อะไรคือชิรกฺ

พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์เพื่อเป็นผู้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ในโลกนี้ ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และข้ามิได้สร้างมนุษย์และญินเพื่ออื่นใด นอกจากให้พวกเขาเคารพสักการะต่อข้า” (อัซซาริยาต 56) พฤติกรรมใดๆที่ไม่สอดคล้องกับพระประสงค์นี้ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อคำบัญชาและพระประสงค์ของพระองค์ที่ต้องปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม



มนุษย์บางคนอาจปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าโดยสิ้นเชิง ซึ่งกลุ่มนี้เรียกว่า กาฟิร หมายถึงผู้ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีความร้ายแรงกว่าผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺที่เรียกกันว่า มุชริก แต่ทั้งสองกลุ่มนี้ถือเป็นประเภทเดียวกัน คือผู้ที่ไม่มีเอกภาพธรรมและถูกประณามในอัลกุรอานอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในโลกนี้ อัลกุรอานถือว่าจำนวนมากนี้ไม่บังควรที่จะเป็นภาพลวงสำหรับผู้ศรัทธา ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และหากเจ้าได้เชื่อฟังส่วนมากในโลกนี้ พวกเขาจะทำให้เจ้าหลงผิด” (อัลอันอาม 116)

ในหลักศรัทธาของอิสลาม ผู้ปฏิเสธพระเจ้า(กาฟิร) และ ผู้ตั้งภาคีกับพระเจ้า(มุชริก) เป็นผู้ที่ละเมิดสิทธิแห่งพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องถูกลงโทษในโลกหน้าอย่างตลอดกาล ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และทรงเตรียมไฟที่ลุกโชติช่วงไว้สำหรับพวกเขา พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล พวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือ” (อัลอะหฺซาบ 64-65) และอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า “และเพื่ออัลลอฮฺจะทรงทรมานผู้บิดพลิ้วชายและหญิง และผู้ตั้งภาคีชายและหญิง” (อัลฟัตหฺ 6)



ความหายนะนี้ย่อมเป็นข้อเตือนสติสำหรับมนุษย์ทุกคนให้ตรวจสอบความศรัทธาของตนเองว่ามีความสอดคล้องกับสัจธรรมหรือไม่



ผู้ที่ปฏิเสธพระเจ้าต้องคิดหนักว่าความจริงที่เกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าและโลกหน้ามีความสำคัญต่อชีวิตของตนแค่ไหน นับเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับผู้ประมาทและมองว่าเป็นประเด็นปลีกย่อยที่ไม่อาจมีผลกระทบต่อชีวิตของตนแม้แต่น้อย จึงทำให้บุคคลเหล่านี้ใช้ชีวิตด้วยความสำราญและสนุกสนาน แต่ไม่เคยคิดถึงความหายนะที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของตนในโลกหน้า



สำหรับผู้ที่ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ กราบไหว้วัตถุที่สร้างขึ้นด้วยมือของตัวเอง และหลงในสิ่งเหล่านั้นจนกระทั่งไม่ทำหน้าที่ต่อผู้ทรงสร้างที่แท้จริง อันก่อให้ชีวิตของเขาถูกผูกพันกับวัตถุและห่างไกลจากพระเจ้าของตนเอง คนเหล่านี้ก็ย่อมเป็นผู้ประสบความหายนะถ้าสิ้นชีวิตในสภาพนี้  จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้เขาสำนึกและพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าจะทำอย่างไรให้อยู่ในสภาพที่น่าพอพระทัยสำหรับอัลลอฮฺ



อัลกุรอานได้เน้นในประเด็นสำคัญที่เป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธา คือการศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะผู้ทรงเป็นพระเจ้าองค์เดียว โดยไม่ประพฤติสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นการเคารพสักการะต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ นั่นคือการทำชิรกฺ แล้วอะไรคือชิรกฺ ?



ชิรกฺ ในภาษาอาหรับเป็นนามหมายถึง ภาคี รากศัพท์คือ ชะ-เราะ-กะ หมายถึง มีส่วนร่วมหรือมีหุ้นส่วน แสดงว่าการทำชิรกฺหมายถึง การกุขึ้นมาซึ่งผู้ที่จะถูกอ้างว่าเป็นภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ดังนั้นจึงเป็นที่เข้าใจอย่างดีว่า การทำชิรกฺคือการเชื่อหรือประพฤติสิ่งที่เป็นสิทธิของพระผู้เป็นเจ้าให้แก่ผู้ที่ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า



สิทธิของพระผู้เป็นเจ้ามิใช่เพียงการละหมาดการถือศีลอดหรือการประกอบฮัจญ์เท่านั้น แต่มีอิบาดะฮฺ(ศาสนกิจ)หลายประเภทที่ไม่อนุญาตให้กระทำแก่ผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ อาทิเช่น ความรัก(ที่เป็นความศรัทธา)  ความยำเกรง การกราบไหว้ บนบาน การเชือดสัตว์และถวายเป็นศาสนกิจ  การเชื่อในเดชานุภาพ และอื่นๆ นั่นเป็นสิ่งที่ต้องกระทำกับอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว เพราะฉะนั้นการที่มีความรักต่อมนุษย์คนหนึ่งเท่าเทียมกับความรักต่อพระเจ้าก็เป็นชิรกฺ ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้ยึดถือบรรดาภาคีอื่นจากอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขารักภาคีเหล่านั้นเช่นเดียวกับรักอัลลอฮฺ แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮฺมากยิ่งกว่า” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 165)



อิสลามได้ปกป้องเอกภาพธรรมของมุสลิม แม้กระทั่งในถ้อยคำของเขา เช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ห้ามมิให้สาบานด้วยนามอื่นนอกจากพระนามของอัลลอฮฺ ดังที่ปรากฏในหะดีษบันทึกโดยอิมามอะหมัดและติรมีซียฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า “คนใดที่สาบานด้วยอื่นจากอัลลอฮฺ โดยแน่นอนเขาได้ตั้งภาคี” การทำชิรกฺนั้นมิได้มีเพียงระดับเดียว แต่มีชิรกฺที่ทำให้ผู้ศรัทธาตกศาสนาเสมือนเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา นั่นคือ “ชิรกฺใหญ่” หมายถึง ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺอย่างชัดเจน อาทิเช่น กราบไหว้เจว็ดหรือวัตถุ วิงวอนขอต่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ หรือเชื่อในความเป็นพระเจ้าของผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ และมี “ชิรกฺเล็ก” คือการให้ความสำคัญและความยิ่งใหญ่ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺแต่ไม่ถึงขั้นเคารพสักการะเหมือนที่เคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ อาทิเช่น สาบานด้วยพระนามอื่นนอกจากอัลลอฮฺ แขวนตะกรุด ละหมาดใกล้สุสานเพื่อแสวงบุญ หรือเชื่อในความจำเริญต่อวัตถุประเภทหนึ่งประเภทใด เป็นต้น



ชิรกฺใหญ่นั้นถ้าผู้ศรัทธากระทำโดยไม่รู้ก็ไม่เป็นโทษ แต่ก็มีโทษจากความไม่รู้นั้นและการประมาทต่อการกระทำที่เป็นชิรกฺ แต่ผู้ทำชิรกฺนี้ถ้าหากเตือนแล้วไม่ยอมรับก็ถือเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยสิ้นเชิง และสำหรับผู้ทำชิรกฺเล็กก็ไม่ถือว่าตกศาสนา แต่เป็นบาปใหญ่ที่สุดซึ่งมีความร้ายแรงกว่าซินา(ผิดประเวณี) การกินริบาอฺ และการไม่ละหมาด จนกระทั่งชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮฺได้ถือว่าชิรกฺเล็กนั้นมีผลในการลบล้างผลบุญ  ดังที่มีหลักฐานจากอัลกุรอานในซูเราะฮฺอัซซุมัร อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า “และโดยแน่นอนได้มีวะฮียฺมายังเจ้า(มุฮัมมัด) และมายังบรรดานบีก่อนหน้าเจ้า หากเจ้าตั้งภาคี(กับอัลลอฮฺ) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” จากอายะฮฺบทนี้อิบนุตัยมียะฮฺได้วินิจฉัยว่า ชิรกฺทุกประเภทย่อมส่งผลให้คุณงามความดีที่กระทำไว้เป็นโมฆะ ดังนั้นเมื่อมนุษย์ทุกคนได้ตระหนักในสิ่งเหล่านี้ก็จะพบว่า ไม่มีอะไรที่น่าศึกษาค้นหาอย่างขะมักเขม้นมากกว่าสิ่งที่จะทำให้มนุษย์นั้นใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด ท่านเป็นเช่นนั้นหรือไม่ และถ้าหากยังไม่เอาใจใส่ในเรื่องนี้ ท่านจะแก้ไขเมื่อไหร่ครับ ?


 

ริฎอ อะหมัด สมะดี, ร่มเงาอิสลาม ก.ค.48

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
4
Your rating: None Average: 4 (3 votes)