต่เป็นที่ชัดเจนว่าความเข้าใจของ เชคหะซัน อัลบันนา เกี่ยวกับเรื่องซูฟี เป็นความหมายขนานกับคำว่า “الزُهْدُ” (สมถะ) มิใช่ซูฟีที่สวนกับซุนนะฮฺ ในด้านอะกีดะฮฺและจริยธรรม และสำหรับจุดยืนของท่านต่อคุณลักษณะของอัลลอฮฺนั้น ท่านอัลบันนามีความเห็นว่าแนวของสลัฟเป็นแนวที่ปลอดภัยกว่าและน่าปฏิบัติตามมากกว่า ถึงแม้ว่าจะเข้าใจความหมายที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของอัลลอฮฺหรือไม่
 
• บางกลุ่มในสมาชิกอิควานฯ ถูกวิจารณ์ว่าแสดงความจงรักภักดีและภาคภูมิใจต่อ เชคหะซัน อัลบันนา จนเกินเลยขอบเขต โดยแน่นอนแล้ว เรื่องอัลฆุลูวฺ หมายถึง การกระทำที่เกินเหตุเกี่ยวกับแกนนำหรือพฤติกรรมของมนุษย์ทั่วไป มุสลิมทั่วไปก็ไม่ได้ปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งมีมุสลิมบางกลุ่มที่เกินเลยขอบเขตในการรักภักดีต่อร่อซูลหรือศ่อฮาบะฮฺบางท่าน หรือคนซอและฮฺบางท่าน การเกินเหตุนั้นเป็นลักษณะที่ชัดเจนในบรรดาขบวนการอิสลามในยุคปัจจุบัน แต่ต่างกันในระดับความรุนแรง ซึ่งจะปรากฏบางคนที่ภาคภูมิใจต่อท่านอิมามมุฮัมมัด อิบนุอับดุลวะฮาบ จนเกินขอบเขต และบางคนต่อ เชคหะซัน อัลบันนา, หรือ เมาลานา อัลเมาดูดียฺ, และบางคนก็ยกย่อง ซัยยิด กุฏบฺ จนเกินความเหมาะสม ดังกล่าวเป็นต้น ที่จริงแล้วสำหรับทุกๆคน จำเป็นต้องยืนหยัดในแนวทางของอัลอิสลาม ที่ขึ้นอยู่กับการกลับไปยังกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของร่อซูลของพระองค์ ด้วยความเข้าใจของอัสสลัฟุศศอและห์ได้ห้ามมิให้เลยขอบเขตในการเคารพนับถือแม้กระทั่งต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
• ข้อเขียนของท่านติลมิซานีย์ และท่านสะอี๊ด เฮาวา มีการวินิจฉัยบางประการที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของอัลอิสลาม แต่ที่จริงแล้วทุกคน คำพูดของเขาย่อมรับได้หรือปฏิเสธได้ ยกเว้นท่านมะอฺศูมมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งคำพูดของท่านจำเป็นต้องเชื่อฟังอย่างเดียว 
 

 

รากฐานแห่งความคิดและหลักศรัทธาของอิควานมุสลิมูน

 รากฐานแห่งความคิดและหลักศรัทธาของอิควานมุสลิมูน

แนวเผยแผ่ของอิควานมุสลิมูนได้ติดตามแนวการเผยแผ่ของ เชคมุฮัมมัด อิบนุอับดุลวะฮาบ ที่ยึดในแนวสลัฟ และติดตามร่องรอยของแนวการเผยแผ่ของกลุ่มอัซซะนูซี่ยะฮฺ และของ เชคมุฮัมมัดรอชีด ริฎอ ซึ่งส่วนมากของแนวเผยแผ่ดังกล่าว เป็นเส้นทางที่ยืดออกมาจากแนวทางของท่านอิมามอิบนุตัยมียะฮฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.928 หรือ ค.ศ. 1328) ซึ่งสืบทอดมาจากแนวทางของท่านอิมามอะหมัด อิบนุฮัมบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

อิควานมุสลิมูนได้นำเนื้อหาของซูฟีที่เกี่ยวกับวิธีการขัดเกลาจิตใจและปรับปรุงบุคลิกภาพให้อยู่ในตำแหน่งที่สง่างาม โดยยึดมั่นในแนวทางของบรรพชนซูฟียุคแรกที่มีอะกีดะฮฺอันถูกต้อง ไม่มีความอ่อนแอหรือความเกียจคร้าน เชคหะซัน อัลบันนา ได้รวบรวมความเห็นหลากหลายดังกล่าวมาบรรจุในแนวทางของท่าน และได้เสริมสิ่งจำเป็นที่สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมจำบังคับให้คำนึงถึง เช่น การเผชิญกับกระแสหลากหลายที่แพร่ทั่วสังคมอียิปต์และแถบโลกมุสลิมทั้งปวง
 
 
พื้นที่ที่มีความเคลื่อนไหวของอิควานมุสลิมูน
 
ขบวนการอิควานมุสลิมูนริเริ่มเคลื่อนไหวในเมืองอิสมาอีลียะฮฺ แล้วย้ายไปยังกรุงไคโร จากนั้นจึงไปสู่ทั่วประเทศอียิปต์ จนกระทั่งในช่วงก่อนปี ค.ศ.1550 ขบวนการอิควานฯ มีสามพันสาขาทั่วประเทศอียิปต์และมีสมาชิกมากมาย
ขบวนการอิควานมุสลิมูนได้ขยายตัวไปยังประเทศอาหรับอื่นๆ  จนกระทั่งมีความเคลื่อนไหวอย่างมากในประเทศซีเรีย ปาเลสไตน์ จอร์แดน เลบานอน อิรัก เยเมน ซูดาน และอื่นๆ ปัจจุบันนี้จะมีสมาชิกแห่งขบวนการอิควานมุสลิมูนทั่วโลก
 
 
สรุป
 
จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า อัลอิควานอัลมุสลิมูน เป็นขบวนการมุสลิมในยุคปัจจุบัน และถือว่าเป็นขบวนการที่ใหญ่ที่สุด และเป้าหมายของกลุ่มนี้คือการเรียกร้องสู่การปฏิบัติตามกฎหมายแห่งกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ และปฏิบัติชรีอะฮฺของอัลลอฮฺในทุกกิจกรรมของชีวิต และเผชิญหน้ากับนโยบายที่ต้องการแยกระหว่างโลกและศาสนาอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติทุกวิถีทางให้คำดำรัสของอัลลอฮฺสูงส่งบนแผ่นดิน ซึ่งเป็นขบวนการสากลที่จะพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งด้วยแนวเผยแผ่แห่งพระผู้เป็นเจ้าเพื่อขัดเกลาจิตใจ แก้ไขปัญหาแวดล้อม และปรับปรุงผลงานของรัฐบาลและผู้ปกครองของสังคมด้วยความหวังในการที่จะฟื้นฟูความเป็นผู้นำของประชาชาติอัลอิสลาม ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะมีบางข้อตำหนิเช่นขบวนการอื่นๆ เกี่ยวกับแนวทางหรือพฤติกรรมของสมาชิกบางคน
 

เตาบัตในอิสลาม

 

มีหะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัด จากท่านอิบนุอุมัรได้รายงานว่า “ครั้งหนึ่งฉันได้นั่งอยู่พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และได้ยินท่านนบีกล่าวอิซติฆฟาร(คือการกล่าว أستغفر الله  หรือการขออภัยโทษนั่นเอง)หนึ่งร้อยครั้ง หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า 

"اللهم اغفر لي وارحمني وتب علي إنك أنت التواب الرحيم أو إنك تواب غفور"

“โอ้ อัลลอฮฺโปรดให้อภัยแก่ฉันและโปรดเมตตาฉันโปรดรับการเตาบัตจากฉัน
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรับการเตาบัต ผู้ทรงเมตตาปราณี หรือพระองค์คือผู้ทรงรับการเตาบัตผู้ทรงให้อภัย”

เนื้อหา

  • การเตาบัตในอิสลาม
  • การเตาบัตในศาสนาและอารยธรรมต่างๆ
  • เงื่อนไข(หลักเกณฑ์)ในการเตาบัต
  • จุดประสงค์ของการเตาบัต
  • ชนิดของการเตาบัต
  • การรักษาและเอาใจใส่ต่อการเตาบัต
  • ข้อบกพร่องที่ต้องระมัดระวังและอาจมีผลกระทบต่อการเตาบัต
  • คำตักเตือนที่สำคัญ

 

--- ดาวน์โหลดหนังสือ ---

 

คำนำ

 

ในบรรยากาศของโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยอบายมุขและมลทินอันเป็นพิษต่อความศรัทธาและส่งผลกระทบอันร้ายแรงต่อสังคมมุสลิมนั้น ผู้ศรัทธาต้องการเส้นทางที่ถูกต้องสู่สิ่งแวดล้อมอันบริสุทธิ์ของอิสลาม ถึงแม้ว่าชีวิตจะปะปนกับอบายมุขและมลทินดังกล่าว อัลอิสลามได้เปิดประตูให้แก่ผู้ศรัทธาทั้งปวงสู่บรรยากาศอันบริสุทธิ์แห่งความศรัทธา และวิถีทางให้ผู้ศรัทธาทุกคนสามารถปรับปรุงและบูรณะชีวิตของตนให้ปราศจากมลทินและสง่างามด้วยความศรัทธาและศีลธรรม นั่นคือประตูแห่งอัตเตาบะฮฺ คือการกลับเนื้อกลับตัวสำหรับทุกคนที่ได้ปนเปื้อนกับความผิดต่างๆ ซึ่งประตูนี้เป็นเอกลักษณ์ในระบอบชีวิตของมุสลิม เพราะเป็นหนทางของมุสลิมในการแสวงความเมตตาและความอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นวิถีชีวิตที่นักศีลธรรมจะดำรงไว้ ไม่มีมนุษย์ที่ปราศจากมลทิน และมนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาที่จะได้รับความอภัยโทษและดำรงชีวิตอย่างบริสุทธิ์ จึงมีอัตเตาบะฮฺ(การกลับเนื้อกลับตัว) เป็นระบอบในการบริหารชีวิตอย่างมีประสิทธิผล หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงปรัชญาของการกลับเนื้อกลับตัวในอิสลาม ตลอดจนความประเสริฐและวิถีทางกลับเนื้อกลับตัวต้องเป็นอย่างไรตามบทบัญญัติของอัลอิสลาม หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นจุดประกายหรือจุดเริ่มชีวิตใหม่สำหรับทุกคนที่มีความหนักใจต่อความผิดของตัวเอง และหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้อยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากที่สุด
 
และเนื่องด้วยการฉลองอักดุนนิกาหฺระหว่าง อะหมัดนะฮฺดี สมะดี กับ อัรญา ซอลิฮี เจ้าภาพใคร่ขอมอบหนังสือเล่มนี้เป็นฮะดียะฮฺให้แก่ท่าน ด้วยคำขอบพระคุณที่ท่านเสียสละมาร่วมงานนี้ จึงขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้พระองค์โปรดประทานความสลามัตเราะหฺมัตและบะรอกัตแก่ท่านและครอบครัวของท่านเทอญ
 

การเตาบัตในอิสลาม

การเตาบัตในอิสลาม

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ผู้อภิบาลสากลโลก ขอความสันติจงมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
แท้จริงแล้วหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้มนุษย์นั้นมีความสุขในชีวิตและสามารถปรับปรุงพัฒนาชีวิตของเขาให้ดีนั้นคือการมีมารยาทที่ดีงาม และปฎิบัติตัวห่างไกลจากการกระทำที่เลวทรามและน่ารังเกียจทั้งมวล ตลอดจนเติมเต็มชีวิตของเขาด้วยการฎออัต(เชื่อฟังและปฎิบัติตาม)ต่ออัลลอฮฺและปฎิบัติอามั้ลที่ดี แต่ถึงกระนั้นก็ตามมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นมาจากดินซึ่งโดยธรรมชาติที่อัลลอฮฺสร้างมานั้นย่อมหนีไม่พ้นการกระทำความผิดหรือข้อบกพร่องต่างๆ ดังนั้นอัลลอฮฺตะอาลาจึงทรงได้บัญญัติให้การเตาบัตเป็นวิธีการที่ดีเยี่ยมที่สุดในการกลับตัวและแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น
 
เป็นสิ่งที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เป็นฟิตนะฮฺ ความสับสนวุ่นวายต่างๆและการกระทำที่ฝ่าฝืนหลักการนั้นมีให้เห็นได้อย่างทั่วไปในทุกชนชั้นทุกแขนงของสังคมในปัจจุบัน ดังนั้นการตักเตือนในเรื่องของเตาบัตนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนไม่ว่าระดับปัจเจกชนหรือระดับกลุ่มองค์กร บิดามารดาและสมาชิกครอบครัวทุกคน นักการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ลูกจ้าง นักเรียน นักศึกษา เด็ก คนแก่ ผู้ปกครองบ้านเมือง ผู้อยู่ใต้การปกครอง ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วจำเป็นที่จะต้องทำการเตาบัตตัวจากสิ่งผิดพลาด ข้อบกพร่องและความผิดต่างๆ 
 
จงมั่นใจเถิดว่าสังคมใดที่สมาชิกในสังคมนั้นยอมรับผิดและทำการเตาบัตและกลับตัวอย่างสม่ำเสมอ สังคมนั้นย่อมจะเป็นสังคมที่ทำความผิดน้อย มีข้อบกพร่องที่ไม่รุนแรงและสามารถพบเห็นสมาชิกในสังคมนั้นทำความดีอย่างแพร่หลายและประพฤติปฎิบัติในสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ทั้งนี้เพราะสังคมนั้นคือสังคมที่ตั้งใจจริงในการกลับตัวกลับใจไปสู่หนทางแห่งความดีและความถูกต้อง
 
และข้อเขียนต่อไปนี้จะอธิบายเรื่องราวและข้อปฎิบัติต่างๆที่เกี่ยวกับการเตาโดยใช้วิธีการเขียนที่เรียบง่ายเพื่อให้ผู้ที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิมได้เข้าใจถึงการเตาบัตดังกล่าว
 

การเตาบัตในศาสนาและอารยธรรมต่างๆ

 

ข้อมูลและประวัติของการเตาบัตนั้นมีอยู่อย่างมากมายในศาสนาและอารยธรรมต่างๆแต่จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด วิธีการปฎิบัติและจุดมุ่งหมาย กล่าวคือการเตาบัตตัวในบางศาสนานั้นเป็นเพียงแค่การยอมรับสารภาพในความผิด เช่นในศาสนาคริสต์นั้นผู้ที่ทำความผิดจะทำการรับสารภาพในบาปที่เขาได้ก่อไว้อย่างละเอียดต่อหน้าบาทหลวงในห้องมืด จากนั้นบาทหลวงจะเอามือลูบหัวผู้สารภาพบาปนั้นและกล่าวว่า “ยืนขึ้นเถิด แท้จริงเจ้าได้ถูกให้อภัยแล้ว!!” ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเตาบัติตัวในศาสนาคริสต์นั้นได้กลายเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันไม่เกี่ยวกับพระเจ้า
 
ในขณะที่การเตาบัตในศาสนาของยิวนั้นเป็นเรื่องที่ลำบากและยุ่งยากในการปฎิบัติ นั่นคือผู้ที่ต้องการเตาบัตนั้นต้องกระทำพิธีกรรมต่างๆมากมายและเป็นพิธีกรรมที่ที่เหนื่อยและยากลำบาก จนกล่าวได้ว่าการเตาบัตในศาสนายิวนั้นเป็นเสมือนการลงโทษมากกว่าการขออภัยโทษ ทั้งนี้อันเนื่องมาจากแนวทางปฎิบัติและกฎเกณฑ์ของชาวยิวนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงแข็งกระด้างสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการที่พวกเขาได้รับโทษจากการที่พวกเขาไม่เชื่อฟังและกระด้างกระเดื่องจนถึงขั้นที่พวกเขาได้ฆ่าศาสนทูตบางท่านจากบรรดาศาสนฑูตที่ถูกประทานมายังพวกเขา
 
ส่วนการเตาบัตในศาสนาพุทธนั้นมีพื้นฐานจากความเชื่อเรื่องการหลุดพ้นจากความเจ็บปวดที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการค้นหาหนทางในการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในชาติหน้า(พวกเขาอ้างว่าการเกิดของชีวิตมนุษย์นั้นคือการชดใช้กรรมที่ได้กระทำมาในชาติที่แล้ว)ฉะนั้นแล้วในศาสนาพุทธนั้นมนุษย์ต้องพยายามปลดปล่อยตัวเองจากบาปเพื่อมิให้บาปนั้นติดตามตัวเขาไปในชาติต่อๆไป ดังนั้นสรุปได้ว่าการเตาบัตในศาสนาพุทธนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลย
 
ศาสนิกของบางลัทธินั้นการเตาบัตคือการดำดิ่งจมตัวเองลงไปในแม่น้ำที่ถูกอ้างว่ามีความศักดิ์สิทธ์ ซึ่งเขาคิดว่าบาปที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตก็ถูกลบไปจากการกระทำดังกล่าว
 
หรือบางศาสนาได้ถือว่าการถวายของเส้นไหว้ให้กับบรรดาเจว็ดและเทวรูปต่างเป็นวิธีการในการเตาบัตและการชำระบาป หรือลัทธิบางอย่างนั้นได้กำหนดวิธีการเตาบัตให้เป็นการทรมานตัวเองด้วยการเฆี่ยน เผาหรือแทงตัวเอง
 
การเตาบัตของศาสนาต่างๆที่กล่าวมานั้นแทนที่เป็นสิ่งที่ช่วยให้มนุษย์ประสบความในการกลับเนื้อกลับตัวและปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นแต่กลับกลายเป็นอุปสรรคและเป็นสาเหตุของความล้มเหลวของการกลับตัวทั้งในระดับบุคคลหรือองค์กร ซึ่งคุณสมบัติการเตาบัตที่ได้กล่าวมานั้นล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ไร้สาระและเป็นวิธีการเตาบัตที่เพี้ยนและออกนอกกรอบธรรมชาติที่อัลลอฮ์สร้างมนุษย์มาสุดท้ายแล้วมนุษย์ชาติจึงยังคงอยู่ในความหลงทางและงมงายไม่สามารถปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นได้
 
ในทางตรงกันข้ามกัน ชีวิตแห่งวัตถุนิยมในสังคมแห่งการบริโภคอย่างปัจจุบันนี้ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่พยายามบำบัดความอยากของตัวเองที่ไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยการวิ่งไล่กวดสิ่งหลอกลวงจอมปลอมของดุนยา เปรียบเสมือนว่ามนุษย์ได้กลายเป็นทาสของความรื่นเริงและเงินทองนั้นได้กลายเป็นพระเจ้าที่ทุกคนต่างบูชา จนถึงขึ้นที่มนุษย์รู้สึกภูมิใจในการประพฤติชั่วและกระทำบาปอย่างเปิดเผย หรือแม้แต่แข่งขันกันทำความชั่วโดยมีได้กำหนดรางวัลให้กับผู้ที่ชั่วได้มากที่สุด ความละอายไม่มีหลงเหลือ จรรยามารยาทที่ดีงามหายหมดสิ้น ไม่มีความรู้สึกสำนึกผิด ซึ่งตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบนี้มีให้เห็นได้ทั่วไปในสังคมตะวันตกอันเป็นสังคมที่ปราศจากความเกี่ยวข้องกันระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าของเขา 
 
การกลับไปสู่สิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺนั้นเป็นความขาดทุนและการไม่เตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺนั้นเป็นความหายนะอย่างใหญ่หลวง นอกจากนี้การเตาบัตนั้นยังเป็นแนวทางของบรรดานบีและรอซูลรวมถึงบรรคนศอและหฺ ดังที่อัลกุรอานระบุไว้ว่า 
 
 
يَا قَوْمَنَا أَجِيبُوا دَاعِيَ اللَّهِ وَآمِنُوا بِهِ  يَغْفِرْ لَكُم مِّن ذُنُوبِكُمْ وَيُجِرْكُم مِّنْ عَذَابٍ أَلِيمٍ ﴿٣١﴾
ความว่า “โอ้หมู่ชนของเราเอ๋ย จงตอบรับต่อผู้เรียกร้องของอัลลอฮฺเถิด และจงศรัทธาต่อเขา พระองค์จะทรงอภัยโทษจากความผิดของพวกท่านให้แก่พวกท่าน และจะทรงให้พวกท่านรอดพ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวด”(46 : 31)
 
وَمَن لَّا يُجِبْ دَاعِيَ اللَّهِ فَلَيْسَ بِمُعْجِزٍ فِي الْأَرْضِ وَلَيْسَ لَهُ مِن دُونِهِ أَولِيَاء أُوْلَئِكَ فِي ضَلَالٍ مُّبِينٍ ﴿٣٢﴾
ความว่า “และผู้ใดที่ไม่ตอบรับผู้เรียกร้องของอัลลอฮฺ เขาจะไม่รอดพ้น (จากการลงโทษ) ในแผ่นดินนี้ และสำหรับเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองอื่นจากพระองค์ ชนเหล่านี้อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง”(46 : 32)
 
สิ่งที่ต้องกระทำหลังจากทำการเตาบัตคือ การกลับไปสู่หลักการอันถูกต้องของอัลลอฮฺและการนอบน้อมเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ การเดินรอยตามบรรดานบีและรอซูลของพระองค์ การปฎิบัติตามสิ่งที่พวกเขาได้นำมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนบีท่านสุดท้าย มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
เรื่องที่จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างมากในการเตาบัตคือ การเตาบัตนั้นจะไม่มีค่าใดๆหากผู้ที่เตาบัตไม่มีการให้เอกภาพหรือเตาฮีดต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว ไม่มีการเชื่อฟังและปฎิบัติตามท่านศาสดามุฮัมมัด เพราะสองสิ่งนี้คือปัจจัยในการได้รับทางนำที่เที่ยงตรงนั่นเอง อัลลอฮฺตรัสว่า 
 
قُلْ أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ فَإِن تَوَلَّوا فَإِنَّمَا عَلَيْهِ مَا حُمِّلَ
 وَعَلَيْكُم مَّا حُمِّلْتُمْ وَإِن تُطِيعُوهُ تَهْتَدُوا وَمَا عَلَى الرَّسُولِ إِلَّا الْبَلَاغُ الْمُبِينُ ﴿٥٤﴾
ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “พวกเจ้าจงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลร่อซูล หากพวกเขาผินหลังให้แท้จริงหน้าที่ของเขา (ร่อซูล) คือสิ่งที่ได้ถูกมอบหมาย และหน้าที่ของพวกเจ้าคือสิ่งที่ได้ถูกมอบหมายเช่นกัน และหากพวกเจ้าเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาแล้ว พวกเจ้าก็จะอยู่ในทางที่ถูกต้อง (ฮิดายะฮฺ) และหน้าที่ของอัลร่อซูลไม่มีอื่นใด นอกจากการเผยแผ่อันชัดแจ้ง” (24 : 54)
 
การเตาบัตนั้นเป็นการงานของมนุษย์แต่ละคนไม่สามารถมอบหมายให้กับผู้อื่นหรือพึ่งพาผู้อื่นให้ทำการเตาบัตแทนตัวเองไม่ได้ เพราะอิสลามได้วางรากฐานสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า 
 
أَلاَّ تَزِرُ وَازِرَةٌ وِزْرَ أُخْرَى ﴿٣٨﴾ 
 ความว่า “ไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้” (53:38)
 
นั่นคือไม่มีมนุษย์คนใดสามารถแบกรับบาปแทนมนุษย์คนอื่นได้ ด้วยเหตุดังกล่าวนี่เองการขออภัยโทษจากบาปในอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดต่อผู้ที่กระทำบาปนั้น จึงเห็นได้ว่าหลักการของอิสลามเกี่ยวกับเรื่องการเตาบัตนั้นแตกต่างกับศาสนาคริสต์อย่างสิ้นเชิง เพราะในศาสนาคริสต์ที่ถูกบิดเบือนนั้นมีหลักศรัทธาที่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่ในร่างนบีอีซาและได้ถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อเป็นการชำระบาปของมนุษยชาติที่ต้องรับผิดชอบต่อบาปของนบีอาดัมที่ได้ฝ่าฝืนพระเจ้าโดยการรับประทานจากต้นไม้ต้องห้ามจนทำให้ต้องถูกเนรเทศออกจากสวรรค์ !! 
อิสลามเชื่อว่าความผิดของนบีอาดัมไม่มีใครสามารถแบกรับได้นอกจากตัวท่านนบีอาดัมเองซึ่งท่านได้เตาบัตตัวและขออภัยโทษจากอัลลอฮฺในความผิดของท่านแล้ว ตามที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ 
 
فَأَكَلا مِنْهَا فَبَدَتْ لَهُمَا سَوْآتُهُمَا وَطَفِقَا يَخْصِفَانِ عَلَيْهِمَا مِن وَرَقِ الْجَنَّةِ وَعَصَى آدَمُ رَبَّهُ فَغَوَى ﴿١٢١﴾
ความว่า “ดังนั้น เขาทั้งสองจึงกินจากต้นไม้นั้น สิ่งพึงสงวนของทั้งสองจึงถูกเผยแก่เขาทั้งสอง เขาทั้งสองจึงเริ่มเอาใบไม้ของสวนนั้นมาปกปิดบนตัวของเขาทั้งสอง และอาดัมได้ฝ่าฝืนพระเจ้าของเขา เขาจึงหลงผิด” (20:121)
ثُمَّ اجْتَبَاهُ رَبُّهُ فَتَابَ عَلَيْهِ وَهَدَى ﴿١٢٢﴾
ความว่า “ภายหลัง พระเจ้าของเขาทรงคัดเลือกเขาแล้วทรงอภัยโทษให้แก่เขา และทรงแนะทางที่ถูกต้องให้เขา” (20:122)
 
ในอิสลามนั้นการเตาบัตเป็นการงานที่ต้องปฎิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการงานที่ต้องกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตมนุษย์ ถึงแม้ว่ามนุษย์คนนั้นจะเป็นคนดีคนศอและฮฺก็ตาม  ดังเช่นที่ท่านนบีได้ปฎิบัติเป็นแบบอย่างในเรื่องดังกล่าว ซึ่งท่านได้กล่าวว่า “โอ้มนุษย์ทั้งหลาย สูเจ้าจงเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺและขออภัยโทษต่อพระองค์ในความผิดที่พวกเจ้าได้กระทำเถิด แท้จริงแล้วฉัน(ท่านนบี)ทำการเตาบัตต่ออัลลอฮฺในหนึ่งวันนั้นมากกว่าหนึ่งร้อยครั้ง” นี่คือใคร?? นี่คือท่านศาสดามุฮัมมัดผู้ที่อัลลอฮฺได้ทรงให้อภัยในสิ่งที่ท่านได้เคยกระทำและสิ่งที่ยังไม่ได้กระทำ ถึงกระนั้นท่านก็ยังเตาบัตมากกว่าหนึ่งร้อยครั้งในหนึ่งวัน แล้วนับประสาอะไรเล่ากับผู้ที่ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยบาปและความผิดต่างๆนานา!!
 
การเตาบัตนั้นเป็นโอกาสของมนุษย์ที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์และผลลัพท์ของบาปและความผิดที่ได้กระทำมาระหว่างมนุษย์และบ่าวของเขา ท่านนบีได้กล่าวว่า “และอัลลอฮฺจะทรงรับการเตาบัตจากผู้ที่เตาบัตตัว” บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม ซึ่งการการทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของบาปนั้นทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสงบและมีความสุข อัลลอฮฺตรัสว่า
 
وَأَنِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُمَتِّعْكُم مَّتَاعاً حَسَناً إِلَى أَجَلٍ مُّسَمًّى وَيُؤْتِ كُلَّ ذِي فَضْلٍ فَضْلَهُ وَإِن تَوَلَّوْاْ فَإِنِّيَ أَخَافُ عَلَيْكُمْ عَذَابَ يَوْمٍ كَبِيرٍ ﴿٣﴾ 
 ความว่า “และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงหใปัจจัยแก่พวกท่านซึ่งปัจจัยที่ไปจนถึงวาระหนึ่งที่กำหนดไว้ และพระองค์จะทรงประทานแก่ทุก ๆ ผู้ทำความดีซึ่งความดีของเขาและหากพวกท่านผินหลังให้ แท้จริงฉันกลัวแทน พวกท่านซึ่งการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่” (11:3)
 
 นอกจากนี้ผู้ที่ทำการเตาบัตนั้นเป็นผู้หนึ่งในกลุ่มชนที่ประสบความสำเร็จ(ในโลกอาคีเราะหฺ) ตามที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 
فَأَمَّا مَن تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ صَالِحاً فَعَسَى أَن يَكُونَ مِنَ الْمُفْلِحِينَ ﴿٦٧﴾
ความว่า “ส่วนผู้ลุแก่โทษและเขาได้ศรัทธา และประกอบความดี บางทีเขาจะอยู่ในหมู่ผู้บรรลุความสำเร็จ” (28:67)
 
อัลกุรอานยังได้อธิบายอีกว่าการเตาบัตของมนุษย์นั้นเป็นความต้องการของพระเจ้า ซึ่งตามหลักการศาสนาอิสลามแล้วสมควรและจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องเพียรพยายามและปฎิบัติการเตาบัตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ อัลลอฮฺตรัสว่า 
وَاللّهُ يُرِيدُ أَن يَتُوبَ عَلَيْكُمْ وَيُرِيدُ الَّذِينَ يَتَّبِعُونَ الشَّهَوَاتِ أَن تَمِيلُواْ مَيْلاً عَظِيماً ﴿٢٧﴾
ความว่า “และอัลลอฮฺ ทรงปรารถนาที่จะอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า และบรรดาผู้ที่ปิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำนั้นปรารถนาที่จะให้พวกเจ้าเอนเอียงออกไปอย่างมากมาย” (4:27)
 
أَلَمْ يَعْلَمُواْ أَنَّ اللّهَ هُوَ يَقْبَلُ التَّوْبَةَ عَنْ عِبَادِهِ وَيَأْخُذُ الصَّدَقَاتِ وَأَنَّ اللّهَ هُوَ التَّوَّابُ الرَّحِيمُ ﴿١٠٤﴾
ความว่า “พวกเขาไม่รู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรับการสำนึกผิดจากปวงบ่าวของพระองค์ และทรงรับบรรดาสิ่งที่เป็นทาน(ศ่อดะเกาะฮฺ) และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือ ผู้ทรงอัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (9:104)
فَسَبِّحْ بِحَمْدِ رَبِّكَ وَاسْتَغْفِرْهُ إِنَّهُ كَانَ تَوَّاباً ﴿٣﴾
ความว่า “ดังนั้นจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระเจ้าของเจ้า และจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษเสมอ” (110:3)
 
และเนื่องจากการเตาบัตนั้นเป็นภาระหน้าที่ของผู้ที่ทำความผิด ดังนั้นอัลลอฮฺจึงมิได้กำหนดให้มนุษย์คนใดหรือสิ่งใดๆเป็นตัวช่วยหรือเป็นสื่อกลางระหว่างผู้เตาบัตกับพระองค์ มนุษย์สามารถที่จะนมัสการ วิงวอน ขอดุอาอฺ ขอพรและขออภัยโทษจากอัลลอฮฺได้ด้วยหัวใจและร่างกายของเขาเอง ไม่จำเป็นต้องทำการเตาบัตที่มัสยิด ไม่จำเป็นต้องเตาบัตต่อหน้าผู้รู้นักวิชาการหรือคนศอและหฺ ไม่จำเป็นที่เขาต้องสารภาพบาปต่ออิหม่ามหรือผู้ใด เพราะการเตาบัตนั้นเป็นสิทธิระหว่างบ่าวและพระเจ้าของเขา อัลลอฮฺได้กล่าวว่า 
وَالَّذِينَ إِذَا فَعَلُواْ فَاحِشَةً أَوْ ظَلَمُواْ أَنْفُسَهُمْ ذَكَرُواْ اللّهَ فَاسْتَغْفَرُواْ لِذُنُوبِهِمْ وَمَن يَغْفِرُ الذُّنُوبَ إِلاَّ اللّهُ وَلَمْ يُصِرُّواْ عَلَى مَا فَعَلُواْ وَهُمْ يَعْلَمُونَ  
ความว่า “บรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขากระทำสิ่งชั่วใด ๆ หรือ อยุติธรรมแก่ตัวเองแล้ว พวกเขาก็รำลึกถึงอัลลอฮฺแล้วขออภัยโทษในบรรดาความผิดของพวกเขา และใครเล่าที่จะอภัยโทษบรรดาความผิดทั้งหลายให้ได้ นอกจากอัลลอฮฺแล้ว และพวกเขามิได้ดื้อรั้นปฏิบัติในสิ่งที่เขาเคยปฏิบัติมาโดยที่พวกเขารู้กันอยู่” (3:135) 
 
อิสลามมิได้กำหนดให้การเตาบัตต้องกระทำในเวลาใดเวลาหนึ่งห้ามกระทำในเวลาอื่น แต่อิสลามเปิดโอกาสให้มุสลิมทำการเตาบัตได้ในทุกเวลา เมื่อใดที่มุสลิมต้องการเตาบัตเขาจะพบว่าประตูแห่งความเมตตาของอัลลอฮฺนั้นเปิดอ้าสำหรับผู้กระทำความผิดเสมอ พระหัตถ์ของพระองค์เปิดรับการเตาบัตของเขาตลอดเวลา มีรายงานจากท่านอบี มูซา อัลอัชอารีได้รายงานหะดีษที่ท่านนบีกล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺตะอาลาจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ตอนกลางคืนเพื่อรับการเตาบัตจากที่ผู้ที่ทำบาปในเวลากลางวัน และจะแผ่พระหัตถ์ของพระองค์ในเวลากลางวันเพื่อรับการเตาบัตจากผู้ที่ทำบาปในเวลากลางคืน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น” บันทึกโดยอิหม่ามอะหมัด และมีอีกหะดีษบันทึกโดยอัตตัรมีซียฺ ท่านนบีได้กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺตะอาลาจะรับการเตาบัตของบ่าว(ทุกเมื่อ)เว้นแต่ในสภาพที่วิญญาณใกล้ออกจากร่าง”
 
ด้วยหลักการอิสลามที่ได้กล่าวมานั้น ย่อมที่จะทำให้การเตาบัตหรือการขอลบล้างบาปประสบความสำเร็จและให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อชีวิตมนุษย์ เพราะความผิดหรือบาปที่เขาได้กระทำมาจะเป็นความลับระหว่างเขากับอัลลอฮฺ เช่นเดียวกับการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในชีวิตมนุษย์นั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไม่มีใครที่รู้ดีไปมากกว่าตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ผู้เตาบัตในอิสลามจะรู้สึกถึงความมั่นคงทางด้านจิตใจ และจะเป็นสิ่งที่จะสร้างมนุษย์ให้มีคุณภาพทั้งด้านร่างกายและด้านอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ครอบครัวและสังคมโดยรวม
 
แท้จริงอิสลามนั้นได้สั่งสอนให้มุสลิมทำการเตาบัตจากทุกๆความผิดที่ได้กระทำแม้ว่าจะเป็นความผิดที่เป็นบาปใหญ่ ซึ่งนักปราชญ์อิสลามส่วนใหญ่เห็นว่าผู้ที่กระทำความผิดหรือบาปทุกชนิดถึงแม้จะเป็นบาปใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาจะต้องทำการเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺและปกปิดความผิดนั้นไว้โดยไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะชนหรือแจ้งผู้ปกครองเพื่อพิจารณาลงโทษในโลกดุนยา ซึ่งมีหลักฐานในหนังสือ มุวัฎเฎาะอฺของอิหม่ามมาลิก รายงานว่าท่านนบีได้กล่าวว่า “จงห่างไกลจากสิ่งสกปรกโสมม(สิ่งที่ผิดหลักการศาสนา)ทั้งหลายที่อัลลอฮฺได้ห้ามไว้ และเมื่อผู้ใดได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ห้ามดังกล่าวก็จงปกปิดมันไว้(เพราะอัลลอฮฺให้ปกปิดเรื่องนั้นมิให้ผู้อื่นรู้ยกเว้นเตาเขาเอง)” นี่คือหลักฐานแสดงถึงความสำคัญ บทบาทและอิทธิพลของการเตาบัตในอันที่จะนำความสงบสุขทางจิตใจมาสู่สมาชิกในสังคม
 

 

เงื่อนไข(หลักเกณฑ์)ในการเตาบัต

 

นักวิชาการอิสลามได้ระบุถึงเงื่อนไขหรือหลักปฎิบัติที่ผู้ต้องการเตาบัตต้องกระทำมีดังนี้
 
หนึ่ง - ถอนตัวจากบาปนั้น โดยผู้ที่ต้องการเตาบัตต้องละทิ้งและเลิกการกระทำที่เป็นบาปนั้นด้วยความเต็มใจของตัวเขาเอง ไม่ว่าบาปนั้นจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม
สอง - ต้องรู้สึกเสียใจและสำนึกผิดในบาปที่ได้กระทำ
สาม - ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่กลับไปกระทำบาปนั้นอีก
สี่ - ต้องปลดพันธนาการตัวเองและรับผิดชอบต่อหนี้หรือสิทธิของผู้อื่นที่เขาได้ละเมิด ในกรณีที่บาปนั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้อื่น ผู้ทำการเตาบัตต้องคืนสิทธินั้นให้กับเจ้าของหรือต้องขออภัยโทษจากผู้ที่ถูกละเมิด
 
จากหลักเกณฑ์ที่ได้กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า การสำนึกหรือการรับสารภาพในความผิดและการละทิ้งบาปนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อผู้ที่ทำการเตาบัต ซึ่งคนที่ไม่รู้สึกถึงบาปที่เขากระทำและไม่ยอมรับผิดในบาปนั้น เขาจะไม่มีวันที่จะละทิ้งการกระทำที่เป็นบาปนั้นได้ เปรียบได้กับคนป่วยที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีโรค เขาจะไม่มีทางรักษาให้หายได้ เพราะเขาจะปฎิเสธอย่างแข็งขันที่จะไปหาหมอ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า 
“แท้จริงเมื่อบ่าวได้สำนึกและสารภาพในความผิดแล้วและทำการเตาบัตตัว อัลลอฮฺจะทรงรับการเตาบัตนั้น” บันทึกโดยบุคอรียฺ
 
และจากเงื่อนไขดังกล่าวนั้นเราจะเห็นว่าความผิดหรือสิทธิระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮฺนั้นจะอยู่บนพื้นฐานของ “การให้อภัย” หรือ المسامحة  ซึ่งทำได้โดยการวิงวอนขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่ความผิดหรือสิทธิระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันนั้นจะอยู่บนพื้นฐานการขอขมา หรือ المشاحّة أو المطالبة  ซึ่งการที่จะหลุดจากพันธนาการนี้ต้องได้รับการอภัยจากเจ้าของสิทธิ
 
และจากเงื่อนไขดังที่กล่าวมาเช่นกันทำให้เราเข้าใจว่าการเตาบัตนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ มิใช่เป็นสิ่งที่อนุโลมให้ทำ(คือจะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้) เพราะการเตาบัตในอิสลามนั้นย่อมมีผลต่อการกระทำและคำพูดของตัวผู้ที่เตาบัต กล่าวคือเป็นไปไม่ได้เลยที่คนหนึ่งจะอ้างว่าเขาได้เตาบัตตัวแล้ว แต่ในขณะเดียวกันเขายังคงกระทำบาปนั้นอยู่ และเป็นไปไม่ได้เลยที่คนหนึ่งคนใดจะบอกว่าเขาเป็นผู้เตาบัตแล้วในขณะที่เขายังคงเรียกร้องและเชิญชวนผู้อื่นไปสู่การทำบาปหรือความผิดนั้น ฉะนั้นการเตาบัตของคนๆหนึ่งจะไม่ประสบความสำเร็จและไม่เป็นการเตาบัตที่มีความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ)ถ้าหากเขายังคงดื้อดึงและมั่นคงอยู่กับความผิดนั้น อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า
 
 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا تُوبُوا إِلَى اللَّهِ تَوْبَةً نَّصُوحاً عَسَى رَبُّكُمْ أَن يُكَفِّرَ عَنكُمْ سَيِّئَاتِكُمْ وَيُدْخِلَكُمْ جَنَّاتٍ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ يَوْمَ لَا يُخْزِي اللَّهُ النَّبِيَّ وَالَّذِينَ آمَنُوا مَعَهُ نُورُهُمْ يَسْعَى بَيْنَ أَيْدِيهِمْ وَبِأَيْمَانِهِمْ يَقُولُونَ رَبَّنَا أَتْمِمْ لَنَا نُورَنَا وَاغْفِرْ لَنَا إِنَّكَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ ﴿٨﴾
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงขอลุแก่โทษแด่อัลลอฮฺด้วยการลุแก่โทษอย่างจริงจังเถิด บางทีพระเจ้าของพวกเจ้าจะลบล้างความผิดของพวกเจ้าออกจากพวกเจ้า และจะทรงให้พวกเจ้าเข้าสวนสวรรค์หลากหลาย ณ เบื้องล่างสวนสวรรค์นั้นมีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน วันที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้นะบีและบรรดาผู้ศรัทธาร่วมกับเขาต้องอัปยศ แสงสว่างของพวกเขาจะส่องจ้าไปเบื้องหน้าของพวกเขาและทางเบื้องขวาของพวกเขา  พวกเขาจะกล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของเรา ขอพระองค์ได้ทรงโปรดทำให้แสงสว่างของเราอยู่กับเราตลอดไปและทรงยกโทษให้แก่เราแท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง” (66:8)
 
ซึ่งท่านอุมัร บินอัลคอฏฏ๊อบ ได้ถูกถามถึง การเตาบัตที่บริสุทธิ์ (التوبة النصوح)  ท่านได้ตอบว่า “คือการที่คนๆหนึ่งได้เตาบัตจากความผิด จากนั้นเขาจะไม่หวนกลับไปกระทำมันอีกเลยตลอดไป”
 
จะเห็นได้ว่าหลักการเตาบัตข้อสองและสามนั้นเป็นหลักการที่เกี่ยวข้องกับจิตใจและสามัญสำนึก ไม่มีผู้ใดที่จะรับรู้ได้นอกจากอัลลอฮฺตะอาลา ฉะนั้นการสำนึกในความผิดและการตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะไม่หวนกลับไปปฎิบัติอีกนั้นเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของผู้เตาบัต ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงรู้ได้ นี่แสดงให้เห็นถึงการที่ผู้กระทำผิดนั้นย่อมต้องรับผิดชอบต่อบาปของเขา และเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเติมเต็มความดีในชีวิตของเขาได้ ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
 
(فإن يتوبوا يك خيراً لهم)
ความว่า  “และหากพวกเขาสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว ก็เป็นสิ่งดีแก่พวกเขา” (9:74)
 
อย่างไรก็ตามจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรจะเน้นย้ำและกำชับถึงเรื่องการชดใช้หนี้หรือคืนสิทธิต่างๆกลับไปสู่เจ้าของในกรณีที่ความผิดนั้นเป็นเรื่องระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน ฉะนั้นแล้วหากใครขโมยหรือยักยอกทรัพย์สินของผู้อื่น วาญิบ(จำเป็น)ที่เขาต้องคืนหรือชดใช้ทรัพย์สินนั้นให้กับเจ้าของ หากใครที่นินทาว่าร้ายผู้อื่น วาญิบที่เขาต้องไปขออภัยจากคนๆนั้น หากใครทำร้ายคนอื่นก็เช่นกัน วาญิบที่เขาต้องขอโทษจากคนนั้นก่อนที่เขาจะทำการเตาบัต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน กล่าวคือหากมีความยากลำบากหรือไม่มีความเป็นเป็นไปได้ที่จะขออภัยโทษจากคนที่เราอธรรมเขา อย่างน้อยเราก็ควรดุอาอฺและขออภัยโทษให้เขาแทน 
 
และเพื่อให้การเตาบัตนั้นมีความสมบูรณ์ ผู้เตาบัตต้องแก้ไขความผิดหรือสิ่งที่เขาได้ทำให้เสียหาย ดังนั้นผู้ใดที่ชักชวนผู้อื่นไปสู่ความผิดหรือบาป เช่น คนที่สูบบุหรี่ ผู้หญิงที่แต่งตัวเปิดเผยเอาเราะฮฺ โดยเฉพาะบรรดานักแสดงและนางแบบ รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดอย่างเปิดเผยและเป็นตัวอย่างในทางที่ไม่ดีทั้งหลาย นอกจากพวกเขาต้องละทิ้งพฤติกรรมชั่วทั้งหลายแล้ว พวกเขายังต้องรับผิดชอบและแก้ไขในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำด้วยอย่างสุดความสามารถ หากหญิงใดเคยแนะนำเชิญชวนหญิงอื่นให้เปิดเผยเอาเราะฮฺ เธอต้องเตาบัตตัวและเชิญชวนผู้หญิงคนนั้นไปสู่หิญาบ โดยสรุปแล้วหากใครก็ตามเคยชักชวนผู้อื่นไปสู่ความชั่วใดๆเขาจำเป็นต้องชักชวนให้คนๆนั้นทำการเตาบัตและปรับปรุงแก้ไขการกระทำเหล่านั้น
 
และเช่นเดียวกัน บรรดาผู้ที่กระทำสิ่งอันเป็นบิดอะฮฺ(อุตริกรรมทางศาสนา) รวมทั้งผู้เผยแพร่ลัทธิหรือความเชื่อที่หลงทางทั้งหลาย พวกเขาจำเป็นต้องแก้ไขในสิ่งที่พวกเขากระทำ อย่างไรก็ตามการที่ผู้เตาบัตไม่สามารถแก้ไขสิ่งชั่วที่ได้เคยทำนั้นก็มิได้ทำให้การเตาบัตระหว่างเขากับอัลลอฮฺเป็นโมฆะ แต่เขายังคงมีพันธะที่ต้องรับผิดชอบต่อมนุษย์ที่เขาได้อธรรม และต้องชดเชยจากผลบุญที่เขามีให้กับคนที่เขาอธรรมนั้น
 
และอีกสิ่งหนึ่งที่การเตาบัตในอิสลามแตกต่างจากการเตาบัตในศาสนาอื่นคือ การเตาบัตนั้นจะมีอิทธิพลและส่งผลดีในการแก้ไขปรับปรุงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ให้กลับมาอยู่ในหลักการที่ถูกต้องของศาสนาทั้งในปัจจุบันและอนาคต นั่นคือผู้ที่เตาบัตตัวแล้วเขาก็เปรียบเสมือนมนุษย์คนใหม่ จะได้รับการปฎิบัติเหมือนกับคนดีทั่วไป ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาอดีตของเขาจะสกปรกไปด้วยความชั่วและบาปอันมากมายก็ตาม อัลลอฮฺตรัสว่า 
 
وَالَّذِينَ إِذَا أَنفَقُوالَمْ يُسْرِفُوا وَلَمْ يَقْتُرُوا وَكَانَ بَيْنَ ذَلِكَ قَوَاماً ﴿٦٧﴾ وَالَّذِينَ لَا يَدْعُونَ مَعَ اللَّهِ إِلَهاً آخَرَ وَلَا يَقْتُلُونَ النَّفْسَ
الَّتِي حَرَّمَ اللَّهُ إِلَّا بِالْحَقِّ وَلَا يَزْنُونَ وَمَن يَفْعَلْ ذَلِكَ يَلْقَ أَثَاماً ﴿٦٨﴾ يُضَاعَفْ لَهُ الْعَذَابُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَيَخْلُدْ فِيهِ مُهَاناً ﴿٦٩﴾
ความว่า “และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่ด้วยสัจธรรมและพวกเขาไม่ประเวณี และผู้ใดที่ประพฤติสิ่งดังกล่าวจะได้รับบาปอย่างใหญ่หลวง การลงโทษในวันกิยามะฮฺจะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ” (25:67-69)
 
ซึ่งอายาตเหล่านี้ได้ถูกประทานลงมายังนครมักกะฮฺ (ตามที่ท่านอิบนุอับบาสได้บอกไว้) เหล่าบรรดามุชรีกีนได้ถามว่า “มีสิ่งใดเล่าที่จะสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากความผิดที่เราได้กระทำมาโดยเราได้ทำการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺและเราได้ฆ่าชีวิตมนุษย์ที่อัลลอฮฺทรงห้ามฆ่าและเราได้ปฎิบัติความชั่วทุกรูปแบบ!!”  อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จึงได้ประทานอายะฮฺที่ว่า
 
إِلَّا مَن تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ عَمَلاً صَالِحاً فَأُوْلَئِكَ يُبَدِّلُ اللَّهُ سَيِّئَاتِهِمْ حَسَنَاتٍ وَكَانَ اللَّهُ غَفُوراً رَّحِيماً ﴿٧٠﴾ وَمَن تَابَ وَعَمِلَ صَالِحاً فَإِنَّهُ يَتُوبُ إِلَى اللَّهِ مَتَاباً ﴿٧١﴾
ความว่า “เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว และศรัทธา และประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้นแหละอัลลอฮฺจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริงเขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอฮฺอย่างจริงจัง” (25:70-71)
 
ความเมตตาของอิสลามนั้นได้กำหนดให้การเตาบัตเป็นเรื่องง่าย มิได้เป็นสิ่งยุ่งยากสำหรับผู้กระทำผิด แต่ได้บัญญัติให้มันเป็นสิ่งที่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงแก้ไขชีวิตของเขา เพื่อจะได้เป็นสมาชิกที่ดีของศาสนา สังคม ครอบครัวและเป็นประโยชน์ต่อประชาชาติโดยรวม 
 
อิสลามถือว่าการเตาบัตนั้นเปรียบเสมือนการปกป้องสังคมจากความชั่วทั้งหลาย และสร้างความสงบสุขภายในสังคม เพราะการเตาบัตนั้นช่วยทำให้มนุษย์มีความหวัง ไม่สิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺถึงแม้เขาจะทำความผิดไว้มากก็ตาม อัลลอฮฺตรัสว่า 
 
قُلْ يَا عِبَادِيَ الَّذِينَ أَسْرَفُوا عَلَى أَنفُسِهِمْ لَا تَقْنَطُوا مِن رَّحْمَةِ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ يَغْفِرُ الذُّنُوبَ جَمِيعاً إِنَّهُ هُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ ﴿٥٣﴾
ความว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย! บรรดาผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเอง พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (39:53)
 
 

จุดประสงค์ของการเตาบัต

 

 
ในอิสลามนั้นการเตาบัตคือการปรับปรุงแก้ไขตนเอง สังคม และประชาชาติ ฉะนั้นแล้วจึงจำเป็นที่เราจะต้องทราบถึงจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายของการเตาบัต รวมทั้งอธิบายและประกาศให้มนุษย์ได้เข้าใจ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการเตาบัต และทำให้การเตาบัตนั้นประสบความสำเร็จและมีผลลัพธ์ที่ดีเป็นรูปธรรมให้เห็นได้
 
การเตาบัตจะสร้างจิตวิญญาณและหัวใจที่บริสุทธิ์ในตัวมนุษย์ และจะทำให้เขาได้บรรลุถึงตำแหน่งอันสูงส่งของบรรดาคนดีและกลุ่มชนที่ยำเกรงทั้งหลาย เพราะการเตาบัตจะยิ่งทำให้เขาได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺมากขึ้น ถึงแม้ว่าความดีของเขามีน้อยและมากในความผิดก็ตาม ดังหะดีษที่บันทึกโดยมุสลิม ที่ท่านนบีได้พูดถึงคนทำชั่วที่ต้องการเตาบัตคนหนึ่งว่า 
 
“เคยมีคนๆหนึ่งในกลุ่มชนสมัยก่อนได้ปลิดชีวิตคนมาแล้ว 99 คน และได้ถามถึงคนที่มีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น(เพื่อที่จะปรึกษาเรื่องการเตาบัต) จึงมีคนแนะนำให้เขาไปหานักบวชคนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงได้บอกกับนักบวชว่า เขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 99 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว นักบวชได้ตอบไปว่า ไม่มีทาง เขาจึงบันดาลโทสะและฆ่านักบวชคนนั้นเป็นคนที่ 100  เขายังคงถามถึงผู้ที่มีความรู้ที่สุดในแผ่นดินยุคนั้น จึงมีคนแนะนำให้ไปหาผู้รู้คนหนึ่ง เมื่อเขาไปถึงจึงได้บอกกับผู้รู้ว่า เขาได้ฆ่าคนมาแล้ว 100 คน เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเตาบัตตัว ผู้รู้นั้นได้ตอบว่า แน่นอนแล้วใครเล่าที่มีสิทธิขัดขวางท่านมิให้เตาบัต ท่านจงเดินทางไปยังดินแดนหนึ่งซึ่งประชาชนที่นั่นเคารพบูชาอัลลอฮฺ ท่านก็จงบูชาอัลลอฮฺด้วยกันกับพวกเขา และท่านจงอย่าได้กลับไปยังเมืองของท่านอีกเพราะเป็นเมืองที่มีแต่ความชั่ว เขาจึงออกเดินทางไปยังเมืองนั้น เมื่อมาถึงกลางทางเขาได้เสียชีวิตลง มะลาอิกะฮฺแห่งความเมตตากับมะลาอิกะฮฺแห่งการลงโทษก็ได้โต้เถียงกัน(ว่าใครที่จะมีสิทธิเอาวิญญาณเขาไป) มะลาอิกะฮฺแห่งความเมตตากล่าวว่า เขาได้เดินทางมาเพื่อที่จะเตาบัตตัวต่ออัลลอฮฺ มะลาอิกะฮฺแห่งการลงโทษกล่าวว่ เขาไม่เคยทำความดีแม้แต่น้อย มะลาอิกะฮฺอีกท่านหนึ่งจึงมาในรูปของมนุษย์เพื่อตัดสิน เขากล่าวว่า จงคำนวณระยะทางระหว่างเมืองที่เขาจะไปกับเมืองที่เขาจากมาซิแล้วดูว่าเมืองไหนใกล้กว่า หลังจากที่ได้คำนวณแล้วพบว่าเมืองที่เขาจะไปอยู่ใกล้กว่า มะลาอิกะฮฺแห่งความเมตตาจึงได้รับวิญญาณของเขาไป”
 
นี่คือสภาพของคนที่ได้กระทำความชั่วอย่างมากมาย ฆ่าคนมาแล้วหนึ่งร้อยคนและในหนึ่งร้อยคนนั้นย่อมมีคนดี คนศอลิหฺ หรือคนที่อัลลอฮฺรัก อีกทั้งการทำลายชีวิตคนนั้นก็เป็นบาปอันใหญ่หลวง แต่เป็นเพราะว่าผู้ชายคนนี้มีความตั้งใจแน่วแน่และบริสุทธิ์ใจในการเตาบัตตัว จึงเป็นสาเหตุให้อัลลอฮฺเมตตากรุณาเขาและรับเขาเป็นหนึ่งในบ่าวที่ดีของพระองค์ ความตั้งใจจริงในการเตาบัตของฆาตกรคนนี้เป็นสิ่งที่แก้ไขและรักษาหัวใจของเขาและทำให้เขาละทิ้งการฆ่าและกลับตัวไปยังอัลลอฮฺตะอาลา
 
นี่เป็นผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากการเตาบัตในระดับบุคคลและมันมีผลต่อเนื่องโดยตรงต่อสังคมและประชาชาติ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงสั่งใช้ให้ผู้ศรัทธาทุกคนทำการเตาบัต อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
 
(وتوبوا إلى الله جميعاً أيها المؤمنون لعلكم تفلحون)
ความว่า “และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” (24:31)
 
คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าการเตาบัตนั้นมีประโยชน์ต่อบุคคลเท่านั้น จึงทำให้น้อยคนที่จะเชิญชวนผู้อื่นให้ทำการเตาบัต บางครั้งเราได้ประสบพบกับผู้ที่ทำความผิดและประพฤติสิ่งที่ฝ่าฝืนหลักการอย่างเปิดเผย แต่เราไม่กล้าหรืออายที่จะตักเตือนเขาให้ทำการเตาบัต ซึ่งที่จริงแล้วประโยชน์ของการเตาบัตมิได้อยู่ในกรอบระดับบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสังคมและประชาชาติทั้งมวลดังอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
 
وَأَنِ اسْتَغْفِرُواْ رَبَّكُمْ ثُمَّ تُوبُواْ إِلَيْهِ يُمَتِّعْكُم مَّتَاعاً حَسَناً إِلَى أَجَلٍ مُّسَمًّى وَيُؤْتِ كُلَّ ذِي فَضْلٍ فَضْلَهُ وَإِن تَوَلَّوْاْ فَإِنِّيَ أَخَافُ عَلَيْكُمْ عَذَابَ يَوْمٍ كَبِيرٍ ﴿٣﴾
  ความว่า “และพวกท่านจงขอนิรโทษจากพระเจ้าของพวกท่าน แล้วจงกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์ พระองค์จะทรงให้ปัจจัยแก่พวกท่านซึ่งปัจจัยที่ไปจนถึงวาระหนึ่งที่กำหนดไว้ และพระองค์จะทรงประทานแก่ทุก ๆ ผู้ทำความดีซึ่งความดีของเขาและหากพวกท่านผินหลังให้ แท้จริงฉันกลัวแทน พวกท่านซึ่งการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่” (11:3) 
 
فَقُلْتُ اسْتَغْفِرُوا رَبَّكُمْ إِنَّهُ كَانَ غَفَّاراً ﴿١٠﴾ يُرْسِلِ السَّمَاء عَلَيْكُم مِّدْرَاراً ﴿١١﴾ وَيُمْدِدْكُمْ بِأَمْوَالٍ وَبَنِينَ وَيَجْعَل لَّكُمْ جَنَّاتٍ وَيَجْعَل لَّكُمْ أَنْهَاراً ﴿١٢﴾
ความว่า “ข้าพระองค์ได้กล่าวว่า พวกท่านจงขออภัยโทษต่อพระเจ้าของพวกท่านเถิด เพราะแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างแท้จริง พระองค์จะทรงหลั่งน้ำฝนอย่างมากมายแก่พวกท่าน และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนทรัพย์สินและลูกหลานแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีสวนมากหลายแก่พวกท่าน และจะทรงทำให้มีลำน้ำมากหลายแก่พวกท่าน” (71:10-12)
 
 
 

ชนิดของการเตาบัต

 

 
สิ่งที่เป็นความชั่วหรือบาปนั้นมีมากมายหลายชนิดฉันใด การเตาบัตก็มีหลากหลายประเภทฉันนั้น มนุษย์บางคนทำการเตาบัตแบบทั่วไปหรือแบบครอบคลุม คือเตาบัตจากบาปและความชั่วทั้งหมดที่เขาได้กระทำโดยเพียรพยามที่จะไม่กลับไปทำความชั่วใดๆอีก พวกเขาจะเป็นกลุ่มที่ได้รับความประเสริฐสูงสุดของการเตาบัต ซึ่งการเตาบัตนี้แหละที่มนุษย์ทุกคนถูกสั่งใช้ให้กระทำ เพราะมุสลิมนั้นจำเป็นจะต้องห่างไกลจากความชั่วทั้งมวล ในอิสลามนั้นไม่ได้สอนให้ละทิ้งการทำชั่วบางชนิดและเลือกทำบางชนิด ต่างกับบางศาสนาที่สอนให้ละทิ้งความชั่วบางชนิดและให้เลือกปฎิบัติความชั่วบางชนิดได้เพื่อต้องการแบ่งชนชั้นของมนุษย์ เช่น บางชนชั้นละทิ้งเฉพาะ 5 ความชั่ว อีกชนชั้นหนึ่งละทิ้ง 8 ความชั่ว และเพิ่มจำนวนความชั่วที่ต้องละทิ้งไปเรื่อยๆตามความเชื่อที่ว่าชนชั้นที่ประเสริฐกว่านั้นต้องเพิ่มจำนวนความชั่วที่ต้องละทิ้ง ซึ่งการแบ่งเช่นนี้จะทำให้มนุษย์นั้นเห็นเรื่องการทำชั่วเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องที่เลือกได้ จนบางคนเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายหากจะทำความดีโดยใช้รายได้หรือทรัพย์สินที่ได้มากจากสิ่งหะรอม(ต้องห้าม)ทางศาสนา เช่น ภาษีจากเหล้า บุหรี่และหวย สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในหลักการเตาบัตในอิสลาม อิสลามได้สอนให้ให้ผู้ศรัทธาเตาบัตและละทิ้งการทำความชั่วทุกรูปแบบคือให้ห่างไกลจากสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความชั่ว จึงไม่เป็นการไม่ถูกต้องอย่างยิ่งที่เราจะทำไม่รู้ไม่เห็นหรือยอมรับการทำชั่วบางชนิดเช่น เหล้า บุหรี่ หรือหวย โดยอ้างว่าได้ใช้ประโยชน์จากภาษีความชั่วเหล่านั้นในการทำความดี
 
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมิได้หมายความว่าคนที่เตาบัตจากความชั่วบางชนิดจะไม่ถูกตอบรับจากอัลลอฮฺ ตามความเชื่อของอะหฺลุซซุนนะหฺวัลญะมาอะฮฺนั้น ผู้ใดที่เตาบัตอย่างบริสุทธิ์ใจและปฎิบัติตามข้อแม้การเตาบัต(ที่ได้กล่าวมา)อย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว การเตาบัตของเขาจะเป็นที่ยอมรับ ฉะนั้นแล้วผู้ใดทำการเตาบัตจากความชั่วใดความชั่วหนึ่ง และสามารถปฎิบัตตามข้อแม้และหลักการเตาบัตอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับความชั่วนั้นแล้ว การเตาบัตของเขาก็จะถูกตอบรับเช่นกันถึงแม้ว่าเขายังคงประพฤติปฎิบัติความชั่วอื่นๆอีก  ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่มีหลักฐานจากอัลกุรอ่านหรือหะดีษที่ระบุว่าการเตาบัตจากความชั่วบางอย่าง(แต่ไม่ใช่ความชั่วทั้งหมด)นั้นไม่เป็นที่ตอบรับ  นี่คือการเตาบัตที่ไม่ครอบคลุมคือยังขาดความสมบูรณ์ตรงจุดที่มิได้เตาบัตจากความชั่วหรือบาปทั้งมวลที่ได้กระทำ
 
ศาสนาอิสลามสอนมุสลิมให้รู้สึกและสำนึกว่าความผิดทุกชนิดไม่ว่าใหญ่หรือเล็กนั้นเป็นเรื่องใหญ่ มิใช่เรื่องเล็กๆที่ถูกมองข้ามและเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักในโทษทัณฑ์ มีหะดีษที่รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุมัสอูด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “แท้จริงนั้นมุอฺมินจะเห็นบาปที่เขาได้กระทำเป็นเรื่องใหญ่ เปรียบเสมือนว่าเขาได้นั่งอยู่ใต้ภูเขาซึ่งเขากลัวว่าซักวันหนึ่งมันจะถล่มลงมาทับตัวเขา แต่คนชั่วจะเห็นบาปของเขาเหมือนแมลงวันที่ผ่านมาบนจมูก” 
 
ท่านอิบนุมัสอูดรายงานอีกว่า ท่านนบีได้กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮฺนั้นดีใจต่อการเตาบัตของบ่าวของพระองค์ มากกว่าการดีใจของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินทางและมาถึงที่ที่หนึ่งซึ่งมีความยากลำบาก เขามาพร้อมกับสัตว์พาหนะของเขาที่แบกอาหารและเครื่องดื่ม จากนั้นเขาได้นอนหลับ หลังจากเขาตื่นขึ้นมา สัตว์พาหนะของเขาได้หนีไปพร้อมด้วยอาหารและเครื่องดื่ม จนกระทั่งเขาได้รู้สึกถึงความร้อนและความกระหาย(หรือสิ่งที่อัลลอฮฺประสงค์)อย่างแสนสาหัส (เขาได้ออกตามหา)จนกระทั่งเขาพูดกับตัวเองว่า ฉันจะกลับไปยังสถานที่ของฉัน(ที่ฉันเคยนอน) เมื่อเขามาถึงยังที่นั้นเขาได้นอนหลับอีกครั้ง ครั้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาเขาก็ได้พบกับสัตว์พาหนะของเขาอีกครั้ง”
 
 

การรักษาและเอาใจใส่ต่อการเตาบัต

 

ศาสนาอิสลามได้เรียกร้องเชิญชวนใปสู่การเตาบัต และสอนให้มนุษย์เอาใจใส่รวมทั้งให้ความสำคัญกับการเตาบัต พร้อมกับแก้ไขและปรับความเข้าใจในเรื่องเตาบัตให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีของการเตาบัตนั้นได้ประจักษ์ต่อตัวเองและสังคม ซึ่งวิธีในการเอาใจใส่ต่อการเตาบัตมีดังนี้ 
 
1. ทำการเตาบัตอย่างต่อเนื่องและทุกๆวัน เพราะเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเตาบัต หากแม้ว่าผู้ที่เตาบัตได้กระทำความผิดอีก การเตาบัตเป็นประจำก็จะมีประโยชน์ในการชำระบาปของเขา และหากผู้เตาบัตมิได้กลับไปทำความผิดนั้นอีก การเตาบัตอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยยกระดับชั้นความประเสริฐของผู้ปฎิบัติ มีหะดีษบันทึกโดยอิหม่ามอะหฺมัด จากท่านอิบนุอุมัรได้รายงานว่า “ครั้งหนึ่งฉันได้นั่งอยู่พร้อมกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และได้ยินท่านนบีกล่าวอิซติฆฟาร(คือการกล่าว أستغفر الله  หรือการขออภัยโทษนั่นเอง)หนึ่งร้อยครั้ง หลังจากนั้นท่านได้กล่าวว่า 
 
"اللهم اغفر لي وارحمني وتب علي إنك أنت التواب الرحيم
أو إنك تواب غفور"
 
ความว่า “โอ้ อัลลอฮฺโปรดให้อภัยแก่ฉันและโปรดเมตตาฉันโปรดรับการเตาบัตจากฉัน แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรับการเตาบัต ผู้ทรงเมตตาปราณี หรือพระองค์คือผู้ทรงรับการเตาบัตผู้ทรงให้อภัย”
 
2. ให้ห่างไกลจากจุดอ่อนหรือสิ่งที่ทำให้การเตาบัตนั้นเป็นโมฆะ (จะอธิบายเรื่องนี้ในหัวข้อต่อไป)
 
3. ให้ห่างไกลจากสถานที่ที่ทำมีการทำบาปหรือความชั่ว เพราะการอยู่ ณ สถานที่ดังกล่าวอาจจะเป็นตัวเร่งเร้าหรือผลักดันให้กลับไปทำความชั่วอีก และจากหะดีษฆาตกรหนึ่งร้อยศพที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่านักปราชญ์ได้แนะนำให้ฆาตกรดังกล่าวละทิ้งดินแดนที่เขาอาศัยอยู่ซึ่งเต็มไปด้วยความชั่วต่างๆ เพราะหากเขายังอาศัยอยู่ที่นั่นความชั่วเหล่านั้นจะเร่งเร้าเชิญชวนให้เขากลับไปทำความชั่วอีก ซึ่งผู้เตาบัตส่วนใหญ่ละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ บางครั้งจะพบว่าผู้ที่อ้างตัวว่าเขาต้องการเตาบัตตัวแต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงคบกับเพื่อนที่ฝ่าฝืนหลักการศาสนา ยังคงคลุกคลีกับคนที่ทำความชั่ว ยังคงเข้าๆออกๆสถานที่ที่มีการกระทำความชั่วอย่างเปิดเผย ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านั้นย่อมดึงดูดให้กลับไปสู่ความชั่วได้โดยง่าย เพราะภายในจิตใจมนุษย์นั้นมีความรู้สึกใฝ่ต่ำที่เชิญชวนไปสู่สิ่งเย้ายวนต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้เตาบัตจากการสูบบุหรี่หากเขายังคงป้วนเปี้ยนในสถานที่ที่เขาเคยสูบบุหรี่แล้วความรู้สึกภายในของเขาจะชักชวนให้เขากลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง หรือผู้ใดที่เคยทำความชั่วพร้อมกับเพื่อนที่ไม่ดีถ้าหากเขายังคบหรือคลุกคลีกับเพื่อนเหล่านั้นก็เป็นเรื่องง่ายที่เขาจะกลับไปกระทำความชั่วดังที่ได้เคยกระทำร่วมกันมาอีกครั้ง
 
4. ทำความดี ประกอบอะมั้ลอิบาดะฮฺและสร้างผลบุญให้มาก เพื่อเป็นสิ่งปกป้องเขาจากความชั่วและรักษาการเตาบัตของเขา ซึ่งในอัลกุรอานได้มีการกล่าวถึงการเตาบัตพร้อมกับการกล่าวถึงการกระทำอะมั้ลศอลิหฺหลายครั้งด้วยกันเพื่อให้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ตามที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 
 
إِلَّا مَن تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ صَالِحاً فَأُوْلَئِكَ يَدْخُلُونَ الْجَنَّةَ وَلَا يُظْلَمُونَ شَيْئاً ﴿٦٠﴾
ความว่า “เว้นแต่ผู้ขอลุแก่โทษและศรัทธา และกระทำความดี ชนเหล่านั้นจะได้เข้าสวนสวรรค์และพวกเขาจะไม่ได้รับความอธรรมแต่อย่างใด” (19:60) 
 
وَإِنِّي لَغَفَّارٌ لِّمَن تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ صَالِحاً ثُمَّ اهْتَدَى ﴿٨٢﴾
ความว่า “และแท้จริง ข้าเป็นผู้อภัยอย่างมากหลายแก่ผู้ลุแก่โทษ และศรัทธา และประกอบความดีแล้วยึดมั่นอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง” (20:82)
 
การปฎิบัตการงานที่ดีย่อมจะสร้างบรรยากาศแห่งอีหม่านที่จะช่วยให้ผู้เตาบัตรู้สึกเกลียดการทำบาปและช่วยให้ละทิ้งความชั่วต่างๆได้เพราะความหอมหวานของความศรัทธา (حلاوة الإيمان) นั้นจะทำให้ลืมรสชาติความชั่วที่ได้กระทำมา และอัลลอฮฺทรงตรัสอีกว่า 
 
وَمَن تَابَ وَعَمِلَ صَالِحاً فَإِنَّهُ يَتُوبُ إِلَى اللَّهِ مَتَاباً ﴿٧١﴾
ความว่า “และผู้ใดกลับเนื้อกลับตัวและกระทำความดี แท้จริงเขากลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอฮฺอย่างจริงจัง” (25:71)
 
5. สร้างความรู้สึกในการคาดหวังผลบุญและผลตอบแทนที่ดีจากอัลลอฮฺ มิใช่จากสิ่งอื่นเพราะสิ่งนี้จะช่วยผู้เตาบัตให้สามารถยืนหยัดในความถูกต้อง แต่ผู้เตาบัตที่หวังสิ่งตอบแทนจากมนุษย์นั้นสุดท้ายความแน่วแน่มั่นคงในการเตาบัตของเขาจะเริ่มสั่นคลอน ในทางตรงกันข้ามผู้ที่หวังผลตอบแทนจากอัลลอฮฺนั้น การเตาบัตของเขาย่อมประสบผลสำเร็จ สิ่งที่คาดหวังจากอัลลอฮฺจะได้รับการตอบแทนอย่างงดงาม
 
6. ต้องอดทนและยืนหยัดในการเผชิญกับอุปสรรคต่างๆที่อาจจะทดสอบการเตาบัตของเรา เพราะผู้เตาบัตนั้นจะพบว่าบรรดาชัยฏอนและมนุษย์จะรวมหัวกันหาวิธีการที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจจากการเตาบัตและหันกลับไปทำความชั่วอีกครั้ง อีกทั้งเพื่อนที่ไม่ดีทั้งหลายจะพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาล้มเลิกการเตาบัต บรรดาชัยฎอนจะหลอกและเป่าหูให้เห็นว่าความชั่วนั้นเป็นสิ่งที่สวยงามและเตรียมการทุกอย่างให้เขากลับไปสู่การทำชั่ว อัลลอฮฺตรัสว่า 
 
وَعَاداً وَثَمُودَ وَقَد تَّبَيَّنَ لَكُم مِّن مَّسَاكِنِهِمْ وَزَيَّنَ لَهُمُ الشَّيْطَانُ أَعْمَالَهُمْ فَصَدَّهُمْ عَنِ السَّبِيلِ وَكَانُوا مُسْتَبْصِرِينَ ﴿٣٨﴾
ความว่า “และอ๊าดและษะมูดและได้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเจ้าแล้ว จากที่พำนักของพวกเขา และชัยฏอนได้ทำให้การงานของพวกเขาเป็นที่เพริศแพร้วแก่พวกเขา แล้วมันได้หันเหพวกเขาออกจากแนวทางโดยที่พวกเขาเป็นผู้มีสติปัญญาพิจารณา” (29:38)
 
 

ข้อบกพร่องที่ต้องระมัดระวังและอาจมีผลกระทบต่อการเตาบัต

 

 
อัลลอฮฺได้สั่งใช้ให้มุอฺมินทำการเตาบัตที่เรียกว่า เตาบัตนะศูฮฺ (التوبة النصوح) คือการเตาบัตที่ไม่มีข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนใดๆ ฉะนั้นแล้วผู้ที่เตาบัตตัวนั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาและเรียนรู้ถึงจุดอ่อนหรือสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อการเตาบัตซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังเพื่อให้การเตาบัตนั้นมีความบริสุทธิ์และถูกตอบรับจากอัลลอฮฺตะอาลา สิ่งที่ต้องระวังมีดังนี้
 
1. การหันกลับไปกระทำความชั่วอีกครั้ง ยกตัวอย่างเช่น มุสลิมะฮฺบางคนที่เตาบัตตัวจากบาปของการเปิดเผยเอาเราะฮฺและเริ่มสวมใส่หิญาบ แต่เมื่อใดที่เธอได้เห็นผู้หญิงที่แต่งตัวสวยงามและเปิดเผยเอาเราะฮฺ เธออาจรู้สึกเย้ายวนใจและอยากหันกลับไปแต่งตัวเปิดเผยเอาเราะฮฺอีกครั้ง
 
2. การไม่รู้สึกสำนึกหรือเสียใจต่อบาปที่ได้กระทำ เช่นผู้เตาบัตบางคนที่มีความหยิ่งยโสและหลงตัวเอง พวกเขาจะไม่ยอมรับถึงความชั่วหรือบาปของตน เพราะพวกเขารู้สึกว่าการยอมรับในความผิดนั้นเป็นการลดศักดิ์ศรีของตัวเอง
 
3. การยอมรับหรือรู้สึกดีเมื่อเห็นคนอื่นทำความชั่วถึงแม้ว่าตัวเองมิได้กระทำความชั่วนั้น ข้อบกพร่องนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมากที่ผู้เตาบัตหลายคนอาจจะตกเป็นเหยื่อได้โดยไม่รู้ตัว เช่นผู้ที่เตาบัตจากการสูบบุหรี่แต่ขณะเดียวกันเขายินดีหรือยอมรับเพื่อนๆหรือญาติพี่น้องครอบครัวของเขาสูบต่อหน้าเขาทั้งที่เขามีอำนาจในการตักเตือนห้ามปราม หรือผู้ที่เตาบัตตัวและเลิกการช่อราษฎร์บังหลวงและการรับสินบนแต่เขาปล่อยให้ผู้ที่อยู่ในการปกครองของเขากระทำความชั่วนี้โดยมีได้ห้ามปรามตักเตือน
 
4. ภาคภูมิใจในความชั่วที่เขาเคยกระทำและได้เตาบัตตัวต่อบาปนั้นแล้ว ซึ่งปัญหานี้มักจะเกิดกับผู้เตาบัตที่รู้เท่าไม่ถึงการโดยเข้าใจผิดคิดว่าการเปิดเผยเรื่องความชั่วที่ได้กระทำให้ผู้อื่นฟังนั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ  ซึ่งแน่นอนการเล่าความชั่วให้ผู้อื่นฟังนั้นจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้อื่นทำชั่วเช่นกัน อันจะเป็นโทษและผลเสียต่อสังคมและประชาชาติโดยรวม แท้จริงแล้วอัลลอฮฺสั่งใช้ให้บ่าวของพระองค์ปกปิดความชั่วของตัวเองและไม่เปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ เพราะการที่อัลลอฮฺปกปิดความชั่วของเขานั้นเปรียบเสมือนความโปรดปรานจากอัลลอฮฺที่มีให้แก่เขา และให้โอกาสเขาในการเตาบัตและละทิ้งความชั่วนั้น
 
5. ไม่รู้สึกชอบในการทำความดีและไม่ชอบที่จะเข้าใกล้บรรดาผู้รู้และคนดีทั้งหลาย ซึ่งผู้เตาบัตตัวบางคนมีความรู้สึกว่าการทำความดีเป็นเรื่องที่หนักและลำบากสำหรับเขาและไม่รู้สึกอยากที่จำกระทำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเตาบัตนั้นมิได้มีผลใดๆต่อชีวิตเขา หรือบางคนยังคงคิดถึงและอยากที่จะกลับไปคลุกคลีกับเพื่อนที่ไม่ดีและไม่ชอบที่จะคบกับคนที่เคร่งครัดศาสนา อันแสดงถึงจุดบกพร่องในเตาบัตของเขา
 
นี่เป็นเพียงข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนบางประการในการเตาบัตที่เราควระมัดระวังและพยายามกำจัดสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้จงได้ เพราะมุอฺมินนั้นถูกสั่งใช้ให้ตรวจสอบและทบทวนการเตาบัตอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาจุดบกพร่อง พร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไขข้อด้วยนั้นเพื่อให้เตาบัตของเขามีความบริสุทธิ์และถูกตอบรับจากอัลลอฮฺตะอาลา
 

คำตักเตือนที่สำคัญในการเตาบัต

 

 
1. วาญิบ(จำเป็น)สำหรับมุสลิมที่จะต้องทำการเตาบัตอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งเวลาที่ประเสริฐในการเตาบัตคือในละหมาดฟัรฎูห้าเวลาหรือละหมาดซุนนะฮฺต่างๆ โดยเฉพาะเวลาหลังจากละหมาดศุบฮิและอัสริ ซึ่งท่านนบีจะทำการอิซติฆฟารขออภัยโทษอย่างมากมายในช่วงเวลานี้
 
2. จำเป็นสำหรับมุสลิมที่จะต้องหมั่นตรวจสอบการเตาบัตของตนเองและพยายามที่จะให้การเตาบัตนั้นถูกต้องและอิคลาศ(บริสุทธิ์)ปราศจากสิ่งอื่นแอบแฝง
 
3. จำเป็นสำหรับมุสลิมที่ต้องต่อสู้ตนเองและชัยฎอนมารร้ายในอันที่จะยืนหยัดและมั่นคงในนิอฺมัตการเตาบัตที่อัลลอฮฺประทานมา
 
4. จำเป็นสำหรับมุสลิมที่ต้องเรียกร้องเชิญชวนให้ผู้ที่อยู่รอบข้างเช่นคู่ครอง ลูกหลานและญาติพี่น้องหรือคนที่อยู่ในการปกครอง
 
5. มุสลิมต้องขยันอิสติฆฟาร(ขออภัยโทษ)ทั้งในทางลับและเปิดเผย เพื่อเป็นตัวอย่างให้คนรอบข้างได้ปฎิบัติ
 
6. ต้องหมั่นทบทวนอายะฮฺอัลกุรอานหรือหะดีษที่ตักเตือนและพูดถึงเรื่องโลกอาคิเราะฮฺ เรื่องสวรรค์และนรก และหาเวลาไปเยี่ยมกุบูรเพื่อทำให้เราระลึกถึงความตาย
 
7. คลุกคลีและใกล้ชิดกับผู้รู้และคนดีทั้งหลาย
 
8. ขยันหมั่นเพียรในการศึกษาหาความรู้ในอัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รวมถึงเรียนรู้วิชาการศาสนาในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการคลุกคลีอยู่ในวงการศาสนา การบรรยายธรรม เพราะนั่นจะช่วยให้การเตาบัตของเราฝังแน่นอยู่ในจิตใจและอีหม่านของเรา
 
9. สร้างสรรค์บ้านด้วยการทำความดี อะมั้ลอิบาดะฮฺ ด้วยการอ่านอัลกุรอ่านและเรียนรู้ศาสนา
 
10. ตักเตือนกันและกันให้สำนึกถึงเรื่องการเตาบัตในทุกๆโอกาสด้วยการแจกการ์ด จดหมาย อีเมล์หรือสื่ออื่นๆ ทางวิทยุ อินเตอร์เน็ต ในชมรมมุสลิม ค่ายเยาวชน หรือเวลาเดินทางไปพักผ่อน 
 
นี่เป็นข้อตักเตือนในการเตาบัตที่จะช่วยให้การเตาบัตนั้นประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺตะอาลา เพื่อให้ผลลัพธ์ของการเตาบัตเป็นรูปธรรมและส่งผลดีต่อตนเอง ครอบครัว สังคม ศาสนาและประชาชาติโดยรวม
 
 
 

เมื่อความจริงปรากฏ


 لَّا يُحِبُّ اللَّـهُ الْجَهْرَ بِالسُّوءِ مِنَ الْقَوْلِ إِلَّا مَن ظُلِمَ ۚ وَكَانَ اللَّـهُ سَمِيعًا عَلِيمًا ﴿١٤٨﴾

“อัลลอฮฺไม่ทรงชอบการใช้เสียงดังในถ้อยคำที่เลวร้าย นอกจากผู้ที่ถูกข่มเหง และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้เสมอ”

 وَلَمَنِ انتَصَرَ بَعْدَ ظُلْمِهِ فَأُولَـٰئِكَ مَا عَلَيْهِم مِّن سَبِيلٍ ﴿٤١﴾ إِنَّمَا السَّبِيلُ عَلَى الَّذِينَ يَظْلِمُونَ النَّاسَ وَيَبْغُونَ فِي الْأَرْضِ بِغَيْرِ الْحَقِّ ۚ أُولَـٰئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ أَلِيمٌ ﴿٤٢﴾

“แต่ถ้าผู้ใดแก้แค้นตอบแทนหลังจากได้รับความอธรรม ชนเหล่านั้นจะไม่มีทางตำหนิแก่พวกเขา ส่วนที่จะเกิดโทษนั้นได้แก่บรรดาผู้ที่อธรรมต่อมนุษย์และก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน โดยปราศจากความเป็นธรรม ชนเหล่านี้พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด”
 

 ذَٰلِكَ وَمَنْ عَاقَبَ بِمِثْلِ مَا عُوقِبَ بِهِ ثُمَّ بُغِيَ عَلَيْهِ لَيَنصُرَنَّهُ اللَّـهُ ۗ إِنَّ اللَّـهَ لَعَفُوٌّ غَفُورٌ ﴿٦٠﴾

“เช่นนั้นแหละ และผู้ใดตอบโต้เยี่ยงที่เขาถูกรังแก แล้วเขาก็ยังถูกข่มเหงอีก อัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือเขาอย่างแน่นอน แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงยกโทษ”

 


 

عندما تنكشف الحقائق !

เมื่อความจริงปรากฏ !

 

 أَبُوْ مُحَمَّد رِضَا بنِ أَحْمَد صَمَدِي 

عَفَا اللهُ عَنْهُ

โดย อบูมุฮัมมัด ริฎอ บินอะหมัด สมะดี

 

 

คำนำพิมพ์ครั้งที่ 1

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم

الحَمْدُ للهِ المتَوَحِّدِ في الجَلالِ بِكَمَالِ الجَمَالِ تَعْظِيْمَاً وَتَكْبِيْرَاً ، المتَفَرِّدِ بِتَصْرِيْفِ الأَحْوَالِ عَلَى التَّفْصِيْلِ والإِجمْاَلِ تَقْدِيْرَاً وَتَدْبِيْرَاً ، وَصَلَّى اللهُ عَلَى مَنْ بَعَثَه اللهُ هَادِيَاً وَمُبِشِّرَاً وَنَذِيْرَاً وَدَاعِيَاً إِلَى اللهِ بِإِذْنِهِ وَسِرَاجَاًَ مُنِيْراً ، وَعَلَى آلِهِ وَأَصْحَابِهِ وَأَزْوَاجِهِ وَأَتْبَاعِهِ بِإِحْسَانٍ إِلَى يَوْمِ الدِّيْنِ وَسَلَّمَ تَسْلِيْمَاً كَثِيْرَاً ...وَبَعْدُ...

السَّلامُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ

การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ
และขอศ่อละวาตแด่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 

    แท้จริงข้าพเจ้าไม่ได้คาดว่าจะมีวันหนึ่งในชีวิตที่จะลงทุนเสียเวลาบันทึกข้อความเช่นที่จะปรากฏต่อสายตาผู้อ่านในเอกสารเล่มนี้ เพราะข้อมูลสาระที่มีอยู่ในเอกสารเล่มนี้เป็นการปกป้องตัวข้าพเจ้าและชี้แจงถึงความไม่มีอมานะฮฺในการเสนอข้อมูลของบุคคลที่ถือว่าเป็นนักเผยแผ่ศาสนาในสายตาของสังคมโดยทั่วไป แต่ทว่าเป็นความจำเป็นที่ข้าพเจ้าต้องตีแผ่ข้อมูลเหล่านี้ อันเนื่องจากว่านักเผยแผ่ผู้นั้นได้โจมตีข้าพเจ้า ทำลายความบริสุทธิ์ของผู้อื่น ป้ายสีและกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน จึงเป็นสิทธิสำหรับผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    เมื่อเริ่มเผยแผ่ศาสนา ข้าพเจ้าตั้งใจที่จะมุ่งสู่การเรียกร้องความสามัคคีในสังคมมุสลิม ปลีกตัวจากปัญหาส่วนตัวที่ไม่เกี่ยว ข้องกับสาระวิชาการ ซึ่งทฤษฎีนี้ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติและเผยแผ่ตั้งแต่อยู่ไคโร และข้าพเจ้าได้ระบุแนวเผยแผ่ดังกล่าวในหนังสือและเอกสารหลายเล่มที่ข้าพเจ้าเขียนเป็นภาษาอาหรับ เมื่อข้าพเจ้าได้คลุกคลีกับสังคมมุสลิมในประเทศไทย ก็เห็นสภาพความแตกแยกระหว่างองค์กรและสถาบันมุสลิม ซึ่งเป็นสภาพที่ทำให้ข้าพเจ้ายึดมั่นในทฤษฎีดังกล่าวอย่างหนักแน่น แต่ปรากฏว่าในสังคมของเราไม่มีใครสามารถเป็นตัวกลางที่จะประสานระหว่างผู้ขัดแย้ง เพราะจะถูกกล่าวหาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคู่กรณีว่าตัวกลางไม่ชัดเจนคลุมเครือ หรืออาจถูกกล่าวหาเป็นมุนาฟิกก็มี นั่นคือเครื่องวัดที่ข้าพเจ้าได้เห็นในสังคมของเรา แต่สำหรับบรรดามุสลิมีนและมุสลิมาตโดยทั่วไป จะเห็นว่าเขาจะไม่มีทางเลือกในการสนับสนุน หรือต่อต้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะว่าแต่ละฝ่ายนั้นจะตีเส้นตั้งรั้วสร้างกำแพง แล้วข้อกล่าวหาต่างๆก็จะถูกเตรียมพร้อมเพื่อโยนเข้าใส่ผู้ที่ยืนเป็นกลาง

    การที่คนหนึ่งคนใดจะยืนเป็นกลาง หมายถึงยืนเป็นกลางระหว่างสองฝ่ายที่เป็นมุสลิมเหมือนกัน ยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺเดียว กัน ซึ่งผู้นั้นจะพยายามประนีประนอม สมัครสมาน และเรียกร้องให้มีการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ขับไล่ทุกสาเหตุที่จะทำให้พี่น้อง มุสลิมแตกแยก และพยายามต่อต้านฟิตนะฮฺระหว่างสถาบันและบุคคล

    ข้าพเจ้าได้พยายามเรียกร้องความสามัคคีในกลุ่มซุนนะฮฺ มานานพอสมควร และได้เสียสละแม้กระทั่งศักดิ์ศรีเพื่อให้ความเป็นปึกแผ่นเดียวปรากฏในสังคม ซึ่งทุกคนที่เคยร่วมงานกับข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิเสธเรื่องเหล่านี้ได้ ข้าพเจ้ายังยืนยันในแนวเผยแผ่ที่ระบุข้างต้น และเรียกร้องให้พี่น้องทุกท่านมีบทบาทในการสร้างความสามัคคีให้สังคมของเราเข้มแข็ง เป็นญะมาอะฮฺที่มีพลังแห่งความศรัทธาและการปฏิบัติหน้าที่

สำหรับปัญหาของก๊อดยานียะฮฺนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับหลักศรัทธา(อะกีดะฮฺ)ทั้งสิ้น เพราะก๊อดยานียะฮฺเป็นขบวนการทำลายอิสลาม ที่มีเจตนาสร้างความสับสนในเรื่องหลักศรัทธาของพี่น้องมุสลิม และพยายามทำให้ความมั่นคงแห่งศาสนาสั่นคลอน  การที่เราจะพูดถึงปัญหาดังกล่าว ควรที่จะเน้นความร้ายกาจและอันตรายของขบวนการนี้ในการทำลายอิสลาม แต่ตราบใดที่เราต้องการกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทำลายอัลอิสลามนั้น จำต้องมีข้อมูลและหลักฐานอันชัดเจน จึงจะทำให้เรามีสิทธิในการกล่าวหาตัวบุคคลนั้นๆ (แต่มิได้หมายความว่าทุกคนมีสิทธิในการพิพากษาความศรัทธาของบุคคลอื่น โดยไม่ปฏิบัติตามกระบวนการการกล่าว หาผู้อื่น ซึ่งมีมาตรการ กติกา มารยาท อย่างชัดเจนในวิชา อะดะบุลอิคติลาฟ ฟิล อิสลาม – มารยาทแห่งการขัดแย้งในอัลอิสลามการกล่าวหาผู้อื่น ต้องปฏิบัติสุดความสามารถในการวิจัยและแสวงหาทุกสาเหตุ ที่ทำให้คนหนึ่งคนใดตกอยู่ในความบกพร่องแห่งหลักอะกีดะฮฺ และถือสาเหตุนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้บุคคลที่ผิดพลาดนั้นรอดพ้นจากการตกศาสนาหรือเป็นฟาสิก ดังที่บรรดาอัสสะละฟุศศอลิหฺสั่งเสียไว้ ให้ทุกคนพยายามเห็นใจผู้ผิดพลาด ถึงแม้ว่าจะมีเจ็ดสิบข้ออ้างอิงเป็นสาเหตุในการผิดพลาดนั้น ควรที่จะห้ามมิให้มีการกล่าวหาเขา แต่ให้ตักเตือนเขาในฐานะเป็นพี่น้องกัน)

    ดังที่พี่น้องในสังคมมุสลิมทราบกันดีว่า เรื่องก๊อดยานียฺที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นปัญหาที่ถูกผูกพันกับตัวบุคคล (อิบรอฮีม กุเรชี) มิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับขบวนการที่จะทำลายล้างอิสลามใดๆทั้งสิ้น ดังที่จะสังเกตได้จากข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ในอดีตตลอดสามสิบกว่าปี ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวบุคคลและผลงานของเขาเป็นส่วนมาก แต่ข้อมูลที่เกี่ยวกับลัทธิก๊อดยานียะฮฺหรือขบวน การอื่นที่ทำลายล้างอัลอิสลาม กลับไม่ปรากฏในข้อมูลหรือบทความของผู้กล่าวหา ทำให้สังคมเรามีความเข้าใจว่า ขบวนการของก๊อดยานียะฮฺหรืออื่นๆ นั้นมีเพียงคนเดียว ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ตลอดมา ก็ไม่ได้เน้นถึงบทบาทที่แท้จริงของลัทธิก๊อดยานียฺในประเทศไทย นอก จากนี้ยังทำให้สังคมมุสลิมเกิดความสับสนหลายๆประเด็น และเกิดความแตกแยกอันเนื่องมาจากการไม่มีอมานะฮฺ(ความซื่อสัตย์) ในการเสนอข้อมูล และสุดท้ายการกล่าวหาผู้อื่นในสังคมเราก็กลาย เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย โดยไม่มีการนำกติกาหรือหลักการมาปฏิบัติ

    ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องก๊อดยานียะฮฺ เราสามารถทำใจได้และมีความเห็นด้วย หากผู้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวได้นำเสนอข้อมูลในเชิงวิชาการ ตามระบบการเผยแผ่ศาสนาอิสลามอย่างเที่ยงธรรม แต่กลับเป็นว่าผู้นำเสนอข้อมูลได้ฉวยโอกาสโจมตี ป้ายสี ทำลาย เพื่อเอาชนะคู่กรณี ซึ่งไม่มีใครเข้าใจได้ว่าทำไมจึงพูดถึงเรื่องก๊อดยานียฺ โดยผูกพันไว้กับตัวบุคคลที่ไม่มีบทบาทในสังคมแล้ว (อิบรอฮีม กุเรชี) และอ้างตนว่าเป็นผู้ปกป้องศาสนา ทั้ง ๆ ที่สังคมไม่ได้รับอันตรายจากตัวบุคคลนั้นแต่ประการใดทั้งสิ้น และเรายืนยันได้ว่าข้อมูลต่างๆที่ถูกเผยแพร่ให้สังคมระมัด ระวังเป็นข้อมูลที่ถูกฝังและมิได้มีการกล่าวถึงกันมานานแล้ว แต่ผู้กล่าวหาว่าบุคคลอื่นเป็นก๊อดยานียฺเป็นผู้ฟื้นฟูลัทธินี้ขึ้นมาให้สังคมรับทราบ

ประเด็นที่อันตรายมากและยังไม่มีใครสามารถให้เหตุผลได้คือ นักวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิก๊อดยานียฺ และยืนยันในการประณามลัทธิก๊อดยานียฺ ประกาศอยู่เสมอว่าลัทธิก๊อดยานียฺเป็นขบวนการนอกกรอบอิสลาม และมีแผนที่จะทำให้โลกมุสลิมแตกแยก กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นก๊อดยานียฺ นั่นคือภาพลักษณ์ที่อยากจะให้พี่น้องมุสลิมในสังคมได้สังเกต และใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาตัดสิน ว่าใครเป็นผู้ก่อฟิตนะห์ในสังคม และใครที่เป็นผู้สร้างความแตกแยก

    ข้อตอบโต้ในเอกสารฉบับนี้ เป็นข้อมูลที่ถูกนำเสนอจากตำราของนักวิชาการโดยตรง โดยยึดในมาตรฐานแห่งการวินิจฉัยและวิจัย ซึ่งใครก็ตามที่จะมีความเห็นค้านกับข้อตอบโต้ในเอกสารนี้ จำเป็นต้องมีคำตอบในเชิงวิชาการด้วย โดยตอบตรงประเด็น เจาะปัญหา ไม่เล่นสำนวน ไม่บิดพลิ้วต่อจุดยืน และต้องมีความชัดเจนในการอ้างอิงถึงคำพูดหรือตำรับตำรา ส่วนประเด็นที่เอกสารฉบับนี้ยืนยันว่าเป็นมติเอกฉันท์และมีความเห็นด้วย ก็ไม่ควรนำไปพูดซ้ำ วิพากษ์วิจารณ์หรือพิจารณาใหม่อีก เพราะเป็นการเสียเวลาและไม่ส่งผลต่อการจัดระเบียบสังคม เป็นการดีกว่าที่จะใช้พลังในแนวทางที่มีประโยชน์ และแสวงบุญเพื่อศาสนาและความสำเร็จในวันปรโลก

ดังนั้น การพูดคุยเกี่ยวกับอันตรายของก๊อดยานียะฮฺหรืออะหฺมะดียะฮฺในเชิงตอบโต้เอกสารฉบับนี้ จะถือว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ไร้ประโยชน์ แต่ประเด็นที่เราเจาะจงและให้รายละเอียดต่อสังคม เมื่อไม่มีใครให้คำตอบเพื่อลบล้างความจริงที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ สังคมจำเป็นต้องยอมรับในข้อมูลที่เป็นความจริงและแก้ไขความผิดหรือความประพฤติที่ขัดกับสัจธรรมและความเป็นจริง

    ในเอกสารฉบับนี้ จะนำเสนอให้สังคมได้เห็นการหลอกชาวบ้าน การเลือกปฏิบัติ และการบิดเบือนข้อความเพื่อกล่าวหาผู้อื่นโดยปราศจากหลักฐาน พี่น้องจะสามารถมองเห็นว่าเป้าหมายในการดำเนินกิจกรรมกล่าวหา ป้ายสีคนบริสุทธิ์โดยการปลุกผีก๊อดยานียฺ แล้วอ้างว่าเป็นการปกป้องอะกีดะฮฺนั้น เป็นการสร้างชื่อเสียงและอิทธิพลให้กับตนเอง ซึ่งข้อมูลในเอกสารนี้มีรายละเอียดมาก มายเกี่ยวกับการที่ อาลี อีซา กล่าวหา อิบรอฮีม กุเรชี ว่าเป็นก๊อดยานียฺด้วยประเด็นต่างๆ และการตอบโต้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นด้วยหลักฐาน เพื่อพี่น้องจะได้ตระหนักในความจริงว่า นักวิชาการบางคนถึงแม้ว่าจะมีชื่อเสียง หรือถูกอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบ การณ์มากมายก็ตาม แต่หาเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ในการเสนอข้อมูลทางวิชาการไม่

    อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการที่ อาลี อีซา ได้บิดเบือนข้อความของ อิบรอฮีม กุเรชี โดยเจตนา เพื่อโจมตีคู่กรณี แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่สมควรที่จะนำเสนอข้อมูลดังกล่าวทั้งหมด เพราะไม่ส่งผลในการชี้แจงปัญหาการกล่าวหา ข้าพเจ้า อาจารย์มุรีด  ทิมะเสน และ อิบรอฮีม กุเรชี ว่าเป็นก๊อดยานียฺ แต่จะมีผลกระทบอันรุนแรงในตัวบุคคล ซึ่งข้าพเจ้าไม่มีความปรารถนาที่จะโจมตีคนหนึ่งคนใดโดยไม่มีเหตุผลแห่งความยุติธรรม หรือไม่มีคำอนุญาตโดยหลักการศาสนา

จึงขอให้พี่น้องพิจารณาข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ และขอให้ขัดเกลาจิตใจของเราและความรู้สึกของเราต่อผู้อื่น ให้สอดคล้องกับความเป็นธรรมและความเป็นจริง และอย่าให้อารมณ์ใฝ่ต่ำของเรามีอิทธิพลในการบีบบังคับให้เราประพฤติสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือที่ศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำ และอย่าให้สิ่งที่เราเชื่อมาตลอดอดีตเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยบรรพบุรุษหรือผู้รู้โดยปราศจากหลักฐาน อันเป็นกรณีที่จะทำให้เรามีลักษณะเหมือนบรรดามุชริกีน ที่เคารพบูชารูปเจว็ดโดยอ้างบรรพบุรุษและผู้รู้ของเขา แต่อิสลามสอนให้เราถามผู้รู้ด้วยหลักฐาน ดังที่อัลลอฮฺ   ตรัสว่า ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้หากพวกเจ้าไม่รู้ ด้วยหลักฐานทั้งหลายที่ชัดแจ้ง

นั่นคือเครื่องหมายที่จะรับประกันความถูกต้องในจุดยืนต่างๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถบรรลุความจริงเกี่ยวกับตัวบุคคล เช่น การที่จะรู้ว่าคนหนึ่งคนใดเป็นก๊อดยานียฺหรือเป็นกาฟิร ก็จะไม่ส่งผลอันเลวร้ายกับเรา เพราะไม่เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราประสบความ สำเร็จในวันปรโลก และพระองค์อัลลอฮฺจะไม่สอบสวนเราว่า ทำไมจึงไม่เชื่อว่า อิบรอฮีม กุเรชี หรือใครก็ตามเป็นก๊อดยานียฺหรือกาฟิร แต่เมื่อเรากล่าวหาและเชื่อว่าตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็น อิบรอฮีม กุเรชี หรือใครก็ตาม ว่าเขาเป็นกาฟิรหรือก๊อดยานียฺ เราต้องเตรียมคำตอบ ณ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพราะเป็นการพาดพิงถึงบุคคลที่มีลักษณะความเป็นมุสลิม และการที่จะอ้างว่าโต๊ะครูคนหนึ่งคนใดตัดสินแล้ว วินิจฉัยแล้ว ไม่เป็นคำตอบอันยุติธรรมสำหรับศาลแห่งวันปรโลก เพราะศาสนาสอนไว้ว่า ให้ละทิ้งสิ่งที่มีความสงสัย ให้ละเว้นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานแน่นอน การเชื่อว่าคนหนึ่งคนใดเป็นกาฟิรหรือก๊อดยานียฺหรือไม่ ไม่ใช่องค์ประกอบในหลักศรัทธาของบรรดาผู้ศรัทธา ตราบใดที่เรามีความชัดเจนว่า ก๊อดยานียะฮฺเป็นลัทธินอกกรอบศาสนา การปฏิเสธ(การกุฟรฺ)เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เข้านรกและอยู่อย่างตลอดกาล เป็นความพอเพียงสำหรับความเชื่อ ส่วนจะเชื่อในตัวบุคคลว่าเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องมีหลักฐานอย่างชัดเจน สังคมเรามีพื้นฐานอันมั่นคงที่จะปกป้องหลักศรัทธาไม่ให้หลั่งไหลไปกับลัทธิก๊อดยานียฺหรือนิกายอื่นๆก็ตาม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ปรากฏในสังคมมุสลิมไทยโดยทั่วไป ถ้าหากว่าเราหันไปเตรียมพื้นฐานแห่งหลักศรัทธาเชื่อมั่นในเรื่องอื่น จะเป็นการดีสำหรับสังคมมุสลิมในประเทศไทย เพราะขณะนี้กระแสความเชื่อที่ขัดกับหลักการอิสลาม กำลังซึมซับเข้าไปสู่ความเชื่อของเยาวชนของเรา โดยที่นักวิชาการและผู้นำมุสลิมไม่ทำหน้าที่ ไม่มีบทบาทในการปกป้องสังคมจากภยันตรายต่างๆ

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าต้องวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้พระองค์ทรงอภัยโทษแก่ท่านอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ในสิ่งที่ท่านผิดพลาดโดยไม่เจตนา และขอให้พระองค์ทรงตอบรับการงานอันดีต่อศาสนาและสังคมที่ท่านได้ทิ้งไว้ แต่ผู้เนรคุณและโง่เขลาได้ปกปิดผลงานนี้และพยายามจับผิดค้นหาข้อบกพร่องเพื่อโจมตีผู้ที่มีผลงาน ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้มีอยู่ในทุกสังคมและกมลสันดานแก้ยากนอกจากถ้าอัลลอฮฺประสงค์ให้ทางนำแก่พวกเขา และขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้พระองค์ทรงให้ทางนำกับครอบครัวของอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เพื่อเป็นบุตรหลานที่สืบทอดคุณงามความดีของบิดา อันจะเป็นกุศลธรรมที่ยอดเยี่ยมสำหรับอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ถึงแม้จะล่วงลับไปแล้วก็ตาม และสำหรับผู้ที่ยังพยายามใส่ร้ายอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ในทุกรูปแบบ ก็ขอต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้พระองค์ทรงเปิดหัวใจและให้ดวงตาสว่างสดใสมองเห็นสัจธรรมและปฏิบัติตาม แต่หากพระองค์ไม่ประสงค์เช่นนั้น ก็ขอให้พระองค์ทรงจัดการกลุ่มชนเหล่านี้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อสังคมมุสลิม

ขอให้พี่น้องมุสลิมทุกท่านที่มีข้อสงสัย หรือต้องการชี้แจงขยายความใดๆ ก็ตามที่อยู่ในเอกสารฉบับนี้ หรือได้รับข้อมูลจากผู้ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นก๊อดยานียฺ ให้ติดต่อข้าพเจ้าที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2433-8754 หรือ 086-003-1821

       ริฎอ อะหมัด สมะดี
                                            8 มิถุนายน 2546

 

คำนำพิมพ์ครั้งที่ 2

    มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก การตอบแทนที่ดีจะประสบกับบรรดาผู้ที่มีความตักวา(ยำเกรงอัลลอฮฺ) และไม่มีความเป็นศัตรูใดๆเว้นแต่ต่อกลุ่มชนที่อธรรม ขอความสันติจงมีแด่ผู้ที่ประเสริฐที่สุดในบรรดานบีและศาสนฑูตของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสดามุฮัมมัด และบรรดาวงศ์วาน ภรรยา และสาวกของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ปฎิบัติตามกลุ่มชนเหล่านั้นด้วยดีตลอดมาจนถึงวันกิยามะฮฺ

    การพิมพ์หนังสือ เมื่อความจริงปรากฏ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 นั้นมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความจริงและช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม รวมทั้งถือเป็นความรับผิดชอบและการมีจรรยาบรรณในความรู้ และเป็นการทำหน้าที่ในฐานะนักวิชาการคนหนึ่ง ข้าพเจ้ามิได้ขายหรือจัดจำหน่ายหนังสือดังกล่าวเพื่อการพาณิชย์เหมือนที่ผู้ อื่นทำแต่อย่างใด ทั้งมิได้เรียกร้องสิทธิหรือผลตอบแทนในความรู้และสัจธรรมที่เผยแผ่ต่อมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ระงับลิ้นและปากมิให้ละเมิด ข้าพเจ้าได้รักษามารยาทของศาสนาในเรื่องความขัดแย้งในศาสนา ตรงข้ามกับคู่กรณี(ผู้ที่มีความขัดแย้งกับข้าพเจ้า)ที่ได้ใช้ข้อละเมิดของศาสนาในการวิจารณ์และใส่ร้ายข้าพเจ้า เชคอาลี อีซา ได้กล่าวหาข้าพเจ้าและบิดา ว่าได้ขายศักดิ์ศรีและศาสนาของเรา เขาได้กล่าวคำพูดที่ลิ้นมนุษย์มิอาจกล้าที่จะกล่าวได้ รวมทั้ง อิหม่ามสนั่น เพ็ชรทองคำ ก็ได้กล่าวหาข้าพเจ้าเช่นกันว่าได้รับใบปริญญามาด้วยการขโมยและคดโกง ทั้งได้กล่าวหาบิดาของข้าพเจ้าว่าเป็นคนโกหกมดเท็จ ในเรื่องที่บิดาของข้าพเจ้าได้ร่วมกับ อาจารย์ดารี บินอะหมัด ในการแปลความหมายอัลกุรอานฉบับภาษาไทยซึ่งพิมพ์โดยสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ อีกทั้งยังมีดาอีย์(นักเผยแผ่ศาสนา)อีกหลายคนที่ได้กล่าวร้ายต่อข้าพเจ้า เช่น อิสหาก พงษ์มณี, หะซัน นาคนาวา, คอลิด ปานตระกูล, สะอ๊าด อับดุลลอฮฺ, อับดุลฆอนี บุญมาเลิศ

นอกจากนี้ยังมีบัตรสนเท่ห์มากมายหลายฉบับ ส่งมาถึงตัวข้าพเจ้าและแจกจ่ายทั่วไป ซึ่งมีเนื้อหาที่ใส่ร้ายป้ายสีและด่าข้าพเจ้าต่างๆนานา โดยใช้คำด่าทอทุกรูปแบบที่แม้แต่มนุษย์ต่ำชั้นที่สุดยังไม่กล้าใช้ มิใช่เพียงแค่นี้แต่ถึงขั้นที่ข้าพเจ้าถูกแจ้งต่อทางราชการในข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จากทางการมาสอบสวนข้าพเจ้าในข้อครหาดังกล่าว และญาติพี่น้องของข้าพเจ้ายังได้ร่วมกันวางแผนใส่ร้ายข้าพเจ้าโดยที่ นายอับดุลสลาม มัสอูดี (นายกอัลอิศลาหฺสมาคม)ได้กล่าวหาว่าข้าพเจ้ามีทัศนะและความเชื่อของลัทธิก๊อดยานียฺในเรื่องท่านนบีอีซา   โดยมีอิหม่ามมัสยิดอันซอริซซุนนะหฺ (อับดุลลอฮฺ กรีมี) ได้สนับสนุนการกล่าวหาดังกล่าวด้วย และผลที่เกิดตามมาคือข้าพเจ้าถูกห้ามเป็นอิหม่ามนำละหมาดหรือบรรยายในมัสยิดอันซอริซซุนนะฮฺ ด้วยมติของคณะกรรมการประจำมัสยิดอันซอริซซุนนะฮฺ โดยอ้างว่าข้าพเจ้าเป็นบุคคลที่สร้างปัญหาในชุมชน และอัลอิศลาหฺสมาคมได้ระดมพลังเครือข่ายของ เชคอาลี อีซา เพื่อต่อต้านข้าพเจ้า เนื่องจากการที่ข้าพเจ้ารับรองว่า อาจารย์ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ไม่ได้เป็นก๊อดยานียฺอย่างแน่นอน

ในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าได้พยายามเผชิญหน้าอย่างเปิดเผยต่อคนที่สร้างฟิตนะฮฺดังกล่าว ข้าพเจ้าได้เผชิญหน้ากับ เชคอาลี  อีซา, นายอับดุลสลาม มัสอูดี และคณะกรรมการอิศลาหฺสมาคม, นายอับดุลลอฮฺ กรีมี และคณะกรรมการมัสยิดอันซอริซซุนนะฮฺ, นายสะอ๊าด อับดุลลอฮฺ (ครูใหญ่โรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร คลองสิบเก้า) และข้าพเจ้าได้เรียกร้องที่จะเผชิญหน้าและโต้เถียงกับทุกคนที่กล่าวว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺ และข้าพเจ้าได้ประกาศว่าพร้อมที่จะโต้เถียงทางวิชาการ(บนเวที)กับทุกคนที่กล่าวหาในเรื่องนี้ แต่พวกเขาทั้งหมดก็ปฎิเสธ หันหลังให้และหนีการเผชิญหน้ามาโดยตลอด

เชคอาลี อีซา ได้พยายามหลบเลี่ยงและหนีข้าพเจ้า ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าจนถึงเวลานี้ หรือแม้แต่สมาชิกบางคนของมัสยิดอันซอริซซุนนะหฺและอัลอิศลาหฺสมาคมที่มีอคติก็เริ่มแสดงความบิดพลิ้ว และความกลับกลอกให้เห็น โดยได้กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่าพวกเขาไม่เคยกล่าวหาว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺแต่อย่างใด เพียงแต่ต่อต้านเขาในประเด็นอะกีดะฮฺบางเรื่องที่มีความคลาดเคลื่อน ในหนังสือกุรอานมะญีด และนั่นมิใช่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวและชี้แจงมาโดยตลอดดอกหรือ? หรือนั่นมิใช่เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ปกป้องและยึดมั่นมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา??

ถึงอย่างไรก็ตามการท้าทายต่อ เชคอาลี อีซา และผู้ที่กล่าวหาว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺนั้นยังคงมีอยู่ ซึ่งข้าพเจ้าพร้อมที่จะโต้เถียง(ในเชิงวิชาการ) กับเขาต่อหน้าสาธารณชน และขอประกาศตรงนี้ว่าพวกเขาได้บ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด และยังคงบ่ายเบี่ยงจนถึงวันนี้ แต่พวกเขากลับป่าวประกาศว่าข้าพเจ้าต่างหากที่บ่ายเบี่ยง ซึ่งเรื่องนี้ข้าพเจ้ามีพยานหลายคนและมีหลักฐานเสียงบันทึกที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า พวกเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายหลีกหนีการเผชิญหน้าและไม่ยืนหยัดบนจุดยืนที่พวกเขาประกาศต่อสาธารณชน

ช่วงที่หนังสือ เมื่อความจริงปรากฏ ถูกตีพิมพ์นั้น อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ยังมีชีวิตอยู่ และเขาได้เสียชีวิตหลังจากนั้นสองปี จนถึง ณ เวลานี้ข้าพเจ้ายังคงยืนยันในจุดยืนของข้าพเจ้าที่ได้ชี้แจงไปแล้ว ซึ่งจากการศึกษาอย่างครอบคลุมและละเอียดรอบคอบแล้วข้าพเจ้าไม่เห็นว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺแต่อย่างใดและไม่เคยเป็นก๊อดยานียฺด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยกับบางประเด็นในการอรรถาธิบาย และการแปลความหมายอัลกุรอานที่มีความคลาดเคลื่อนของเขา ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลัง จากเขาที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงสิ่งที่ผิดพลาดเหล่านั้น

    ณ จุดนี้ข้าพเจ้าขอชี้แจงประเด็นใหม่ๆเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป ดังนี้

หนึ่ง : เชคอาลี อีซา ได้ให้หลักฐานโดยอ้างถึงงานวิจัยของ ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข ที่ได้นำไปเสนอในงานประชุมว่าด้วยเรื่องการแปลความหมายอัลกุรอาน ที่จัดขึ้น ณ ประเทศซาอุดิอาระเบียเมื่อสองปีที่ผ่านมา ซึ่งงานศึกษาดังกล่าวได้นำเสนอประเด็นความคลาดเคลื่อนบางประการ ในเรื่องการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาไทยของ อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ในหนังสือ กุรอานมะญีด และ บยานุลกุรอาน ให้เป็นตัวอย่างของการแปลความหมายอัล    กุรอานที่บิดเบือน ซึ่ง ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าคำแปลของ อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นการแปลของก๊อดยานียฺ

และเพื่ออธิบายประเด็นนี้ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข นั้นเป็นนักค้นคว้าวิจัยเฉพาะด้าน และได้สำเร็จการศึกษาของท่านโดยมีผลงานวิชาการรองรับ แต่ทว่างานศึกษาของเขาในเรื่องกุรอานมะญีดและบยานุลกุรอานนั้นขาดคุณสมบัติของงานวิจัยที่ครอบคลุมสมบูรณ์ ซึ่งคุณสมบัติสำคัญที่ขาดไปคือ การเปรียบเทียบอย่างมีจรรยาบรรณและอะมานะฮฺ(ความรับผิดชอบ) โดยที่ ดร.อับดุลลอฮฺ หนุ่มสุข ได้ระบุความผิดพลาดบางประการของ อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เหมือนกับที่ เชคอาลี อีซา ได้ระบุในวารสารสายสัมพันธ์ จนทำให้ข้าพเจ้าคิดไปว่าเขาได้เขียนงานวิจัยด้วยการยกข้อมูลทั้งหมดมาจากหนังสือของ เชคอาลี อีซา และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดของข้าพเจ้า ก็ขอให้ ดร.อับดลลอฮฺ หนุ่มสุข (ซึ่งเป็นนักวิจัยเฉพาะด้าน)ตอบคำถามว่า มุฮัมมัดอาลี อัลลาฮูรี เป็นอาจารย์ของ อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี หรือไม่ ? และถ้าหากอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ได้ยึดเอาการแปลของมุฮัมมัดอาลีเป็นต้นฉบับในการแปลหนังสือกุรอานมะญีดและบยานุลกุรอาน จนถึงขั้นที่อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในนักเผยแพร่ของลัทธิก๊อดยานียฺแล้วไซร้ ก็ขอให้ ดร.อับดุลลอฮฺ ตอบคำถามเราว่า เพราะเหตุใด อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี จึงมิได้นำคำแปลของมุฮัมมัดอาลีในการแปลความหมาย อัลกุรอานอายะฮฺที่ว่า

مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَا أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ
ความว่า “มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า..” (อัลอะหฺซาบ 40)

ซึ่งมุฮัมมัดอาลี อัลลาฮูรี ได้อธิบายอายะฮฺนี้โดยใช้คำพูดที่ทำให้เข้าใจว่าเขามีความเชื่อใน มิรซา ฆุลาม อะหมัด ถึงขั้นที่ระบุชื่ออย่างชัดเจน ในขณะที่อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ได้ปฎิเสธเรื่องดังกล่าวทั้งหมด และอธิบายเรื่องนี้โดยใช้การตัฟซีรที่ถูกต้องของอะหฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ และหากกล่าวว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นผู้ตามมุฮัมมัดอาลีในด้านอะกีดะฮฺของเขาแล้ว ทำไมอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี จึงได้อธิบายเรื่องการแยกดวงจันทร์ในหะดีษศอฮี้ฮฺบุคอรียฺเหมือนกับที่อะหฺลุซซุนนะหฺวัลญะมาอะฮฺได้อธิบาย และยังยืนยันถึงความมหัศจรรย์(มุอฺญิซาต)ของท่านนบีมุฮัมมัด   ในเรื่องที่เหนือธรรมชาติ แท้จริงแล้วนักค้นคว้าเฉพาะด้านนั้นก่อนที่เขาจะฮุกุ่มหรือตัดสินคนใดคนหนึ่งนั้น เขาจะต้องศึกษาผลงานและงานเขียนต่างๆของคนๆนั้นให้ละเอียดเสียก่อน แต่สิ่งที่ ดร.อับดุลลอฮฺ ได้ทำนั้นเป็นเพียงการนำบางประเด็นจากหนังสือสองเล่มดังกล่าวมาอ้างและตัดสินว่า อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นลูกศิษย์ของมุฮัมมัดอาลี อัลลาฮูรี อัลอะหฺมะดียฺ(เป็นก๊อดยานียฺ) ทั้งนี้หาก เชคอาลี อีซา เป็นผู้กระทำเรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจแต่อย่างใดนัก เนื่องจาก เชคอาลี อีซา มิได้เป็นนักค้นคว้าเฉพาะด้านที่มีความชำนาญในวิชาการศาสนา และ มิได้เป็นผู้ลึกซึ้งในงานวิจัยศาสนาเป็นเพียงผู้ค้นคว้าธรรมดา จึงทำให้เขาผิดพลาดในหลายๆประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ อันเป็นประเด็นที่แม้แต่นักเรียนทั่วไปนั้นไม่ผิด พลาดด้วยซ้ำ

และข้าพเจ้าได้คัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่ถึงแม้ข้าพเจ้าจะให้ความเคารพ ดร.อับดุลลอฮฺ ก็ตาม ทั้งนี้เพื่อมิให้มิใครต้องถูกหลอกหรือเข้าใจผิดอันเนื่องจากงานค้นคว้าดังกล่าว และเพื่อป้องกันมิให้นำข้อสรุปจากงานค้นคว้านี้ไปอ้างเป็นหลักฐานที่จะตัดสินให้มุสลิมคนหนึ่งคนใดออกจากศาสนา(ตกมุรตัด)อย่างที่ เชคอาลี อีซา ได้กระทำ เพราะการกล่าวหาผู้อื่นเป็นกาฟิร(ตักฟีร)นั้น เป็นหนึ่งในบรรดาบาปใหญ่หรืออาจเป็นสาเหตุให้ผู้ที่กล่าวหาต้องออกจากศาสนา ด้วยซ้ำไป

สอง : มีคนกลุ่มหนึ่งได้ฉวยโอกาสใช้ความขัดแย้งในเรื่องนี้ระหว่างข้าพเจ้ากับ เชคอาลี อีซาในการประชาสัมพันธ์ให้กับตัวเอง โดยที่พวกเขาได้แต่งหนังสือเพื่อทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีของข้าพเจ้าและโจมตีจุดยืนของข้าพเจ้าที่มีต่อ อิบรอฮีม กุเรชี ทั้งได้ใส่ร้ายในศาสนาของ อิบรอฮีม กุเรชี หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งสังคมส่วนใหญ่รู้จักคนกลุ่มนี้ดี และรู้ดีถึงความรู้ด้านวิชาการที่พวกเขามี ซึ่งคำพูดที่ไร้สาระหรือการพูดพล่ามของพวกเขานั้นไม่คู่ควรแก่การตอบโต้หรือให้ความสำคัญแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่นบางคนได้กล่าวว่า ข้าพเจ้าอ่อนในภาษาอาหรับเพราะข้าพเจ้าได้อ่านสำนวนของท่านอิบนุญะรีรในคำศัพท์ที่ว่า ( قبل ) ซึ่งข้าพเจ้าได้เขียนว่า ( قَبْلِ ) แต่พวกเขาเห็นว่าควรจะอ่าน  ( قِبَل )ทั้งๆที่พวกเขาได้ยึดแนวการให้สระของประโยคดังกล่าวจากฉบับเดียวกันโดยที่ผู้ตรวจสอบบางคนรู้ดี แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็มิได้พูดถึงหรือโต้เถียงในคำอ้างของพวกเขาในเชิงวิชาการหรือเชิงภาษาแต่อย่างใด พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับจุดมุ่งหมายหรือเนื้อหาสาระหรือใจความในประโยคของท่านอิบนุญะรีรแม้แต่น้อย ซึ่งคำพูดหรือการกระทำเหล่านี้ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่คู่ควรที่จะให้ความสนใจแต่อย่างใด และอีกตัวอย่างหนึ่งคือการที่ เชคอาลี อีซาได้กล่าวว่ามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรต้องละอายที่ข้าพเจ้าได้ใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยนี้ และกล่าวอีกว่าข้าพเจ้าเป็นบัณฑิตที่แย่ที่สุดตั้งแต่ได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมา(นั่นคือตั้งแต่หนึ่งพันปีที่แล้ว) อันเป็นตัวอย่างคำกล่าวที่คนมีอคติเขาปฎิบัติกัน

การที่พวกเขาเหล่านั้นได้เหยียบย่ำบนบ่าคนอื่น ดูถูกผู้อื่น ใช้ชีวิตโดยบริโภคเนื้อหนัง(นินทาว่าร้าย)บรรดามุสลิมีน และคนดีคนศอลิหฺนั้น แน่นอนพวกเขาจะประสบกับการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำอย่างแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง

แท้จริงแล้วอัลลอฮฺ   ได้แสดงให้พวกเขาเห็นซึ่งสัญญาณของพระองค์ กล่าวคือเรื่องราวข้อเท็จจริงเหล่านี้(ประเด็นการกล่าวหา อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺ)ที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับมัน ปิดบังความจริงมานับสิบปีได้เริ่มเปิดเผยออกมาทีละน้อยต่อหน้าพวกเขา บรรดานักศึกษาเยาวชนที่พวกเขาได้พยายามอบรมเสี้ยมสอนให้ห่างไกลและระวัง อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี นั้นได้เริ่มตรวจสอบทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา บรรดามุสลิมจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทยเริ่มกล้าที่จะพูดถึงเรื่องราวเหล่านั้น หลังจากที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามที่จะแตะต้อง ถึงขั้นที่ว่าคนที่ชมเชยหรือให้การสนับสนุนอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ก็นับเป็นก๊อดยานียฺด้วยเช่นกัน

สาม : ประชาชาติได้ประสบกับความยากลำบากและวิกฤตการณ์มากมายในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย เริ่มต้นด้วยสงครามระหว่างอิรักและสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ ข้าพเจ้าก็ได้เรียกร้อง เชคอาลี อีซา ให้ระงับและยุติข้อขัดแย้งนี้ก่อน อันเนื่องจากสถานการณ์ที่ประชาชาติกำลังประสบอยู่ แต่เขาได้ปฎิเสธและยืนกรานในความขัดแย้ง จนมาถึงเหตุการณ์ที่หนังสือพิมพ์เดนมาร์กเขียนการ์ตูนดูหมิ่นท่านนบี   ซึ่งเราก็ไม่เคยเห็น เชคอาลี อีซา และพวกของเขาได้กระทำสิ่งใดๆในอันที่จะปกป้องท่านนบี   แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งในแรงกายแรง ใจที่เขาได้ทุ่มเทให้กับประเด็นเรื่อง อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี แต่เรากลับเห็นเขาเงียบในขณะที่ท่านนบี   ถูกดูถูกดูหมิ่น และเราได้เห็นคนอีกกลุ่มหนึ่งได้เขียนหนังสืออ้างว่าการเดินประท้วงเป็นบิดอะฮฺ หลังจากที่พวกเขาเห็นเราและพี่น้องมุสลิมจำนวนหนึ่งไปประท้วงหน้า สถานฑูตเดนมาร์กเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีท่านนบี   แท้จริงประวัติและสิ่งที่พวกเขาได้กระทำตลอดมานั้นเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงแนวทางที่พวกเขากำลังเดิน พวกเขามีความจริงจังในการปกป้องศาสนาจริงหรือ ปกปักษ์รักษาหลักการและศักดิ์ศรีของศาสนาจริงหรือ ? ต่อสิ่งที่เป็นชิริก(ภาคี)มากมายที่มีอยู่ต่อหน้าพวกเขา ทำไมพวกเขาถึงได้นิ่งเฉย? ต่อสิ่งที่เป็นอุตริกรรม(บิดอะฮฺ)ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทำไมพวกเขาถึงได้ปล่อยเลยตามเลย?? ตลอดจนลัทธิอุบาทว์แท้ๆ เช่นการเผยแพร่ลัทธิก๊อดยานียฺ อะหฺมะดียะฮฺ บาไฮ และชีอะฮฺ ซึ่งผลงานของลัทธิดังกล่าวในสังคมมุสลิมอย่างเปิดเผย แต่กลุ่มของ เชคอาลี อีซา กลับทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อพิษภัยชัดเจนดังกล่าว ทั้งๆที่เหยื่อของลัทธิดังกล่าวเป็นคนใกล้ตัวจากกลุ่ม เชคอาลี อีซา แล้วด้วย

อันที่จริงแล้วเราได้บอกและตักเตือนพวกเขาแล้วว่ายังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายในสังคมไทย ที่พี่น้องมุสลิมต้องสละกำลังและการทำงานเพื่อเผยแผ่ศาสนา และเชิญชวนผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมให้รู้จักอิสลาม หรือเพื่อต่อสู้กับสิ่งบิดอะฮฺมากมายในสังคมมุสลิมเรา เช่น กลุ่มตะเศาวุฟ, กลุ่มเฏาะริกัต, กลุ่มที่เชื่อในไสยศาสตร์, กลุ่มชีอะฮฺ, กลุ่มเซคคิวลาร์(กลุ่มที่มีแนวคิดแยกศาสนาออกจากทางโลก), กลุ่มแนวคิดหัวสมัยใหม่(ที่สนับสนุนการให้เสรีด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ชายหญิง) แต่กระนั้นพวกเขายังคงดึงดันที่จะหันกระบอกปืนและอาวุธของพวกเขามายังตัวข้าพเจ้า เสมือนว่าข้าพเจ้าเป็นศัตรูหนึ่งเดียวของศาสนา และสิ่งแปลกประหลาดที่ข้าพเจ้าได้ยินมาคือ เชค อาลี อีซา ได้ขู่และห้ามนักเรียนอัลฟุรกอนฟังการสอนและการบรรยายของข้าพเจ้า และห้ามอ่านหนังสือที่ข้าพเจ้าเขียน หากใครฝ่าฝืนและถูกจับได้จะต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน จนมีนักเรียนคนหนึ่งได้ถูกไล่ออกด้วยสาเหตุดังกล่าว ทำให้มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งมาร้องเรียนและปรึกษาข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้แนะนำให้พวกเขาอดทนและกำชับให้นึกถึงสิ่งที่ดีของโรงเรียน

แต่ที่แปลกกว่าเรื่องนี้ก็คือ ได้มีความพยายามมากมายจากหลายฝ่ายที่จะประสานระหว่างข้าพเจ้าและ เชคอาลี อีซา ซึ่งทุกครั้งข้าพเจ้าจะยิ้มรับและตอบว่า  ใครเล่าที่บอกว่าฉันปฎิเสธ?? คนที่ ปฎิเสธคือ เชคอาลี อีซา ต่างหาก เขาได้พิมพ์หนังสือต่างๆให้ระวังและอย่ายุ่งเกี่ยวกับตัวข้าพเจ้า เตือนญาติพี่น้องไม่ให้สลามข้าพเจ้าโดยให้เหตุผลว่าข้าพเจ้าเป็นพวกอุตริกรรม และบอกคนอื่นๆให้ปฎิบัติกับข้าพเจ้าเหมือนเป็นชาวบิดอะฮฺ!!!

สี่ : เชคอาลี อีซา และพวกของเขาได้พิมพ์หนังสือและจดหมายหลายฉบับเพื่อตอบโต้ตัวข้าพเจ้าและหนังสือ เมื่อความจริงปรากฏ และทุกครั้งที่ข้าพเจ้าได้อ่านข้อเขียนของพวกเขาก็หวังอย่างยิ่งว่าจะมีหลักฐานใหม่ที่สามารถเปลี่ยนทัศนะและจุดยืนของข้าพเจ้า แต่สิ่งที่เห็นคือเรื่องราวเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก การโกหกบิดเบือนและขาดจรรยาบรรณในทางวิชาการ จนทำให้ข้าพเจ้าคิดไปว่าพวกเขาเคยอ่านหนังสือที่ข้าพเจ้าเขียนบ้างหรือไม่?? นอกจากนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็นจากข้อเขียนของพวกเขาคือเรื่องเหลวไหลเยิ่นเย้อไร้คุณค่า การเติมหน้าหนังสือด้วยสิ่งที่ปราศจากสารัตถะใดๆ บางหน้านั้นก็เต็มไปด้วยคำด่าทอ การดูถูก การใส่ร้ายทำลายเกียรติ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มิใช่เป็นสิ่งที่ใช้ในการโต้เถียงทางวิชาการ ข้าพเจ้ากลับคิดว่าพวกเขาคงจะอยู่ในสภาพไม่ต่างจากคนล้มละลาย (ทางความรู้และความคิด) จนไม่อาจหาเหตุผลหรือหลักฐานใดๆมาเสนอ จึงต้องใช้วิธีด่าทอและใส่ร้าย

บรรดานักวิชาการ ผู้รู้ นักเผยแผ่(ดาอีย์) และนักแสวงหาความรู้บางท่านได้กล่าวว่า หนังสือของข้าพเจ้านั้น(เมื่อความจริงปรากฏ)ครบถ้วนเพียงพอแล้ว(สำหรับเรื่องขัดแย้งดังกล่าว) ใครที่ได้อ่านจะสามารถรู้และเข้าใจเรื่องนี้ในทุกๆด้าน ซึ่งข้าพเจ้าได้ชุโกร ขอบพระทัยต่ออัลลอฮฺตะอาลา

ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าต้องการที่จะช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม (อาจารย์ อิบรอฮีม กุเรชี) และต้องการอธิบายข้อเท็จจริงมากเพียงใด แต่ข้าพเจ้าไม่เคยยกยอปอปั้นหรือชมเชย อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี แม้แต่น้อย ข้าพเจ้ากลับบอกข้อผิดพลาดของเขาและเตือนมิให้เผยแพร่ข้อผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งการตักเตือนของข้าพเจ้าโดยเฉพาะต่อครอบครัวของเขาและทุกคนที่พิมพ์หนังสือของเขา เป็นเรื่องระหว่างข้าพเจ้ากับพวกเขาและอัลลอฮฺเท่านั้น ไม่มีผู้ใดรับรู้ เพราะเรามิได้เป็นคนที่กล่าวร้ายคนอื่น หรือเปิดเผยเรื่องราวไม่ดีต่างๆต่อหน้าผู้อื่น

ห้า : ก่อนหน้านี้สามปีข้าพเจ้าได้ติดต่อศูนย์กลุ่มอัลอะหฺมะดียะฮฺ(กลุ่มก๊อดยานียฺ)ในกรุงเทพ เพื่อที่จะสอบถามถึงหนังสือหรืองานเขียนที่เป็นภาษาไทย พวกเขาให้คำตอบว่าไม่มีสิ่งพิมพ์ใดๆที่เป็นภาษาไทยเลย ข้าพเจ้าจึงได้ถามเรื่องการแปลความหมายอัล  กุรอานเป็นภาษาไทย พวกเขาก็ได้ปฎิเสธอย่างแข็งขัน ว่าไม่เคยมีการแปลความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาไทย ข้าพเจ้าจึงพูดกับตนเองว่าทำไมเชคอาลี อีซา จึงได้กล้าสาบานต่ออัลลอฮฺว่าอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี เป็นก๊อดยานียฺร้อยเปอร์เซ็นต์? ทำไมถึงได้กล่าวหาว่าหนังสือกุรอานมะญีดนั้นเป็นการแปลของก๊อดยานียฺหรืออะหฺมะดียะฮฺ!!?? และก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ศูนย์ก๊อดยานียฺดังกล่าวได้ติดต่อข้าพเจ้าเพื่อที่จะส่งหนังสือของพวกเขาให้ ข้าพเจ้าจึงได้ถามอีกครั้งว่ามีหนังสือที่เป็นภาษาไทยหรือไม่ พวกเขาก็ยืนยันเช่นเดิมว่าไม่มี

หก : วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มิได้ทำให้ข้าพเจ้าท้อแท้หรือหันเหไปจากการทำงานเพื่ออัลลอฮฺ   หรือการเผยแผ่ศาสนาศาสนาแต่อย่างใด ข้าพเจ้ากลับถือว่าปัญหานี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่จะให้ความสำคัญ และบางครั้งก็ไม่ได้ให้ความสนใจใดๆ และข้าพเจ้ายังคงติดต่อกับ อาจารย์มุรีด ทิมะเสน และกำชับถึงเรื่องความจำเป็นในการทำงานเพื่อศาสนาของอัลลอฮฺ และไม่ให้ความสนใจต่อสิ่งไร้สาระเหล่านี้ แต่ถึงกระนั้นการต่อสู้เพื่อความจริงและปกป้องคนถูกอธรรมนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงมิได้ จนบางคนคิดว่าการที่เรานิ่งเฉยต่อการคร่ำครวญตอแยและการโวยวายของพวกเขานั้นเป็นเพราะเราอ่อนแอหรือขาดหลักฐาน ดังนั้นเราจึงตัดสินใจพิมพ์หนังสือนี้อีกครั้ง โดยที่มิได้เพิ่มเติมสิ่งใดยกเว้นคำนำบทนี้ เพราะไม่เห็นสิ่งใดในคำตอบโต้ของพวกเขาควรค่าแก่การตอบแม้แต่ น้อย ที่เห็นคือสิ่งเดิมนั่นคือการขาดซึ่งจรรยาบรรณความรับผิดชอบด้านวิชาการและความชอบธรรม การเติมหน้าหนังสือให้เต็มด้วยสิ่งไร้สาระ เรื่องเหลวไหลเยิ่นเย้อไร้คุณค่า รวมทั้งคำด่าทอ การดูถูก การใส่ร้ายทำลายเกียรติกัน

ข้าพเจ้าขอแนะนำผู้ที่อ่านหนังสือเล่มนี้ว่า ควรจะเหนียตและตั้งจิตใจที่อิคลาศ(บริสุทธิ์)ในการอ่าน นั่นคือเพื่อแสวงหาความจริง ซึ่งข้าพเจ้าพร้อมที่จะอธิบายและให้ความกระจ่างกับสิ่งที่อาจคลุมเครือ โดยสามารถติดต่อข้าพเจ้าได้โดยตรงทางโทรศัพท์ (0-2433-8754 หรือ 086-003-1821) หรือจะมาหาที่บ้าน ข้าพเจ้ายินดีน้อมรับทุกคำวิจารณ์หรือคำชี้แนะที่บริสุทธิ์ใจและมีประโยชน์

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าเรียกร้องให้ เชคอาลี อีซา, ครูสะอ๊าด อับดุลเลาะห์, อ.อิสหาก พงษ์มณี, อ.คอลิด ปานตระกูล, อ.อับดุลฆอนี บุญมาเลิศ, อ.อับดุลเลาะฮฺ แดงโกเมน, คุณอับดุลวะฮาบ มัสอูดี, ตวนอับดุลสลาม มัสอูดี, ตวนอับดุลลอฮฺ กรีมี, คุณมานิตย์ กรีมี, คุณมะญัดดิ๊ด ฮะกีมี, คุณอับดุลละตีฟ สุขถาวร และอื่นๆ ซึ่งเคยมีบทบาทในการกล่าวหา อาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ว่าเป็นก๊อดยานียฺหรือเผยแพร่ลัทธิก๊อดยานียฺนั้น ให้เตาบัตตัวก่อนถึงแก่อายั้ล เพราะการกล่าวหาคนหนึ่งคนใดว่าเป็นกาฟิรเป็นบาปใหญ่ และเป็นการละเมิดสิทธิของมุสลิม(ฮักกุลมุสลิม)อย่างมหันต์ และเรียกร้องบุคคลดังกล่าวและสถาบันที่สังกัด ให้คำนึงถึงบทบาทของตนในการทำงานเพื่ออิสลาม และอย่าให้ตนเองเป็นตัวอย่างอันอัปยศสำหรับเยาวชนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นสังคมมุสลิม (โดยเฉพาะกลุ่มซุนนะฮฺ)มีเอกภาพอย่างแน่นแฟ้น และข้าพเจ้าขอยืนยันถึงบัดนี้ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยและคัดค้านใครที่กล่าวหาอาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี ว่าเป็นก๊อดยานียฺหรืออะหฺมะดียะฮฺ หรือเป็นผู้เผยแผ่ลัทธิดังกล่าว ทั้งนี้ข้าพเจ้าก็ยังหวังว่าหนังสือกุรอานมะญีดจะถูกแก้ไขเพื่อให้สอด คล้องกับหลักการของอะหฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺทั้งหมด เพื่อเป็นกุศลธรรมอันดีงามต่ออาจารย์อิบรอฮีม กุเรชี หลังจากที่ท่านได้ล่วงลับไปแล้ว

ขออัลลอฮฺตะอาลา ทรงโปรดแก้ไขบูรณะกิจการต่างๆของประชาชาติ และขอทรงประทานความรักใคร่กลมเกลียวในหมู่มุสลิมีน และขอทรงรวบรวมพวกเขาให้ตั้งมั่นอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง แท้จริงพระองค์ทรงมีพระอำนาจในเรื่องดังกล่าวและทรงมีสิทธิเหนือทุกสิ่ง และข้าพเจ้าขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้สังคมของเราได้ประสบความมั่นคงและสงบสุข บนบรรทัดฐานของกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺโดยทั่วกันเทอญ

ริฎอ อะหมัด สมะดี
19 ชะอฺบาน 1427 / 12 กันยายน 2549
 

 

อะไรคือก๊อดยานียะฮฺ ?

ประวัติของก๊อดยานียะฮฺโดยสังเขป

ก๊อดยานียะฮฺเป็นขบวนการที่ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1900 (พ.ศ.2443)  ตามแผนของรัฐบาลอังกฤษในยุคนั้นที่ได้ยึดครองประเทศอินเดีย เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสร้างความแตกแยกในหมู่มุสลิม ต่อต้านการทำญิฮาด และต่อต้านกลุ่มมุญาหิดีนที่ต้องการขับไล่อำนาจของอังกฤษออกไปจากอินเดีย โดยมี    มิรซา ฆุลาม อะหมัด อัลก๊อดยานียฺ เป็นเครื่องมือ ที่ได้รับการสนับสนุนและการดูแลจากตัวแทนรัฐบาลอังกฤษในสมัยนั้นอย่างดี ทำให้เขาเป็นผู้สนับสนุนจักรวรรดินิยมและวัฒนธรรมอังกฤษอย่างเต็มที่

ความเชื่อของกลุ่มก๊อดยานียะฮฺ

  • พวกก๊อดยานียฺเชื่อว่า พระเจ้านั้นถือศีลอด ละหมาด นอนหลับ บันทึก มีความผิด ร่วมเพศ
  • พวกก๊อดยานียฺเชื่อว่า พระเจ้าของพวกเขาเป็นชาวอังกฤษ เพราะเขาพูดด้วยภาษาอังกฤษ
  • นบีมุฮัมมัด   มิใช่นบีสุดท้ายของประชาชาติอิสลาม
  • มิรซา ฆุลาม อะหมัด เป็นนบีที่ประเสริฐที่สุด โดยยึดเอาเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานแห่งความเชื่อของพวกเขา
  • ญิบรีลได้นำคำสั่งสอนจากพระผู้เป็นเจ้า(อิลฮาม)มายังมิรซาฯ เสมือนอัลกุรอานของท่านนบีมุฮัมมัด
  • ก๊อดยานียฺเชื่อในหนังสือที่เป็นคำสอนของมิรซาฯ ว่าเป็นคัมภีร์ของพวกเขา อื่นจากอัลกุรอาน
  • สาวกของมิรซา ฆุลาม อะหมัด เหมือนสาวกของนบี
  • เมืองก๊อดยาน(เมืองเกิดของมิรซาฯ) เสมือนนครมะดีนะฮฺและมักกะฮฺ โดยถือว่าเมืองก๊อดยานเป็นดินแดนหะรอม เป็นกิบลัตและสถานที่ประกอบพิธีฮัจญฺของพวกเขา
  • กลุ่มก๊อดยานียะฮฺ เรียกร้องให้ประชาชาติอิสลามยก เลิกการทำญิฮาดและเชื่อฟังผู้ปกครอง(รัฐบาลอังกฤษ) ตามคำสั่งสอนในอัลกุรอานที่ให้เชื่อฟังผู้นำ
  • มนุษย์ทุกคนเป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) จนกว่าจะเชื่อในลัทธิก๊อดยานียฺ และใครก็ตามที่สมรสกับผู้ที่มิใช่ก๊อดยานียฺก็เป็นกาฟิรเช่นเดียวกัน
  • มิรซา ฆุลาม อะหมัดนั้น เสมือนบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งกำเนิดโดยไม่มีบิดาเช่นเดียวกับ  อีซา บุตรของมัรยัม (จากหนังสือ มาหิยัลกอดิยานียะฮฺ – ก๊อดยานียะฮฺคืออะไร, อบุลอะอฺลา อัลเมาดูดียฺ หน้า 163)
  • สุราและสิ่งมึนเมา(เช่น ยาเสพติด) เป็นสิ่งหะล้าล
  • มุสลิมที่ไม่ศรัทธาใน มิรซา ฆุลาม อะหมัด เป็นกาฟิรที่ละหมาดตามไม่ได้ ร่วมกิจกรรมและละหมาดญะนาซะฮฺให้ไม่ได้ และผู้ที่ไม่ศรัทธาจะพำนักในนรกตลอดกาล
  • ไม่ให้ขออภัยโทษ(ดุอาอฺ)ให้มุสลิมที่มิใช่ก๊อดยานียฺ และไม่ให้ละหมาดญะนาซะฮฺให้ก๊อดยานียฺที่ละหมาดญะนาซะฮฺให้มุสลิม (จากหนังสืออัลกอดิยานียะฮฺ ,  เอี๊ยะฮฺซาน อิลาฮียฺ ซอฮีร หน้า 34-44)

 

ก๊อดยานียะฮฺเป็นมุสลิมหรือไม่ ?

    ข้อมูลเกี่ยวกับความเชื่อของก๊อดยานียะฮฺข้างต้น ทุกคนที่มีความรู้ระดับพื้นฐานจะทราบอย่างดีว่า ก๊อดยานียะฮฺนั้นเป็นลัทธิที่อยู่นอกกรอบอิสลาม บุคคลที่เชื่อในลัทธิดังกล่าว จะเป็นบุคคลที่ปฏิเสธหลักอีมานที่สำคัญในอิสลาม ทำให้บุคคลนั้นเป็นกาฟิรในทัศนะของนักปราชญ์อิสลามทั้งปวง เพราะฉะนั้นการที่จะกล่าวหาบุคคลหนึ่งว่าเป็นก๊อดยานียฺจะต้องมีการสืบและตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะการกล่าวหาจะเป็นการยืนยันว่าบุคคลนั้นเป็นกาฟิร (คือมิใช่มุสลิม) ซึ่งไม่อนุญาตให้ละหมาดญะนาซะฮฺให้เขา หรือฝังในสุสานของมุสลิม

การพิสูจน์ว่าคนหนึ่งคนใดเป็นก๊อดยานียฺ ต้องมีมาตรฐานในทางวิชาการ เพราะความเชื่อของลัทธิของก๊อดยานียฺบางประเด็นก็เป็นความเชื่อที่ตรงกับกลุ่มหรือนิกายอื่น ถึงแม้ว่าความเชื่อนั้นจะมีลักษณะเดียวกันหรือแตกต่างกันใน บางประเด็น แต่การแยกแยะระหว่างความเชื่อของแต่ละกลุ่ม จำเป็นต้องมีมาตรฐานในการระบุข้อแตกต่างเหล่านี้
ส่วนลัทธิก๊อดยานียฺนี้ บรรดานักปราชญ์ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ได้พูดถึงความเชื่อของลัทธิก๊อดยานียฺไว้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราต้องนำมาใช้ในการพิสูจน์ว่าคนหนึ่งคนใดเป็นก๊อดยานียฺหรือไม่ ดังนั้น เมื่อคนหนึ่งคนใดกล่าวหาบุคคลอื่นว่าเป็นก๊อดยานียฺ จึงจำเป็นต้องอ้างอิงตำราเกี่ยวกับลัทธินี้ ซึ่งมีอยู่หลายเล่ม เช่น

หนังสือ อัลเมาซูอะฮฺ อัลมุยัสสะเราะฮฺ (สารานุกรมศาสนา นิกาย และกลุ่มต่างๆ ในศาสนาอิสลาม, WAMY หน้า 419-23)  ได้ระบุ สาเหตุที่ทำให้ มิรซา ฆุลาม อะหมัด เป็นกาฟิร คือ

1.    การอ้างตนเป็นนบี
2.    การยกเลิกบทบัญญัติญิฮาด(ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ)
3.    การยกเลิกการประกอบพิธีฮัจญฺ ณ นครมักกะฮฺ โดยเปลี่ยนให้ไปประกอบพิธีฮัจย์ที่เมืองก๊อดยาน
4.    การเปรียบเทียบอัลลอฮฺเสมือนมนุษย์
5.    การเชื่อใน “อัตตะนาซุคฺ” (การเวียนว่ายตายเกิด)  และ “อัลหุลูล” (อัลลอฮฺทรงอยู่ในร่างกายมนุษย์หรือวัตถุต่างๆ)
6.    การเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้ามีบุตร คือตัวมิรซาเอง
7.    ปฏิเสธค็อตมุนนุบูวะฮฺ (ไม่มีนบีหลังท่านนบีมุฮัมมัด )

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ทำให้กลุ่มก๊อดยานียะฮฺตกศาสนา คือประเด็นที่เกี่ยวกับหลักอีมานโดยตรง นักปราชญ์ที่ชี้แจงถึงลัทธิก๊อดยานียฺมักจะไม่ระบุรายละเอียดหลักความเชื่อทั้งหมดของก๊อดยานียฺ เนื่องจากความเชื่อของลัทธิก๊อดยานียฺบางเรื่อง ก็ตรงกับของนิกายอื่น เช่น มุอฺตะซิละฮฺ ก๊อดรียะฮฺ มุรญิอะฮฺ ฯลฯ ดังนั้น การจะตรวจสอบว่าบุคคลใดเป็นก๊อดยานียฺ จึงจำเป็นต้องระบุข้อแตกต่างระหว่างก๊อดยานียะฮฺและนิกายอื่นๆ

หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีชื่อเสียง และ อาลี อีซา ได้อ้างถึงด้วยคือ มาหิยัลกอิดยานียะฮฺ ของ เมาลานา อบุลอะอฺลา อัลเมาดูดียฺ ในหน้า 68-105 ท่านได้ระบุสิ่งที่ทำให้กลุ่มก๊อดยานียะฮฺออกนอกประชาชาติอิสลาม คือ ความเชื่ออันประหลาดของพวกเขาต่อเรื่อง “ค็อตมุนนุบูวะฮฺ” หมายถึง การเชื่อว่า มิรซา ฆุลาม อะหมัด เป็นนบี

 ท่านอุซตาส เอียะหฺซาน อิลาฮี ซอฮีร นักปราชญ์จากประเทศปากีสถาน ที่มีความเชี่ยวชาญในนิกายและกลุ่มต่างๆ ท่านมีตำราหลายเล่มที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และได้เขียนหนังสือ อัลกอดิยานียะฮฺ ซึ่งเป็นการวิจัยตำรา เอกสาร วารสาร รวมทั้งคำพูดของกลุ่มก๊อดยานียฺ ในหัวข้อ “หลักเชื่อมั่นของก๊อดยานียะฮฺ” (หน้า 94-123) ท่านได้กล่าวว่า สาระสำคัญที่ทำให้ก๊อดยานียฺอยู่นอกกรอบอิสลามคือ ความเชื่อต่อนบีอื่นหลังจากท่านนบีมุฮัมมัด คือ มิรซา ฆุลาม อะหมัด

เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ.1953 บรรดาอุละมาอฺและผู้รู้จากหลายกลุ่มทั่วปากีสถานและบังกลาเทศ (ก่อนแยกดินแดน)ได้จัดประชุมที่เมืองการาจี ประเทศปากีสถาน มีการปรึกษาหารือในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะร่างขึ้นสำหรับประเทศปากีสถาน และมีมติเอกฉันท์ให้เพิ่มข้อความต่อไปนี้ “เรา (นักปราชญ์ประเทศปากีสถาน) เรียกร้องรัฐสภาให้ถือว่า กลุ่มชนที่เชื่อและเห็นว่า มิรซา ฆุลาม อะหมัด อัลกอดยานียฺ เป็นผู้นำศาสนา เป็นชนกลุ่มน้อยที่มิใช่มุสลิม เสมือนชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในประเทศ และกำหนดให้มีผู้แทนคนหนึ่งจากกลุ่มเหล่านี้ในรัฐสภา” (มาหิยัลกอดิยานียะฮฺ , หน้า 68-69)

จากข้อความต่างๆที่ระบุข้างต้น บ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากลุ่มก๊อดยานียะฮฺนี้มิใช่มุสลิม และประเด็นที่ทำให้กลุ่มก๊อดยานียฺมิใช่มุสลิมก็คือ หลักเชื่อมั่นที่ค้านกับหลักศรัทธาของอิสลามโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะ อะกีดะตุค็อตมินนุบูวะติ (การเชื่อว่านบีมุฮัมมัด เป็นนบีท่านสุดท้าย)

ตราบใดก็ตามที่เราเห็นคนหนึ่งคนใดมิได้มีความเชื่อ เช่นนี้หรือเขาได้ประณาม มิรซา ฆุลาม อะหมัด  หรือประกาศ ว่าก๊อดยานียะฮฺเป็นกลุ่มที่อยู่นอกกรอบอิสลามหรือประกาศ ตัดความผูกพัน(บะรออะฮฺ)กับกลุ่มก๊อดยานียะฮฺ เราก็มั่นใจได้ว่าบุคคลเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก๊อดยานียะฮฺ ด้วยประการทั้งปวง (อิบรอฮีม กุเรชี ได้ประณามกลุ่มก๊อดยานียะฮฺและความเชื่อของลัทธินี้ในเอกสารหลายฉบับ ซึ่งจะนำมาเสนอในหัวข้อต่อไป) 

 

 

กฎเกณฑ์ในการกล่าวหาบุคคลเป็นกาฟิร (มุรตัด)

 

ทุกคนที่เป็นมุสลิมโดยกำเนิด หรือผู้ที่เข้ารับอิสลามอย่างชัดแจ้ง  ได้รับสิทธิอยู่ในความปลอดภัยจากการถูกกล่าวหาจากผู้อื่นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จนกว่าจะมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเขามีความผิดในเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่การจะกล่าว หาตัวบุคคลที่เป็นมุสลิมว่าเป็นกาฟิร(มุรตัด) จำเป็นต้องมีหลักฐานที่น่าเชื่อถืออย่างไม่มีข้อสงสัยว่าบุคคลเหล่านั้นออกนอกกรอบศาสนาอย่างแน่นอน

ท่านชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า ใครก็ตามที่เป็นมุสลิม จะไม่ออกนอกกรอบอิสลามด้วยความสงสัย และจะพิพากษาว่าเขาเป็นกาฟิรมิได้ จนกว่าจะได้ชี้แจงหลักฐานให้แก่เขา เพื่อแก้ไขและให้คำตอบต่อข้อคลุมเครือที่เขามีอยู่..แต่มนุษย์จำนวนมากพิพากษากลุ่มบิดอะฮฺและกลุ่มที่หลงผิดว่าเป็นกาฟิร โดยไม่ยึดในมาตรการดังกล่าว (มัจญฺมูอฺฟะตาวาอิบนุตัยมียะฮฺ – สารานุกรมคำฟัตวาของอิบนุตัยมียะฮฺ, ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ, เล่ม 12 หน้า 466)  การกล่าวหาผู้อื่นเป็นกาฟิรมีผลกระทบต่อบุคคลนั้นมากมาย เพราะการชี้ว่าคนหนึ่งคนใดเป็นกาฟิร เป็นการยืนยันว่า ชีวิตและทรัพย์สมบัติของเขาไม่เป็นที่ต้องห้ามในทัศนะของอัลอิสลาม และในวันกิยามะฮฺเขาจะพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล ด้วยผลกระทบที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้เราต้องระมัดระวังในการพิพากษาผู้อื่นว่าเป็นกาฟิร ซึ่งหลั