การเผยแผ่ในเชิงลับ (อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ)

Submitted by dp6admin on Thu, 13/12/2018 - 11:55

การเผยแผ่ในเชิงลับ 

        อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ (الدعوة السرية) : “ดะอฺวะฮฺ” แปลว่า เผยแผ่ และ “ซิรรียะฮฺ” แปลว่า ลับ
3-4 ปีที่ท่านนะบีเผยแผ่อย่างลับๆ (อุละมาอฺและนักประวัติศาสตร์บางท่านบอกว่า 3 ปี แต่บางท่านว่า 4 ปี) เป็นช่วงเวลาที่ท่านเชิญชวนชาวกุเรชสู่อิสลามโดยไม่ได้ประกาศอย่างชัดเจน มีใครเข้าบ้านก็บอก ไปเยี่ยมใครก็บอก ไปที่ไหนก็พูดลับๆ วัตถุประสงค์ของการเผยแผ่อย่างลับนี้ก็เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนที่เผยแผ่กับคนที่ต่อต้านอิสลาม เพราะท่านนะบีรู้ว่าอิสลามไม่ใช่เรื่องเล็ก หากท่านดูแลเด็กกำพร้าหรือแจกเงินทำบุญ เรื่องแค่นี้สังคมคงไม่ต่อต้าน แต่ที่ท่านนะบีทำคือการทำลายศาสนาดั้งเดิมของชาวบ้าน ทำลายวัฒนธรรม ประเพณี และการดำเนินชีวิตของเขาทั้งสิ้น เพราะศาสนาเดิมของชาวมักกะฮฺคือการบูชาเจว็ด ประเพณีคือสิ่งที่รับมาจากบรรพบุรุษ ไม่มีหลักการ ไม่มีหลักจริยธรรม ทำซินา ดื่มสุรา ข้อปฏิบัติมาจากความต้องการส่วนตัว ถ้าหากในช่วงแรกของการเผยแผ่ท่านนะบีมาพูดว่าพวกท่านใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่หมด ท่านนะบีคงโดนต่อต้านอย่างรุนแรง อาจมีคนโมโหจนฆ่าท่าน แต่นี่เป็นแผนการของอัลลอฮฺที่ยังไม่อนุญาตให้ท่านนะบีประกาศอิสลามอย่างเปิดเผย เพื่อใช้เวลาเชิญชวนและอบรมบุคคลที่จะมาเป็นผู้ช่วยและผู้สนับสนุนการดะอฺวะฮฺของท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
 
ท่านนะบีเริ่มเผยแผ่อิสลามเพียงคนเดียว หากภายหลังถูกโจมตีและไม่มีใครช่วยก็จะเกิดปัญหา ท่านนะบีจึงต้องพิจารณาว่ามีใครที่จะช่วยท่านบ้าง คนหนึ่งคือท่านอบูบักร และอีกหลายท่าน แม้กระทั่งคนที่มาจากชนบท (นอกเมืองมักกะฮฺ) ชื่อ อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ (عمرو بن عبسة) เมื่อได้ยินข่าวว่าท่านนะบีเริ่มเผยแผ่สัจธรรมว่ามีพระเจ้าองค์เดียว เขาจึงมาหาท่านนะบีแล้วถามว่ามีใครที่ได้ตามท่านแล้วขณะนี้ ท่านนะบีบอกว่ามีฉัน อบูบักร และบิลาล ทั้งหมด 3 คน อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ บอกว่าฉันขอเข้ารับอิสลามแล้วอยู่กับท่าน ท่านนะบีจึงบอกว่า ท่านไม่ต้องมาประกาศอิสลามที่นี่ กลับไปบ้านท่าน เชิญชวนพวกเขาเข้าอิสลาม เมื่อได้ยินว่าฉันมีพลังอำนาจแล้วจึงกลับมาได้ (*1*)
 
(*1*) อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ กล่าวว่า “ฉันเคยเป็นหนึ่งในสี่ของอิสลามตอนแรก ตอนที่มีมุสลิมเพียง 4 คน (คือ ท่านนะบี อบูบักร บิลาล และเขา)” แต่อุละมาอฺวิเคราะห์ว่าท่านนะบีอาจไม่ได้บอก อัมรฺ อิบนิ อะบะสะฮฺ ถึงคนอื่นที่เข้ารับอิสลามแล้ว เพราะไม่อยากให้ใครรู้ ท่านนะบีรักษาความลับและความมั่นคงของสมาชิกที่เข้าเป็นมุสลิมแล้ว รักษาความมั่นคงของกลุ่มใหม่ที่มีแผนการรื้อโครงสร้างของสังคมที่เต็มไปด้วยชิริก กุฟรฺ การทิ้งหลักการนานาชนิด ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ท่านนะบีเริ่มการเผยแผ่อิสลามโดยลับ 
 
เรื่องนี้เป็นบทเรียนว่าการนำความจริงและความถูกต้องไปประกาศเพื่อปะทะกับชาวบ้านนั้นไม่เป็นการฉลาด เพราะเมื่อประกาศความจริงแล้วชาวบ้านรับไม่ได้ก็จะถูกต่อต้าน แต่ถ้าเริ่มด้วยการเผยแผ่ทีละคนๆ จนเมื่อมีพลังแล้วจึงออกมาประกาศได้ ตรงนี้ถือเป็นขั้นตอนที่จะทำให้การเผยแผ่สัจธรรมประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันและในสถานการณ์เช่นนี้ หากมุสลิมต้องการให้ความจริงปรากฏ ต้องมีความฉลาดในการทำงาน ต้องดูสถานการณ์และรู้ว่าอะไรคืออนาคตที่ต้องการ ซึ่งต้องเป็นอนาคตที่มีความมั่นคงด้วย 
 
อาจเป็นข้อผิดพลาดของหลายคนที่ริเริ่มในการประกาศความจริง เช่น ทนายสมชาย ที่ท่านไม่ได้คาดว่าสังคมยังมีความชั่วอยู่ จึงพูดความจริง คิดว่าบ้านเมืองมีกฎหมายรองรับ มีรัฐธรรมนูญ มีผู้หลักผู้ใหญ่ มีเสรี มีสื่อ แต่ไม่ทันคิดว่าเรายังอยู่ในช่วงสุดท้ายของความป่าเถื่อน เมื่อถูกอุ้มแล้วไม่มีใครช่วย เรื่องจึงหยุดไปด้วยความเป็นจริงที่มีอยู่ในสังคม คืออำนาจมืดมีอิทธิพลเหนือกว่ากฎหมายบ้านเมือง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมืองบอกว่า ถ้าไม่มีหลักฐานแล้วจะช่วยได้ยังไง แสดงว่าถ้าฆาตรกรกระทำสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ระวังตัว ไม่มีหลักฐาน ก็อยู่ในสังคมได้ เหมือนกับเชิญชวนชาวบ้านว่าใครอยากเป็นฆาตรกรก็เป็นแต่อย่าให้มีหลักฐานเดี๋ยวจับได้ แสดงให้เห็นว่า หากเรามีแผนที่จะประกาศความจริง ก็ต้องมีแผนที่จะสร้างความมั่นคงในการทำงาน อย่าประมาท และอย่ามองว่าเรื่องเวลาไม่มีความสำคัญ เพราะเมื่อพิจารณาว่าท่านนะบีเผยแผ่อิสลามโดยลับเป็นเวลา 3-4 ปี แต่คนที่เข้ารับอิสลามไม่ถึงร้อยคน เดี๋ยวนี้ถ้าเราไปมัสญิดวันญุมุอะฮฺ ประกาศว่าจะตั้งกลุ่มใหม่ก็ได้ประมาณร้อยคนอย่างง่าย ๆ แต่ที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีเบื้องหน้ามีเบื้องหลังและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน
 
ท่านนะบีไม่ใช่เพียงประกาศว่า “ฉันเป็นร่อซูล มีพระเจ้าองค์เดียว” แล้วจบ ศาสนาของท่านนะบีไม่ใช่เรื่องธรรมดา นี่คือสิ่งที่อยากฝากไว้กับพี่น้องในยุคปัจจุบัน เราต้องมองชีวิตของเราและเปรียบเทียบกับหลักการอิสลาม เปรียบเทียบว่าเราเหมือนบรรพชนยุคแรกที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ซึ่งชีวิตเขาไม่มีพระเจ้า ไม่มีละหมาด ทำซินา ดื่มสุรา แต่เมื่อท่านนะบีบอกว่า “ท่านมีพระเจ้า พระเจ้ามีคำบัญชา ชีวิตของพวกท่านต้องอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้า” คนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ต้องคิดให้ดี เพราะชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนจากดำเป็นขาวแล้ว นี่คือบทเรียนสำคัญที่เราต้องมองจากชีวประวัติของท่านนะบี
 
น่าสังเกตว่าในช่วงแรกที่ท่านนะบีเริ่มเทศนาอิสลาม ท่านไม่ได้ใช้ทุนหรือเครื่องมือมากมาย ไม่มีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต เครื่องมือสื่อสาร โทรทัศน์ หรือแม้แต่ไมโครโฟน แต่ท่านนะบีมีสัจธรรม เครื่องมือของท่านคือวะฮียฺ คำสั่งสอนที่อัลลอฮฺบอกกับท่านตั้งแต่แรกเลย 
 
الْأَلْبَابِ كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَيْكَ مُبَارَكٌ لِّيَدَّبَّرُوا آيَاتِهِ وَلِيَتَذَكَّرَ أُوْلُوا
“คัมภีร์ (อัลกุรอาน) นี้ที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เจ้า เพื่อจะให้พวกเขาเหล่านั้น (พวกที่ได้รับคัมภีร์) พิจารณาระลึกถึงสัจธรรมที่อยู่ในคำดำรัสของพระองค์ และคนที่มีสติปัญญาสามารถเข้าใจความถูกต้อง” [ศอด 38:29]
 
لِتُنذِرَ بِهِ وَذِكْرَى لِلْمُؤْمِنِينَ كِتَابٌ أُنزِلَ إِلَيْكَ فَلاَ يَكُن فِي صَدْرِكَ حَرَجٌ مِّنْهُ
 “คัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เจ้าแล้ว ดังนั้นสูเจ้าอย่าให้มีความอึดอัดในการที่จะใช้อัลกุรอานตักเตือนเทศนา และเพื่อเป็นการระลึกแก่บรรดาผู้ศรัทธา” [อัลอะอฺรอฟ 7:2]
 
คนที่เผยแผ่อิสลาม คนที่เผยแผ่สัจธรรม ต้องไม่อายที่จะนำตัวบทอัลกุรอานไปสอนคนอื่น บางคนอยากพูดให้สังคมยอมรับ จึงต้องนำคำปรัชญาของนักปรัชญาหรือนักเขียนมาอ้างอิง แต่ไม่ค่อยมีอายะฮฺอัลกุรอานหรือหะดีษอ้างอิง การบรรยายของเขาเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺและร่อซูล แต่ไม่ใช้คำพูดของอัลลอฮฺและร่อซูล แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้รับมรดกจากอัลลอฮฺและร่อซูลได้อย่างไร? 
 
อัลลอฮฺบอกกับท่านนะบีว่าอย่าอึดอัดหรืออายที่จะใช้อัลกุรอานเป็นเครื่องมือในการเชิญชวน มีชาวมะดีนะฮฺคนหนึ่งไปทำฮัจญ์ที่มักกะฮฺ จึงมาหาท่านนะบี คนนี้เป็นคนที่ศึกษาปรัชญา เขาบอกกับนะบีว่าฉันมีความรู้ด้านวิชาการ ท่านนะบีถามว่าท่านมีความรู้อะไรหรือ เขาบอกว่ามีคำปรัชญาของลุกมานมากมาย (*2*) ท่านนะบีจึงบอกว่าฉันมีคำที่เหนือกว่าปรัชญาของลุกมานอยู่ เมื่อเขาขอฟัง ท่านนะบีจึงอ่านอัลกุรอานให้ฟัง นี่คือเครื่องมือของท่านนะบี และอีกคนหนึ่งมาจากชนบท ได้ยินว่ามีคนเทศนาจึงมาหาท่านนะบี ท่านนะบีบอกว่า “อินนัลฮัมดะลิลลาฮฺ วะนะหฺมะดุฮู...” (*3*) ได้ฟังเพียงเท่านี้ เขาก็ยอมศรัทธาในอัลลอฮฺ 
 
(*2*) ลุกมานเป็นนักปรัชญาในอดีตที่อาหรับรู้จักกัน อัลกุรอานก็ได้บันทึกคำปรัชญาของลุกมานบางคำ
(*3*) เป็นคำที่คอเฏบกล่าวเมื่อเริ่มต้นคุฏบะฮฺเพื่อสรรเสริญอัลลอฮฺ (คุฏบะตุลฮายะฮฺ) มีความหมายว่า “แท้จริงมวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ซึ่งเราขอสรรเสริญพระองค์..”
 
บางเรื่องเราเตรียมการหรือซักซ้อมยุ่งยากเกินไป เครื่องมือของนักเผยแผ่อิสลามต้องเป็นเรื่องง่าย เพราะสัจธรรมมาจากอัลลอฮฺ เราไม่มีหน้าที่เคร่งเครียดว่าต้องเตรียมคำพูดหรือเตรียมพร้อมอย่างไร สังเกตกลุ่มดะอฺวะฮฺที่ทำงานง่าย ๆ แต่มีคนรับการเผยแผ่ของพวกเขาเยอะ นี้คือสิ่งบ่งชี้ความสำเร็จที่เราต้องยอมรับ ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดบางประการ บางคนที่เราไปเชิญชวนเขาไม่ยอมรับเพราะได้ยินคัมภีร์แล้วรู้สึกว่ายุ่งยาก แต่กลุ่มดะอฺวะฮฺที่ไปเผยแผ่บางครั้งอาจใช้เรื่องที่ง่าย ถ้อยคำที่สื่อให้ชาวบ้านธรรมดาเข้าใจ เพราะชาวบ้านบางคนไม่มีความรู้ อยากฟังเรื่องง่าย ๆ เมื่อได้ยินแล้วก็รับทันที แม้ได้ยินนักวิชาการที่มีความรู้สูงมากก็อาจะไม่รับ แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำง่าย ๆ จากนักเผยแผ่อิสลาม อาจจะรับฟังและเข้าอิสลาม มีตัวอย่างมากมาย
 
คนที่เข้ารับอิสลามในช่วงแรกถือว่าเป็นศ่อฮาบะฮฺอาวุโสที่มีชื่อเสียง น่าสังเกตว่าคนที่เข้ารับอิสลามในช่วงแรกๆ มาจากหลายเผ่า คือ ท่านอบูบักร อัศศิดดีก จากเผ่าตัยมียฺ, ท่านอุษมาน อิบนิ อัฟฟาน จากเผ่าบนีอุมัยยะฮฺ, สุบัยรฺ อิบนุลเอาวาม จากเผ่าบนีอะซัด, ท่านมุสอับ อิบนุอะมัยรฺ จากบนีอับดุดดาร, ท่านอะลี อิบนุอะบีฏอลิบ เผ่าบนีฮาชิม, ท่านอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เผ่าอะดียฺ, อับดุรเราะหฺมาน อิบนุเอาฟฺ จากบนีซุฮฺเราะฮฺ ฯลฯ และมีคนจากชนบทด้วย เช่น อับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอูด จากเผ่าฮุซัยลฺ, ซัยดฺ อิบนุฮาริษ จากเผ่ากัลบฺ ฯลฯ
 
สาเหตุที่มีคนจากหลายเผ่าเพื่อบ่งชี้ถึงความหลากหลายของคนที่รับอิสลามในช่วงแรก เพื่อให้เห็นว่าคนที่รับอิสลามในช่วงแรก ๆ ไม่ใช่ญาตินะบีเพียงอย่างเดียว ท่านนะบีไม่ใช่คนที่ยึดพรรคพวก อัลลอฮฺทรงกำหนดให้มีคนหลากหลายจากหลายเผ่าเพื่อให้รู้ว่าอิสลามเป็นสัจธรรมที่แท้จริง 
 
ในช่วงที่เผยแผ่อิสลามในเชิงลับ 3-4 ปี มีเหตุการณ์ที่อุละมาอฺขัดแย้งกันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เรื่องนี้ถูกบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์หลายเล่ม นั่นคือ การที่ท่านนะบีกำหนดให้มีการสอนอัลกุรอานในบ้านของ อัลอัรกอม อิบนุอบิลอัรกอม (ดารุลอัรกอม) แต่ไม่ได้เปิดเผย (ที่มัสญิดหะรอม(นครมักกะฮฺ) ประตูแรกทางขวามือที่เชิงภูเขาเศาะฟา เรียกว่า ประตูของอัลอัรกอม ตรงนั้นคือบ้านของท่านอัลอัรกอม )
 
บางรายงานบอกว่าท่านอัลอัรกอมเข้ารับอิสลามตอนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่บรรลุศาสนภาวะ, อะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ เข้ารับอิสลามตอนอายุ 10 ปี, อัซซุบัยรฺ อิบนุลเอาวาม เข้าอิสลามตอนอายุ 13 ปี วัยรุ่นมีบทบาทในการเข้ารับอิสลามในยุคแรก และท่านนะบีก็ไม่ได้ถืออายุเป็นเกณฑ์แบ่งแยกตำแหน่ง เพราะท่านเห็นว่า ส่วนมากคนที่ปฏิเสธอิสลามเป็นคนอาวุโสของกุเรช และคนที่ยอมรับอิสลามส่วนมากเป็นเยาวชน ศ่อฮาบะฮฺที่เข้ารับอิสลามมีช่วงอายุประมาณ 27-30 ปี และช่วง 10-15 ปี คนอาวุโสที่เข้ารับอิสลามมีน้อย
 
มีคนมาหาท่านนะบีจากนอกมักกะฮฺเพื่อเข้ารับอิสลามในช่วงที่ยังเผยแผ่โดยลับ เขารู้ว่าท่านนะบีถูกต่อต้านและใครที่เข้ารับอิสลามคงไม่รอด เขาต้องมาอยู่เป็นวัน และสังเกตว่าใครที่น่าจะเป็นพวกนะบี ปรากฏว่าเจอกับอะลี อิบนิ อะบีฏอลิบ ได้ยินว่ามีคนเทศนาว่าเป็นนะบี เรียกร้องสู่พระเจ้าองค์เดียว อะลีบอกว่า เมื่อเห็นฉันคุยกับใครที่หน้ากะอฺบะฮฺ คนนั้นคือมุฮัมมัด แต่ถ้าเห็นฉันก้มเหมือนจะตักน้ำให้รีบหนีไป เพราะเป็นคนที่จะก่อปัญหา ต้องเตรียมแผนเพื่อไม่ให้มีเรื่อง เพราะถ้าหากชาวมักกะฮฺรู้ว่าคนนี้มาหาท่านนะบีเพื่อเข้ารับอิสลามต้องมีปัญหา ต้องนัดคุยกันตอนกลางคืน ต้องแอบเจอกัน นี่คือสภาพของบรรพชนยุคแรกที่มีความกล้าหาญในการหาสัจธรรม เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องมีทั้งความฉลาดและความกล้าในการแสวงหาสัจธรรม อย่ากลัว สิ่งใดที่เราสามารถทำได้เพื่อนำตัวไปสู่ความจริง เราต้องทำ 
 
ท่านนะบีสอนศ่อฮาบะฮฺที่มักกะฮฺ ต้องแอบละหมาด ถ้าละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺก็มีเรื่อง แม้แต่ท่านนะบียังมีปัญหา ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจถึงขั้นถูกฆ่า ในช่วงนั้นท่านนะบียังไม่กล้าละหมาดอย่างสม่ำเสมอ ณ บริเวณกะอฺบะฮฺ เพราะชาวกุเรชได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถ้านะบีมาละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺจะต้องก่อเรื่อง เช่น อุกบะฮฺ อิบนุอะบีมุอัยฏฺ บอกว่าถ้าฉันเห็นนะบีละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ จะเอางูมากัดและเอาไส้สัตว์มาวางบนศีรษะนะบี เขาสาบานอย่างนี้เลย มีครั้งหนึ่งท่านนะบีไปละหมาดหน้ากะอฺบะฮฺ ขณะที่กำลังสุญูด อุกบะฮฺก็โยนไส้สัตว์ลงบนศีรษะของท่านนะบี และอีกครั้งหนึ่งเอาเท้ามาเหยียบบนศีรษะขณะที่ท่านกำลังสุญูด นี่คือตัวอย่างการรังแกที่ชาวกุเรชกระทำกับท่านนะบี เพราะไม่เห็นภาพ จึงไม่มีใครเดือดร้อนออกมารับผิดชอบ แต่ภาพการทรมานคนที่คุกอะบูเฆาะรีบ ทำให้บุชต้องออกมาแสดงความเสียใจ (*4*)
 
(*4*) มีกระทู้หนึ่งในอินเตอร์เน็ตนำภาพทหารอเมริกาข่มขืนมุสลิมะฮฺมาลง บางคนวิเคราะห์ว่าเป็นภาพปลอม แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในคุกที่อิรัก และมีรายงานยืนยันจากหน่วยงานอเมริกา ผมรู้สึกอึดอัดต่อภาพนี้มาก เพราะหากต่อต้านเรื่องภาพ เดี๋ยวหาว่าเข้าข้างอเมริกา พอดีมีผู้หญิงคนหนึ่งมาเขียนในกระทู้บอกว่า “พวกคุณเป็นมุสลิม เอาภาพอย่างนี้มาเปิดเผยได้อย่างไร” แต่ก็มีคนโง่เขลาที่ใช้อารมณ์อย่างเดียวบอกว่า “ภาพนี้จะทำลายอเมริกา ผู้หญิงคนนี้เป็นพี่น้องของเรา เราต้องช่วยเขา” เราทนไม่ไหวจึงต้องพูด บอกว่า “คุณโกหก ถ้าเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้เป็นพี่น้องคงไม่ยอมให้มาเปิดเผย” ถ้าเราเชื่อว่าพี่น้องมุสลิมะฮฺถูกข่มขืน ไม่ต้องมีภาพเพื่อจะรู้สึกแค้น แค่ได้ยินข่าวก็ช้ำพอแล้ว 
 
เมื่อมีสิ่งใดประสบในชีวิตของเรา ถูกรังแก ถูกทรมาน ให้เราเปรียบเทียบกับสิ่งที่ท่านนะบีต้องประสบมากกว่า ทั้งโดนประณาม โดนด่าว่าเป็นคนบ้า เป็นนักไสยศาสตร์ เป็นนักกวี นานาชนิด ยิ่งกว่านั้นคือเอาหนามมาวางในทางที่ท่านนะบีเดิน เอามูลสัตว์มาตั้งหน้าบ้าน เอาอุจจาระมาป้ายประตูบ้าน ประณามและด่าว่าจนเป็นเรื่องปกติ คนที่ยึดมั่นในความสัจธรรมย่อมต้องประสบกับเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่ว่าจะโดนแค่ไหนก็ให้นึกถึงสิ่งที่ท่านนะบีได้ประสบ แต่ไม่ใช่ว่าท่านนะบีนิ่งเฉยอย่างเดียวเมื่อได้รับสิ่งเหล่านี้ ท่านนะบีอดทนและพูดด้วย
 
ครั้งหนึ่งท่านนะบีเข้าไปละหมาดที่กะอฺบะฮฺ ชาวกุเรชเริ่มกลั่นแกล้ง พูดเยาะเย้ย ชี้ท่านนะบีแล้วหัวเราะ (*5*) อุกบะฮฺเอามูลสัตว์มาวางบนศีรษะท่านนะบี พวกกุเรชหัวเราะกันจนตัวงอ ท่านนะบีไม่ได้นิ่งเฉย ท่านเข้าไปหาพวกเขาและบอกว่า “โอ้ชาวกุเรชเอ๋ย ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ สิ่งที่ฉันนำมายังพวกเจ้าคือการเชือด” ชาวกุเรชนิ่ง พูดไม่ออก ไม่นึกว่าท่านนะบีจะกล้าพูดอย่างนี้ ท่านนะบีไม่ได้อดทนอย่างเดียว ท่านอดทนแต่บางครั้งก็พูดแสดงความเข้มแข็งบ้าง มีครั้งหนึ่งท่านนะบีโดนเยาะเย้ย ท่านจึงเอาทรายขว้างหน้าและบอกว่า “ขอให้ใบหน้าของพวกเจ้าถูกทำลายทั้งปวง” นักประวัติศาสตร์ที่รายงานเหตุการณ์นี้จากศ่อฮาบะฮฺบอกว่า กลุ่มที่โดนท่านนะบีเอาทรายขว้างหน้า ทั้งหมดตายในสงครามบัดรฺ แสดงว่าชีวิตของท่านนะบีก็มีเรื่องที่เข้มแข็ง 
 
(*5*) เป็นลักษณะของพวกมุชริกีนและพวกมุนาฟิกีน เราต้องตระหนักเพราะบางคนอาจตกอยู่ในลักษณะที่อัลลอฮฺบอกไว้ وَيْلٌ لِّكُلِّ هُمَزَةٍ لُّمَزَةٍ  “ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทาและใส่ร้ายผู้อื่น” [อัลฮุมะซะฮฺ 104:1] วัยลุล หมายถึง ความพินาศ ซึ่งในปัจจุบันวัยรุ่นกับความพินาศก็มักจะอยู่ด้วยกัน แต่ตรงนี้ความพินาศจะประสบกับพวกกระซิบกระซาบ นินทา แซว หรือเยาะเย้ยคนอื่น เช่น เห็นคนไว้เคราก็บอกว่า “นี่ ๆ พวกเคร่งมาแล้ว” มีคนพันผ้าสะระบั่นก็บอกว่า “พวกดะอฺวะฮฺ” เรื่องศาสนาอย่านำมาเป็นเรื่องเยาะเย้ยเล่น ต้องเคารพ เพราะจะมีผลกระทบอีหม่านของเรา 
 
 
การเข้ารับอิสลามของ ฮัมซะฮฺ อิบนิ อับดุลมุฏฏอลิบ
 
มุสลิมหลายคนรักท่านนะบีและเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนำมาคือความจริง แต่ไม่กล้าประกาศ เพราะกลัวโดนตำหนิว่าทิ้งศาสนาของบรรพบุรุษ เหมือนในสังคมของเรา มีคนที่อยากละหมาดที่มัสญิด แต่กลัวเพื่อนฝูงแซวว่าเคร่งหรือหาว่าเป็นพวกดะอฺวะฮฺ ถ้าไปแล้วจะมีปัญหา เข้ากลุ่มไม่ได้ นี่เป็นความรู้สึกที่ถูกสร้างขึ้นจากคนเลวในสังคม คือไม่ยอมให้ใครดีกว่า 
 
ในหมู่ชาวกุเรชก็มีคนที่เกรงใจ หนึ่งในนั้นคือ อบูฏอลิบ ลุงของท่านนะบี ท่านนะบีขอร้องให้เข้ารับอิสลาม กล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ” เขาบอกว่า “กลัวเรื่องเดียวคือ ถ้าฉันเข้ารับอิสลามชาวกุเรชจะตำหนิฉัน” ทั้งที่อบูฏอลิบเชื่อว่าศาสนาของท่านนะบีเป็นศาสนาที่ถูกต้อง มีบทกลอนที่อบูฏอลิบเคยพูดกับชาวกุเรชว่า “ฉันรู้อย่างแน่นอนว่าดีน (ศาสนา) ของมุฮัมมัดเป็นศาสนาที่ดีที่สุด” แต่ไม่ยอมประกาศ นี่เป็นหลักฐานที่อุละมาอฺบอกว่า เชื่ออย่างเดียวแต่ไม่ประกาศถือว่าไม่พอ ต้องประกาศยืนยันว่าฉันอยู่กับฝ่ายความจริง 
 
ท่านนะบีได้รับการต่อต้านจากพวกกุเรชอย่างมากในช่วงแรก ฮัมซะฮฺ อิบนิ อะบีฏอลิบ ซึ่งเป็นลุงและเป็นพี่น้องทางนม (*6*) กับท่านนะบี เป็นคนที่รักนะบีมานาน ครั้งหนึ่งเมื่อฮัมซะฮฺกลับมาจากการล่าสัตว์พร้อมกระดูกใหญ่ท่อนหนึ่ง มีคนเล่าว่าอะบูญะฮัลตบหน้าและทำร้ายท่านนะบี ฮัมซะฮฺจึงไปหาอบูญะฮัลและบอกว่า ”ฉันได้ยินว่าท่านไปทำร้ายมุฮัมมัด” อบูญะฮัลตอบว่า “ใช่” (อบูญะฮัลคิดว่าฮัมซะฮฺยังไม่เป็นมุสลิม เป็นมุชริกเหมือนกัน คงไม่เข้าข้างนะบี) ฮัมซะฮฺจึงเอากระดูกฟาดหัวอบูญะฮัลจนเลือดไหลแล้วบอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่าฉันกับมุฮัมมัดอยู่ในศาสนาเดียวกัน” นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรก และเป็นเครื่องหมายที่บ่งชี้ว่ามุสลิมเริ่มไม่เกรงกลัวใครแล้ว โดยเฉพาะ ฮัมซะฮฺ อิบนุอับดุลมุฏฏอลิบ เป็นบุคคลที่มีความกล้าหาญมาก แต่ทั้งที่ท่านฮัมซะฮฺกล้าหาญขนาดนี้ ท่านนะบีก็ยังเผยแผ่อิสลามอย่างยากลำบาก 
 
(*6*) ฮัมซะฮฺดื่มนมจากแม่นมคนเดียวกับท่านนะบี คือ สุไวบะฮฺ เป็นทาสของอะบูละฮับ ภายหลังฮัมซะฮฺมีลูกสาวคนหนึ่งและมีคนแนะนำให้ท่านนะบีแต่งงานกับนาง ถ้าดูตามหลักการน่าจะได้ เพราะลูกของลุงเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่ท่านนะบีบอกว่าไม่ได้ เพราะฮัมซะฮฺเป็นพี่น้องกับฉัน ดังนั้นลูกสาวของเขาจึงเป็นหลานทางนมของฉัน ท่านนะบีบอกว่า สิ่งที่ต้องห้ามจากเรื่องนมเปรียบเสมือนสิ่งที่ต้องห้ามจากการเป็นญาติ เช่น แม่ทางนม น้าทางนม ลุงทางนม ถือว่าต้องห้ามในการแต่งงานทั้งสิ้น
 
 

การเผยแผ่ในเชิงลับ (อัดดะอฺวะตุซซิรรียะฮฺ)