เพื่อให้อุมเราะฮฺของท่านมีรสชาติ 1

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี
แปลโดย อบูอุบัยยฺ นาแซ
1. ในระหว่างที่เตรียมตัวเดินทาง พึงจุดไฟแห่งความคิดถึงในหัวใจ 
 
ให้รู้สึกห่วงกังวลว่าอาจจะเสียชีวิตก่อนเดินทาง อาจจะพลาดผลบุญครั้งสำคัญแห่งชีวิตก็ได้ เพียรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความประเสริฐของการทำอุมเราะฮฺ รวมถึงผลบุญและการตอบแทนของการละหมาดที่มัสญิดอัลหะรอมและมัสญิดนบี  พึงรำลึกถึงการเรียกร้องของท่านนบีอิบรอฮีมยังมนุษยชาติเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญฺที่นครมักกะฮฺ ให้หัวใจของเราหมั่นกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ (ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ ) ให้นึกถึงคำพูดของนบีมูซาที่อัลลอฮฺได้ทรงเล่าไว้ในอัลกุรอานว่า
﴿ وَعَجِلْتُ إِلَيْكَ رَبِّ لِتَرْضَى ﴾ سورةطه 80
ความหมาย “และข้าพระองค์ได้รีบเร่งมายังพระองค์เท่านั้น โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ก็เพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัยเท่านั้น" ให้คำพูดนี้เป็นคติพจน์ของท่านในการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺ 
 
2. ในระหว่างการเตรียมเสบียงสิ่งของเพื่อเดินทาง ให้เตรียมเสบียงแห่งความศรัทธา 
 
คือความตักวา ความยำเกรง ความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ) ว่าเป้าหมายการเดินทางนี้มิใช่เพื่อใครหรือสิ่งใดทั้งสิ้นแต่เพื่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น สร้างความเชื่อมั่นและหวังในความเมตตาและการตอบแทนจากอัลลอฮฺตะอาลา และอย่าได้ลืมเสบียงแห่งจิตวิญญาณนั่นคือซิกรุลลอฮฺ (การรำลึกถึงอัลลอฮฺ) และการคิดถึงโลกอาคิเราะฮฺ ไม่ยึดติดหรือผูกพันอยู่กับดุนยา เพราะจิตวิญญาณจะอ่อนแอหากขาดซิกรุลลอฮฺ และจิตวิญญาณจะไม่ก้าวไปข้างหน้า หากมัวแต่พะวงหลงอยู่กับดุนยา
 
3. ให้หัวใจของท่านชุ่มชื่นด้วยเหนียตที่ยิ่งใหญ่ เหนียตที่ทำให้ทุกส่วนของร่างกายต้องเตรียมพร้อม 
 
นั่นคือท่านต้องเหนียต(ตั้งเจตนา)ว่าอุมเราะฮฺนี้กระทำเพื่อให้ชีวิตและจิตใจสะอาด บริสุทธิ์จากความสกปรก ความอาฆาตพยาบาท ความหลงใหลในดุนยา และเพื่อให้สมุดบันทึกของท่านสะอาด ปราศจากบาปและมลทิน เพื่อเตรียมตัวไปพบกับจุดจบของท่าน เตรียมตัวไปพบอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หลังจากก้าวสุดท้ายของท่านในการเฏาะวาฟวิดาอฺ(อำลา)  และก่อนเดินทางก็ให้อำลาครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และที่สำคัญคืออย่าคิดว่าจะได้กลับมาอย่างแน่นอน
 
4. พึงรำลึกถึงเส้นทางสู่โลกอาคิเราะฮฺ เส้นทางสู่สรวงสวรรค์ เส้นทางแห่งการรอดพ้นจากไฟนรก ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง
 
ในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรืออากาศ ให้รำลึกอยู่เสมอว่าทุกย่างก้าวนั้นเปรียบเสมือนการก้าวไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ ทุกก้าวเดินพร้อมคำกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ(ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ) คือทุกย่างก้าวในการเชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮฺและรอซูล ให้เรารำลึกถึงภาคผลการตอบแทนในทุกก้าวที่เดินทางด้วยการระลึกถึงพระองค์ 
 
ตลอดการเดินทางให้รักษาน้ำละหมาด อยู่กับคนดีคนศอและหฺ ดูและทำตามอะมั้ล(การกระทำ)ของพวกเขาเหล่านั้น พร้อมๆกับการละสายตาจากความสวยงามของโลกดุนยาแม้ว่าจะเป็นสิ่งหะล้าลก็ตาม สรุปคือให้ละทิ้งจากทุกสิ่งที่เกินความพอดีทั้งการมอง อาหาร การนอน การพูด หรือการคลุกคลีกับมนุษย์ 
 
5. เมื่อจะครองเอียะหฺรอมที่จุดมีกอต  ให้นึกถึงผ้ากะฝั่น(ห่อศพ) นึกถึงความตาย นึกถึงการคิดบัญชี 
 
และในขณะกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ พึงระลึกอยู่เสมอว่า “ถ้าอุมเราะฮฺหรือฮัจญฺของเราไม่ถูกตอบรับเล่า?”  ดังนั้นจึงต้องระวังทุกก้าว โดยเฉพาะการเริ่มต้นนั่นคือการครองเอียะหฺรอม ถ้าเริ่มดี เริ่มถูก อินชาอัลลอฮฺผลสุดท้ายก็จะดีด้วย ฉะนั้นจงครองเอียะหฺรอมด้วยความอิคลาศจนสุดความสามารถของท่าน อย่าให้ในหัวใจมีสิ่งอื่นขณะครองเอียะหฺรอมนอกจากพระองค์ 
 
ขณะครองเอียะหฺรอมให้ตระหนักว่า อัลลอฮฺทรงเป็นผู้บัญญัติกรอบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ดังนั้นขณะที่ยืนอยู่ที่มีกอต ก็ให้สัญญากับอัลลอฮฺว่าเราอยู่ในกรอบของพระองค์ ไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามของพระองค์ และปฎิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ ให้คิดเสียว่า ชีวิตดุนยาก็เปรียบเสมือนกับมีกอตที่เราต้องรักษาขอบเขตและหลักการต่างๆอย่างเคร่งครัด
 
จากนั้นให้ขยันกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ (ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ) พร้อมกับตระหนักถึงความหมายนั่นคือการตอบรับคำเรียกร้องของพระผู้เป็นเจ้า ให้รู้สึกว่าอัตตัลบิยะฮฺนี้คือคำมั่นสัญญาของเราว่าจะตอบรับ นอบน้อม ก้มหัวต่อพระผู้อภิบาลเพียงพระองค์เดียว นั่นคือการเป็นมุสลิมหรือผู้ภักดีต่ออัลลอฮฺนั่นเอง
 
ครั้นเมื่อเห็นเมืองมักกะฮฺแล้วให้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเห็นมัสญิดหะรอมและกะอฺบะฮฺ และเมื่อเห็นกะอฺบะฮฺแล้ว ให้รู้สึกว่าท่านอยู่ ณ อัลลอฮฺ อยู่ในบ้านของพระองค์อันทรงเกียรติทรงศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และท่านขอพระอนุญาตเพื่อเข้าบ้านของพระองค์ และท่านจงเป็นบุคคลที่นบีอิบรอฮีมได้ดุอาอฺไว้ว่าเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่อัลลอฮฺทรงเลือกให้มีหัวใจที่คิดถึงบ้านของพระองค์ และเมื่อเห็นมัสญิดหะรอมและกะอฺบะฮฺแล้วให้ท่านดึงความรู้สึกรักและคิดถึงการพบเจอพระองค์มาไว้ในหัวใจ ให้รู้สึกถึงเกียรติอันใหญ่หลวงที่พระองค์กำลังมอบให้ท่านซึ่งกำลังยืนอยู่ในบ้านในอ้อมกอดของพระองค์ 
 
ขณะเดียวกันก็ขอให้ท่านระลึกถึงความน่ากลัว ความโกลาหลของวันกิยามะฮฺ และนึกถึงสถานการณ์ที่พระองค์จะเสด็จมาพร้อมด้วยพระบัลลังค์ และบรรดามลาอิกะฮฺของพระองค์ ให้ท่านรู้สึกว่า ณ ตอนนั้นท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ที่มีเกียรติของอัลลอฮฺหรือเป็นผู้หนึ่งที่จะฟื้นคืนชีพพร้อมกับคนชั่วและมัคลูกที่ต้อยต่ำ
 
6. ในขณะเฏาะวาฟและสะแอให้รู้สึกภายในหัวใจของท่านซึ่งความยำเกรง ความเคารพ ความให้เกียรติต่อสถานที่และสภาพที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่ 
 
เพราะอัลลอฮฺกำลังทรงมองยังหัวใจ การงาน การเฏาะวาฟ การสะแอของท่าน ให้ทุกย่างก้าวเป็นก้าวแห่งความทรงจำ ก้าวเท้าสั้นๆผลบุญจะได้เพิ่มพูน ให้ทุกการยกเท้าและวางเท้ามีความหมาย 
ในระหว่างที่ท่านเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งให้นึกถึงว่าสถานที่เหล่านี้เคยถูกเยือน ถูกย่ำ ถูกเดิน ถูกเฏาะวาฟ ถูกสะแอโดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครอบครัวของท่าน ตลอดจนวีรบุรุษของอิสลามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเศาะฮาบะฮฺ ตาบิอีนและบรรดาบรรพชนที่เราเคยได้ฟังเรื่องราวดีๆของพวกเขา บนเนินเขาเศาะฟานั้นท่านนบีเคยขึ้นไปกล่าวตักเตือนกลุ่มชนของท่าน และรอบๆ กะอฺบะฮฺก็เป็นสถานที่ที่มีเหตุการณ์สำคัญๆมากมายเกิดขึ้น บทบาทของท่านนบีทั้งในด้านการดะอฺวะฮฺ เผยแพร่สัจธรรมความจริง การต่อสู้กับความเท็จ ล้วนเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนี้  และในทุกๆที่ที่ท่านไปก็ให้รำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ณ สถานที่แห่งนั้น เช่น เมืองมะดีนะฮ
 
  เมื่อสัมผัสหรือจูบหินดำหรือทำสัญลักษณ์ด้วยมือ ให้รำลึกถึงคำสัญญามั่นหรือสัตยาบันของท่านต่ออัลลอฮฺ(ที่จะเป็นคนดีของพระองค์) และให้สำนึกว่าการจูบหรือสัมผัสหินดำนั้น เปรียบเสมือนการเชื่อฟังอย่างไร้ข้อกังขา เปรียบเช่นการนอบน้อมต่ออัลลอฮฺอย่างสิโรราบเพราะเรารู้ว่าหินดำไม่สามารถที่จะมีคุณมีโทษต่อเราได้เพราะเป็นหิน แต่เมื่อเป็นพระบัญชาของพระองค์แล้ว เรายินยอม ยอมรับ ยอมปฎิบัติอย่างไร้ข้อสงสัย ไม่เอาปัญญาของเรามาคิดเองให้อยู่เหนือคำสั่งของพระองค์
 
  และพึงระมัดระวังทุกๆการกระทำของท่านในระหว่างนี้ มิเช่นนั้นการงานของท่านอาจจะถูกปฏิเสธจากพระองค์ ในขณะที่การงานของคนอื่นรอบๆท่านถูกตอบรับ ซึ่งถือเป็นการขาดทุนที่ประเมินค่ามิได้เลย
 
  ในระหว่างเฏาะวาฟก็เช่นเดียวกัน ท่านจงรำลึกว่า มีบัยตุลมะอฺมูรบนชั้นฟ้าตรงกับอัลกะอฺบะฮฺที่บรรดามีมลาอิกะฮฺกำลังเฏาะวาฟ และเข้าไปข้างในโดยไม่ออกมาหรือหยุดพัก ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ตราบจนวันกิยามะฮฺ และให้รู้สึกว่าการเฏาะวาฟของมนุษย์เป็นเสมือนตัวอย่างหนึ่งที่บรรดามัคลูกทั้งหลายต้องยอมสยบต่อพระอำนาจของอัลลอฮฺและต้องพึ่งพาพระองค์เพียงองค์เดียว
 
ในขณะเฏาะวาฟ จงดุอาอฺให้มากๆ ซิกรุลลอฮฺให้เยอะๆ หรือจะอ่านอัลกุรอ่านก็ได้ ในทัศนะของข้าพเจ้า การดุอาอฺ การอ้อนวอน วิงวอนขอพรต่ออัลลอฮฺถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดขณะเฏาะวาฟ เนื่องจากมีรายงานว่าท่านนบีได้ดุอาอฺระหว่างการเฏาะวาฟจากมุมอัลยะมานียฺถึงมุมหินดำด้วยสำนวนว่า
 
 (رَبَّنَا آَتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الْآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ)
คำอ่าน ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะฮฺ วะฟิลอาคิเราะติฮะซะนะฮฺ วะกินา อะซาบันนาร
ความหมาย โอ้พระเจ้าของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเรา ซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในอาคิเราะฮฺ และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด
 
โดยไม่มีรายงานอื่นที่มีน้ำหนักว่าท่านนบีได้กล่าวอย่างอื่น จึงเป็นหลักฐานว่าการดุอาอฺในขณะที่เฏาะวาฟนั้นเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้ทำอย่างยิ่ง ท่านนบีก็เคยกล่าวว่า การดุอาอฺนั้นก็คือการทำอิบาดะฮฺนั่นเอง ดังนั้นให้เราขยันขันแข็งขอดุอาอฺในขณะเฏาะวาฟ ในขณะเฏาะวาฟให้ท่านรู้สึกว่าท่านกำลังเฏาะวาฟรอบพระบัลงค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา กำลังขอและหวังในพระเมตตา ความพอพระทัยและการตอบรับจากพระองค์
 
ให้ท่านจินตนาการถึงการชุมนุมของมลาอิกะฮฺรอบๆ บัลลังค์ของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ วันที่มัคลู้กทั้งหลายต่างมาชุมนุมกัน ไม่มีใครกล้าออกเสียงใดๆ มีแต่ความเงียบ ซึ่งสภาพของการเฏาะวาฟก็ไม่ต่างไปจากนี้
และภาพที่หาดูยากขณะที่เฏาะวาฟคือภาพที่มนุษยชาติต่างมุ่งสู่อัลลอฮฺ มีแต่เสียงดุอาอฺพึมพำอ้อนวอนวิงวอน เสียงซิกรุลลอฮฺ สรรเสริญพระองค์ ในสภาพเช่นนี้ลองจินตนาการดูว่าหากท่านสามารถที่จะฟังเสียงของบรรดามัคลู้กที่อยู่ในโลกที่กำลังสรรเสริญพระองค์ มันจะเป็นอย่างไร
 
﴿ سَبِّحُ لَهُ السَّمَوَاتُ السَّبْعُ وَالْأَرْضُ وَمَنْ فِيهِنَّ وَإِنْ مِنْ شَيْءٍ إِلَّا يُسَبِّحُ بِحَمْدِهِ وَلَكِنْ لَا تَفْقَهُونَ تَسْبِيحَهُمْ ﴾ الإسراء 44
ความหมาย ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินและที่อยู่ในนั้นสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์ และไม่มีสิ่งใดเว้นแต่จะสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ แต่ว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำสดุดีของพวกเขา
   
 
 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)