1105 สามีไม่ละหมาด ไม่ให้คลุมหิญาบ

คำถาม อยากจะถามคำถามกับเชคเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวหน่อยค่ะ คือว่าดิฉันแต่งงานกับคนต่างชาติเป็นชาวเยอรมัน ก่อนแต่งงานกันดิฉันก็ให้สามีไปเรียนรู้ศาสนาอิสนาบ้างเล็กน้อยแล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับละหมาดห้าเวลาหรอกนะค่ะ อีกอย่างสมัยก่อนดิฉันก็ไม่ค่อยจะได้เรียนศาสนามากด้วย ก็เลยไม่ได้เข้มงวดอะไรกับเขามากนัก จนกระทั่งบัดนี้ ดิฉันได้เรียนรู้ศาสนามากขึ้นจากอินเตอร์เน็ตบ้าง แล้วพอกลับเมืองไทย ดิฉันก็ไปเรียนที่อันยูมันทุกครั้ง ก็เลยทำให้รู้อะไรๆๆได้มากขึ้น พระองค์อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คงจะเปิดใจให้ดิฉันแล้วมั๋งค่ะ ดิฉันก็เลยอยากจะคลุมหัวและก็อยากไปทำฮัจญฺด้วย แต่ด้วยเพราะว่าดิฉันอยู่ที่เยอรมัน ดิฉันจะคลุมหัวได้ลำบากมากเลย อีกทั้งสามีก็ไม่สนับสนุนด้วย เพราะเขาไม่อยากให้คลุมฮิญาบ เขาจะยอมให้คลุมก็ต่อเมื่อเราไปสุเหร่าเท่านั้น หรือไม่ก็ไปเยี่ยมเพื่อนที่เป็นตุรกีเท่านั้น เรามีปัญหากันเรื่องเกี่ยวกับศาสนานี่หลายครั้ง แต่เขาก็ยืนยันว่าเขานับถือพระองค์อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นะ แต่เขาก็ดื้อที่จะไม่ละหมาดห้าเวลา ดิฉันก็เลยอยากจะเลิกกับเขาค่ะ อยากถามว่าทำได้ใหมค่ะ ทุกวันนี้เขาก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูดิฉันอยู่นะค่ะ ขอให้อาจารย์ช่วยตอบด้วยค่ะ

 

คำตอบ

การแต่งงานมีวัตถุประสงค์สำคัญที่ศาสนาได้กำหนดไว้ คือสร้างความมั่นคงในครอบครัวและส่งเสริมศีลธรรมและจริยธรรม หากการแต่งงานไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ก็จะเป็นโครงการที่ไร้เป้าหมายในชีวิต สำหรับกรณีของท่าน หากข้อบกพร่องของสามีเป็นข้อบกพร่องส่วนตัวและเขาไม่ได้ขัดขวางกิจกรรมของท่านแล้ว ก็พอทำเนาและพอจะแนะนำให้อดทนและพยายามอบรมขัดเกลาของของท่านให้เปลี่ยนแปลงตนเอง

แต่ถ้าสามีของท่านขัดขวางหลักการศาสนาอย่างชัดเจนโดยปราศจากเหตุผล เช่น การคลุมหิญาบหรือเรื่องอื่นๆ ที่ต้องถกเถียงกัน (ซึ่งไม่น่าจะต้องถกเถียงในเรื่องศาสนา) กล่าวคือ ถ้าสามีของท่านเป็นบุคคลที่ทำให้การปฏิบัติศาสนกิจและการดำเนินชีวิตภายใต้หลักการอิสลามมีความลำบากแล้ว ก็จะต้องพิจารณาให้สามีนั้นได้เลือกหนทางที่ถูกต้องที่ท่านเลือกไว้ ซึ่งไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับผู้ศรัทธา(ทั้งหญิงและชาย)นอกจากสวามิภักดิ์และดำรงชีวิตตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

หากสามีไม่ปรารถนาที่จะสนองวัตถุประสงค์ของการแต่งงานระหว่างผู้ศรัทธาแล้ว ก็จะเป็นบุคคลที่อาจทำลายศาสนาของเราก็ได้ ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัตตะฆอบุน ซึ่งมีความหมายว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย แท้จริงในหมู่คู่ครองของพวกเจ้าและลูกหลานของพวกเจ้านั้น มีบางคนเป็นศัตรูแก่พวกเจ้า ฉะนั้นจงระวังต่อพวกเขา แต่ถ้าพวกเจ้าอภัยและยกโทษ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ"

ทั้งนี้ ผมแนะนำให้ท่านไปคุยกับสามีอีกครั้งหนึ่งโดยเสนอนโยบายใหม่ในการดำเนินชีวิตต่อไปให้ขึ้นกับสิ่งที่เขายอมรับ 2 ประการ

  • ประการแรก ถ้าเขานับถือในอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นพระเจ้าแล้ว ก็จะต้องนำคำสั่งสอนของพระองค์มาใช้ในชีวิต เพื่อแสดงความเป็นมุสลิมอย่างชัดเจน
  • ประการที่สอง เมื่อท่านแต่งงานกับเขาแล้ว ท่านมีเงื่อนไขว่าเขาจะต้องรับอิสลามและศึกษาศาสนาบ้าง เงื่อนไขนี้เพียงพอที่จะเรียกร้องสิทธิ์ให้กลับสู่สภาพความเป็นมุสลิมที่แท้ จริง

หากเขาไม่ตระหนักในเหตุผลสองประการนี้ ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องลำบากที่จะใช้ชีวิตร่วมกันด้วยหลักการศาสนา เพราะแทนที่จะใช้เวลาเล็กน้อยที่เหลือในชีวิตของเราเพื่อทำอิบาดะฮฺและเข้า ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ กลับจะต้องไปใช้เวลาถกเถียงและเรียกร้องสิทธิ์ในความเป็นมุสลิม ทั้งๆที่เป็นครอบครัวเดียวกัน

ขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ได้โปรดเปิดหัวใจของสามีท่านให้รับสัจธรรมและ นอบน้อมต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า และให้ครอบครัวของท่านมีความเข้มแข้งในด้านหลักการอัลอิสลามตลอดไป

 

ริฎอ อะหมัด สมะดี

26 พ.ค.2552

ตอบ: 
26.5.09
0
Your rating: None