ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 3 – อัลฟาติหะฮฺ อายะฮฺ 1-3

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 3 – อัล-ฟาติหะฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 18)

สูเราะตุลฟาติหะฮฺ ที่เราอ่านทุกเวลาละหมาด เป็นสูเราะฮฺที่มีความสำคัญสำหรับการสร้างความคุชูอฺ ความนอบน้อม และเป็นรุกุ่นหรือหลักสำคัญในการละหมาด อันเนื่องจากความหมายต่างๆ เป้าหมายต่างๆ ที่ระบุไว้ในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องการให้มนุษย์นั้นมีความศรัทธาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างโลกนี้ ผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ที่เราต้องเคารพภักดี ผู้ที่เราต้องยึดมั่นในหนทางของพระองค์ หนทางอันเที่ยงตรง ซึ่งเป็นเป้าหมายต่างๆ ที่เราจะพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ดังต่อไปนี้

เราได้พูดถึงความสำคัญของการที่จะขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้พ้นจากผู้ที่เป็นศัตรูกับเรา นั่นก็คือ ชัยฏอนมารร้าย ความคุ้มครองที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาจะให้แก่เรา เป็นการเริ่มที่จะเข้าสู่สภาวะการพิจารณา การมีสมาธิในการละหมาด ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แต่การกล่าว أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ  “อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนนิรเราะญีม”  ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ แต่จะเริ่มด้วย

อายะฮฺที่ 1

﴿  بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ ١ ﴾ [الفاتحة: ١]

“บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม”

ความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ”

การที่เราเริ่มด้วยพระนามของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลานั้น เป็นการประกาศ เป็นการยืนยัน ว่ามุสลิมนั้นมีการพึ่งพาอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาอย่างเต็มที่ เขาไม่มีความสามารถ นอกจากที่จะขอ หรือจะมีจากพระองค์ เพราะการที่จะอาศัยพระนามของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการยืนยัน เป็นการศรัทธาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ และพระนามของพระองค์นั้นเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการประกาศว่าโลกนี้ขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และพระนามของพระองค์ที่ถูกนำมาจากวะฮี จากคำแนะนำจากท่านบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นสัญลักษณ์ที่เราจะใช้ระลึก หรือใช้กล่าวเพื่อให้จิตใจของเรานั้น มุ่งสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะมุอ์มินไม่สามารถเห็นอัลลอฮฺ ไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ เรามีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยความศรัทธาเท่านั้น เป็นความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าโลกนี้มีพระผู้เป็นเจ้า มีผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงเดชานุภาพ และไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้เรามีความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งต่างๆเหล่านี้ นอกจากว่ามีคำศัพท์ ที่มาจากวะฮีของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่จะทำให้เราศรัทธา ที่จะทำให้เราเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นเราก็อาศัยพระนามของพระองค์ในการที่ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่เราไม่สามารถเห็น หรือ สัมผัสพระองค์ได้ แต่เรามีความศรัทธาอย่างมั่นคงต่อพระองค์

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ” อุละมาอ์ได้อธิบายว่าหมายถึง เราเริ่มละหมาด เราเริ่มภักดีสักการะต่อพระองค์ด้วยพระนามของพระองค์ นั่นเป็นการบ่งบอกว่า การละหมาดของเรานี้ไม่มีส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถของเรา การละหมาดของเรานั้นเป็นการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การที่เรามีความสารถในการละหมาดเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺนั้น นั่นเป็นเตาฟีก เป็นความช่วยเหลือ เป็นการแนะนำ เป็นการให้เกียรติจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นก็เป็นความโปรดปรานส่วนหนึ่ง ที่เรามีความสามารถ มีสุขภาพ มีจิตใจ มีความตั้งใจ ที่จะทำอิบาดะฮฺ

เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เราก็ต้องปลีกตัวจากทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะทำให้เรานึกหรือคิดหรือเข้าใจว่า การละหมาดนั้นเป็นสิ่งที่เราทำด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ใช่… เราต้องพึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พระองค์เดียว ถ้าพระองค์ไม่ประสงค์ให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ ถ้าอัลลอฮฺไม่เตาฟีกให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ ถ้าพระองค์ไม่ช่วยเหลือให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราละหมาดด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเสมอ พระองค์จะให้เราเข้าใจว่า ด้วยพระเมตตาจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เรามีความสามารถ พระองค์ไม่ให้เราเป็นผู้ที่เนรคุณต่อพระองค์ ไม่ให้เราเป็นผู้ปฏิเสธพระองค์ ให้เราเป็นผู้ศรัทธา ให้เราเป็นบ่าวที่แท้จริงของพระองค์ จึงเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความสมัครใจ มีความตั้งใจที่จะยืนเฝ้าพระองค์ เคารพภักดีสักการะต่อพระองค์ นั่นเป็นความเมตตาจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาอย่างแน่นอน

ดังนั้นการที่เรากล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” มีเป้าหมาย มีความหมายลึกซึ้งมากที่เดียวสำหรับผู้ศรัทธาที่กำลังละหมาดด้วยความคุชูอฺซึ่งเป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง และหลังจากที่เรากล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัล-ฟาติหะฮฺ สำหรับมะอ์มูมก็จะกล่าวด้วยเสียงค่อยๆ สำหรับอิหม่ามก็เช่นเดียวกัน บางมัซฮับให้กล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เสียงดัง บางมัซฮับก็ให้กล่าวเสียงค่อยๆ มีสองทัศนะ แต่ทั้งสองทัศนะก็ยึดว่า “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เป็นส่วนหนึ่งในอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งทิ้งไม่ได้ ถึงแม้ว่าทัศนะนึงจะให้อ่านเสียงดังหรือทัศนะนึงจะให้อ่านเสียงค่อยก็ตาม

อายะฮฺที่ 2

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

“อัลหัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน”

ความหมาย "การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก"

เป็นอายะฮฺที่สองในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ เป็นการสรรเสริญอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการขอบคุณพระองค์ คำว่า “الحَمْدُ” ในภาษาอาหรับหมายถึงว่า “الثَنَاءُ” คือการสรรเสริญ การยกย่อง และการที่เรามอบการสรรเสริญให้แก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การขอบคุณ การสรรเสริญ การยกย่องพระองค์ เป็นการยืนยันว่า เราไม่สามารถกระทำอย่างสมบูรณ์ เราไม่สามารถสรรเสริญอัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถให้เกียรติอย่างสมบูรณ์ เรารู้สึกว่าเราบกพร่อง เรารู้สึกว่าเราไม่กระทำอย่างถูกต้อง จึงต้องมอบและยืนยันว่าการสรรเสริญนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺองค์เดียว พระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้เราสรรเสริญพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถสรรเสริญหรือขอบคุณพระองค์อย่าถูกต้องและสมบูรณ์ ไม่ใช่หมายถึงว่าเราไม่สรรเสริญอัลลอฮฺ แต่เราสรรเสริญ ยืนยันว่าเราขอบคุณ ยกย่องอัลลอฮฺ ให้เกียรติอัลลอฮฺ แต่กลับรู้สึกว่าเราบกพร่อง รู้สึกว่าปฏิบัติไม่สมบูรณ์ จึงมีการประกาศ การยืนยันว่า “การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในบรรดาการขอบคุณพระองค์ทั้งปวงเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

การที่เรากล่าวสรรเสริญพระองค์เราต้องเข้าใจตั้งแต่แรกเมื่อมีการละหมาดว่าเป็นนิอฺมะฮฺ เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่ทำให้เราเป็นผู้ศรัทธา เป็นผู้มีความตั้งใจทำอิบาดะฮฺ เราไม่ได้เป็นกาเฟรฺ เป็นผู้เนรคุณ เป็นผู้ที่เย่อหยิ่ง หันห่างจากการเป็นบ่าวของพระองค์ เราจึงต้องขอบคุณต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่ทำให้เรามีความสามารถ มีความตั้งใจทำอิบาดะฮฺ

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

เรามีความเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกและจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระอำนาจของพระองค์ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะออกนอกอำนาจของพระองค์ เราก็ขอบคุณอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาผู้ทรงปกครอง ผู้ทรงดูแลจัดการทุกสิ่งในโลกนี้ เพราะเราเข้าใจว่า ถ้าหากว่าโลกนี้ถูกบริหาร ถูกปกครองด้วยพระเดชานุภาพจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺนั้น โลกนี้ก็จะไม่รอด เราก็มีการขอบคุณ มีการสรรเสริญอัลลอฮฺว่าโลกนี้รอดได้ อยู่ได้ อย่างสมบูรณ์ อย่างถูกต้อง อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการปกครองของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

นั่นเป็นความหมายบางส่วนที่เราสามารถมีได้ในขณะที่เรากล่าวส่วนหนึ่งในอัล-ฟาติหะฮฺ เพียงแต่รู้สึกหรือนึกถึงบุญคุณของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่มีต่อเรา ที่ให้เรามีสุขภาพ มีนิอฺมะฮฺ มีริซกี เรื่องต่างๆ ที่เป็นความโปรดปรานทั้งสิ้น เราต้องมีการขอบคุณต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นมีการระลึก มีจิตสำนึกถึงพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เราเข้าเฝ้าพระองค์ กำลังเคารพภักดี ทำอิบาดะฮฺ ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นบรรดาผู้ศรัทธาทีมีอีหม่านที่มั่นคง

 

อายะฮฺที่ 3 อธิบายแล้วใน อายะฮฺที่ 1

ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ

[อัรเราะหฺมานิรเราะฮีม]
ความว่า “ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ”

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 18, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None