สู่อีมานที่มั่นคง

ไฟล์เสียงรายการสู่อีมานที่มั่นคง ทางคลื่นคุณธรรม ปี 2546-47 โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
ตอนที่ 1-50

 
IslamInThailand

 

 -- ดาวน์โหลดทั้งหมด 001-050.rar [115 MB] --

1 การกระทำที่ดียิ่ง
2 ความสำคัญของมัสญิด
3 ความประเสริฐของการละหมาดวันศุกร์
4 อีมานในภาคปฏิบัติ
5 ชะฮาดะฮฺ (พระนามของอัลลอฮฺ)
6 ชะฮาดะฮฺ (การศรัทธาต่ออัลลอฮฺและปฏิเสธฏอฆูต)
7 รู้จักอัลลอฮฺ (คุณลักษณะ) - อัลอะหัด,อิคลาศ
8 ชิรกฺ (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)-อิคลาศ
9 การทำดีโดยบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ),ชิริกลับ
10 สิ่งที่ทำลายอีมาน(ชิรกฺ)
11 ความศรัทธาต่อคุณลักษณะของอัลลอฮฺ (อัลกอดีร)และสถานการณ์โลกมุสลิม - ความศรัทธาต่อพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺในการจัดการประเทศมหาอำนาจผู้อธรรม
12 ศาสนกิจที่จะเพิ่มพูนอีมาน(การขอดุอาอฺ) - เงื่อนไขของดุอาอฺมุสตะญาบ(อาหารหะล้าล, ไม่ใช่ดุอาอฺที่ขัดหลักการอิสลามหรือสาปแช่งมุสลิม) ดุอาอฺของผู้ถูกอธรรม
13 การเพิ่มพูนอีมานในสถานการณ์ที่มุสลิมถูกอธรรมหรืออ่อนแอ, สงครามอุฮุด, ฮัสบุนัลลอฮุวะนิอฺมัลวะกีล- การรักษาอีมานให้มั่นคงเมื่อมุสลิมถูกอธรรม
14 การรักษาอีมานให้มั่นคงเมื่อมุสลิมถูกอธรรม 2, อีมานที่มั่นคงต่ออัลลอฮฺ - อัรร็อซซาก(ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ)
15 ความสำคัญของการปฏิบัติฟัรฎูและซุนนะฮฺ
16 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 1 - การกล่าวอัลลอฮุอักบัร, ดุอาอฺอิสติฟตาหฺ, อัลฟาติหะฮฺ
17 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 2 - อัลฟาติหะฮฺ
18 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 3 - อัลฟาติหะฮฺ
19 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 4 - อัลฟาติหะฮฺ
20 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 5 - อัลฟาติหะฮฺ
21 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 6 - อัลฟาติหะฮฺ
22 การพูดสัจธรรม
23 ความยำเกรงอัลลอฮฺกับการพูด
24 อีมานกับการวางตัวเป็นกลาง
25 มุอฺมิน-กาฟิร  ขยันทำอิบาดะฮฺในช่วงที่สะดวกสบาย การต่อสู้กับฟิตนะฮฺและมุซีบะฮฺ
26-31 หะดีษคำสั่งเสียแก่ท่านมุอ๊าซ "จงยำเกรงอัลลอฮฺ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด..."
26 จงยำเกรงอัลลอฮฺ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด
27 จงยำเกรงอัลลอฮฺ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด, เมื่อทำความผิด (มะอฺศิยัต) การลบล้างความผิด
28 อีมานในอัลเกาะฎออฺวัลเกาะดัร
29 การทดสอบจากอัลลอฮฺ (มุซีบะฮฺ)
30 อะมานะฮฺ (ที่ถูกประทานลงมาและถูกยึดไป) - การรำลึกถึงอัลลอฮฺในช่วงเวลาก่อนซุบฮฺ (เวลาที่อัลลอฮฺทรงเสด็จลงมา เวลาดุอาอฺมุสตะญาบ), หะดีษจากท่านหุซัยฟะฮฺ อิบนุลญะมาน (ผู้รักษาความลับของท่านนบี) ท่านนบีได้พูดกับเราสองเรื่อง เรื่องหนึ่งฉันเห็นปรากฏแล้ว อีกเรื่องยังไม่เห็น เรื่องแรกท่านนบีบอกว่า "อะมานะฮฺ" ได้ลงมาอยู่ในรากของหัวใจของผู้ศรัทธา (อะมานะฮฺที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติของอัลลอฮฺ คือ "อีมาน) 
31 มีมารยาทที่ดีงามต่อมนุษย์ - (หะดีษต่อจาก 26) ยำเกรงอัลลอฮฺ, ลบล้างความชั่วด้วยความดี, มีมารยาทที่ดีงามต่อมนุษย์
32 มารยาทในการพูด - มุสลิมที่ประเสริฐที่สุดคือผู้ที่บรรดามุสลิมีนปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา
33 ความสำคัญของการรักษาลิ้น
34 ความศรัทธาต่ออัลลอฮฺและร่อซูลอย่างมั่นคง + การกระทำ(อะมั้ล)ของหัวใจ,ลิ้น,
35 อัลก็อลบุนสะลีม (หัวใจที่บริสุทธิ์)
36 อัลก็อลบุนสะลีม (หัวใจที่บริสุทธิ์) 
37 อัลก็อลบุนสะลีม (หัวใจที่บริสุทธิ์) 
38 ลักษณะอัลก็อลบุนสะลีม (หัวใจที่บริสุทธิ์) 4 ประการ - มุ่งสู่สัจธรรม, รักสัจธรรมและปรารถนาดีต่อความจริง, ชอบอีมานและเพิ่มเติมอีมานในหัวใจ, ระลึกถึงอัลลอฮฺตะอาลาและไม่ลืมหน้าที่ต่อพระองค์, มองเห็นสัจธรรม
39 หน้าที่ของมุอฺมินในการตักเตือนกัน
40 ความมั่นคงในอีมาน (ยะกีน), วิธีขจัดความสงสัย
41 ลักษณะของผู้มีความมั่นคงในอีมาน (ยะกีน), หัวใจของผู้ศรัทธา, สงเคราะห์คนตาบอด
42 ลักษณะของหัวใจที่มีความมั่นคงในอีมาน
43 ลักษณะของผู้ศรัทธา(มุอฺมิน)
44 ลักษณะของผู้ศรัทธา(มุอฺมิน) - ละหมาดอย่างมีคชูอฺ
45 ลักษณะของผู้ศรัทธา(มุอฺมิน) - ความสำคัญของการละหมาด, อาบน้ำละหมาด
46 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ - เตรียมตัวเข้าสู่การละหมาด
47 ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ - เตรียมตัวเข้าสู่การละหมาด, ตั้งเจตนา
48 การเตรียมตัวเพื่อเข้าเฝ้าอัลลอฮฺ (ละหมาด) ตักบีเราะตุลเอียะหฺรอม
49 หิญาบกับความมั่นคงของสังคม
50 หิญาบที่ถูกต้อง//
4.4
Your rating: None Average: 4.4 (5 votes)

สู่อีมานที่มั่นคง (51-100)

ไฟล์เสียงรายการสู่อีมานที่มั่นคง ทางคลื่นคุณธรรม ปี 2546-47 โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
ตอนที่ 51-100
 
IslamInThailand

 

  -- ดาวน์โหลดทั้งหมด 051-100.rar [135 MB] --

51 การนะซีฮัต(ตักเตือน)พี่น้อง 
52 การเผยแผ่คุณธรรมเป็นหน้าที่มุอฺมิน, การช่วยเหลือผู้อธรรม, มุอฺมินเปรียบเสมือนกระจก
53 ความรักของพี่น้องมุสลิมในหนทางของอัลลอฮฺ  
54 ความละอายเป็นมารยาทของมุอฺมิน
55 มารยาทที่ดีเป็นสัญลักษณ์แห่งอีมาน 
56 การตั้งภาคี, ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ  
57 ความผิดที่ทำลายอีมาน (กะบีเราะฮฺ(บาปใหญ่) และบาปเล็ก (เศาะฆีเราะฮฺ), ไสยศาสตร์, 
บาปใหญ่ - การประหารชีวิตผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ,การกินดอกเบี้ย, ละเมิดทรัพยืยะตีม, ป้ายสีสตรีหรือบุรุษผู้บริสุทธิ์ว่าทำซินา, หลบหนีจากสงครามในหนทางของอัลลอฮฺโดยไม่มีสาเหตุ, การฝ่าฝืนบิดามารดา, ละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของบัยตุลลอฮฺ, 
58 อย่าเข้าใกล้บาปใหญ่ (ซินา), ชนิดต่างๆของกะบีเราะฮฺ, โทษของการทำบาปใหญ่
59 กะบีเราะฮฺ(บาปใหญ่) มีอะไรบ้าง - ทำชิริก(ตั้งภาคี), 
60 ความประเสริฐของวันศุกร์ - โทษของการรทิ้งละหมาดวันศุกร์
 
61 การปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน (ชูรอหรือประชาธิปไตย)
62 การปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน (ชูรอ) 
63 การปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน (ชูรอ) คุณสมบัติและหน้าที่ของผู้นำ
64 คุณสมบัติและหน้าที่ของผู้นำ การลงโทษและตอบแทนแก่ผู้นำในวันกิยามะฮฺ
65 วันศุกร์, การเชื่อฟังผู้ปกครอง(ผู้นำ), ผู้ให้คำปรึกษา, ผลของความมั่นคงในอีมานต่อสังคม
66 หน้าที่ของมุอฺมินในการเรียกร้องสู่ความดีและตักเตือนสังคม
67 คนแปลกหน้า (อัลฆุรอบาอฺ), สัญญาณกิยามะฮฺ
68 มุนาฟิก
69 จงอย่าขัดขวางสัจธรรม
70 บทบาทของผู้ศรัทธาในการบูรณะมัสญิด
 
71 ความประเสริฐของเศาะฮาบะฮฺ
72 เศาะฮาบะฮฺ
73 ปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างไรให้อัลลอฮฺตอบรับ, การขอดุอาอฺ   ((اللَّهُمَّ أَعِنِّي عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ))
74 การขอดุอาอฺให้ทำดีละทิ้งความชั่ว และรักมิสกีน
اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ فِعْلَ الْخَيْرَاتِ ، وَتَرْكَ الْمُنْكَرَاتِ ، وَحُبَّ الْمَسَاكِينِ ، وَأَنْ تَغْفِرَ لِي وَتَرْحَمَنِي ، وَإِذَا أَرَدْتَ بِقَوْمٍ فِتْنَةً فَتَوَفَّنِي إِلَيْكَ ، وَأَنَا غَيْرُ مَفْتُونٍ "
75 มารยาทในการรำลึกถึงอัลลอฮฺ(ซิกรุลลอฮฺ)
76 การตั้งเจตนา(นิยะฮฺ)ในการปฏิบัติอิบาดะฮฺ, การปรับเหนียต, การโอ้อวดอิบาดะฮฺหรือไม่ปฏิบัติอิบาดะฮฺเพราะเกรงความโอ้อวด, การซิกรุลลอฮฺ
77 การซิกรุลลอฮฺชดใช้, อัลลอฮฺทรงรักการปฏิบัติอิบาดะฮฺอย่างสม่ำเสมอ
78 สภาพที่ห้ามซิกรุลลอฮฺ คือ ขณะร่วมประเวณี, ฟังคุฏบะฮฺ, ง่วงนอน; เวลาที่ไม่ควรอ่านอัลกุรอานคือ ขณะรุกัวอฺในละหมาด, การซิกรุลลอฮฺและความรู้
79 การซิกรุลลอฮฺทำให้มีพลังในทุกๆด้าน บทซิกรุลลอฮฺที่ท่านนบีแนะนำลูกสาวของท่านและท่านอะลี (ซุบฮานัลลอฮฺ 33, อัลฮัมดุลิลลาฮฺ 33, อัลลอฮุอักบัร 34 ครั้ง), ฮะบี๊บ อิบนุสะละมะฮฺ แนะนำลูกน้องให้กล่าว "ลาเฮาละ วะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮิลอะซีซิลฮะกีม" และกล่าว "อัลลอฮุอักบัร" เมื่อจะร่วมสู้รบ, ตัวอย่างจากท่านอิบนุตัยมียะฮฺ
80 คุณค่าของการอ่านและท่องจำอัลกุรอาน
 
81- การถือศีลอดในเดือนชะอฺบาน, เตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน
82- การถือศีลอดในเดือนชะอฺบาน
83- การละหมาดฟัรฎูของเรามีคุณภาพแค่ไหน, ตรวจสอบอีมานก่อนเข้ารอมฎอน, การทิ้งละหมาด
84- การขอดุอาอฺนั้นคืออิบาดะฮฺ, ความสำคัญของการขอดุอาอฺ, ทำอย่างไรให้ดุอาอฺถูกตอบรับ
وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ ۖ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ
และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงนั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้า
85- ขอดุอาอฺอย่างไรให้อัลลอฮฺทรงตอบรับ 1- เชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงมี 2-ศรัทธาว่าอัลลอฮฺทรงมั่งคั่งมั่งมี 3- ศรัทธาว่าอัลลอฮฺทรงได้ยิน 4- เชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงเอื้อเฟื้อให้ความเชื่อเหลือบ่าวของพระองค์อยู่เสมอ 6- ศรัทธาในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ
  أعوذ بك من دعوة لا تستجاب لها
86- หะดีษกุดซีย์ "ใครที่ประกาศความเป็นศัตรูกับผู้เป็นมิตรกับข้า ข้าจะประกาศสงครามกับเขา"
ให้เป็นมิตรกับผู้ศรัทธาที่เป็นคนซอลิหฺ, 
87- เตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน
88- มารยาทในการขอดุอาอฺ - อย่าขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (เช่นขอให้พ่อแม่ฟื้นคืนชีพมา, ขอมัวะญิซาต, ขอให้เปลี่ยนอะยั้ลของบางคนฯลฯ), ไม่ขอสิ่งหะรอม, เชื่อมั่นในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ, อย่าเบื่อในการขอ, ขอแล้วอัลลอฮฺจะตอบรับอย่างแน่นอน เว้นแต่ผู้ที่รีบเร่งในการตอบรับ
89- มารยาทในการขอดุอาอฺ - ให้เตาบะฮฺก่อน, ไม่กินอาหารหะรอม, มีน้ำละหมาด, หันหน้าไปทางกิบละฮฺ, ทำความดีก่อนขอดุอาอฺ, ยกมือหรือชี้นิ้ว, ใช้เสียงเบา, นอบน้อม, เริ่มด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺตะอาลา, เศาะละวาตนบี, 
90- มารยาทในการขอดุอาอฺ - เชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺทรงสามารถให้เราได้, ให้หวังในพระเมตตาของอัลลอฮฺ, ให้ขอมากๆ, ขอในสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ ขอให้ประสบความสำเร็จและเข้าสวรรค์ชั้นฟิรเดาส์ ขอให้พ้นจากนรก, ให้ขอดุอาอฺในทุกวันทุกคืน, ขอในยามสุขสบาย และอัลลอฮฺจะรับดุอาอฺในยามลำบาก
 
92- เวลาที่อัลลอฮฺจะทรงตอบรับดุอาอฺ (ดุอาอฺมุสตะญาบ) - หลังละหมาดฟัรฎู, หลังตะชะฮุดก่อนให้สลาม, ดื่มน้ำซัมซัม, ขณะฝนตก, ช่วงที่เราเห็นคนใกล้เสียชีวิต, ผู้ที่อัลลอฮฺรับดุอาอฺคือ มุสลิมทุกคนที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการขอดุอาอฺข้างต้น, ผู้ถูกอธรรม, ผู้ที่ยากลำบากมาก, ผู้นำที่มีความยุติธรรม, ดุอาอฺพี่บุตรหลานขอให้บิดามารดา, ผู้ถือศีลอด, ผู้เดินทาง, ผู้ที่ซิกรุลลอฮฺอย่างมากมาย, ดุอาอฺที่ขอให้แก่พี่น้องในทางลับ, ผู้ทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺ, 
93- คุณค่าอัลกุรอานในชีวิตมุสลิม - เตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน
94- คุณค่าของดุอาอฺ, ผู้ที่อัลลอฮฺรับดุอาอฺ คือ ผู้ที่ตื่นกลางคืนและกล่าว "ลาอิลาหะอิลลัลลอฮุวะหฺดะฮูลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลุมุลกฺ วะละฮุลฮัมดฺ วะฮุวะอะลากุลลิชัยอิงเกาะดีร อัลฮัมดุลิลลาฮฺ วะซุบฮานัลลอฮฺ วะลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮิลอะซีม" แล้วเขากล่าว อัลลอฮุมมัฆฟิรลีหรือขอดุอาอฺอื่นๆ อัลลอฮฺจะรับดุอาอฺของเขา, ให้ขอดุอาอฺเหมือนที่ท่านนบียูนุสขอตอนอยู่ในท้องปลา 
  لَّا إِلَـٰهَ إِلَّا أَنتَ سُبْحَانَكَ إِنِّي كُنتُ مِنَ الظَّالِمِينَ
 “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากกพระองค์ท่าน มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ท่าน แท้จริงข้าพระองค์เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรมทั้งหลาย”
ดุอาอฺก่อนให้สลาม (อัลลอฮุมมะอินนี อัสอะลุกะ ยาอัลลอฮุ วาฮิดุน
 اللَّهُمَّ إنِّي أَسْأَلُك بِأَنِّي أَشْهَدُ أَنْ لَا إلَهَ إلَّا أَنْتَ الْأَحَدُ الصَّمَدُ الَّذِي لَمْ يَلِدْ وَلَمْ يُولَدْ وَلَمْ يَكُنْ لَهُ كُفُوًا أَحَدٌ
 
95- ดุอาอฺในอัลกุรอาน
ดุอาอฺของนบีมูซา
 أَعُوذُ بِاللَّـهِ أَنْ أَكُونَ مِنَ الْجَاهِلِينَ
 ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการที่ฉันจะเป็นพวกโง่เขลาเบาปัญญา
ดุอาอฺของนบีอิบรอฮีม
 رَبَّنَا تَقَبَّلْ مِنَّا ۖ إِنَّكَ أَنتَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ ﴿١٢٧﴾ رَبَّنَا وَاجْعَلْنَا مُسْلِمَيْنِ لَكَ وَمِن ذُرِّيَّتِنَا أُمَّةً مُّسْلِمَةً لَّكَ وَأَرِنَا مَنَاسِكَنَا وَتُبْ عَلَيْنَا ۖ إِنَّكَ أَنتَ التَّوَّابُ الرَّحِيمُ
 ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของพวกข้าพระองค์โปรดรับ(งาน) จากพวกข้าพระองค์ด้วยเถิด แท้จริงพระองค์นั้นทรงได้ยินและทรงรอบรู้ (127) ข้าพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดให้พระองค์ทั้งสองเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดให้มีขึ้นจากลูกหลานของพวกพระองค์ ซึ่งประชาชนที่นอบน้อมต่อพระองค์ และโปรดแสดงแก่ข้าพระองค์ ซึ่งพิธีการทำฮัจญ์ของพวกข้าพระองค์ และโปรดอภัยโทษแก่พวกข้าพระองค์ด้วย แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้อภัยโทษ ทรงเอ็นดูเมตตา
 
 رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الْآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ
โอ้พระเจ้าของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเรา ซึ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลกและโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด 
 
 رَبَّنَا أَفْرِغْ عَلَيْنَا صَبْرًا وَثَبِّتْ أَقْدَامَنَا وَانصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ
โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์โปรดทรงประทานความอดทนให้แก่พวกข้าพระองค์ด้วยเถิด และโปรดทรงให้มั่นคงซึ่งเท้าของข้าพระองค์ และโปรดทรงช่วยพวกข้าพระองค์ให้ชนะเหนือพวกปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
 
96- เตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน - ทำอย่างไรให้การถือศีลอดมีคุณภาพ(มีอีมาน)
97- เตรียมตัวต้อนรับรอมฎอน - การหวังในผลบุญ(การตอบแทนจากอัลลอฮฺ)
98- รอมฎอน - เดือนแห่งอัลกุรอาน
99- คุณลักษณะของเดือนรอมฎอน - ประตูสวรรค์เปิด ประตูนรกปิด หัวหน้าชัยฏอนจะถูกขัง, บทบาทของชัยฏอนต่อชีวิตมนุษย์
100- บทบาทของชัยฏอนต่อชีวิตมนุษย์
 
 
5
Your rating: None Average: 5 (2 votes)

สู่อีมานที่มั่นคง (101-150)

ไฟล์เสียงรายการสู่อีมานที่มั่นคง ทางคลื่นคุณธรรม ปี 2546-47 โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
ตอนที่ 101-150
 
IslamInThailand

 

  -- ดาวน์โหลดทั้งหมด 101-150.rar [118 MB] --

101 - การเรียกร้องสู่ความดี ปราบปรามความชั่ว   
102 - การเกรงกลัวอัลลอฮฺ (อัลเคาฟฺ) - กลัวนรก นึกถึงสวรรค์
103- ถือศีลอดให้ได้รับผลบุญ อินนีซออิม
104- นะศีหะฮฺ (การตักเตือน, ความบริสุทธิ์ใจ)
105. การนำไปสู่การทำความดี และจงรีบเร่งที่จะทำความดี 
106. อิบาดะฮฺที่ประเสริฐ
107. คุณค่าของสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และการแสวงหาผลบุญเพื่อให้ได้มาซึ่งสวนสวรรค์
108. การตรวจสอบภารกิจของจิตใจและการปฏิบัติหลังจากการทำอิบาดะห์ในเดือนรอมฏอน ว่ามีความตักวา ยำเกรง ต่ออัลลอฮ มากแค่ไหน
109. บททดสอบของอัลลอฮ และการช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับมุอมินทุกคน
110. การรักษาเวลาละหมาด เป็นการกระทำที่ประเสริฐที่สุด
 
111. ความสำคัญของการละหมาดญะมาอะห์ที่มัสยิด 
112. เป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาที่จะประกาศสัจธรรม(อัล-กุรอ่าน)อันดีงามของพระผู้เป็นเจ้า แก่ผู้ที่หลงผิด
113. สภาพของผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง ในสังคมมนุษย์
114. ผลบุญความประเสริฐของการยืนศ็อฟแรก และการอาซาน
115. จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ และการมอบหมายต่อพระองค์ (ตะวักกุ้ล)
116. จงยึดมั่นแนวทางอันเที่ยงตรง(สัจธรรม)
117. เนี๊ยะมัตความโปรดปรานของอัลลอฮ และการชุโกร(ขอบคุณ)ต่อพระองค์ 
118. จงกล่าวว่าฉันศรัทธาต่ออัลลอฮ และจงยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น
119. การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ(ญิฮาด)
120. ความสำคัญของสถาบันครอบครัว ในกระบวนการของอัล-อิสลาม
 
121 - การเลือกคู่ครอง, เหตุผลของการสืบ
122- ความสามัคคีและการร่วมมือในการทำงานศาสนา (สำหรับประชาชน)
123- 12 วันแรกซุลฮิจญะห์, วันวุกุฟ 10 วันแรกซุลฮิจญะห์
124- การขัดเกลาใน 12 วันแรกซุลฮิจญะห์, ความหมายของกุรบาน(อุฎหิยะฮฺ), การตั้งเจตนาในการทำกุรบาน, การเฉลิมฉลองในอิสลาม
125- "ไม่มีบรรดาวันที่มีความยิ่งใหญ่และอัลลอฮทรงชอบให้มีอาม้าลนอกจากสิบวันแรกซุลฮิจญะห์ ดังนั้น ท่านทั้งหลายจงซิกรุลลอฮอย่างมากมาย โดยกล่าว ซุบฮานั้ลลอฮ วัลฮัมดุลิลลาฮ วะลาอิลาฮะอิลลั้ลลออฮ อัลลอฮุอักบัร", การกล่าวตักบีรตั้งแต่วันที่ 9 หลังซุบฮ ถึง วันที่ 13 ซุลฮิจญะห์ หลังอัศร
126- การเตรียมกุรบาน, การตั้งเจตนาที่ดี, การเลือกสิ่งที่สวยงาม, งดตัดผม(สำหรับผู้ที่ลงทุนเชือดหรือไม่ได้เชือด)
127- 10 วันแรกเดือนซุลฮิจญะห์, "และสูเจ้าจงรำลึกถึงอัลลอฮในวันที่รู้กัน"ซุเราะห์อัลฮัจร์, การรำลึกถึงอัลลอฮ - อ่านอัลกุรอาน, คำกล่าวการสรรเสริญและคุณค่าของการรำลึกถึงอัลลอฮ, การเตาบัติ, การขอดุอาอ(โดยเฉพาะวันที่ 9)
128-"การถือศีลอดวันอารอฟะห์ อัลลอฮจะลบล้างความผิดสองปี", ห้ามถือศีลอดวันอีด+วันตัชรีก, การสนับสนุนให้ของขวัญแก่กันในวันอีด
129-วันอีด, การไปละหมาดอีดิ้ลอัฎฮา, เวลาในการกล่าวตักบีร, อาบน้ำญะนาบะห์และการแต่งกายในวันอีด, การเดินทางไปละหมาด, การเชือดกุรบานและเวลาในการเชือด, การอวยพรแก่กัน, การแจกกุรบานให้คนกาเฟร
130-"โอ้มุฮัมมัดจงกล่าว ให้เขาดีใจด้วยความโปรดปรานของอัลลอฮและด้วยความเมตตาของพระองค์ นั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขาดีกว่าสิ่งที่เขาได้สะสมในโลกดุนยานี้", ความภูมิใจในการเฉลิมฉลอง, การเฉลิมฉลองในกรอบอิสลาม, การแต่งกาย และการร้องเพลงในวันอีด
 
131. สำรวจ เป้าหมาย ความตั้งใจ การปฏิบัติในการทำฮัจญ์ ให้บรรลุเป้าหมาย
 
 
3.5
Your rating: None Average: 3.5 (6 votes)

สู่อีมานที่มั่นคง (หะดีษ) 1

ไฟล์เสียงรายการสู่อีมานที่มั่นคง(หะดีษ) ทางคลื่นคุณธรรม ปี 2546-47 โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
ตอนที่ 1-30
 
IslamInThailand

 

1- หะดีษกิจการงานทั้งหลายขึ้นกับเจตนา إنما الأعمال بالنيات
2- พวกท่านกลัวความยากจนหรือ (การทดสอบในดุนยา)
3- โทษของผู้เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย
4- ข่าวดีแก่ผู้ทียึดมั่นในอัลกุรอาน(สายเชือกระหว่างอัลลอฮฺกับมนุษย์)
5- ภารกิจที่ยากลำบากสำหรับมุนาฟิกีนคือละหมาดอิชาอฺและศุบฮิ
6- จงยำเกรงอัลลอฮฺในทุกๆสถานการณ์  
7- มารยาทต่อเด็กกำพร้า (เมตตา,ลูบศีรษะ,ให้อาหาร); ให้มีมารยาทดีกับผู้อื่น โดยเฉพาะคนยากลำบากหรืออ่อนแอ
8- คนล้มละลายในวันกิยามะฮฺ คือคนที่ปฏิบัติอิบาดะฮฺแต่ก็ทำความชั่วต่อผู้อื่นมากมาย
9- สถานที่ที่อัลลอฮฺรักที่สุดคือมัสญิด, การบูรณะมัสญิด, สถานที่ที่อัลลอฮฺเกลียดที่สุดคือตลาด
10- สามประการที่ท่านนบีกลัวว่าจะเกิดขึ้นกับประชาชาติของท่าน 1-ผู้นำที่อธรรม 2-กลุ่มที่ศรัทธาในดวงดาว 3-การปฏิเสธอัลเกาะดัร(การกำหนดสภาวการณ์)
 
11- สิทธิของคนใช้หรือผู้อยู่ใต้อำนาจของท่าน
12- มารยาทในการรับประทานอาหาร, การกล่าวบิสมิลลาฮฺ, เมื่อลืมให้กล่าว บิสมิลลาฮิ อะลาเอาวะลิฮี วะอาคิริฮี
13- ดุอาอฺหลังรับประทานอาหาร "อัลลอฮุมมะบาริกละนาฟีฮิ วะอับดิลานาค็อยร็อนมินฮุ" ดุอาอฺหลังดื่มนม "อัลลอฮุมมะบาริกละนาฟีฮิ วะซิดนามินฮุ" 
14- ผู้ศรัทธาให้รับประทานด้วยมือขวา เพราะชัยฏอนจะทานด้วยมือซ้าย, สิ่งที่สนับสนุนให้ทำด้วยมือขวา
15- จงตัดสินด้วยความยุติธรรม, ฟังทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสิน
16- ให้ละทิ้งสิ่งที่น่าสงสัย (มุชตะบิฮาต, ไม่ชัดเจนว่าหะล้าลหรือหะรอม), ผู้ที่หลีกเลี่ยงคลุมเครือจะอยู่ในความปลอดภัย
17- มือบนนั้นประเสริฐกว่ามือล่าง
18- ดุอาอฺเมื่อจะออกจากบ้าน "บิสมิลลาฮฺ ตะวักกัลตุอะลัลลอฮฺ ลาเฮาละ วะลากูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ" 
19- ให้อดทนต่อการถูกกล่าวหา, การประจานความผิดของผู้อื่น, การใส่ร้ายป้ายสี, นะซีหัตพี่น้องที่มีความผิด
20- ฟิตนะฮฺ(ความวุ่นวาย)ในสังคม, 1-ผู้คนไม่คำนึงถึงหลักการศาสนา 2-ไม่รักษาอมานะฮฺ(ไม่ทำหน้าที่), ให้หลีกเลี่ยงความชั่ว อยู่ที่บ้านดีกว่า ระงับลิ้นตนเอง ทำอิบาดะฮฺอย่างเคร่งครัด บอยคอตคนชั่ว
 
21- การดูจันทร์เสี้ยวเพื่อเริ่มต้นเดือนรอมฎอน (และเดือนอื่นๆ)
22- อิมามนำละหมาดให้อ่านและละหมาดในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ยาวนานเกินไป (สำหรับละหมาดฟัรฎู)
23- มารยาทในการเข้าบ้าน - ขออนุญาตก่อนเข้า, หากเจ้าของบ้านขอให้กลับไปก่อนก็ควรกลับ, ให้สลาม, อย่าเข้าไปอยู่ปะปนกับสตรี
24- การขอดุอาอฺก่อนให้สลาม (หลังตะชะฮุดและเศาะละวาต) ขอให้พ้นจาก 4 ประการคือ การทรมานในนรกญะฮันนัม, จากการลงโทษในกุบูร, จากฟิตนะฮฺ(ความยากลำบากหรือการทดสอบ)ในชีวิตและความตาย, จากความเลวร้ายของดัจญาล; หลังจากนั้นให้ขอดุอาอฺตามที่เราต้องการ เป็นช่วงเวลาดุอาอฺมุสตะญาบ
25- ซินาและริบา - ผลกระทบต่อสังคม
26- มารยาทเมื่อจามและได้ยินคนจาม, ซิกรุลลอฮฺ
27- เมื่อโมโห ให้หยุดการพูดคุย, ให้กล่าว อะอูซุบิลลาฮฺ, ถ้ายืนอยู่ก็ให้นั่ง ถ้ายังไม่หายโมโหให้นอน
28- ละหมาดซุนนะฮฺที่บ้าน
29- 3 ประการ - ให้ละหมาดเสมือนจะจากดุนยาไปแล้ว เมื่อจะพูดก็จงใช้ถ้อยคำที่ไม่ทำให้ท่านต้องขอโทษผู้อื่น ให้สิ้นหวังในทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น 
30- การละศีลอดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

 

 

4
Your rating: None Average: 4 (4 votes)

สู่อีมานที่มั่นคง (หะดีษ) 2

ไฟล์เสียงรายการสู่อีมานที่มั่นคง(หะดีษ) ทางคลื่นคุณธรรม ปี 2546-47 โดยเชคริฎอ อะหมัด สมะดี
 
ตอนที่ 31-65
 
IslamInThailand

 

 

 

0
Your rating: None

การกระทำที่ดียิ่ง (สู่อีมานที่มั่นคง 1)

بسم الله الرحمن الرحيم، الحمد لله رب العالمين والعاقبة للمتقين ولا عدوان إلا على الظالمين، وأصلى وأسلم على أشرف الأنبياء والمرسلين، نبينا وحبيبنا المصطفى محمد صلوت الله وسلامه وبركاته عليه، وسبحانك اللهم لا علملنا إلا ما علمتنا إنك أنت العليم الحكيم، اللهم علمنا ما ينفعنا وارزقنا فهما، اللهم فقهنا في الدين وعلمنا التأويل، اللهم أرنا الحق حقا وارزقنا الاتباعه وأرنا الباطل باطلا وارزقنا الاجتنابه، اللهم آمين
 
พี่น้องผู้มีอีมานทั้งหลายครับวันนี้เราจะพบกับหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะซัลลัม บทหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับบรรดาผู้ที่มีอีมานเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตของเขา หะดีษบทนี้บันทึกโดยอิมามอัลบุคอรียฺ รายงานจากท่านอบูซัร ญุนดุบ อิบนิญุนาดะฮฺ ท่านได้กล่าวว่า*
 
قُلْتُ يَا رَسُوْلُ اللهِ أَيُّ الأَعْمَالِ أَفْضَلُ ؟
“ท่านเราะสูลุลลอฮฺครับ การกระทำใดหรือครับที่มีความประเสริฐอย่างยิ่ง ?” 
قَالَ : الإِيمَانُ بِاللهِ وَالْجِهَادُ فِي سَبِيْلِهِ
ท่านนบีจึงตอบว่า “การกระทำอันดีงามอันมีความประเสริฐยิ่งก็คือ การศรัทธาต่ออัลลอฮฺและการญิฮาด (ต่อสู้) ในหนทางของอัลลอฮฺ”
قُلْتُ : أَيُّ الرِّقَابِ أَفْضَلُ ؟
ท่านอบูซัรจึงถามท่านนบีต่อว่า “แล้วทาสลักษณะใดครับที่มีความประเสริฐยิ่งที่เราจะปล่อยให้เป็นอิสระ ?” 
قَالَ : أَنْفَسُهَا عِنْدَ أَهْلِهَا وَأَكْثَرُهَا ثَمَنًا
ท่านนบีจึงกล่าวว่า “นั่นคือทาสที่มีคุณค่ามีราคาสูง” (กล่าวคือ ในยุคที่ยังมีทาส ซึ่งศาสนาอิสลามก็สนับสนุนให้มีการปล่อยทาสซึ่งเป็นการทำบุญ เป็นการทำกุศลในหนทางของอัลลอฮฺ) 
قُلْتُ : فَإِنْ لَمْ أَفْعَلْ ؟
ท่านอบูซัรจึงถามต่อว่า “โอ้ท่านนบีครับ  หากว่าฉันไม่สามารถที่จะกระทำการงานอันประเสริฐยิ่งเหล่านั้นได้ล่ะครับ ฉันควรทำอย่างไร ?" (ท่านอบูซัรฺได้ถามท่านนบี ถึงหนทางอื่นในการแสวงหาผลบุญ)
قَالَ : تُعِيْنُ صَانِعًا أَوْ تَصْنَعُ لأَخْرَقَ
ท่านนบีจึงตอบว่า “หากว่าท่านไม่สามารถที่จะปฏิบัติสิ่งดังกล่าวได้ ก็จงช่วยเหลือ (หรือพยายามที่จะช่วยเหลือ)คนที่มีงานในสังคม คนที่กำลังทำงาน (มีกิจกรรมมีภาระ) ถ้าเราไปสนับสนุนเขาจะเป็นสิ่งที่มีความประเสริฐอย่างยิ่งในอิสลาม หรือท่านไปช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการทำงาน ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมใดๆ ในการดำเนินชีวิตของเขา แล้วเราไปช่วยเขาในสิ่งที่เขาต้องการให้สำเร็จลุล่วง”
قُلْتُ : يَا رَسُوْلُ اللهِ أَرَأَيْتَ إِنْ ضَعُفْتُ عَنْ بَعْضِ العَمَلِ ؟
ท่านอบูซัรจึงถามต่อถึงการกระทำที่เขาสามารถปฏิบัติได้ว่า “ท่านเราะสูลลุลลอฮฺครับ แล้วถ้าหากว่าฉันไม่สามารถปฏิบัติสิ่งต่างๆ บางอย่างที่ฉันได้ถามท่านก่อนหน้านี้ได้ อันเนื่องจากความอ่อนแอทางด้านร่างกาย ทางด้านสุขภาพ เช่นนั้นฉันจะทำอะไรบ้าง ?”
قَالَ : تَكُفُّ شَرَّكَ عَنِ النَّاسِ فَإِنَّهَا صَدَقَةٌ مِنْكَ عَلَى نَفْسِكَ
ท่านจึงตอบว่า “สิ่งที่ท่านจะสามารถกระทำได้นั้น ถ้าหากว่ามีความอ่อนแอ ไม่มีความสามารถในการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่ระบุไว้ข้างต้นได้ ท่านพึงระงับความเลวร้ายของท่านจากมนุษย์ทั้งหมด 
 
กล่าวคือ ถ้าหากท่านไม่สามารถอีมานต่ออัลลอฮฺ หมายถึงการปฏิบัติต่างๆ อันเนื่องมากจากการอีมานต่ออัลลอฮฺ ซึ่งมีหลายอยู่หลายระดับดังที่ท่านนบีได้กล่าวในการบันทึกของมุสลิม รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺว่า 
 
عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ ، قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : " الإِيمَانُ بِضْعٌ وَسِتُّونَ ، أَوْ : بِضْعٌ وَسَبْعُونَ ،
شُعْبَةً ، أَعْلاهَا شَهَادَةُ أَنْ لا إِلَهَ إِلا اللَّهُ ، وَأَدْنَاهَا إِمَاطَةُ الأَذَى عَنِ الطَّرِيقِ ، وَالْحَيَاءُ شُعْبَةٌ مِنَ الإِيمَانِ "
“อีมานนั้นมีมากกว่าหกสิบอันดับหรือระดับ หรือเจ็ดสิบ, ระดับสูงสุดของอัลอีมานนั่นคือการยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ, และระดับต่ำสุดก็คือการขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกไปจากถนนหนทาง, และความละอายนั้นเป็นระดับหนึ่งของอัลอีมาน ”
 
ท่านนบีแนะนำท่านอบูซัรว่าหากไม่สามารถปฏิบัติภาคต่างๆ หรือระดับต่างๆ ของอัลอีมาน คือไม่สามารถทำญิฮาดหรือปล่อยทาสหรือช่วยคนอื่นได้ อย่างน้อยเราก็ต้องระงับความเลวร้ายของเรา ความชั่วที่เราจะทำกับคนอื่นนั้น ท่านนบีบอกว่าจงระงับสิ่งเหล่านั้นจากพี่น้องของเรา นั่นเป็นการเศาะดะเกาะฮฺที่เราจะบริจาคให้แก่คนอื่นและเป็นการทำกุศลเช่นเดียวกัน”
 
เราจะสังเกตเห็นว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้ชี้แนะถึงกระบวนการการปฏิบัติตัวในหนทางของอัลลอฮฺ มีการทำงานในด้านศาสนาหรือการทำงานเพื่อแสวงบุญในหนทางของอัลลอฮฺหลายรูปแบบ ท่านนบีก็เสนอแนะสิ่งแรกที่มีความประเสริฐคือให้เราอีมานต่ออัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ โดยที่อีมานนั้นมิใช่เพียงแค่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา เพราะเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคนที่จะเชื่อถือศรัทธาเพียงอย่างเดียว แต่อีมานที่อิสลามต้องการจากเรานั้นคือความเชื่อในภาคปฏิบัติด้วย ฉะนั้น อะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺจะยืนยันว่าอีมานนั้นคือ القول والعمل - การกล่าวยืนยันและปฏิบัติเพื่อยืนยันเช่นเดียวกัน
 
แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ก็ได้ชี้แนะถึงการกระทำที่มีความประเสริฐเช่นเดียวกันนั่นคือการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ ดังที่มีหะดีษอีกบทหนึ่งจากท่านมุอาซ อิบนุญะบัล ในบันทึกของอัตติรมีซียฺท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้กล่าวว่า 
(( رَأْسُ الأَمْرِ الإِسْلَامُ، وَعُمُودُهُ الصَّلَاةُ، وَذُرْوَةُ سَنَامِهِ الجِهَادُ فِي سَبِيْلِ اللهِ((  رواه الترميذي
“ภารกิจที่สำคัญที่สุดของมนุษย์นั้นคืออัลอิสลาม, เสาหลักของมันนั้นคือการละหมาดและภารกิจอันสูงสุดในมันนั้นก็คือการทำญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ” 
 
นั่นคือการญิฮาดเพื่อให้ดำรัสของอัลลอฮฺนั้นสูงส่ง ถ้าไม่สามารถทำได้ หากมีทรัพย์สมบัติที่จะไปซื้อทาสแล้วปล่อยนั่นก็จะเป็นการดี เป็นการกระทำที่มีความประเสริฐสำหรับท่าน 
 
กระบวนการต่างๆ ที่ท่านนบีจะแนะนำให้เราปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของเรา สุดท้ายอบูซัรจึงถามท่านนบีถึงสิ่งที่เขาจะปฏิบัติโดยไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้อย่างง่าย ท่านนบีจึงบอกว่าเพียงแค่ช่วยเหลือผู้อื่นที่ขาดความสามารถอย่างเช่นคนตาบอดไม่สามารถไปมัสญิด หรือคนที่ต้องการอาหารถ้าเราไปช่วยเหลือเขานั้นก็เป็นความประเสริฐสำหรับอีมาน สำหรับการปฏิบัติในด้านศาสนาของเรา
 
ท่านอบูซัรจึงถามถึงลักษณะของบุคคลที่อาจจะมีความอ่อนแอมากในภาคปฏิบัติของเขา หรือไม่สามารถทำอะไรมากๆ ได้ท่านนบีจึงสอนจึงระบุคุณสมบัติที่มีความประเสริฐในมันโดยการสั่งใช้ให้ระงับความเลวของเรา นิสัยที่ไม่ดีของเรา มารยาทที่ไม่ดีของเรา ถ้าเราระงับไว้เก็บไว้ไม่ไปทำกับคนอื่น ไม่แสดงกับคนอื่น หมายถึงว่าถ้าหากว่าเราเป็นบุคคลที่อาจใช้คำหยาบหรือด่าคนอื่น ท่านนบีบอกว่าเพียงแค่เราระงับคำด่า ระงับนิสัยที่ไม่ดีสิ่งเลวร้ายที่มีอยู่ ณ จิตใจของเรานั้นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา และเป็นการบริจาค เป็นเศาะดะเกาะฮฺสำหรับเรา
 
จะสังเกตได้ว่าศาสนาอิสลามนั้นจะมีหลายประตูในการทำกุศลหรือแสวงบุญ และนั่นคือหนทางของศาสนาอิสลาม สำหรับผู้ศรัทธานั้นทุกคนจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายในชีวิตของเขาด้วยความตั้งใจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะศาสนาอิสลามของเรานั้นเป็นศาสนาที่ง่าย เราไม่ต้องการไปหาสื่อเพื่อไปถึงพระผู้เป็นเจ้าของเรา เราสามารถปฏิบัติความดี เราสามารถกระทำอิบาดะฮฺ ทำกุศลได้โดยไม่ต้องผ่านคนอื่น โดยไม่ต้องผ่านสื่อไปสู่อัลลอฮฺ เป็นหนทางที่ง่ายดายสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาทุกคน และนั่นเป็นหนทางที่ท่านนบีได้แนะนำแก่ท่านอบูซัรเพื่อเป็นแนวทางชีวิตของเขาในการปฏิบัติความดีงามในหนทางของอัลลอฮฺ
 
เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ดีมากจากสุนนะฮฺของท่านนบี เพื่อที่จะได้เป็นธรรมนูญแห่งชีวิตของเราว่า “โอกาสในการกระทำความดี การบรรลุถึงความดีในอัลอิสลามนั้นง่ายดาย และมีอยู่เสมอ”
وصلى الله على نبينا محمد وعلى آله وصحبه وبارك وسلم والحمد لله رب العالمين
 

*عَنْ أَبِي ذَرٍّ جُنْدُبٍ بْنِ جُنَادَةٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : قُلْتُ يَا رَسُوْلُ اللهِ أَيُّ الأَعْمَالِ أَفْضَلُ ؟ قَالَ : الإِيمَانُ بِاللهِ وَالْجِهَادُ فِي سَبِيْلِهِ، قُلْتُ : أَيُّ الرِّقَابِ أَفْضَلُ ؟ قَالَ : أَنْفَسُهَا عِنْدَ أَهْلِهَا وَأَكْثَرُهَا ثَمَنًا، قُلْتُ : فَإِنْ لَمْ أَفْعَلْ ؟ قَالَ : تُعِيْنُ صَانِعًا أَوْ تَصْنَعُ لأَخْرَقَ، قُلْتُ : يَا رَسُوْلُ اللهِ أَرَأَيْتَ إِنْ ضَعُفْتُ عَنْ بَعْضِ العَمَلِ ؟ قَالَ : تَكُفُّ شَرَّكَ عَنِ النَّاسِ فَإِنَّهَا صَدَقَةٌ مِنْكَ عَلَى نَفْسِكَ، متفق عليه

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 1, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ



 
 
 
0
Your rating: None

ความสำคัญของมัสญิด (สู่อีมานที่มั่นคง 2)

 
วันนี้เรามีหะดีษอีกบทหนึ่งจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวถึงความประเสริฐของการไปยังมัสญิดของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา อันเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในชีวิตมุสลิม เพราะมัสญิดเป็นศูนย์กลางในชีวิตของมุสลิม จึงมีคำกล่าวจากท่านนบีที่ว่า
المسجد بيت كل مؤمن أو بيت كل تقي
ความหมาย “มัสญิดนั้นเป็นบ้านของผู้มีอีมาน หรือเป็นบ้านของผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ”
 
ถ้าหากเราตระหนักว่ามัสญิดมีความสำคัญ มีความยิ่งใหญ่ในสังคมและชีวิตของมุอฺมิน เราก็ต้องแสวงหาความรู้ที่เกี่ยวกับความสำคัญของมัสญิด อันจะเป็นเสบียงในการปฏิบัติเพื่อดำรงไว้ซึ่งชีวิตที่ดีงามตามหลักการอัลอิสลาม
 
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ในหะดีษที่บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม 
أبو هريرة عن النبي قال : ( من غدا إلى المسجد أو راح، أعد الله له في الجنة نزلاً كلما غدا أو راح ) متفق عليه
ความหมาย “ใครก็ตามที่จะเดินทางไปสู่มัสญิดหรือจะกลับจากมัสญิดอัลลอฮฺจะเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งสถานที่หนึ่ง (หรือวังหรือบ้านหลังหนึ่งหรือที่พำนัก) ในสวนสวรรค์ในทุกครั้งที่เขาเดินไปสู่มัสญิดหรือกลับจากมัสญิด”
 
จากหะดีษบทนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผู้ศรัทธา ที่อัลลอฮฺทรงให้สามารถสะสมผลบุญมหาศาลจากการเดินไปมัสญิด ฉะนั้นหากเรานึกถึงหะดีษบทนี้อยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เราไปละหมาดมัสญิดนั้นก็ถือเป็นการทำบุญอย่างมหาศาล เพราะเป็นการเตรียมที่พำนักของเราในสวนสวรรค์ดังที่ท่านนบีได้สัญญาไว้
 
อาจเกิดคำถามขึ้นว่า คนที่จะไปมัสญิดหรือจะกลับมาจากมัสญิด อัลลอฮฺจะทรงเตรียมที่พำนักในสวนสวรรค์สำหรับทุกคนกระนั้นหรือ ? แน่นอนครับว่าผลบุญของอัลลอฮฺนั้นไม่มีใครชี้ขาดได้ว่าทุกคนจะได้รับ ดังที่เราได้เห็นกันว่าบุคคลที่ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้าเขาก็ทำบุญเช่นเดียวกัน แต่เราสามารถยืนยันได้ว่าเขาจะไม่ได้รับผลบุญหรือจะไม่ได้รับรางวัลอันใหญ่หลวงจากพระผู้เป็นเจ้า อันเนื่องจากว่าเขาปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า แสดงว่าการทำบุญของเขาจะถือว่าโมฆะ หรือถือว่าไม่มีคุณค่าอันเนื่องจากว่าขาดอีมานขาดความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า 
 
ฉะนั้นในประเด็นของผลบุญจากการเดินไปและกลับจากมัสญิด เราก็อาจะตีความได้ว่าถ้าทุกคนไปมัสญิดแล้วกลับมาจากมัสญิดจะได้สวนสวรรค์ก็หมายถึงว่าไม่มีใครจะเข้านรก แต่แท้จริงแล้วในบรรดาคนที่ไปมัสญิดนั้นมีจำนวนไม่น้อยที่อาจจะมีความบกพร่องในเรื่องอื่นๆ หรืออาจจะเป็นบุคคลที่มีความผิดในชีวิตของเขาในเรื่องอื่นๆ ดังนั้นรางวัลใหญ่หลวงสำหรับผู้ที่ไปมัสญิดและกลับมาจากมัสญิดดังที่ท่านนบีระบุในหะดีษนี้ จึงหมายรวมถึงเป็นรางวัลสำหรับบางคนที่ดำเนินชีวิตของเขาอย่างถูกต้องตามหลักการอิสลาม
 
ผมอยากจะชี้แจงให้พี่น้องมีความตระหนักว่า การที่เราให้ความสำคัญให้ความยิ่งใหญ่ต่อมัสญิดนั้น ถือเป็นอีมานหรือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในความศรัทธาของเราในเรื่องความเชื่อมั่นต่อผลบุญที่จะได้รับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา สำหรับบุคคลหนึ่ง(สุภาพบุรุษ)ที่เดินไปสู่มัสญิดทุกๆ เวลาละหมาดโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ เขาออกจากบ้านไปสู่มัสญิดเพื่อจะได้ละหมาดโดยมีความเคารพภักดี มีความบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจกระทำเพื่อแสวงบุญจากพระผู้เป็นเจ้านั้น คนเหล่านี้แน่นอนต้องเป็นบุคคลที่ดำเนินชีวิตของเขาอย่างดี ดังนั้นมีหะดีษบทหนึ่งจากท่านนบีถึงบันทึกโดยอัตติรมิซียฺแม้ว่าจะมีความอ่อนแอ(เฎาะอีฟ) แต่อุละมาอฺมีทัศนะว่าเป็นหะดีษที่มีความหมายที่ถูกต้อง ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
 
إذا رأيتم الرجل يعتاد المساجد فاشهدوا له بالإيمان
ความหมาย “หากว่าพวกท่านเห็นบางคนที่ชอบไปละหมาดที่มัสญิด (ไปละหมาดมัสยิดเป็นประจำ) พวกท่านจงเป็นพยานให้แก่เขาว่าเขาเป็นมุอฺมิน” 
 
ฉะนั้นการที่เราสนใจหรือรักษาการละหมาดที่มัสญิด จึงเป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความมีอีมานของเรา นั่นคือสัญญาณที่ท่านนบีได้บอกไว้ และในหะดีษบทนี้ท่านนบียืนยันว่าถ้าใครไปและกลับจากมัสญิด อัลลอฮฺจะเตรียมที่พำนักสำหรับเขา (อาจจะเป็นบ้านหรือเป็นวัง) ในสวนสวรรค์ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้มีอีมานทั้งหลายต้องมีความหวังในผลบุญและต้องมีความเชื่อมั่นในสัญญาที่ท่านนบีได้บอกไว้ อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องเตรียมความรู้เหล่านี้ เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติการงาน(อะมั้ล)ที่ดีอย่างเช่นการไปละหมาดที่มัสญิด เพราะบางคนแม้จะได้ยินเสียงอะซานแต่เขาก็ขี้เกียจไปละหมาดที่มัสญิด แต่ถ้าหากว่าเขาได้ศึกษาหะดีษบทนี้แน่นอนเขาก็จะพยายามที่จะเตรียมอีมานและมีความกระตือรือร้นที่จะนำพาร่างกายของเขาไปสู่รางวัลอันใหญ่หลวงจากอัลลอฮฺ 
 
แต่ถ้าหากว่าเรามองถึงอีกทัศนะหนึ่งที่เกี่ยวกับหุกุ่มของการละหมาดที่มัสญิด ซึ่งท่านนบีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิด จนกระทั่งมีหะดีษหลายบทที่ท่านนบีไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม(โดยเฉพาะสภาพบุรุษ)ละทิ้งการละหมาดที่มัสญิด ยกเว้นบุคคลที่มีอุปสรรคเท่านั้น ซึ่งมีหะดีษบันทึกโดยอิมามอบูดาวูดและอัลบัยฮะกียฺ จากท่านอิบนุอับบาสถึงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า
 
من سمع النداء فلم يجب فلا صلاة له إلا بعذر
ความหมาย “ใครก็ตามที่ได้ยินอะซาน (ได้ยินการประกาศเวลาละหมาด) และไม่ตอบรับ (คือไม่ไปละหมาดที่มัสยิด) การละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ นอกจากจะมีอุปสรรค” 
 
หมายถึงบุคคลที่ได้ยินอะซานแต่ไม่ตอบรับ(คือไม่ไปละหมาดที่มัสญิด) หากว่าเขาละหมาดที่บ้าน การละหมาดของเขานั้นใช้ไม่ได้ แต่อุละมาอฺมีทัศนะว่า “ใช้ไม่ได้” ในที่นี้หมายถึงผลบุญไม่สมบูรณ์ เพราะท่านนบีได้ระบุในหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งบันทึกโดยอัลบุคอรียฺว่า “การละหมาดที่มัสญิดนั้นเป็นยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบห้าเท่าเหนือกว่าการละหมาดที่บ้าน” ฉะนั้นคนที่ละหมาดที่บ้านก็จะได้รับผลบุญเพียงตำแหน่งเดียวหรือระดับเดียว แต่ถ้าหากว่าไปละหมาดที่มัสญิดก็จะได้รับผลบุญ 27 หรือ 25 เท่า นั่นคือสิ่งที่ท่านนบีได้แจ้งให้เราทราบเพื่อจะได้เป็นแรงผลักดันให้เรารักษาการละหมาด ณ มัสญิด ซึ่งเป็นบ้านของอัลลอฮฺ ซุบฮาฮูวะตะอะลา
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 2, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 

 

0
Your rating: None

การกระทำที่ลบล้างความผิดในวันศุกร์ (สู่อีมานที่มั่นคง 3)

วันนี้จะนำเสนอหะดีษจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่เกี่ยวกับอะมั้ล (การกระทำ) อันประเสริฐที่บางคนไม่ให้ความสำคัญ และเป็นบทเรียนที่เราต้องนำไปปฏิบัติหลังจากที่ได้ศึกษาแล้ว หะดีษบทนี้บันทึกโดยอิมามมุสลิม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้กล่าวไว้ว่า
 
((قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّه عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  مَنْ تَوَضَّأَ فَأَحْسَنَ الْوُضُوءَ ثُمَّ أَتَى الْجُمُعَةَ فَاسْتَمَعَ وَأَنْصَتَ غُفِرَ لَهُ مَا بَيْنَهُ وَبَيْنَ الْجُمُعَةِ وَزِيَادَةُ ثَلاثَةِ أَيَّامٍ وَمَنْ مَسَّ الْحَصَى فَقَدْ لَغَا ))  رواه مسلم  
ความหมาย “บุคคลที่อาบน้ำละหมาดอย่างดี (1) และเดินไปสู่การละหมาดญุมุอะฮฺ(วันศุกร์) ได้ฟังคุฏบะฮฺ(การปราศรัยของคอฏีบ)ในวันละหมาดญุมุอะฮฺ และได้ตั้งใจฟัง (2) อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะให้อภัยโทษแก่เขาระหว่างสองศุกร์ในสัปดาห์เดียว เพิ่มอีกสามวันด้วยซ้ำ (3) และบุคคลที่แตะหินในมัสยิด (4) ก็ถือว่าเขาได้หันเห(ออกจากการฟังคุฎบะฮฺแล้ว)  ผลบุญ(การตอบแทน) ของเขาถือว่าโมฆะ”
 
(1) ไม่ใช่อาบน้ำละหมาดอย่างรวดเร็ว โดยที่อาจจะอาบน้ำละหมาดไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะละเว้นบางส่วนในอวัยวะต่างๆที่ต้องทำความสะอาด
(2) ในการพิจารณา ในการวิเคราะห์ และเข้าใจคำดำรัสของอัลลอฮฺหรือคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่กล่าวถึงในคุฏบะฮฺนั้น
(3) ก็หมายถึง ทรงให้อภัยโทษในการกระทำที่ชั่วหรือเลวร้ายที่เขาได้ปฏิบัติในสิบวัน  คือสัปดาห์หนึ่งและเพิ่มอีกสามวัน  หมายถึงว่า สิบวันที่เรามีความชั่วนั้น ถ้าหากว่าเรากระทำสิ่งที่ระบุไว้ข้างต้น อัลลอฮฺจะให้อภัยโทษต่อความผิดที่เรากระทำมา
(4) การแตะหินคือ การที่จะเล่นเอานิ้วมือมาใช้เล่นสิ่งต่างๆ ในขณะที่เราฟังคุฏบะฮฺอยู่ ท่านนบีห้ามเป็นอันขาดที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ทำให้เราไม่มีสมาธิในการฟังคุฏบะฮฺอย่างถูกต้องหรือสมบูรณ์)” นั่นเป็นข้อห้ามอย่างรุนแรงที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สอนไว้ ว่าเราต้องพยายามสร้างสมาธิ ขณะที่กำลังฟังการปราศรัย หรือฟังคุฏบะฮฺในวันละหมาดญุมมะอะฮฺ อันเป็นมารยาทเป็นจริยธรรมแห่งผู้มีอีมาน 
 
สำหรับเงื่อนไขที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ระบุไว้ในหะดีษข้างต้นคือ “การอาบน้ำละหมาดอย่างดีงาม” หมายถึงว่า ต้องพยายามอาบน้ำละหมาดอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ศรัทธา ที่เขาจะรักษาการอาบน้ำละหมาดให้ถูกต้อง เพราะในวันกิยามะฮฺการอาบน้ำละหมาดนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของบรรดาผู้ศรัทธาในประชาชาติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ซึ่งท่านนบีจะรู้จักประชาชาติของท่านจากเครื่องหมายบนใบหน้า เท้าและมือของบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งก็คือเครื่องหมายที่เกิดจากการอาบน้ำละหมาดอย่างถูกต้องในดุนยานี้
 
และอีกเงื่อนไขที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายคือได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาในวันศุกร์ในหะดีษข้างต้นนั้นก็คือ  เมื่อไปละหมาดวันศุกร์ ก็จะต้องมีสมาธิและตั้งใจฟังคุฏบะฮฺอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงอภัยโทษแก่เรา อันเป็นผลบุญใหญ่หลวงที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้แจ้งไว้ ซึ่งแน่นอนว่าตลอดชีวิตของผู้ศรัทธาอาจจะได้ละหมาดวันศุกร์หลายครั้ง หากว่าเรารักษาความประเสริฐของการกระทำนี้ไว้ แน่นอนว่าผลบุญที่เราจะได้รับจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นย่อมมหาศาลอย่างคำนวณไม่ได้ ผลบุญที่เราจะได้รับจากการกระทำเพียงเล็กน้อยนี้ เป็นผลบุญที่มุสลิมทุกคนต้องให้ความสนใจ และต้องมีความตั้งใจว่าจะปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 


การอาบน้ำละหมาดมีความประเสริฐอยู่แล้ว ดังที่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวไว้ว่าในขณะที่กำลังอาบน้ำละหมาดนั้น ความผิดที่เราได้กระทำด้วยอวัยวะต่างๆ จะถูกลบล้างไป และการละหมาดญุมุอะฮฺ ฟังคุฏบะฮฺ ก็เป็นลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เรียกร้องไว้ในซูเราะฮฺอัลญุมุอะฮฺ อายะฮฺที่ 9  
 
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِذَا نُودِيَ لِلصَّلَاةِ مِن يَوْمِ الْجُمُعَةِ فَاسْعَوْا إِلَىٰ ذِكْرِ اللَّـهِ وَذَرُوا الْبَيْعَ ۚ ذَٰلِكُمْ خَيْرٌ لَّكُمْ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ
ความหมาย “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีเสียงร้องเรียก (อะซาน) เพื่อทำละหมาดในวันศุกร์ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮฺ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั่นเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้”
 
อัลลอฮฺได้ทรงใช้บรรดาผู้ศรัทธาว่าเมื่อได้ยินอะซานของวันศุกร์ (วันญุมุอะฮฺ) ให้รีบไปสู่การฟังคุฏบะฮฺ ซึ่งทัศนะจากอุละมาอฺทุกท่านในศาสนาอิสลามนั้นเห็นพ้องว่าการฟังคุฏบะฮฺในวันญุมุอะฮฺนั้นเป็นวาญิบสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา เมื่อถึงมัสญิดและเข้ามัสญิดแล้วคุฏบะฮฺกำลังถูกกล่าวอยู่นั้น มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ต้องฟังอย่างเดียว ไม่อนุญาตให้ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากการฟัง แม้กระทั่งการแตะหินในมัสญิดท่านนบีก็ห้าม ฉะนั้นเราต้องทราบว่าการกระทำบางอย่างที่เราเห็นพี่น้องบางท่านกระทำในมัสญิดในขณะที่คอฏีบกำลังกล่าวคุฏบะฮฺอยู่ อย่าง เช่น การสลาม การพูดคุย การเจรจาการเอาเรื่องราวมาพูดในมัสญิด ขณะที่คอฏีบกำลังคุฏบะฮฺนั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมีข้อห้ามจากหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ระบุไว้อย่างชัดเจน 
 
แค่แตะหินก็ถือว่าผลบุญของเขาเป็นโมฆะ ฉะนั้นการพูดคุยหรือกระทำสิ่งไร้สาระในขณะที่มีคุฏบะฮฺอยู่นั้น ก็ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ระบุข้างต้น อันเป็นเรื่องที่เราต้องอนุรักษ์และรักษาไว้  เพราะการละหมาดญุมุอะฮฺเป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของบรรดามุสลิมีน ซึ่งอุละมาอฺบอกว่าวันศุกร์นั้นถือเป็นอีดเล็กประจำสัปดาห์  คือวันเฉลิมฉลองของบรรดาผู้ศรัทธาทุกสัปดาห์ เป็นวันประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และความยิ่งใหญ่ของประชาชาติอิสลาม เรารวมตัวกันชุมนุมในมัสญิด ฟังการตักเตือนในหนทางของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ผลของความดีงามที่เราจะได้รับในวันศุกร์ เป็นผลมหาศาลดั่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนไว้ ซึ่งเราทุกคน ต้องนำบทเรียนที่ได้ศึกษามาปฏิบัติ และสั่งสอนลูกหลาน รวมทั้งครอบครัว และทุกคนที่เป็นที่รักของเราให้ปฏิบัติกัน เพื่อฟื้นฟูซุนนะหฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมสืบต่อไป
 
-------------------------------------------------------------------------------------

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 3, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

อีมานในภาคปฏิบัติ (สู่อีมานที่มั่นคง 4)

 
ในชีวิตของเรา สิ่งที่มีคุณค่าและมีความสำคัญอย่างยิ่งนั้น ก็คือ อีมาน(ความศรัทธา) อันเป็นอมานะฮฺที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา ทรงฝากให้เราพยายามพัฒนาให้เพิ่มขึ้นและมั่นคง เรื่องอีมานนั้นไม่ใช่เพียงแต่เรื่องการละหมาด อัลกุรอ่าน  หรือการปฏิบัติศาสนกิจปลีกย่อย ที่บรรดาผู้ศรัทธาบางคนอาจจะนึกว่าปฏิบัติได้ แต่อีมานนั้นเป็นเรื่องชีวิตของเราทั้งมวล ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้แจงถึงความยิ่งใหญ่ของอีมานว่ามีหลายระดับ 
 
ในบันทึกของท่านอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวไว้ว่า 
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم  الْإِيمَانُ بِضْعٌ وَسِتُّونَ أَوْ سَبْعُونَ شُعْبَةً ، أَفْضَلُهَا قَوْلُ لَا إِلَهَ إِلا اللَّهُ ، وَأَدْنَاهَا إِمَاطَةُ الأَذَى عَنِ الطَّرِيقِ ،
 ซึ่งมีความหมายว่า อัล-อีมาน (ความศรัทธา)ของเรานั้นมีมากกว่า 60 ตำแหน่ง ทั้งหมดนั้นจะครอบคลุมประเด็น(หลายประการ)ในศาสนา ตำแหน่งสูงที่สุดของอัลอีมานก็คือการกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลอฮฺ มุฮัมมัด เราะซูลลุลลอฮฺ (แปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา และไม่มีศาสนฑูตที่ต้องปฏิบัติตามหรือเลียนแบบนอกจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และตำแหน่งที่ต่ำที่สุดของการประพฤติของอัลอีมาน ก็คือ (การที่หลีกหรือ) การทำให้สิ่งที่จะทำอันตรายนั้นออกห่างจากหนทาง” 
 
การทำความสะอาดตามถนนนั้น ก็ถือเป็นอีมานส่วนหนึ่ง ดั่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมระบุไว้ ระหว่างคำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ถึง “การทำความสะอาดในถนนที่เราใช้เดินทาง” ซึ่งมีหลายประเด็นหลายประการที่เราเรียกได้ว่าเป็นอีมาน(ความศรัทธา) การละหมาดก็เป็นอีมาน การถือศีลอดก็เป็นอีมาน การทำความดีต่อพี่น้องมุสลิมของเราก็ถือว่าเป็นอีมาน แม้กระทั่งการทำความดีกับบิดามารดาที่ป็นมุอฺมินหรือไม่ใช่มุอฺมินก็ตาม ถือว่าเป็นคุณธรรม เป็นความดีแห่งอัลอีมานทั้งสิ้น 
 
บางคนอาจจะเข้าใจว่าอัลอีมานเป็นเพียงแค่ความศรัทธา อันเป็นการปฏิบัติด้านจิตใจเท่านั้น แต่แท้จริงนั้น อัลอีมานนั้นครอบคลุมทั้งการศรัทธาด้วยจิตใจของเรา และสิ่งที่เราศรัทธาด้วยลิ้นของเรา รวมทั้งสิ่งที่เราศรัทธาด้วยการประพฤติปฏิบัติทางอวัยวะของเรา 
 
ในด้านจิตใจนั้น ก็คืออีมาน มนุษย์จะเข้าใจว่านั่นคืออีมานที่เราต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อีมาน คือความเชื่อมั่นด้วยจิตใจต่อพระผู้เป็นเจ้า และต่อสิ่งเร้นลับอื่นๆที่ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลาทรงใช้ให้เราเชื่อมั่น ให้เราศรัทธา และการศรัทธาด้วยลิ้นก็คือการกล่าวกะลีเมาะฮฺชะฮาดะฮฺ รวมทั้งการกล่าวคำพูดต่างๆที่เราต้องเชื่อมั่นหลักศรัทธา เช่นการกล่าว  “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัดดุรเราะสูลลุลลอฮฺ” การอ่านอัลกุรอ่าน หรือการที่เราพูดดีก็ถือว่าเป็นอีมานเช่นเดียวกัน ความประพฤติที่จะเรียกว่าอีมานนั้น ถือว่าเป็นการศรัทธาที่เราต้องเชื่อมั่นเช่นเดียวกัน 
 
ซึ่งอะกีดะฮฺของอะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺนั้นถือว่า อีมานเป็นการเชื่อด้วยจิตใจ เป็นการพูดด้วยลิ้น เป็นการประพฤติด้วยอวัยวะต่างๆ อันเป็นประเด็นที่บรรดาผู้ศรัทธาปรับความเข้าใจของเขาต่อความหมายของ “อัลอีมาน” อีมานที่มั่นคงนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อหรือความศรัทธาด้านจิตใจเท่านั้น เราต้องนำอีมานของเราไปพูดด้วยลิ้น ไปปฏิบัติด้วยอวัยวะต่างๆ เพื่อที่อีมานของเราจะได้มั่นคง อันจะทำให้อิสลามในตัวของเรานั้นเป็นอิสลามที่สมบูรณ์ 
เราต้องกระจายความศรัทธาของเราไปในทุกประเด็นและทุกกิจกรรมในชีวิตของเรา ไปยังครอบครัวของเรา สังคมของเรา ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจก็ดี ด้านการเมืองก็ดี หรือแม้กระทั่งในด้านจริยธรรมมารยาทก็ใช่
 
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้ผูกพันเรื่องอีมานต่ออัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอะลา และต่อวันกิยามะฮฺไว้กับเรื่องจริยธรรมต่างๆ ซึ่งบ่งบอกถึงความสำคัญของจริยธรรมและจรรยามารยาทของมุอฺมินว่าเป็นส่วนหนึ่งของความศรัทธา ดังหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กล่าวว่า 
 
((مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بالله واليَوْمِ الآخِرِ فَليُكْرِمْ جَارَهُ ))  رواه البخاريُّ ومُسلمٌ
ความหมาย “ ใครก็ตามที่ศรัทธาในอัลลอฮฺและในวันกิยามะฮฺก็ต้องให้เกียรติเพื่อนบ้านของเขา (หรือทำความดีกับเพื่อนบ้านของเขา)”  
 
อันเป็นอีมานส่วนหนึ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมถือว่าเป็นภาคปฏิบัติที่ต้องแสดงออก การให้เกียรติเพื่อนบ้าน การทำความดีกับบิดามารดา หรือการทำความดีทั่วไปกับมนุษย์ แม้กระทั่งการทำความดีกับสัตว์ก็ตาม มีหะดีษบทหนึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมส่งเสริมให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺปฏิบัติ จึงมีเศาะฮาบะฮฺบางท่านถามว่า การที่เราจะให้อาหารแก่สัตว์ มันจะเป็นผลบุญสำหรับเราหรือ ท่านนบีจึงตอบว่า ในทุกสิ่งที่มีชีวิตนั้น ถ้าหากว่าเราให้อาหารหรือทำความดีกับมัน ก็ถือว่าเป็นผลบุญที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลาจะบันทึกอย่างแน่นอน 
 
ในหะดีษหลายบท ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชี้แจงถึงผลบุญมหาศาลที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลาจะประทานให้แก่คนที่ทำความดี ถึงแม้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม เช่นหะดีษบทหนึ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งในบนีอิสรออีล นางทำผิดประเวณีหรือทำซินามาตลอดชีวิต แต่ได้ทำความดีกับสุนัขตัวหนึ่ง โดยที่ผู้หญิงคนนั้นนำน้ำมาให้สุนัข อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอะลา จึงให้อภัยโทษแก่ผู้หญิงคนนั้น  
 
นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความกว้างขวางของอัลอีมานในอิสลาม การที่เราทำความดีในสังคม หรือทำความดีในชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของอีมาน อันเป็นส่วนประกอบในความศรัทธาของเรา นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องพยายามแก้ไขความเข้าใจของเรา เพราะในสังคมของเรามักจะเข้าใจว่าอีมานนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ บางคนคิดว่าเมื่อเขาศรัทธาในอัลลอฮฺและเราะสูลก็พอแล้ว แม้ไม่มีภาคปฏิบัติ ไม่มีการละหมาด หรือความประพฤติของเขาจะไม่สอดคล้องกับอีมานนั้น ก็ถือว่าการศรัทธาของเขาสมบูรณ์แล้ว ความคิดเหล่านี้เป็นความคิดที่ขัดต่อหลักการศาสนาอิสลาม ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในอัลกุรอ่านและสุนนะหฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
 
ชีวิตของมุอฺมินทั้งมวลไม่ว่าจะเป็นความประพฤติหรือการกระทำใดๆ ล้วนขึ้นอยู่กับความศรัทธาทั้งสิ้น โดยที่การดำเนินชีวิตของเรานั้นหากว่าไม่สอดคล้องกับอีมานที่เราศรัทธาและเชื่อมั่น ในบรรดาสิ่งเร้นลับต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศรัทธาในวันกิยามะฮฺ แน่นอนแล้ว ชีวิตของเรานั้นก็จะไม่มีคุณค่าหรือไม่มีคุณภาพตามมาตราฐานในศาสนาอัล-อิสลาม 
 
พี่น้องผู้มีอีมานทั้งหลาย สิ่งที่อยากจะฝากไว้กับพี่น้องก็คือการที่เราต้องพยายามปรับปรุงและแก้ไขอีมานของเราอย่างต่อเนื่อง พยายามทำให้การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลา นั้นเป็นการศรัทธาที่สมบูรณ์และมั่นคง หัวข้อที่เราจะพูดอย่างต่อเนื่องก็คือ  เราจะเข้าใจอีมาน(ความศรัทธา)อย่างไร  อีมานของเรา ที่พูดถึงตลอดชีวิตว่าเราเป็นมุอฺมิน และเราพูดถึงบรรดาพี่น้องมุอฺมินีนของเราว่าเป็นบรรดาผู้ศรัทธานั้น มันมีอะไรบ้าง 
 
อีมานหรือความศรัทธาที่มีอยู่ในศาสนาอิสลามนั้นเป็นเรื่องที่กว้างขวาง มีหลายประการดังหะดีษที่ระบุไว้ข้างต้นว่าอีมานมีมากกว่า 60 ตำแหน่ง เราจะพยายามอธิบาย และพูดถึงเรื่องอีมานที่มีอยู่ในอัลอิสลามนั้น คือเรื่องละหมาด ความศรัทธาในด้านการละหมาด เรื่องซะกาต(การบริจาค) ความศรัทธาในด้านซะกาต ผลกระทบที่จะออกมาจากการประพฤติต่างๆนั้น ต่ออีมานของเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะปฏิบัติศาสนกิจของเราอย่างไรเพื่อให้การปฏิบัตินั้นมีผลดีงามในอีมานของเรา นั่นคือสิ่งที่เราต้องศึกษากันอย่างต่อเนื่อง  อันจะนำพาจิตใจของเราและวิญญาณของเรา ไปสู่อีมานที่มั่นคง 
 
เพราะถ้าหากว่าเราอีมานด้วยลิ้น หรืออีมานด้วยอวัยวะ แต่ไม่มีอีมานในจิตใจ หรือไม่มีผลงาน ไม่มีผลที่ดีงามต่อจิตใจของเรานั้น แน่นอนแล้ว ความศรัทธาที่เราอ้างต่อหน้าคนอื่นก็จะเป็นความศรัทธาที่ไม่มีคุณภาพ หรือความศรัทธาที่ไม่มีคุณค่า สิ่งที่เราต้องศึกษากันอย่างต่อเนื่องก็คืออีมานที่มีอยู่ในอัลกุรอ่าน ที่มีอยู่ในหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มีข้อมูลอย่างไรบ้าง แม้กระทั่งการศึกษาที่เราจะปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับการอีมานส่วนหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับความศรัทธาในอัลลอฮฺ และท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดั่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลาสั่งไว้ให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า 
 
فَاعْلَمْ أَنَّهُ لَا إِلَـٰهَ إِلَّا اللَّـهُ وَاسْتَغْفِرْ لِذَنبِكَ وَلِلْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ
ความหมาย “โอ้มุฮัมมัด จงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ดังนั้น สูเจ้าจงขอความอภัยโทษให้แก่บรรดามุอฺมินีนและบรรดามุอฺมินาตทั้งมวล” (ซูเราะฮฺมุฮัมมัด 47:19)   
 
การที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอะลาสั่งให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม “รู้” หมายถึง ศึกษาในเรื่องอีมาน ซึ่งท่านอีหม่ามบุคอรียฺได้ระบุอายะฮฺนี้ ในหนังสือเศาะฮี้ฮฺอัลบุคอรียฺของท่าน โดยมีบทหนึ่งชื่อว่า باب العلم قبل القول و العمل  มีความหมายว่า “การที่เราจะศึกษา(ความรู้)ก่อนพูดหรือก่อนทำ” 
 
พี่น้องมุอฺมินีนทั้งหลาย การที่เราจะกระทำสิ่งที่ดีงามในชีวิตของเราขึ้นอยู่กับความรู้ที่มั่นคงในศาสนาอิสลามของเรา นั่นคือสิ่งที่เราจะพูดคุยกันกับพี่น้องอย่างต่อเนื่อง ฝากไว้กับพี่น้องเพียงเท่านี้....
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 4, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
 

 

0
Your rating: None

ความหมายของ “อัลลอฮฺ” (สู่อีมานที่มั่นคง 5)

กะลีมะฮฺ 1 (การกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ”) : ความหมายของ “อัลลอฮฺ”
 
อีหม่านของบรรดาผู้ศรัทธา(ตามอะกีดะฮฺที่เราต้องเชื่อมั่น ) เป็นอีหม่านที่เพิ่มขึ้นได้และลดลงได้  ดั่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้
لِيَزْدَادُوا إِيمَانًا مَّعَ إِيمَانِهِمْ  -  “เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้น เพิ่มเติมอีหม่าน ด้วยอีหม่านที่เขามีอยู่แล้ว” (ซูเราะฮฺอัลฟัตหฺ)
 
นั่นบ่งบอกว่า อีหม่านของมนุษย์นั้นสามารถเพิ่มขึ้นได้และลดลงได้  อันเป็นอะกีดะฮฺ(หลักศรัทธา)ที่ชาวอะฮฺลุสสุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ยึดมั่นและเผยแผ่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลกระทบมากมายในชีวิตของมุอฺมิน  การดำเนินชีวิตของเราตลอดชีวิตก็คือ การสะสมอะมั้ล (การกระทำ)ที่ดีงาม อันเป็นการกระทำที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงโปรด การสะสมการกระทำต่างๆในดุนยา ในโลกนี้ เพื่อนำไปสู่วันอาคิเราะฮฺ แสดงว่าเป้าหมายของชีวิตของเรานั้นก็คือการที่เราจะต้องพบกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  พร้อมด้วยความประพฤติที่ดีงามและนั่นคือการเพิ่มเติมอีหม่านที่เราต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเรา 
 
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แจ้งว่า อีหม่านของบ่าวของอัลลอฮฺนั้น มีมากกว่า 60 ตำแหน่ง ตำแหน่งที่สูงสุดของอีหม่านนั้นก็คือ กะลีเมาะฮฺ คือ การกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ” เรื่องที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้ก็คือ การกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสุลลุลลอฮฺ” ซึ่งเราทราบกันดีว่า เป็นคำกล่าวที่มีความสำคัญ อย่างมากมายในชีวิตของเรา 
 
การกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” เป็นสาเหตุที่จะทำให้มนุษย์นั้นเข้าสู่อิสลาม ความเป็นมุสลิมขึ้นอยู่กับการกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” การจะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” การที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า
" من قال لا إله إلا الله خالصاً من قلبه دخل الجنة "
ความหมาย  “บุคคลที่กล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เขาจะเข้าสวรรค์อย่างแน่นอน” 
 
และ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยืนยันว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะปกป้องมุสลิมให้อยู่ในความปลอดภัย นอกจาก การกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัดุร-เราะสุลุลลอฮฺ” ดังหะดีษบทหนึ่ง ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า
قال رسول الله صلى الله عليه وسلم : ' أُمِرْتُ أن أقاتِل الناسَ حتى يَشهدُوا أن لا إله إلا الله ، أنَّ محمداً رسولُ الله
 “ ฉันถูกสั่งใช้ให้ต่อต้านมนุษย์ทั้งหลาย จนกระทั่งมุนษย์คนนั้นกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” และเชื่อว่า ฉันเป็นศาสนทูตของพระองค์”  อันเป็นหลักฐานที่ยืนยันความสำคัญของ “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” 
 
และคำสั่งในอัลกุรอ่านต่อท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องนี้ อัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอะลาทรงตรัสว่า
﴿ فَاعْلَمْ أَنَّهُ لَا إِلَـٰهَ إِلَّا اللَّـهُ ﴾
 “ โอ้มุฮัมมัด จงทราบเถิด (จงประกาศหรือจงสอนประชาชาติทั้งหลายว่า)  ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” (ซูเราะฮฺมุฮัมมัด) 
หมายถึง จงทราบ จงศึกษา จงรู้ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอะลา” นั่นคือความสำคัญของ “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” จนท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมถือว่า คนใดกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” เป็นสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเขาอยู่ในความปลอดภัย ในลักษณะที่ศาสนาจะรับประกันอย่างแน่นอน 
 
แต่เราต้องศึกษาว่า คำกล่าวกะลีเมาะฮฺหรือการกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ” เป็นการประกาศความเป็นมุสลิมของเราให้สังคมรับทราบ มีเงื่อนไขหลายประการที่เราต้องศึกษาและปฏิบัติ การยืนหยัดในคำกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสุลลุลลอฮฺ” ต้องใช้ความเข้าใจ เพราะบางคนกล่าวคำเหล่านี้ โดยที่ไม่มีความเข้าใจ จึงทำให้ภาคปฏิบัติของเขานั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจที่ผิดพลาด
 
ความหมายของ "อัลลอฮฺ"
 
คำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” หมายถึงว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอะลา นั่นเป็นความหมายที่เรารู้จักกันดี แต่ความหมายลึกซึ้งที่อยากจะให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงในอีหม่านของเรานั้นก็คือคำว่า “พระเจ้า” เพราะว่าหากเราเชื่อว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้น เราต้องรู้หน้าที่ของเราต่อพระเจ้าดังกล่าว 
 
คำว่าพระเจ้านั้นเป็นคำที่เราใช้ในภาษาไทย  โดยที่คำศัพท์เหล่านี้อาจจะไม่ให้ความหมายลึกซึ้งที่เราต้องการ ซึ่ง คำว่า “อัลลอฮฺ الله  ในภาษาอาหรับ มีความหมายมากมาย ที่ไม่มีในคำว่า “พระเจ้า”  ดังนั้นการที่เราจะกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” กับคำว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ” อาจจะต่างกันในบางประเด็น 
 
ในวันนี้เราจะศึกษาเกี่ยวกับความหมาย ของ “الله  อัลลอฮฺ”  ซึ่งเป็นพระนามอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  เราทราบกันอยู่แล้วว่าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทรงมีหลายพระนาม  ดังหะดีษบทหนึ่งที่บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
« إِنَّ لِلَّهِ تِسْعَةً وَتِسْعِينَ اسْمَا مِائَةً إِلاَّ وَاحِدًا مَنْ أَحْصَاهَا دَخَلَ الْجَنَّةَ »
 “แท้จริงนั้นอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมี 99  พระนาม บุคคลที่(คำนวณ หรือ)ศึกษาพระนามดังกล่าว จะเข้าสวรรค์อย่างแน่นอน”
 
การที่เราจะศึกษาถึงความหมายของพระนามของพระองค์ ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้เข้าสวรรค์นั้น เป็นสิ่งที่จะกระตุ้นความสนใจของเรา ให้ศึกษาพระนามของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  อุละมาอฺมีมติเอกฉันท์ว่า คำว่า “ الله  อัลลอฮฺ” เป็นส่วนหนึ่ง หรือเป็นพระนามอันยิ่งใหญ่ ของพระองค์ ซึ่งพระนามนี้ระบุไว้ในอัลกุรอ่านและสุนนะหฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อย่างมากมาย 
 
อุละมาอฺบางท่านบอกว่า คำว่า “ الله อัลลอฮฺ” เป็นคำที่ชี้ถึงความหมายที่มีอยู่ในภาษาอาหรับอยู่แล้ว อย่างเช่น ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ กล่าวว่า คำว่า “ الله อัลลอฮฺ” หมายถึง “ผู้ที่ถูกรัก” และมีอีกความหมายหนึ่งว่า “ผู้ที่ถูกเคารพภักดี” และมีอีกความหมายว่า “ผู้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องการพระองค์” 
 
และมีอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายที่เรารู้จักกันดี คำว่า “ الله อัลลอฮฺ” มาจาก “الإله   - อัลอิละฮฺ” ซึ่งมีความหมายว่า “พระเจ้า” 
 
แต่ความหมายอันสำคัญ สำหรับคำว่า “ الله  - อัลลอฮฺ” ก็คือ “พระเจ้าที่ทรงสร้าง” อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาเป็นพระเจ้าที่ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่  อันเป็นความหมายที่ไม่ปรากฏในคำว่า “พระเจ้า”  ในภาษาไทย  ซึ่งเราได้เห็นว่าคำว่า “พระเจ้า” นั้นถูกนำมาใช้กับสิ่งที่ถูกอ้างว่าเป็นพระเจ้า อย่างเช่นรูปเจว็ด หรือรูปปั้น หรืออื่นๆ  ซึ่งมีข้อแตกต่างกับ “อัลลอฮฺ” ในประเด็นของการเป็นผู้สร้าง  อันเป็นประเด็นที่มุสลิมต้องมีความมั่นคงในอีหม่าน  คือ พระเจ้าของเรานั้น คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เป็นผู้ทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นพระเจ้าที่สร้างฟ้าและแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้และในโลกอาคิเราะฮฺด้วยเช่นเดียวกัน 
 
การศึกษาเรื่องนี้จะทำให้มีอีหม่าน มีความศรัทธา ซึ่งอีมานส่วนหนึ่งจะไม่เกิดขึ้นถ้าหากว่าเราเข้าใจคำว่า  “พระเจ้า” ตามวัฒนธรรมไทยหรือภาษาไทย ความสำคัญของประเด็นนี้คือบางคน อาจจะให้ความสำคัญของคำว่า “ الله อัลลอฮฺ” ตามวัฒนธรรมของภาษาไทยซึ่งเป็นอันตรายของหลักศรัทธาอย่างยิ่ง  ดังนั้นการที่เราศึกษาและทำความเข้าใจต่อความหมายของคำว่า  “ الله  - อัลลอฮฺ” อย่างแท้จริง ใน คำกล่าวว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสุลลุลลอฮฺ” ก็จะมีความสำคัญอย่างมากต่ออีมานของเรา
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 5, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
0
Your rating: None

การศรัทธาต่ออัลลอฮฺและปฏิเสธฏอฆูต (สู่อีมานที่มั่นคง 6)

กะลีมะฮฺ 2 : การศรัทธาต่ออัลลอฮฺและปฏิเสธฏอฆูต
 
สืบเนื่องจากหัวข้อที่เราเคยกล่าวมาแล้วคืออีหม่านมีหลายระดับดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมระบุไว้ว่าตำแหน่งที่สูงสุดก็คือการกล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมะดุรเราะสุลลุลลอฮฺ* ” ซึ่งคำกล่าวนี้เรียกว่า กะลีมะฮฺ หรือ กะลีมะตุชชะฮาดะฮฺ เป็นคำกล่าวที่มีความสำคัญยิ่งในศาสนาอิสลาม 
 
คำว่า “ الله  - อัลลอฮฺ”  หรือพระนามของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่เรากล่าวในชะฮาดะฮฺนี้จะมีความสำคัญ ถ้าหากเราได้ศึกษาอย่างละเอียด เนื่องจากการให้ความหมายชะฮาดะฮฺนี้ในภาษาไทย เมื่อเปรียบเทียบกับคำภาษาอาหรับอาจจะมีข้อแตกต่างกันมากมาย หรืออาจจะมีความหมายลึกซึ้งในภาษาอาหรับที่ไม่สามารถให้ความหมายเป็นภาษาไทยได้ เนื่องจากว่าวัฒนธรรมของแต่ละภาษานั้นมีข้อแตกต่างกันมากมาย ดังที่เราได้อธิบายว่าพระนามของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาที่เราใช้กัน คำว่า “ الله  - อัลลอฮฺ” นั้นมีความหมายมากมายที่ไม่มีในคำว่า “พระเจ้า”  หรือ “พระผู้เป็นเจ้า” 
 
คำว่า “ الله  - อัลลอฮฺ” มีความหมายว่า “ผู้ที่ถูกรัก” หรือ “ผู้ที่ถูกเคารพภักดี” หรือ “ผู้ที่ถูกเชื่อฟัง” หรือ “ผู้ที่ถูกยึดเป็นพระผู้เป็นเจ้าโดยที่ไม่มีภาคีที่จะมาคู่เคียงกับพระองค์” นั่นคือความหมายที่เราจะต้องเข้าใจต่อคำว่า “ -  الله อัลลอฮฺ” 
 
ในยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ตอนที่ท่านได้รับวะฮฺยู หรือหลักการอิสลามมาเผยแผ่นั้น บรรดามุชริกีน (ผู้ที่ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ก็ยังมีความเข้าใจว่า พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ควรที่จะเป็นองค์เดียว โดยที่เขาต่อต้านคำประกาศของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺเท่านั้น ซึ่ง อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงระบุไว้ในอัล-กุรอาน ว่า 
 
﴿ أَجَعَلَ ٱلۡأٓلِهَةَ إِلَٰهٗا وَٰحِدًاۖ إِنَّ هَٰذَا لَشَيۡءٌ عُجَابٞ ٥ ﴾ [ص : ٥]
“และบรรดามุชริกีนเขาจะกล่าวกันว่า มุฮัมมัดนั้นจะอ้างว่า มีพระเจ้าองค์เดียวกระนั้นหรือ นั่นเป็นสิ่งที่น่าประหลาดหรือเป็นสิ่งที่น่าแปลกมากที่เดียว” (ศอด : 5)
 
นั่นคือความคิดเห็นของบรรดามุชริกีนในยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งไม่แตกต่างจากความคิดของบรรดามุชริกีน (บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ในทุกยุค ทุกสมัย 
พวกเขาอาจมีความเห็นว่าการยอมรับว่ามีพระเจ้าผู้ทรงสร้าง ชั้นฟ้าและแผ่นดิน และทุกสรรพสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่อาจจะไม่ยอมรับในความเป็นเอกภาพ หรือการให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นในศาสนาอิสลามจะมีเอกลักษณ์ในด้านอะกีดะฮฺ (อีหม่านหรือความศรัทธา) ต่อพระผู้เป็นเจ้า 
 
ในอัลกุรอานได้เสนอว่าความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มิใช่เพียงแต่ศรัทธาในอัลลอฮฺ โดยมีความศรัทธากับภาคีอื่นๆ ที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นพระเจ้าด้วย เพราะคำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” หมายถึง ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพ ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเชื่อฟัง ไม่มีพระเจ้าที่ถูกสักการะ ไม่มีพระเจ้าที่ถูกรักอยากสมบูรณ์ นอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ซึ่งมีหลายอายะฮฺในอัลกุรอานที่อธิบายถึงความหมายอันลึกซึ้งของ “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” เช่น อายะฮฺชัดเจนที่มีอยู่ใน ซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า 
 
﴿ ... فَمَن يَكۡفُرۡ بِٱلطَّٰغُوتِ وَيُؤۡمِنۢ بِٱللَّهِ فَقَدِ ٱسۡتَمۡسَكَ بِٱلۡعُرۡوَةِ ٱلۡوُثۡقَى ...﴾ [البقرة: ٢٥٦]
“บุคคลที่ปฏิเสธฎอฆูตและศรัทธาในอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แน่นอนแล้ว บุคคลเหล่านั้น คือบุคคลที่ยึดมั่นในสายเชือกที่มั่นคงของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา”
สายเชือกที่มั่นคงนั้นก็คือ คำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ตามที่บรรดาสลัฟหลายท่านได้อธิบายคำว่า “ٱلۡعُرۡوَةِ ٱلۡوُثۡقَى” ก็คือคำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” 
 
“ฏอฆูต” ในอายะฮฺนี้ บรรดาอุละมาอ์อธิบายว่าหมายถึงสิ่งที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นพระเจ้า หรือสิ่งที่ละเมิดขอบเขตการเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แทนที่จะเป็นสิ่งถูกสร้าง กลับถูกอ้างว่าเป็นพระเจ้าหรือเป็นภาคีต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา สิ่งใดก็ตามที่ถูกกราบไหว้ ถูกเคารพภักดี หรือถูกเชื่อฟัง หรือถูกรักเทียบเท่ากับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ถือว่าเป็น ฏอฆูต โดยที่สิ่งเหล่านั้นยอมรับในการถูกตั้งให้เป็นภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ดังนั้นเจว็ดต่างๆหรือ รูปปั้นต่างๆ หรือบุคคลที่เสนอตัวเป็นพระเจ้า เป็นภาคีกับอัลลอฮฺนั้น หากเขายอมรับในกรณีเหล่านี้ก็ถือว่าเป็น ฏอฆูต ดังนั้นมุอ์มินที่อยากจะมีอีหม่านมั่นคงต้องปฏิเสธทุกสิ่งที่ถูกอ้างเป็นฏอฆูต เป็นภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อให้คำว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ของเขาอยู่ในสภาพที่มั่นคง 
 
ตราบใดที่เราเชื่อมั่นใน “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” แต่ยังมีความเชื่อ ในฏอฆูตหรือในภาคีหรือในสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ถูกอ้างเป็นพระเจ้า หรือเป็นผู้ที่ต้องเชื่อฟัง ต้องถูกเคารพบูชาสักการะ พร้อมกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็แสดงว่า อีหม่านของเรานั้น เป็นอีหม่านที่ใช้ไม่ได้ เพราะสายเชือกของอีหม่านอันมั่นคง ที่อิสลามต้องการจากมนุษย์นั้นก็คือการศรัทธาในอัลลอฮฺ พร้อมกับการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกอ้างเป็นพระเจ้า เป็นภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั่นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดในเรื่องอีหม่าน 
 
มุสลิมส่วนมากมักจะเข้าใจว่า “ศรัทธาในอัลลอฮฺ” ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ในยุคของ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็มีคนหนึ่งชื่อ  อะดียฺ อิบนุ ฮาติม อัฏฏออี เป็นชาวคริสต์ที่เข้ารับอิสลาม แต่เขายังไม่เข้าใจความหมายของ “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ว่าต้องยึดมั่นในศาสนาอิสลามอย่างไร ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสอนเขาว่า
“การศรัทธาในอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นต้องไม่ตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ ดังที่บรรดาชาวนะศอรอเชื่อฟังบรรดาบาทหลวงมากกว่าการที่เชื่อฟังอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และการที่เชื่อฟังบุคคลเหล่านั้น ไปพร้อมกับอัลลอฮฺ หรือมากกว่าอัลลอฮฺ ก็ถือเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์" 
อะดียฺ อิบนุ ฮาติม อัฏฏออี ก็บอกว่า “เราไม่ได้เคารพบูชาเขา เราเพียงแต่เชื่อฟังเขา”
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงถามอะดียฺและกล่าวว่า “พวกท่านคือชาวนะศอรอ เมื่อบาทหลวงสั่งใช้ หรือปราบปรามห้ามทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด พวกท่านจะปฏิบัติตามคำสั่งของเขาหรือเปล่า ถึงแม้ว่าคำสั่งสอนของเขานั้น จะขัดกับคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า”
อะดียฺจึงตอบว่า “แน่นอนแล้ว เราต้องเชื่อฟังบรรดาบาทหลวง ผู้รู้ของเรา ถึงแม้ว่ามันจะขัดกับคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า”
ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงบอกว่า “การเชื่อฟังบาทหลวงถึงแม้ว่า มันขัดต่อหลักการของคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า นั่นก็คือการเคารพบูชาสักการะ เช่นเดียวกัน” แสดงว่า การเชื่อฟังผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ถ้ามันขัดกับหลักการของศาสนา ถือว่าเป็นการตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
 
ถ้าเรารู้ว่า อัลลอฮฺสั่งอย่างนี้ แต่เรากลับฝ่าฝืนและไปเชื่อคนอื่นนอกเหนือจากพระองค์ ก็ถือเป็นการตั้งภาคี เพราะการเชื่อฟังก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของชิริก  เพราะการที่เราประกาศว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา” มันมีความหมายหนึ่งรวมอยู่ในคำประกาศเหล่านี้คือ “เราจะไม่เชื่อฟังผู้อื่น นอกจากอัลลอฮฺ เราจะไม่เคารพบูชา สักการะ สิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจาก อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เราจะไม่ให้การเคารพภักดี นอกจากที่เราให้ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา” นั่นเป็นสิ่งที่ชัดเจนในศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเงื่อนไขที่เราพูดถึงว่าเราต้องปฏิบัติ ต้องแสวงหาให้มีอยู่ใน “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมะดุรเราะสุลลุลลอฮฺ” แสดงว่า ในกะลีมะฮฺของเรา ในชะฮาดะฮฺของเรา “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใด ที่เราจะเชื่อฟัง ที่เราจะเคารพภักดีหรือเคารพบูชาสักการะ ที่จะอิบาดะฮฺอย่างถูกต้อง นอกจากองค์เดียว ก็คือพระผู้เป็นเจ้าของเรา อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา 
 
ในหะดีษบทหนึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมระบุว่า พระนามของอัลลอฮฺนั้นมี 99 พระนาม บุคคลที่สามารถศึกษาและแสวงหาพระนามดังกล่าว จะเข้าสวรรค์อย่างแน่นอน แต่มีหะดีษหลายบท ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็แจ้งว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มีหลายพระนามโดยไม่จำกัด อย่างเช่นในสำนวนดุอาอ์ (คำวิงวอน) ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมใช้ ก็กล่าวถึงพระนามหลายพระนามของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ จะพูดถึงสิ่งที่เราต้องมีความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ความหมายของพระนามต่างๆนั้น จะมีผลกระทบมากมายในอีหม่าน ที่เราต้องการสร้างในจิตใจของเรา สู่อีหม่านที่มั่นคงในตอนหน้า เราจะพูดกันต่อในความหมายของบรรดาพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นการศึกษาที่จะสร้างอีหม่านที่มั่นคงต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
 
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 6, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 

0
Your rating: None

รู้จักอัลลอฮฺจากคุณลักษณะของพระองค์ (อัลอะหัด, อัลอิคลาศ)

 
เราต้องศึกษาพระนามของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อันเนื่องจากว่ามีหลายคุณลักษณะของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อันเป็นสาเหตุที่จะสร้างอีหม่าน และจะทำให้ความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลามีความมั่นคง ในปัจจุบันนี้ส่วนมาก บรรดาผู้ศรัทธามักจะมุ่งสู่วัตถุ มักจะมุ่งสู่เรื่องที่เกี่ยวกับดุนยา มักจะมุ่งสู่เรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจหรือปัญหาต่างๆที่จะเบี่ยงเบนความศรัทธาของเราจากสิ่งที่มีความสำคัญ ผมได้เคยเปรียบเทียบกับพี่น้อง ในครั้งหนึ่งว่า “ความศรัทธาของเราต่อ อัลลอฮฺ ซูบฮานะฮูวะตะอาลา ความรู้ หรือการศึกษาเกี่ยวกับพระองค์นั้น อาจจะไม่มากเท่ากับความรู้ที่เรามีต่อต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้าน” เป็นสิ่งที่ทำให้เข้าใจว่า อีหม่านของเราที่มีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ไม่แตกต่างจากเรื่องบางเรื่องที่มีต่อวัตถุในโลกดุนยา 
 
แท้จริงแล้ว หากคนใดคนหนึ่งถูกถามว่า “รู้จักอัลลอฮฺไหม รู้จักพระเจ้าของเจ้าไหม” เขาอาจจะตอบว่า “รู้จัก” ส่วนมากในบรรดาผู้ศรัทธาจะตอบว่า “รู้จัก รู้จักอัลลอฮฺ อย่างมากมาย” แต่เวลาที่ถูกถามว่า “รู้จักอัลลอฮฺว่าอย่างไร อธิบายว่าพระองค์ มีพระนามอะไรบ้าง มีคุณลักษณะอะไรบ้าง” กลับกลายเป็นคำตอบที่ยากมากที่เดียว อันเนื่องมาจากเราศึกษาคุณลักษณะของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพียงน้อยนิดเท่านั้น หรือเราศึกษาเรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์บางเรื่องบางอย่างแบบไม่สมบูรณ์ แต่ความศรัทธาที่มั่นคงที่เราจะต้องสร้างไว้ในจิตใจของเราอย่างต่อเนื่อง ก็คือ ความศรัทธาที่มีข้อมูลจากอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความศรัทธาที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะถ้าหากว่าข้อมูลที่เรามีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นข้อมูลเพียงน้อยนิด หรือไม่สมบูรณ์ หรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระนามของพระองค์ แน่นอนว่า ความศรัทธาของเราก็จะด้อยตามความรู้ที่เรามีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา 
 
ดังที่ได้เคยอธิบายกับพี่น้องว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ” เป็นคำกล่าวที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมุสลิม เป็นสิ่งที่เราจะต้องศึกษาอย่างต่อเนื่องว่าคำว่า “อัลลอฮฺ” หรือ “พระเจ้า” ที่เราต้องยึดมั่นในกะลีมะฮฺของเรานั้นมีความหมายอะไรบ้าง เราเคยอธิบายว่า อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นพระเจ้าที่ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ มีคุณลักษณะและมีพระนามหลายพระนาม พระนามในหลายพระนามที่จะต้องศึกษาและมีข้อมูล “อัล-อะหัด” และ “อัล-วาหิด” ซึ่งมีความหมายว่า “อัลลอฮฺทรงเอกะ” ในสูเราะฮฺอัล-อิคลาศ ซึ่งเราได้อ่านบ่อย แต่บางคนสังสัยว่าทำไมสูเราะฮฺนี้ ถึงได้มีชื่อ “อัล-อิคลาศ” 
 
อัล-อิคลาศ หมายถึง ความบริสุทธิ์ใจ แต่แปลกที่ในสูเราะฮฺนี้ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะพูดถึงคุณลักษณะของพระองค์ หลายคุณลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัลลอฮฺทรงเอกะ เป็นคุณลักษณะที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง อัลลอฮฺได้ตรัสว่า 
 
﴿ قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ ١ ٱللَّهُ ٱلصَّمَدُ ٢ لَمۡ يَلِدۡ وَلَمۡ يُولَدۡ ٣ وَلَمۡ يَكُن لَّهُۥ كُفُوًا أَحَدُۢ ٤ ﴾ [الاخلاص: ١،  ٤]  
สิ่งที่สำคัญที่สุดในสูเราะฮฺนี้ก็คือ 
 
﴿ قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ ١ ﴾ [الاخلاص: ١]   “จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ”
คำว่า เอกะ หมายถึงว่า องค์เดียว และเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลาที่เรากล่าว “ลา อิลาฮะ อิลลัลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ” และหากเราทราบกันแล้วว่า “ลา อิลาฮะ อิลลัลอฮฺ มุฮัมมัด เราะสูลุลลอฮฺ” มีความสำคัญขนาดไหน เราจะเข้าใจว่า ทำไมท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ถือว่าสูเราะฮฺตุลอิคลาศ หรือ สูเราะฮฺ กุลฮูวัลลอฮฺ เป็นส่วนหนึ่งในสามส่วนของอัล-กุรอาน ซึ่งมีหะดีษบทหนึ่ง บันทึกโดยอีหม่ามบุคอรีและบรรดาอะอิมมะฮฺหลายท่าน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า
 
( قُلْ هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ تَعْدِلُ ثُلُثَ الْقُرْآنِ )
 “สูเราะฮฺ กุลฮูวัลลอฮุอะหัด เท่ากับส่วนหนึ่งในสามส่วนของอัล-กุรอาน”
 
อุละมาอ์ได้อธิบายว่า ทำไมสูเราะฮฺนี้ถึงเป็นส่วนหนึ่งในสามส่วนของอัล-กุรอาน เพราะว่า อัล-กุรอานจะมีสามประการหรือ สามเรื่องที่จะระบุไว้อย่างมากมาย เรื่องแรกคือเรื่องอะกีดะฮฺ หรือหลักศรัทธา หลักเชื่อมั่นที่มุอ์มินต้องมี เรื่องที่สองคือ ข้อบัญญัติต่างๆที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงบัญญัติไว้ และเรื่องที่สามก็คือเรื่องประชาชาติที่มาก่อนเรา จะเป็นเรื่องบรรดานบีและเราะสูล หรือกลุ่มชนต่างๆที่ศรัทธาในบรรดานบีและเราะสูล หรือที่ปฏิเสธบรรดานบีและเราะสูล เรื่องทั้งสามที่ระบุไว้ในอัล-กุรอานนั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดในสามเรื่องคือ อัล-อะกีดะฮฺ หรือเรื่องความศรัทธาเชื่อมั่น และเรื่องสำคัญที่สุดใน อัล-อะกีดะฮฺนั้นคือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และนี่คือเรื่องในสูเราะฮฺตุลอิคลาศ ที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน คือ “จงศรัทธาว่า อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงเอกะ” “จงศรัทธาว่าไม่มีพระเจ้านอกจากอัลลอฮฺ” “จงศรัทธาว่าไม่มีผู้ที่เราต้องพึ่ง ที่เราต้องการ ที่เราต้องมุ่งสู่ ที่เราต้องอิบาดะฮฺอย่างสมบูรณ์ นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา”
 
สูเราะฮฺนี้บรรดาเศาะหาบะฮฺจะเรียกว่า “สูเราะฮฺตุลอิคลาศ” หมายถึง สูเราะฮฺที่มีความบริสุทธิ์ หรือเป็น สูเราะฮฺที่จะทำให้มีความบริสุทธิ์ใจ แน่นนอนว่า บุคคลที่มุ่งสู่พระเจ้าองค์เดียว บุคคลที่มีพระเจ้าองค์เดียว มักจะสร้างความบริสุทธิ์ใจในจิตใจของเขาอย่างง่ายดาย อย่างสะดวก อันเนื่องจากว่า ทิศทางของเขา เจตนารมณ์ เนียต หรือความตั้งใจของเขาจะไม่มีต่อผู้อื่นผู้ใด นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เปรียบเสมือนบางคนที่บริจาคศอดะเกาฮฺ เขาจะบริจาคเพื่อคนนั้น เพื่อคนนี้ แต่คนใดที่มุ่งสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาเพียงอย่างเดียวนั้น เราจะเรียกว่า เขามีอิคลาศ 
 
การที่เขามีอิคลาศนั้น เนื่องมาจากว่าเขารู้จักพระเจ้าของเขา รู้จักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาเพียงองค์เดียว จึงทำให้การปฏิบัติของเขา ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด จะมีอิคลาศ โดยไม่มุ่งสู่คนหนึ่งคนใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากพระเจ้าของเขา และนั่นคือสิ่งที่เราจะมี หรือเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดจากการศึกษาอะกีดะฮฺ หรือหลักศรัทธา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เราจะรู้จักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิตของเรา ถ้าหากว่าเราพยายามที่จะรู้จักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างดี อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาพระนามและคุณลักษณะของพระองค์ จึงจะทำให้อีหม่านของเรานั้น บรรลุเป้าหมายอันสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา นั่นคือ ปฏิบัติอิบาดะฮฺในโลกดุนยานี้อย่างถูกต้อง อย่างไม่มีชิริก อย่างไม่มีการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การที่เรารู้จักอัลลอฮฺแบบไม่ถูกต้องหรือการที่เราจะทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ อย่างที่ขาดเนียต ขาดความบริสุทธิ์ใจนั้น เนื่องจากว่าเราไม่ศึกษาอะกีดะฮฺ หรือไม่ศึกษาความศรัทธาที่มั่นคงในศาสนาอิสลามของเรา บางคนอาจจะกระทำชิริก อาจจะทำกุฟรฺ หรือสิ่งที่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม อันเนื่องจากว่า ยังไม่รู้จักอัลลอฮฺอย่างแท้จริง หรือยังไม่รู้จักอัลลอฮฺอย่างถูกต้อง ตามที่มีหลักการไว้ในอัล-กุรอาน และสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 
 
จึงเป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้กับพี่น้อง ให้เราพยายามศึกษา แสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวกับพระเจ้าของเรา โดย อ่านอัล-กุรอาน ศึกษาหะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำอิบาดะฮฺ พยายามวิงวอน ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้เราได้ใกล้ชิดกับพระองค์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความมุ่งมั่นต่อผลบุญจากอัลลอฮฺเท่านั้น นั่นเป็นสิ่งที่จะสร้างอีหม่านที่มั่นคง ส่วนสิ่งที่จะทำให้เราทำชิริก สิ่งที่จะทำลายอีหม่านของเราโดยไม่รู้ตัว นั่นเป็นสิ่งที่จะพูดคุยในครั้งต่อไป อินชาอัลลอฮฺ
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 7, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

การศรัทธาต่อพระนามของอัลลอฮฺ อัล-เกาะดีร (القَدِيرُ)

อีหม่านที่มั่นคงตอนที่ ๑๑ การศรัทธาต่อพระนามของอัลลอฮฺ อัล-เกาะดีร (القَدِيرُ)
 
ส่วนหนึ่งจากอีหม่านที่มั่นคงที่เราต้องมีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นคือเราต้องมีความสมบูรณ์ในความศรัทธาต่อพระคุณลักษณะต่างๆ ของอัลลอฮฺ อันจะส่งผลให้คำพูดและการกระทำของเราสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เรากำลังพบเห็นในโลกใบนี้
 
มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงในอีหม่านของเราเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ต่อสถานการณ์ต่างๆ ในโลกใบนี้ ให้ตระหนักในความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า สิ่งที่เราเห็นในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ว่าผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่มีความสามารถ ผู้ที่มีบารมี หรือประเทศมหาอำนาจที่กำลังอธรรมคนอื่น หรือบุคคลหรือจะเป็นประเทศใดก็ตามที่กำลังใช้อำนาจของเขาในการยึดทรัพย์สินผู้อื่น ยึดทรัพยากรของประเทศอื่นๆ นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราอาจจะสงสัยว่าทำไมความยุติธรรมจึงไม่ปรากฏในโลกนี้ เหตุใดอัลลอฮฺจึงปล่อยให้บุคคลเหล่านั้นหรือประเทศนั้นอยู่ในสภาพที่อธรรมต่อผู้อื่นโดยที่ไม่มีการจัดการสถานการณ์ให้ในโลกนี้อยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง 
 
สิ่งที่เราต้องปรับความเข้าใจตรงนี้ อันเกี่ยวข้องกับอีหม่านที่มั่นคงของเรานั้นเป็นหน้าที่ของเราและผู้ศรัทธาทุกคนที่ต้องพยายามให้ความเชื่อในจิตใจของเขานั้นสอดคล้องกับมุมมองของศาสนาอิสลาม เราต้องเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ทรงมีความสามารถในการปราบปรามคนชั่ว ในการที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้ถูกต้อง อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา มีพระนามว่า (القَدِيرُ) อัล-เกาะดีร ซึ่งหมายถึงพระผู้ทรงอำนาจ ซึ่งส่งผลให้เราต้องเชื่อในพระบรมเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา อันจะทำให้อีหม่านของเรานั้นมีความมั่นคง มีความเชื่อ มีความตระหนักในอนาคตของประชาชาติอิสลาม
 
ตราบใดที่เราอีหม่านว่าคนหนึ่งคนใดหรือแหล่งหนึ่งแหล่งใดจะมีอำนาจเหนือกว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา นั้นแสดงว่าอีหม่านของเรานั้นอยู่ลักษณะที่ค่อนข้างจะอ่อนแอแล้ว หรือไม่สมบูรณ์แล้ว หรืออาจจะอยู่ในลักษณะที่ปฏิเสธคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว 
 
อัลลอฮฺทรงยืนยันต่อเดชานุภาพของพระองค์เองมากมายในอัลกุรอาน คุณลักษณะของอัลลอฮฺ โดยเฉพาะพระนามอัล-เกาะดีร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกระบุในอัลกุรอานหลายสิบครั้ง ซึ่งเป็นการยืนยันจากพระองค์ว่าไม่มีใครจำมีอำนาจเหนือพระองค์อย่างแน่นอน เช่นที่พระองค์ตรัสไว้ในสูเราะฮฺอัล-อะหฺกอฟ ว่า
 
وَمَن لَّا يُجِبْ دَاعِيَ اللَّـهِ فَلَيْسَ بِمُعْجِزٍ فِي الْأَرْضِ ﴿الأحقاف : ٣٢﴾
“และใครก็ตามที่จะไม่ตอบรับคำเรียกร้อง คำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา เขาก็จะไม่ทำให้พระเดชานุภาพของอัลลอฮฺต้องสิ้นหายไปจากโลกนี้แต่อย่างใด”
 
และในสูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ อัลลอฮฺตรัสว่า
وَإِن تَوَلَّيْتُمْ فَاعْلَمُوا أَنَّكُمْ غَيْرُ مُعْجِزِي اللَّـهِ ﴿التوبة : ٣﴾
“และถ้าหากว่าพวกเจ้าผินหลังให้อัลลอฮฺ ก็พึงทราบเถิดว่าพวกเจ้าจะไม่สามารถทำให้พระอำนาจของอัลลอฮฺหมดลงไป”
 
และในสูเราะฮฺ อัล-อันอาม อัลลอฮฺตรัสว่า
إِنَّ مَا تُوعَدُونَ لَآتٍ ۖ وَمَا أَنتُم بِمُعْجِزِينَ ﴿الأنعام : ١٣٤﴾
“แท้จริงนั้น สิ่งที่พวกท่านได้ถูกสัญญาเอาไว้แล้ว มันจะมาอย่างแน่นอน สิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา สัญญาว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างเช่นพระอำนาจของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา สัญญาว่าเราจะต้องเห็น มันก็ต้องปรากฏอย่างแน่นอน และพวกท่านก็อย่าคิดว่าพวกท่านจะรอดพ้นจากอัลลอฮฺไปได้”
 
และในสูเราะฮฺยูนุส อัลลอฮฺตรัสว่า
قُلْ إِي وَرَبِّي إِنَّهُ لَحَقٌّ ۖ وَمَا أَنتُم بِمُعْجِزِينَ ﴿يونس : ٥٣﴾ 
“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด สิ่งที่พวกท่านจะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺนั้นเป็นเรื่องที่เป็นความจริง เป็นสัจธรรม และพวกท่านจะไม่สามารถทำให้อำนาจของอัลลอฮฺสิ้นสุดได้”
 
และในสูเราะฮฺอัน-นูร อัลลอฮฺตรัสว่า
لَا تَحْسَبَنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا مُعْجِزِينَ فِي الْأَرْضِ وَمَأْوَاهُمُ النَّارُ ﴿النور: ٥٧﴾ 
“และเจ้าจงอย่าสงสัยหรือคาดว่าบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺนั้นจะทำให้พระองค์หมดความสามารถในการต่อสู้ต่อกับพวกเหล่านั้นและนรกนั้นจะเป็นที่พำนักของพวกเขาอย่างแน่นอน”
 
พี่น้องทุกท่านครับ ในโลกนี้ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่เราได้ศึกษา เราได้เห็นว่าบุคคลที่เคยมีอำนาจบารมี เคยอธรรมต่อผู้อื่น แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจที่เคยยึดครองอีกหลายประเทศนั้น เราได้เห็นว่าทุกอำนาจที่อยู่ในกรอบแห่งการดูแลของพระองค์นั้น ก็ต้องถูกจัดการอย่างยุติธรรมในโลกนี้
 
ผมจะเล่าถึงอำนาจของประเทศที่เคยถูกใช้อย่างอยุติธรรมเช่นในประเทศโรมันและเปอร์เซีย ซึ่งโรมันเคยยึดครองอาหรับทั้งมวลและอีกหลายประเทศเช่นอิตาลี จนถึงซีเรีย จนถึงอียิปต์ แต่บรรดามุสลิมีนที่ลุกมาต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ เผยแผ่สัจธรรมของพระผู้เป็นเจ้านั้นสามารถที่จะยับยั้งและยุติความอยุติธรรมของประเทศมหาอำนาจดังกล่าวในอดีต
 
บรรดามุสลิมีนสามารถจะประกาศพระอำนาจของอัลลอฮฺว่าเหนือกว่าอำนาจอื่นใดทั้งสิ้น และบุคคลที่เคยมีอำนาจและอธรรมผู้อื่น สุดท้ายก็ต้องถึงเวลาที่ถูกอธรรมหรือไม่อำนาจของเขาก็ต้องหมดไป นั่นคือธรรมชาติในโลกดุนยานี้
 
มีบทกลอนที่ชาวอาหรับกล่าวไว้ว่า
حُكمُ المَنِيَّةِ في البَرِيَّةِ جاري  ما هَذِهِ الدُنيا بِدَارِ قَرَار
อันมีใจความว่า “พระบัญชาของอัลลอฮฺต่อโลกนี้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องประสบกับความหายนะ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมุ่งสู่ความตายและการสิ้นสุด นั่นเป็นสิ่งที่จะต้องปรากฏในโลกดุนยานี้อย่างแน่นอน” 
 
เราต้องเชื่อว่าดุนยานี้ไม่ใช่โลกที่จะไว้ใจได้ ดังนั้นสิ่งที่เรากำลังเห็นและปรากฏในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจที่กำลังแสดงพลังและอธรรมต่อผู้อื่นโดยที่คิดว่าจะไม่มีใครสามารถคัดค้านหรือยับยั้งพวกเขาได้ อยากทำอะไรก็ทำเอง อยากปราบปรามคนอื่นก็ปราบปรามเอง โดยไม่มีมาตรการ ไม่มีมาตรฐานการในปฏิบัติการด้วยความยุติธรรม 
เราอย่าเชื่อว่าพวกเขาจะรอดพ้นจากการจัดการของพระผู้เป็นเจ้าไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครกล้ามาค้านการกระทำของพวกเขาในปัจจุบันนี้ แต่ต้องมีสักวันหนึ่ง สักช่วงหนึ่งที่ต้องปรากฏพระอำนาจของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตาอาลา เข้ามาเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ 
 
มีคำพูดที่บรรดาผู้ศรัทธามักจะกล่าวในทุกกรณีที่พบเห็นบุคคลที่มีความอธรรมกำลังแสดงพลังของเขาโดยที่คิดว่าไม่มีใครที่จะค้านหรือห้ามเขาได้ บรรดาผู้ศรัทธาจะกล่าวว่า
إِنَّ اللهَ يُمْهِلُ وَلَا يُهْمِلُ
หมายความว่า อัลลอฮฺจะทรงเปิดโอกาสแต่จะไม่ปล่อย อัลลอฮฺจะเปิดโอกาสให้ผู้อธรรมนั้นได้สำนึก ให้เตาบะฮฺ ให้กลับเนื้อกลับตัว เปิดโอกาสให้รำลึกถึงพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺที่มีเหนืออำนาจของพวกเขาที่กำลังใช้ในการอธรรม อำนาจที่นึกว่าเป็นอำนาจส่วนตัว หรืออำนาจที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง แต่ยังไม่เชื่อว่ามีอำนาจที่เหนือกว่าอำนาจของเขา มีบารมีของอัลลอฮฺที่จะสามารถยับยั้งและขัดขวางบารมีและอำนาจของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่เราต้องพยายามตระหนักและเชื่อมั่น อย่านึกว่าผู้อธรรมจะรอดในดุนยานี้
 
บรรดาซอลิม หรือผู้อธรรมนั้นมักจะอยู่ในสภาพที่เย่อหยิ่งแต่สุดท้ายอัลลอฮฺก็ต้องจัดการบรรดาซอลิมีน ผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่าบรรดาผู้ที่ถูกอธรรมนั้นอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ไม่มีคนช่วยเหลือ พี่น้องของเราถูกปิดล้อมในทุกสถานที่ ไม่มีคนที่พวกเขาจะพึ่งพาได้แล้ว ไม่มีประเทศใดที่พวกเขาจะขอความช่วยเหลือ แต่แน่นอนว่าแม้ว่ามุสลิมจะไม่มีความสามารถ หรือจะไม่มีใครมาช่วยเหลือพวกเขา แน่นอนว่าหากเขามุ่งสู่อัลลอฮฺ ผินหน้าไปสู่กิบละฮฺ หรือยกศีรษะไปสู่ฟากฟ้า ยกมือขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ ด้วยความศรัทธาในพระอำนาจ ในพระเดชานุภาพของพระองค์ โดยพวกเขากล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์ด้วยเถิด ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือฉันเถิด” นั่นย่อมเป็นคำวิงวอน เป็นดุอาอ์ที่จะต้องถูกตอบรับจากอัลลอฮฺอย่างแน่นอน
 
ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถจะทำได้ ก็คือประกาศสัจธรรม ช่วยเหลือบรรดาผู้ถูกอธรรม ทำหน้าที่ในการปราบปรามความชั่วเพื่อให้สัจธรรมความจริงนั้นปรากฏในโลกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถจะทำได้เราก็ต้องทำ ถ้าหมดหน้าที่ตรงนี้แล้วเราก็ต้องยกมือขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม ให้ปราบปรามผู้อธรรมนั่นคือสิ่งที่พวกเรานั้นต้องพยายามปฏิบัติเพื่อให้อีหม่านของพวกเรานั้นอยู่ในความมั่นคงอยู่เสมอ
 
อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า
وَإِنِ اسْتَنصَرُوكُمْ فِي الدِّينِ فَعَلَيْكُمُ النَّصْرُ ﴿٧٢﴾ 
“หากว่าพวกเขาได้ขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้าในเรื่องศาสนา พวกเจ้าทั้งหลายจงช่วยเหลือพวกเขา” 
 
ขอพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จงช่วยเหลือพี่น้องของเราที่ถูกล้อมในทุกประเทศที่ถูกอธรรม ขอพระองค์ทรงปราบปรามผู้ที่ใช้อำนาจของเขาในหนทางที่อยุติธรรม อามีน

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 11, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
 
 
0
Your rating: None

ชิรกฺ (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)

สู่อีหม่านที่มั่นคง 8 ตอน ชิรกฺ (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ) - อิคลาศ
 
อีหม่านที่มั่นคงของเราต้องการสองประการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ระบุไว้ในสูเราะฮฺอัล-บาเกาะเราะฮฺ ว่า 
 
﴿فَمَن يَكۡفُرۡ بِٱلطَّٰغُوتِ وَيُؤۡمِنۢ بِٱللَّهِ فَقَدِ ٱسۡتَمۡسَكَ بِٱلۡعُرۡوَةِ ٱلۡوُثۡقَىٰ ٢٥٦ ﴾ [البقرة: ٢٥٦]  
ซึ่งมีความหมายว่า “ใครก็ตามที่ปฏิเสธภาคีที่ถูกอ้างอิงกับพระองค์ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และศรัทธาในอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เท่านั้น บุคคลเหล่านั้น คือบุคคลที่ยึดมั่นในสายเชือกหรือในอีหม่านที่มั่นคง" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 256)
 
อีหม่านที่มั่นคงไม่ใช่เพียงแต่อีหม่านต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพียงอย่างเดียว ดังที่เราเคยอธิบายคำกล่าว "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" ซึ่งจะมีความหมายว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา" 
บรรดาอุละมาอ์กล่าวว่าว่า "การกล่าว 'ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ' จะมีสองประเภท ประเภทแรกก็คือ การยืนยันว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มีองค์เดียว และประการที่สองคือ การปฏิเสธผู้อื่นที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นพระเจ้า”
 
ดังนั้นการที่เราจะสร้างอีหม่านที่มั่นคงนั้นต้องมีเงื่อนไขอันสำคัญมาก คือการยืนยันการปฏิเสธว่าไม่มีพระเจ้าอื่น ไม่มีพระเจ้าที่สมควรได้รับการเคารพภักดี บูชาสักการะ นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตราบใดที่มีคนหนึ่งคนใดมีอีหม่านต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และอีหม่านของเขานั้นไปปะปน ไปผสมกับการศรัทธาในภาคีที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นพระเจ้ากับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลานั้น การที่จะศรัทธาในผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ถือว่าเป็นชิริก
 
คำว่า “ชิริกฺ” ในภาษาอาหรับก็มาจาก (شَرِكَ : يَشْرَكُ) หรือ (أَشْرَكَ : يُشْرِكُ) หมายถึงว่า ผสม หรือ นำผสมกับสิ่งอื่น ปะปนกัน นั่นก็คือ ลักษณะของตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ 
ดังนั้นความบริสุทธิ์ของอีหม่านที่มั่นคงนั้น ก็คือ การที่เราจะมีอีหม่านอย่างเดียว คืออีหม่านที่บริสุทธิ์ อีหม่านศรัทธาในอัลลอฮฺ สุบฮานะฮูวะตะอาลาเท่านั้น  โดยที่ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะมาปะปนกับอีหม่านของเรา ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา 
 
เราทราบกันดีว่า การที่เราจะอิบาดะฮฺ เคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ ต้องเป็นอิบาดะฮฺ ต้องเป็นการเคารพภักดีที่บริสุทธิ์ ที่มีอิคลาศ มีความบริสุทธิ์ใจ ที่มีความมุ่งมั่นสู่พระเจ้าองค์เดียว ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำศาสนาอัลอิสลาม โดยให้บรรดาผู้ศรัทธานั้นได้ปฏิบัติศาสนกิจต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา องค์เดียว และในขณะเดียวกัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็สอนบรรดาผู้ศรัทธา ให้รักษา อนุรักษ์การปฏิบัติศาสนกิจนั้นให้ปฏิบัติต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา องค์เดียว และพยายามไม่ให้มีการตั้งชิริกฺหรือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลานั้น เกิดขึ้นในชีวิตของมุสลิม แม้กระทั่งบางเรื่อง บางอย่างที่อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่เรื่องเหล่านั้นอาจจะทำลายความศรัทธาที่จะมีอยู่ในจิตใจขอมุอ์มิน นั้นที่อุละมาอ์เรียกว่า 
أَنَّ الْإِسْلَامَ جَاءَ لِحِمَايَةِ جَنَابِ التَّوْحِيْدِ
ความว่า “อิสลามนั้นถูกนำมาเพื่อรักษาอีหม่านที่มั่นคง รักษาการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา”
 
โดยที่อีหม่านของมุอ์มินนั้น ไม่บังควร หรือไม่อนุญาตเป็นอันขาดที่จะมีการตั้งภาคีกับพระองค์ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง ในซูเราะฮฺ อัซ-ซุมัร อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ระบุไว้ว่า 
﴿ وَلَقَدۡ أُوحِيَ إِلَيۡكَ وَإِلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكَ لَئِنۡ أَشۡرَكۡتَ لَيَحۡبَطَنَّ عَمَلُكَ وَلَتَكُونَنَّ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ ٦٥ بَلِ ٱللَّهَ فَٱعۡبُدۡ وَكُن مِّنَ ٱلشَّٰكِرِينَ ٦٦ ﴾ [الزمر: ٦٤،  ٦٥]  
ความว่า “เป็นสิ่งที่ท่านได้รับวะหฺยูแน่นอนแล้ว พร้อมกับบรรดานบีและเราะสูลที่มาก่อนเจ้า (อัลลอฮฺพูดกับท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นวะหฺยู หรือเป็นคำสั่งสอนที่ท่านได้รับมาแล้วพร้อมกับบรรดานบีและเราะสูลทั้งหมด) ว่า ถ้าหากว่าเจ้าได้ทำชิริกฺ แน่นอน การกระทำ การงานของเจ้านั้น ก็จะมีการขาดทุน และจะถือว่าเป็นโมฆะ (หมายถึงเป็นการกระทำอะมาลที่ไม่มีคุณค่า) ดังนั้นสูเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ และจงอยู่ในหมู่ผู้กตัญญู
 
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา "และเป็นผู้ขอบคุณพระองค์เถิด” (อัซ-ซุมัร : 64-64) การที่มุอ์มินนั้นทำอิบาดะฮฺหรือเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นเรื่องง่าย แต่การที่จะรักษาอีหม่าน รักษาการปฏิบัติศาสนกิจไม่ให้ปะปนกับชิริกฺ การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นเรื่องที่ลำบากมากทีเดียว เพราะการที่เราจะทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นเพียงแต่การกระทำ แต่การที่จะรักษาอีหม่าน รักษาเจตนารมณ์ มิให้มุ่งสู่ผู้อื่น นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องภายในที่อาจจะมีความยากลำบากที่จะควบคุมได้ ดังนั้นในกุรอานและในสุนนะฮฺของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงยืนยันว่า มุสลิมจำเป็นต้องรักษาอิคลาศ ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ขณะที่กำลังทำอิบาดะฮฺ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสว่า 
 
﴿ وَمَآ أُمِرُوٓاْ إِلَّا لِيَعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ ٥ ﴾ [البينة: ٥]  
ความว่า “และพวกเขามิได้ถูกใช้ให้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด นอกจากเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยความบริสุทธิ์ใจ” (อัล-บัยยินะฮฺ : 5)
 
หมายความว่า การปฏิบัติศาสนกิจ ถ้าไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอิคลาศ ไม่มีความมุ่งมั่นสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ก็ถือว่าเป็นการเคารพภักดีที่ไม่มีคุณค่า และนั่นเป็นประเด็นหรือเป็นเงื่อนไข ที่ชัดเจนในหลักการของศาสนาอิสลาม 
 
การที่จะตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มิใช่เพียงแต่กราบรูปเจว็ด หรือสุญูด และนำสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือวัตถุมาเคารพภักดี หรือมาให้ความสำคัญ ให้ความยิ่งใหญ่ในชีวิตของเรา มุสลิมบางคนนึกว่าชิริกฺ คือเอารูปเจว็ดมาตั้งที่บ้านหรือนำหน้าผากไปกราบต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นวัตถุ นั่นคือลักษณะชิริกฺที่ชัดเจน โดยที่มุสลิมทั่วไปจะเข้าใจอย่างแน่นอนว่ามันจะทำลายอีหม่านที่มั่นคง แต่จะมีชิริกฺบางอย่างที่เรียกว่า ชิริกฺลับ หมายถึง การตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในเชิงลับ ซึ่งมุสลิมส่วนมาก หรือบางคนที่อาจจะมีอีหม่านจะกระทำโดยไม่รู้สึกและนั่นเป็นสิ่งที่อันตรายมากต่ออีหม่านที่มั่นคงที่เราต้องการอนุรักษ์ หรือต้องการสร้างอย่างต่อเนื่องในชีวิตของเรา 
 
การที่จะตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มันมีแนวทางที่เกี่ยวกับความเชื่อในผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การให้ความสำคัญผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในการรักในสิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่ากับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หรือเหนือกว่า ดังที่ในกุรอานกล่าวว่า
 
﴿ وَمِنَ ٱلنَّاسِ مَن يَتَّخِذُ مِن دُونِ ٱللَّهِ أَندَادٗا يُحِبُّونَهُمۡ كَحُبِّ ٱللَّهِۖ وَٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ أَشَدُّ حُبّٗا لِّلَّهِۗ ١٦٥ ﴾ [البقرة: ١٦٥]  
ความว่า “และมีมนุษย์บางคนจะรักใคร่ หรือจะมีความรักต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งความรักเหล่านั้นเท่าเทียมกับความรักที่เขาจะให้กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หรือมากกว่าความรักที่จะมีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แต่บรรดาผู้ศรัทธานั้น แน่นอนแล้วจะรักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เหนือสิ่งอื่นใด” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 165)
 
ซึ่งความรักเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ บางคนอาจจะนึกว่า ชิริกฺ หรือการตั้งภาคี มันจะเกี่ยวกับอะไรความรัก ซึ่งความรักบางคนอาจจะไม่เข้าใจว่ามันเป็นอิบาดะฮฺ ได้อย่างไร แน่นอนว่าอิบาดะฮฺที่เราจะปฏิบัติต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การปฏิบัติศาสนกิจนั้น มิใช่เพียงแต่การปฏิบัติด้วยอวัยวะของเรา แต่การปฏิบัติศาสนกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือการเคารพภักดีด้วยจิตใจภายใน ด้วยหัวใจของเรา
 
การที่เราจะรักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาถือว่าเป็นอิบาดะฮฺชนิดหนึ่ง เป็นอิบาดะฮฺที่ยิ่งใหญ่ และการที่เราจะรักสิ่งหนึ่งสิ่งใดพร้อมกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ก็ถือว่าเป็นลักษณะชิริกฺอย่างหนึ่ง  เรารักลูกหลาน ภรรยา สามี เรารักวัตถุที่มีอยู่ในโลกดุนยา อันนี้ไม่ผิด แต่การที่จะให้ความรักเหล่านั้น อยู่ในตำแหน่งเดียวกับการรักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยที่จะให้มีสิทธิเหนือกว่าสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นก็คือระดับที่อันตรายแล้ว ถ้าหากว่าความรักต่อลูกจะทำให้เราหลงลืมศาสนา ความรักต่อสามี ต่อภรรยา จะให้หลงลืมต่อหลักการศาสนา ความรักต่อรถยนต์หรือบ้านหรือทรัพย์สินของเราให้มีความสำคัญเหนือกว่าการปฏิบัติศาสนกิจ การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นก็คือลักษณะชิริกฺอย่างหนึ่ง ที่เราต้องระมัดระวัง ต้องขับไล่จากจิตใจของเรา...
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 8, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

สิ่งที่ทำลายอีมาน (ชิรกฺ)

สู่อีมานที่มั่นคง ตอนที่ 10 สิ่งที่ทำลายอีมาน (ชิรกฺ)
 
สืบเนื่องจากเรื่องอีมาน พร้อมกับสิ่งที่ทำลายอีมาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้เรานั้นสามารถสร้างอีมานที่มั่นคง ความศรัทธาที่เข้มงวด เป็นประเด็นที่เราเน้นมากในหัวข้อของเราก็คือ การรักษาการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยมุ่งสู่พระผู้เป็นเจ้า ในการปฏิบัติศาสนกิจ ในการทำอิบาดะฮฺ เคารพภักดีต่อพระองค์ โดยไม่มีการตั้งภาคีกับพระองค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่อัลกุรอานและหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะเน้นอย่างมาก และเป็นภาระกิจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมุสลิม ซึ่งต้องอนุรักษ์ไว้ โดยไม่อนุญาตให้คนหนึ่งคนไหนอ้างตัวว่าเป็นมุอ์มินหรือมีอีมาน แต่อีมานของเขานั้นยังมีการตั้งภาคีหรือมีชิรกฺ หรือมีผู้หนึ่งผู้ใดที่เคารพภักดี หรือให้ความสำคัญ หรือมุ่งหมายสู่เขานอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับอีมานที่มั่นคง เพราะภาคีเหล่านั้นคือสิ่งที่จะทำลายอีมานดังกล่าว 
 
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ในสูเราะฮฺ อัล-อันอาม ว่า 
 
الَّذِينَ آمَنُوا وَلَمْ يَلْبِسُوا إِيمَانَهُم بِظُلْمٍ أُولَـٰئِكَ لَهُمُ الْأَمْنُ وَهُم مُّهْتَدُونَ ﴿الأنعام: ٨٢﴾
ซึ่งมีความหมายว่า “บรรดาผู้ศรัทธาที่ศรัทธาต่อ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หรือมีอีมานและไม่ได้ให้อีมานของพวกเขาเหล่านั้นประกอบด้วยซุลมฺ หรือด้วยความอธรรม บุคคลเหล่านั้นคือบุคคลที่จะประสบกับความปลอดภัย และจะอยู่ในหนทางที่มีฮิดายะฮฺ หรือทางนำจากพระองค์ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา” (อัล-อันอาม : 82)
 
ท่านอิมามอิบนิกะษีร ได้ดีความอธิบายอายะฮฺนี้ ด้วยคำพูดที่ว่า 
هؤلاء الذين أخلصوا العبادة لله وحده لا شريك له
บรรดามุอ์มินีนที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงยกย่องหรือสรรเสริญในอายะฮฺนี้ “คือบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้ปฏิบัติศาสนกิจหรืออิบาดะฮฺด้วยอิคลาศ ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะและไม่มีภาคีใดๆ ต่อพระองค์” 
ولم يشركوا به شيئا ، هم الآمنون يوم القيامة ، المهتدون في الدنيا والآخرة
“และพวกเขาไม่ได้ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ บุคคลเหล่านั้นคือบุคคลที่จะได้รับความปลอดภัยในวันกิยามะฮฺ และจะอยู่ในหนทางฮิดายะฮฺหรือทางนำ ทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ”
 
พี่น้องผู้ศรัทธา ผู้มีอีมานทั้งหลาย การที่เราจะมีอีมานอย่างมั่นคงและบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่ลำบาก ฉะนั้นการที่เราจะนึกว่าอีมานของเราจะไม่มีชิรกฺ หรือไม่มีการตั้งภาคีนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งบรรดาเศาะหาบะฮได้ยินอายะฮฺที่กล่าวไว้ข้างต้น บรรดาอีมานที่ไม่มีซุลมฺ หรือความอธรรม บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า 
 
يا رسول الله ، فأينا لا يظلم نفسه؟
"โอ้เราะสูลของอัลลอฮฺ มีใครในหมู่พวกเราบ้างที่จะไม่มีความอธรรมต่อตนเอง" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงอธิบายว่า 
إنه ليس الذي تعنون! ألم تسمعوا ما قال العبد الصالح : ( يا بني لا تشرك بالله إن الشرك لظلم عظيم ) إنما هو الشرك "رواه أحمد
“ความอธรรมในอายะฮฺนี้นั้นไม่ใช่อย่างที่พวกท่านเข้าใจ พวกท่านไม่เคยได้ยินคำสั่งเสียของบ่าวศอลิหฺคนหนึ่งหรอกหรือ ? ที่เขากล่าวว่า “โอ้ลูกรัก เจ้าจงอย่าตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ เพราะแท้จริงการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนั้นถือเป็นซุลมฺ (ความอธรรม) ที่ใหญ่หลวงยิ่ง” (บันทึกโดยอิมามอะหฺมัด)
 
นั่นหมายรวมว่า การตั้งภาคี การมีชิรกฺอย่างชัดเจนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นเป็นสิ่งที่จะทำลายอีมานของเราอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราจะพบว่าในทุกวันทุกคืนจะมีมุสลิมที่พยายามะสำรวจและพิจารณาอีมานที่อยู่ในจิตใจของเขาให้พ้นจากชิรกฺ หรือพ้นจากสิ่งที่จะทำลายอีมานของเขา
 
สิ่งที่จะทำลายอีมานได้อีกประการนั้นก็คือ การทำผิด มะอฺศียะฮฺ การฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และนั่นจะเป็นสิ่งที่เราจะพูดคุยกัน อันเนื่องจากอีมานที่มั่นคงนั้นต้องปราศจากสิ่งที่ทำลายอีมาน ต้องพ้นจากสิ่งที่จะทำให้อีมานนั้นลดลง หรือขาดทุน ตราบใดที่มุอ์มินมีความสามารถในการปกป้องอีมานของเขาจากชิรกฺ จากการตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ จากมะอฺศียะฮฺ การฝ่าฝืนต่างๆ นั่นก็คือมุอ์มินที่มีอีมานที่มั่นคง
 
พี่น้องผู้ศรัทธาผู้มีอีมานทั้งหลาย เราจะสามารถสร้างอีมานที่มั่นคงได้ โดยการรักษาการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาในการปฏิบัติศาสนกิจ การมุ่งสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในการทำอิบาดะฮฺ ดังนั้นลักษณะการทำอิบาดะฮฺที่ไม่มีการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องมีความรัก ต้องมีความสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่เราจะถวายให้อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เปรียบเสมือนดั่งของขวัญที่เรานำไปมอบให้แก่พี่น้องที่รักของเรา ทุกคนให้ความสนใจอย่างมากต่อของขวัญที่จะมอบให้กับพี่น้องของเรา ซึ่งเป็นของขวัญที่เมื่อให้กับเขาแล้ว เป็นสิ่งที่สมควรจะรับ น่ารับได้ และทุกคนจะพูดในสังคมว่า ของขวัญที่เราจะให้แก่คนอื่นนั้น ถ้าหากว่ามีตำหนิหรือมีลักษณะที่น่าเกลียด แน่นอนว่าคนอื่นก็ต้องตำหนิเราว่าทำไมถึงนำสิ่งที่มีตำหนิหรือมีลักษณะที่น่าเกลียดนั้นให้เป็นของขวัญแก่บุคคลอันเป็นที่รักของเรา
 
สำหรับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สิ่งที่เราจะถวายให้แก่พระองค์ ซึ่งจะเป็นการทำอิบาดะฮฺทุกประการ แน่นอน เราต้องพยายามให้การทำอิบาดะฮฺของเรานั้นเป็นการปฏิบัติศาสนกิจที่สมบูรณ์ที่สวยงาม ที่มีคุณลักษณะอันดีงาม และนั่นเป็นสิ่งที่จะบอกถึงความมีอีมาน การมีความศรัทธาที่มั่นคงภายในจิตใจของเรา มุอ์มินทุกคนพยายามรักษาอะมั้ลอิบาดะฮฺของเขาในลักษณะที่สมบูรณ์ ตั้งแต่เริ่มอิบาดะฮฺจนท้ายของอิบาดะฮฺ เช่นการละหมาด ในการละหมาดนั้นเราจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ใจ ความสมบูรณ์ของมัน ตั้งแต่เริ่มตักบีรฺ อัลลอฮุอักบัรฺ จนกระทั่งจบการละหมาดด้วยการกล่าว อัสลามมุอะลัยกุม และมุสลิมยิ่งมีอีมานมาก ยิ่งรักษาอิบาดะฮฺ การปฏิบัติศาสนกิจของเขาที่ถวายให้แก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นเป็นสิ่งที่บรรดานบีและเราะสูล โดยเฉพาะท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ปฏิบัติไว้ และสั่งสอนไว้ ให้ประชาชาติทั้งหลายปฏิบัติเช่นกัน 
 
ไม่ถือเป็นสิ่งที่ต่ำต้อย หากเราจะนอบน้อมตัวทำอิบาดะฮฺให้แก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยความเคารพภักดี ด้วยความคุชูอฺต่ออัลลออฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยการยืนยันว่า ไม่มีผู้อื่นที่เราจะมุ่งสู่หรือจะตั้งใจทำอิบาดะฮฺให้แก่เขานอกจากพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา
ในอัลกุรอานมีอายะฮฺที่น่าสนใจมาก ถึงลักษณะการทำอิบาดะฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ ที่บรรดานบีและเราะสูลได้ปฏิบัติ หรือแม้กระทั่งบรรดามลาอิกะฮฺที่อยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา
 
لَّن يَسْتَنكِفَ الْمَسِيحُ أَن يَكُونَ عَبْدًا لِّلَّـهِ وَلَا الْمَلَائِكَةُ الْمُقَرَّبُونَ وَمَن يَسْتَنكِفْ عَنْ عِبَادَتِهِ وَيَسْتَكْبِرْ فَسَيَحْشُرُهُمْ إِلَيْهِ جَمِيعًا ﴿النساء: ١٧٢﴾
ซึ่งมีความหมายว่า “ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม จะไม่รังเกียจที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แม้กระทั่งบรรดามลาอิกะฮฺที่อยู่ใกล้ชิดกับพระองค์ก็จะไม่รังเกียจการเคารพภักดี ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาและจะไม่มีลักษณะโอหัง และบุคคลที่จะรังเกียจการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา  หรือจะไม่ยอมต่ำต้อยให้แก่พระองค์นั้น พระองค์ก็จะนำบุคคลเหล่านั้นไปสู่พระองค์ในวันกิยามะฮฺทั้งหมด"  (อัน-นิสาอ์ : 172)
 
นั่นเป็นสิ่งที่จะบ่งบอกว่าการที่เราจะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ในการเคารพภักดีทำอิบาดะฮฺ โดยไม่มีความรังเกียจในจิตใจของเรา นั่นเป็นสิ่งที่บรรดานบีและเราะสูลและบรรดามลาอิกะฮฺได้ปฏิบัติ 
มีรายงานจากท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า บรรดามลาอิกะฮฺที่เคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มีหลายหมู่ มีหลายชนิด มีมลาอิกะฮฺที่อยู่ในลักษณะสุญูด มีมลาอิกะฮฺที่อยู่ในลักษณะรุกัวะ มีมลาอิกะฮฺที่อยู่ในลักษณะการสรรเสริญยกย่องพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นับตั้งแต่วันที่อัลลอฮฺทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน โดยพวกเขาจะอยู่ในลักษณะเช่นนั้นจนถึงวันกิยามะฮฺ และเมื่อถึงวันกิยามะฮฺแล้ว บรรดามลาอิกะฮฺที่ได้ทำอิบาดะฮฺตลอดการนั้นจะกล่าวต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ว่า 
 
رَبّنَا مَا عَبَدْنَاك حَقّ عِبَادَتك
“โอ้พระผู้อภิบาลของเรา เรามิได้ปฏิบัติศาสนกิจหรืออิบาดะฮฺอย่างสมบูรณ์ อย่างพอเพียง อย่างสมควรที่เราต้องปฏิบัติต่อพระองค์ (จึงขออภัยโทษต่อพระองค์)” (อัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ ในหนังสืออัส-สิลสิละฮฺ อัศ-เศาะฮีหะฮฺ)
 
นั่นเป็นลักษณะของบรรดามลาอิกะฮฺที่ได้ทำอิบาดะฮฺตลอดกาล  แต่ยังรู้สึกบกพร่องต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มุอ์มินก็เช่นเดียวกัน อีมานที่มั่นคง ก็คืออีมานของบุคคลที่รู้สึกว่า การทำอิบาดะฮฺของเขาต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องมีลักษณะบกพร่อง ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ขัดกับความประสงค์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จึงต้องพยายามปรับปรุง แก้ไขทุกสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำอิบาดะฮฺของเขา และนั่นคือลักษณะที่จะบ่งบอกถึงอีมานที่มั่นคงที่มีในจิตใจของเขา
 
เรื่องราวที่เราพูดถึงในอีมานที่มั่นคง ถึงแม้ว่าจะเกี่ยวกับการทำอิบาดะฮฺหรือการดำเนินชีวิตของเรา มีความประสงค์ที่อยากจะให้พี่น้องจำไว้ตลอดนั่นก็คือ หน้าที่ของมุอ์มิน นั้นต้องปรับปรุงอีมานของเขา ต้องรักษาอีมานของเขา มุ่งสู่อีมานที่มั่นคง
 
หากว่าเรารู้สึกว่ามันจะเป็นภาระ มันจะเป็นเรื่องที่ลำบากยาก มันก็อาจจะใช่ แต่เป็นสิ่งที่เราต้องจำไว้อยู่เสมอว่า ถ้าหากว่าเราไม่ทำหน้าที่ในการรักษาอีมานของเรา  ปรับปรุงอีมานของเรา  พยายามให้อีมานของเราบรรลุความสมบูรณ์ที่เราต้องการ ในชีวิตนี้ก็จะไม่มีภาระอื่นที่มีความสำคัญ เพราะกิจกรรมต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกดุนยานี้ การทำมาหากิน หรือเรื่องสนุกสนานหรือเรื่องอื่นๆของดุนยานี้ มักจะไม่มีคุณค่าหรือจะไม่มีความสำคัญ หรือจะไม่มีผลกระทบมากนักในวันกิยามะฮฺ แต่สิ่งที่จะเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความสำคัญและอันตรายอีกด้วย ก็คือการที่เราจะรักษาอีมานของเราตั้งแต่บรรลุศาสนภาวะจนกระทั่งถึงอะญัล ถึงเวลาแห่งความตาย เพื่อให้ก่อนที่วิญญาณออกจากร่างของเราให้เราสามารถยืนหยัดในอีมานที่มั่นคงด้วยคำกล่าวว่า “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ มุฮัมมะดุน เราะสูลลุลลอฮฺ”
ฝากไว้กับพี่น้องเพียงแค่นี้...วัสลามมุอะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 10, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

ดุอาอฺมุสตะญาบ (ดุอาอฺที่อัลลอฮฺตอบรับ)

 
การปฏิบัติศาสนกิจที่จะก่อให้เกิดอีมานที่มั่นคงในชีวิตของมุอ์มินนั้นมีหลายชนิด หลายรูปแบบ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สอนบรรดาผู้ศรัทธาให้ปฏิบัติ มีทั้งการละหมาด การถือศีลอด การซิกรุลลอฮฺ การอ่านอัลกุรอาน และการทำความดีทั่วๆ ไป อันเป็นกรอบของการปฏิบัติศาสนกิจที่จะสร้างอีมานที่มั่นคงนะครับพี่น้อง 
 
การปฏิบัติอิบาดะฮฺเพื่อแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น เป็นศาสนกิจที่มีความสำคัญยิ่งในชีวิตของเรา  เราจำต้องศึกษาสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งท่านได้แนะนำให้ปฏิบัติสิ่งที่มีความสำคัญในการทำอิบาดะฮฺ เช่น การขอดุอาอ์ คือการวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา เป็นอิบาดะฮฺที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า
الدعاء هو العبادة
ความว่า “การขอดุอาอ์ (การวิงวอนต่ออัลลอฮฺ) นั้นคืออิบาดะฮฺที่แท้จริง”
 
และมีหะดีษอีกบทหนึ่ง อีกสำนวนหนึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า
الدعاء مخّ العبادة
ความว่า “การขอดุอาอ์นั้นเป็นสมอง (หรือหัวหน้า) ของ อิบาดะฮฺ”
 
นั่นคือความสำคัญของการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ซึ่งในอัลกุรอานก็ได้ยืนยันในความหมายเดียวกับที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ระบุไว้ อัลลอฮฺตรัสว่า
 
﴿ وَقَالَ رَبُّكُمُ ٱدۡعُونِيٓ أَسۡتَجِبۡ لَكُمۡۚ إِنَّ ٱلَّذِينَ يَسۡتَكۡبِرُونَ عَنۡ عِبَادَتِي سَيَدۡخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ ٦٠ ﴾ [غافر: ٦٠]  
“และองค์อภิบาลของพวกเจ้าตรัสว่า (โอ้บ่าวของข้าทั้งหลาย) พวกเจ้าจงขอดุอาอ์ต่อข้า แล้วแน่นอนว่าข้าจะตอบรับการวิงวอนของพวกเจ้าทั้งหลาย และใครก็ตามที่เย่อหยิ่ง (ปฏิเสธ)ที่จะอิบาดะฮฺต่อข้านั้น แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องเข้านรกญะฮันนัมในสภาพที่ต่ำต้อย” (ฆอฟิร : 60)
 
ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ทรงสั่งใช้ ทรงมีคำบัญชาแก่บ่าวของพระองค์ให้ปฏิบัติหน้าที่ในการวิงวอน ในการนอบน้อม ในการต่ำต้อยต่อพระองค์ ด้วยการขอดุอาอ์ ด้วยการเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากพระองค์
 
การปฏิบัติอิบาดะฮฺนั้นเป็นลักษณะปกติของบรรดาผู้ศรัทธา และความสัมพันธ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ก็ถือเป็นลักษณะปกติของบรรดาผู้ศรัทธาเช่นเดียวกัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
من لا يسأل الله يغضب عليه
ความว่า “ใครก็ตามที่ไม่วิงวอนขอจากอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงกริ้วเขา”
 
บุคคลที่ไม่ขอดุอาอ์ ไม่ขอสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องการจากอัลลอฮฺ เขาจะเป็นผู้ที่ถูกพระองค์ทรงกริ้ว การที่จะขอดุอาอ์จากอัลลอฮฺ ในทุกสิ่งทุกอย่างนั้น คือลักษณะที่จะบ่งบอกว่ามุอ์มินนั้นมีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา
 
พี่น้องครับ ในกรณีที่เรามีความจำเป็น หรือกรณีฉุกเฉิน หรือประสบกับความยากลำบากในดุนยานี้ เราจะหันหน้าไปทิศไหนก็ตามก็จะไม่มีสิ่งใดที่เราจะพึ่งได้ ไม่มีสิ่งใดที่เราจะวิงวอนจะขอดุอาอ์ได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เรารู้สึกอบอุ่นได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เรารู้สึกถึงความสำเร็จได้นอกจากทิศทางที่เราจะยกมือขึ้นสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา โดยตระหนักและมีความเชื่อมั่นว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา องค์เดียวเท่านั้น ที่มีเดชานุภาพที่จะตอบรับการวิงวอน การขอดุอาอ์ของเรา นั่นคืออีมานของมุอ์มินที่ตระหนักว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ทรงเป็นที่พึ่งของเขา ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
 
﴿ قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ ١ ٱللَّهُ ٱلصَّمَدُ ٢ ﴾ [الاخلاص: ١،  ٢]
ความว่า “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่าอัลลอฮฺนั้นทรงเอกะ อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง” (อัล-อิคลาศ : 1-2)
 
หมายถึงอัลลอฮฺทรงเป็นที่พึ่งที่มุอ์มินจะมุ่งสู่พระองค์ในการวิงวอน ในการขอดุอาอ์ ในการเรียกร้องให้พระองค์ทรงแก้ไขทุกสิ่ง ทุกปัญหาในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวหรือจะเป็นปัญหาส่วนรวม ในสถานการณ์ที่เรากำลังประสบขณะนี้นะครับ การที่เราจะขอดุอาอ์นั้นเป็นขั้นต่ำที่สุดของบรรดาผู้ศรัทธา เพราะการขอดุอาอ์นั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถปฏิบัติได้ แต่แน่นอนว่าการที่เราจะขอดุอาอ์นั้นต้องมีเงื่อนไขต่างๆ ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ตั้งไว้ ซึ่งเราต้องปฏิบัติตามเพื่อให้การขอดุอาอ์นั้นประสบความสำเร็จ หรือประสบกับการตอบรับจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา
 
เงื่อนไขของดุอาอ์ต่างๆ ที่เราจะปฏิบัตินะครับ สำคัญที่สุดตามที่บรรดาอุละมาอ์กล่าวไว้
 
เงื่อนไขที่หนึ่ง การรับประทานอาหาร หรือริซกีต่างๆ ที่เราจะนำมาสู่ครอบครัวของเรานั้น ต้องเป็นอาหาร เป็นปัจจัยยังชีพหรือริซกีที่หะลาล ไม่นำสิ่งหะรอม อันเป็นข้อห้ามในศาสนาอิสลามมาเป็นปัจจัยยังชีพ มาเป็นอาหารที่เราและครอบครัวของเรารับประทาน  นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดนะครับสำหรับการดุอาอ์ การวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา การที่เราจะวิงวอนต่อพระองค์นั้น ดุอาอ์ที่เราขอต้องออกจากปากที่รับประทานอาหารที่บริสุทธิ์ ที่ได้รับประทานอาหารที่ไม่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม อาหารหะลาลนั้นไม่ใช่อาหารที่เราเข้าใจกันแค่เพียงว่า ไม่ใช่หมูหรือสุรานะครับ แต่อาหารหะลาลนั้นหมายถึงอาหารที่บริสุทธิ์ ที่ศาสนายอมรับว่าไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และเข้าสู่กรรมสิทธิ์ของเราด้วยวิถีทางที่ถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลาม ไม่ไปหยิบจากคนอื่น ไม่ไปขโมยจากคนอื่น ไม่ไปยึดจากคนอื่น นี่คือคำว่าหะลาล และยังหมายถึงอาหารที่ไม่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม เช่น อาหารที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่าเป็นอาหารที่ถูกอนุมัติ หรืออนุโลมให้รับประทานได้
 
เงื่อนไขที่สอง ต้องเป็นดุอาอ์ที่ไม่มีการละเมิดขอบเขต หมายถึงไม่เป็นการดุอาอ์ที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม เช่น การขอดุอาอ์สาปแช่งเครือญาติของเรา หรือขอดุอาอ์ให้อัลลอฮฺทำลายพี่น้องมุสลิมของเรา นี่เป็นดุอาอ์ที่ละเมิดขอบเขต ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา จะไม่ทรงตอบรับอย่างแน่นอน
 
ดุอาอ์ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา จะทรงตอบรับนั้น คือดุอาอ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของมุสลิม เช่น ดุอาอ์หรือคำวิงวอนของผู้ที่ถูกอธรรม ซึ่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้บอกว่าดุอาอ์ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา จะทรงตอบรับอย่างแน่นอนนั้น คือดุอาอ์ของผู้ถูกอธรรม ซึ่งจะขึ้นไปอยู่บนเมฆ จนอัลลอฮฺจะตรัสว่า 
وَعِزَّتِي لَأَنْصُرَنَّكِ وَلَوْ بَعْدَ حِينٍ
ความว่า “และด้วยเกียรติของข้า แน่นอนข้าจะช่วยเหลือเจ้า ถึงแม้ว่าจะช้านานแค่ไหน”
 
โดยแน่นอนแล้วข้าจะตอบรับ จะปฏิบัติตามคำเรียกร้อง คำวิงวอนของบ่าวของข้า ถึงแม้ว่าจะช้าจะนานแค่ไหน แต่ข้าต้องตอบรับคำวิงวอนของเขา นี่เป็นคำยืนยันจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ว่าดุอาอ์ของผู้ที่ถูกอธรรมนั้น จะถูกตอบรับอย่างแน่นอน ดังนั้นเมื่อเราเห็นผู้ที่ถูกอธรรมในสถานการณ์ปัจจุบันนี้นะครับ มีความชัดเจนแล้ว เราสามารถยกมือขอดุอาอ์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ด้วยความมั่นใจ ด้วยความแน่นอนว่าดุอาอ์ของเราจะต้องถูกตอบรับ แต่อัลลอฮะจะทรงตอบรับเมื่อไหร่นั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา
 
ซึ่งเป็นมารยาทและเป็นเงื่อนไขที่เราต้องเชื่อด้วยนะครับว่า การที่เราจะขอดุอาอ์นั้น การตอบรับไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา หน้าที่ของมุอ์มินนั้นมีเพียงอย่างเดียวคือต้องขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ ต้องปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ส่วนการตอบแทนนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา เพียงพระองค์เดียว เราไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าเราขอแล้วแต่อัลลอฮฺไม่รับ ทำไมเราไม่เห็นสิ่งที่เราขอนั้นปรากฏในโลกนี้ เพราะการที่เราขอดุอาอ์นั้น อัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ทรงรอบรู้ว่าการตอบรับดุอาอ์ของเรานั้นมันจะส่งผลดีต่อเราหรือไม่ อาจจะมีความประสงค์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ที่จะไม่ทรงตอบรับดุอาอ์ของเรา ในเร็วๆ นี้ อาจจะมีพระประสงค์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ที่จะให้ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเห็นอยู่นี้ต้องประสบกับประชาชาติอิสลามช่วงหนึ่งช่วงใดเพื่อเป็นการทดสอบ แต่สิ่งที่เราต้องมีความตระหนักและมีความเชื่อมั่นนะครับ ว่าดุอาอ์ที่เราวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา นั้นต้องมีการตอบรับจากพระองค์อย่างแน่นอน
 
มีอีกเงื่อนไขสำคัญที่เราจะวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ก็คือ การที่เราจะต้องขอดุดาอ์ต่ออัลลอฮฺด้วยความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงมีความสามารถ มีเดชานุภาพที่จะตอบรับดุอาอ์ของเรา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
ادعوا الله وأنتم موقنون بالإجالة
ความว่า “พวกท่านทั้งหลายจงขอดุอาอ์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ด้วยยะกีน (ความมั่นใจ) ว่าพระองค์จะทรงตอบรับดุอาอ์ของพวกท่าน”
 
หมายถึงมุอ์มินที่มีอีมานที่มั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้านั้นต้องเชื่อว่าอัลลอฮฺทรงสามารถกระทำได้ในสิ่งที่เราขอจากพระองค์ แต่ถ้าหากว่าเรายกมือโดยมีความสงสัย หรือยะกีน(คือความมั่นใจ ความมั่นคง)ของเราต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา นั้นไม่สมบูรณ์ ตั้งข้อสงสัยว่าอัลลอฮฺจะทรงทำได้หรือเปล่า สิ่งที่เราขอนั้นจะมีหรือเปล่า ความสงสัยเหล่านี้ หรือความสงสัยที่เรามีอยู่ขณะขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา นั่นเป็นสิ่งที่จะทำลายความบริสุทธิ์ของดุอาอ์ของเรา
 
ดังนั้นการที่เราจะปรับลักษณะความบริสุทธิ์ของดุอาอ์ของเรานั้น เราต้องปฏิบัติการดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ให้สอดคล้องกับความศรัทธาของเราที่มีต่อพระองค์ มุอ์มินเท่านั้นนะครับที่จะขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา ด้วยความมั่นใจว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา จะทรงตอบรับคำวิงวอนของเขาอย่างแน่นอน 
 
พี่น้องครับ จงขอดุอาอ์ให้พี่น้องของเราด้วยการดุอาอ์ในกุนูตในละหมาด (กุนูตนาซิละฮฺ หรือนะวาซิล) ด้วยการดุอาอ์นอกละหมาด ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ที่เราสามารถยกมือวิงวอนขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮู วะตะอาลา พี่น้องจงขอดุอาอ์จากพระองค์ให้พี่น้องมุสลิมของเราที่กำลังประสบความยากลำบากให้รอดพ้นจากความยากลำบากดังกล่าว จงขอดุอาอ์ให้ศัตรูของอัลอิสลามจงพบกับความพินาศ ให้ประสบกับความยากลำบากเช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้กับพี่น้องนะครับ
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 12, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
 
 
0
Your rating: None

การรักษาอีมานให้มั่นคงเมื่อมุสลิมถูกอธรรม 1

ในพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานจะมีหลายอายะฮฺ หลายสูเราะฮฺ ที่พูดถึงสถานการณ์ที่บรรดาผู้ศรัทธาจะประสบกับปัญหาต่างๆ ในโลกนี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่จะทำให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายอยู่ในลักษณะอ่อนแอจนอาจจะไม่สามารถพึ่งใครได้ในโลกนี้ ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้ในโลกนี้ แต่ในบรรดาอายะฮฺและสูเราะฮฺต่างๆ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะประกาศความยิ่งใหญ่ของพระองค์ไว้เพื่อให้บรรดาผู้ศรัทธามีความมั่นใจ เชื่อมั่นในเดชานุภาพของพระองค์  
 
บรรดาอายะฮฺต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นการสร้างอีมานที่มั่นคง ในสภาวะที่บรรดาผู้ศรัทธาอ่อนแอหรือในลักษณะที่พ่ายแพ้ต่อศัตรู ดังที่มีอยู่ในสูเราะฮฺ อาลิอิมรอน อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ให้คำแนะนำแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ของการเผยแพร่อิสลามของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม (สงครามอุฮุด) ระหว่างบรรดาผู้ศรัทธากับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา สงครามในครั้งนี้บรรดาผู้ศรัทธามีกำลังพลน้อยกว่าแต่กลับสามารถเอาชนะบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในช่วงแรกของสงคราม ทว่าหลังจากที่มีผู้ศรัทธาบางส่วนได้ฝ่าฝืนคำสั่งของ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยเฉพาะบรรดาพลธนูที่ท่านนบีสั่งให้ขึ้นบนภูเขาเพื่อเฝ้าอยู่ด้านหลังทัพของบรรดาผู้ศรัทธา แต่พวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านนบีจึงทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาสามารถล้อมและฆ่ากองทัพบรรดาผู้ศรัทธาได้ แต่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็สูญเสียกำลังพลไปไม่ใช่น้อยเช่นกัน และบางส่วนก็หนีกลับเข้ามักกะฮฺไปแล้ว
 
ขณะนั้นได้มีเสียงหลายเสียงจากบรรดาผู้ศรัทธาที่ต้องการจะตามไปมักกะฮฺเพื่อแก้แค้น แต่ก็มีเสียงหนึ่งจากบรรดาผู้ศรัทธาได้บอกให้ตระหนักถึงกำลังพลที่น้อยกว่าและอย่าคิดว่าจะสามารถเอาชนะกำลังพลที่มากกว่าของทัพผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ การพูดแบบนี้ก็ทำให้กำลังใจของบรรดาผู้ศรัทธาถดถอยลง จึงมีดำรัสจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สั่งให้บุคคลที่เป็นผู้ศรัทธามีความเชื่อมั่นในคำสัญญาของพระองค์ และไม่ตกเป็นเหยื่อในการสร้างความอ่อนแอภายในจิตใจของบรรดาผู้ศรัทธาที่เราเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า สงครามด้านจิตใจ ที่บรรดาศัตรูของอิสลามใช้ในการทำลายกำลังใจของบรรดาผู้ศรัทธาให้หมดสิ้นไป ดังนั้นอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จึงทรงให้กำลังใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาให้เชื่อมั่นในสัญญาของพระองค์ ที่จะช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาให้ประสบกับชัยชนะอย่างแน่นอน 
 
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า
 
الَّذِينَ قَالَ لَهُمُ النَّاسُ إِنَّ النَّاسَ قَدْ جَمَعُوا لَكُمْ فَاخْشَوْهُمْ فَزَادَهُمْ إِيمَانًا وَقَالُوا حَسْبُنَا اللَّـهُ وَنِعْمَ الْوَكِيلُ فَانقَلَبُوا بِنِعْمَةٍ مِّنَ اللَّـهِ وَفَضْلٍ لَّمْ يَمْسَسْهُمْ سُوءٌ وَاتَّبَعُوا رِضْوَانَ اللَّـهِ ۗ وَاللَّـهُ ذُو فَضْلٍ عَظِيمٍ ﴿آل عمران: ١٧٣ /١٧٤ ﴾
ความว่า “บรรดาที่ผู้คนได้กล่าวแก่พวกเขาว่า แท้จริงมีผู้คนได้ชุมนุมสำหรับพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านจงกลัวพวกเขาเถิด แล้วมันได้เพิ่มการอีมานแก่พวกเขา และพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ที่พอเพียงแก่เราแล้วและเป็นผู้รับมอบหมายที่ดีเยี่ยม แล้วพวกเขาได้กลับมา พร้อมด้วยความกรุณาจากอัลลอฮฺ และความโปรดปราน(จากพระองค์) โดยมิได้มีอันตรายใดๆ ประสบแก่พวกเขา และพวกเขาได้ปฏิบัติตามความพอพระทัยของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺคือผู้ทรงโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่” (อาล-อิมรอน : 173-174)
 
กล่าวคือ เหล่าบรรดาผู้ที่กล่าวแก่พวกท่านว่าเหล่าศัตรูได้รวมตัวกัน แล้วจะมาโจมตีพวกท่าน ดังนั้นพวกท่านจงกลัวและอย่าไปยุ่งกับบรรดาศัตรูพวกนั้น คำพูดเหล่านี้อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อธิบายว่าจะทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้เพิ่มพูนอีหม่านของพวกเขาและทำให้ความเชื่อมั่นต่อคำสัญญาของอัลลอฮฺมั่นคงและอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง ทั้งที่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำลายกำลังใจและความเชื่อมั่น ในขณะที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม แต่การพูดของพวกเขากลับเป็นการเพิ่มพูนอีหม่านของบรรดาผู้ศรัทธา เพราะเมื่อบรรดาผู้ศรัทธาได้ยินคำพูดที่มาจากมุนาฟิกีนหรือผู้ที่ไม่เชื่อในคำสัญญาของอัลลอฮฺนั้น พวกเขาจะกล่าวว่า 
 
حَسْبُنَا اللَّـهُ وَنِعْمَ الْوَكِيلُ
ความว่า “และอัลลอฮฺเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา”
อัลลอฮฺเป็นผู้ที่ทำให้เรามั่นคงและมั่นใจในชัยชนะ และแน่นอนว่าเรามีความเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ว่าเป็นผู้รับผิดชอบและรับประกันว่าจะให้เราประสบกับชัยชนะอย่างแน่นอน 
 
เมื่อบรรดาผู้ศรัทธาอยู่ในลักษณะของผู้ที่มีอีหม่านที่มั่นคงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เขาก็จะกลับสู่ความโปรดปรานของอัลลอฮฺ โดยไม่ประสบกับปัญหาใดๆ ไม่ประสบกับสภาวะตกต่ำ หรือหมดกำลังใจในการที่จะต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งใช้จากดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างเคร่งครัด นี่คืออีหม่านที่มั่นคงที่บรรดาผู้ศรัทธาจะต้องมีในยามวิกฤติ หรือในยามที่เผชิญหน้ากับศัตรูของอิสลาม 
 
ทุกครั้งที่เราเห็นว่าอิสลามนั้นตกต่ำ แต่แท้จริงแล้วอิสลามไม่ได้ตกต่ำ และหลายครั้งที่เราจะเห็นบรรดาผู้ศรัทธาถูกกระทำ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้ถูกกระทำ เพียงแต่เรามีความรู้สึกอ่อนแอต่อลักษณะการต่อสู้ที่มีอยู่ และเราไม่พยายามสร้างอีหม่านที่มั่นคงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นคือสิ่งที่เราต้องปรับอีหม่านของเรา 
 
อีมานที่มั่นคงที่เราต้องมีตลอดชีวิตมุสลิมนั้นจะเกี่ยวข้องกับทุกประเด็นของชีวิตของเขา ไม่ว่าจะในยามปลอดภัยหรือคับขัน ที่จะมีปัญหา มุสลิมก็ต้องพึ่งในอีหม่านต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ไว้เป็นเสบียง เป็นสิ่งที่จะปกป้องตัวเขาจากทุกสิ่งที่จะทำลายความสุข และความสุขของมุอ์มินนั้น ไม่ว่าจะยามลำบากหรือสะดวกสบาย จะร่ำรวยหรือยากจน จะชนะหรือพ่ายแพ้ อีหม่านที่มั่นคงของเขาจะยืนหยัดได้ในหนทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยความพอพระทัยจากพระองค์ ด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ ด้วยคำกล่าวที่ว่า 
 
حَسْبُنَا اللَّـهُ وَنِعْمَ الْوَكِيلُ
“สำหรับเรานั้น แค่อัลลอฮฺก็เพียงพอแล้ว” เราก็จะมีความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ว่าพระองค์จะช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาอย่างแน่นอน”
 
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า 
 
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِن تَنصُرُوا اللَّـهَ يَنصُرْكُمْ وَيُثَبِّتْ أَقْدَامَكُمْ ﴿محمد: ٧﴾
ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากพวกเจ้าสนับสนุน (ศาสนาของ) อัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงสนับสนุนพวกเจ้าและจะทรงตรึงเท้าของพวกเจ้าให้มั่นคง” (มุฮัมมัด : 7)
 
พระองค์จะช่วยเหลือผู้ศรัทธาที่ช่วยเหลืออิสลาม ตราบใดที่เรายึดมั่นในอีหม่านที่มั่นคง เชื่อมั่นในความศรัทธาที่ถูกต้อง อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะทรงสนับสนุนและช่วยเหลือเราในทุกประการ
ในยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บรรดาผู้ศรัทธาที่มีจำนวนน้อยสามารถเอาชนะบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีมากกว่าได้
ในสูเราะฮฺอาล-อิมรอม อัลลอฮฺทรงตรัสว่า 
 
... كَم مِّن فِئَةٍ قَلِيلَةٍ غَلَبَتْ فِئَةً كَثِيرَةً بِإِذْنِ اللَّـهِ ... ﴿البقرة: ٢٤٩﴾
ความว่า “มีไม่น้อยที่เราเห็นคนจำนวนน้อยสามารถเอาชนะคนจำนวนมากกว่าได้ ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 249)
 
และนั่นคือลักษณะที่เราเห็นในโลกปัจจุบันนี้อยู่บ่อยครั้ง ตราบใดที่คนจำนวนน้อยนั้นยึดมั่นในสัจธรรมในความถูกต้อง สภาวะที่เราเห็นอาจจะทำให้เราหมดกำลังใจหรือหมดศรัทธาหรือบางคนอาจจะอ่อนแอในอีหม่านของเขา สิ่งที่เราต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ ความศรัทธาที่มั่นคงต่อสัญญาของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และสิ่งที่เราต้องปฏิบัติอยู่ตลอดนั้น คือการปฏิบัติตัวตามหลักศาสนาอิสลาม อย่าเชื่อว่าอิสลามสิ้นสุด อย่าเชื่อว่ามุสลิมจะสิ้นสุด อย่าเชื่อว่าสัจธรรมที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ประทานมายังโลกนี้จะสิ้นสุด ถึงแม้ว่ามุสลิมจะอ่อนแอ หรือตกต่ำ แต่จะมีวันหนึ่งที่บรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคงจะลุกขึ้นมาประกาศสัจธรรมและอัลลอฮฺจะช่วยเขา ที่มีคุณลักษณะที่จะทำให้สัจธรรมของพระองค์นั้นสูงส่ง นั่นคือสิ่งที่อัลลอฮฺสัญญาไว้ในอัล-กุรอาน และบรรดาผู้ศรัทธาต้องมีความเชื่อมั่นต่อสัญญาเหล่านั้น  
 
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 13, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

การรักษาอีหม่านให้มั่นคงเมื่อมุสลิมถูกอธรรม 2

 
 
การที่เราจะมีอีหม่านที่มั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้านั้นขึ้นอยู่กับการที่เรามีความเชื่อมั่นในบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และการที่เรารู้จักพระองค์ เพราะเป็นไปไม่ได้สำหรับมุอ์มินที่มีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยการเคารพภักดีในการสักการะ การปฏิบัติศาสนกิจหรือการเชื่อฟังหลักเกณฑ์ของศาสนาอิสลามที่มาจากพระองค์ ทั้งๆ ที่มุอ์มินเหล่านั้นยังไม่รู้จักอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างถูกต้องหรือลึกซึ้ง 
 
หลายเรื่องที่บรรดามุอ์มินตระหนักในด้านการปฏิบัติศาสนากิจ เช่น การละหมาด, การถือศีลอด หรือการบริจาคซะกาตก็ดี แต่ในแง่ของการเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาก็อาจจะขาดความศรัทธาที่มั่นคง 
 
ในวันนี้ผมจะยกสองตัวอย่างที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับอีหม่านที่มั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้า
 
ตัวอย่างแรก เกี่ยวกับการที่เราเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลามีพระนามว่า “อัล-ร็อซซาก” (الرَّزَاقُ) มีความหมายว่า “ผู้ให้ริซกี, ผู้ทรงให้ปัจจัยยังชีพ, ผู้ทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้” 
 
อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตรัสไว้ในสูเราะฮฺ อัซ-ซาริยาต ว่า 
﴿ وَمَا خَلَقۡتُ ٱلۡجِنَّ وَٱلۡإِنسَ إِلَّا لِيَعۡبُدُونِ ٥٦ مَآ أُرِيدُ مِنۡهُم مِّن رِّزۡقٖ وَمَآ أُرِيدُ أَن يُطۡعِمُونِ ٥٧ إِنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلرَّزَّاقُ ذُو ٱلۡقُوَّةِ ٱلۡمَتِينُ ٥٨ ﴾ [الذاريات: ٥٦،  ٥٨]  
ความว่า “และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า  ข้าไม่ต้องการปัจจัยยังชีพจากพวกเขา และข้าก็ไม่ต้องการให้พวกเขาให้อาหารแก่ข้า แท้จริงอัลลอฮฺ คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพอันมากหลาย ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง” (อัซ-ซาริยาต : 56-58)
 
พระองค์ทรงสร้างมนุษย์และญินเพื่อให้เคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น หน้าที่ของมนุษย์และญิน หรือทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ต้องเคารพภักดี ต้องประกาศสัจธรรมต่อพระผู้เป็นเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาไม่ต้องการให้มนุษย์และญินนำปัจจัยยังชีพมาให้แก่พระองค์ และแท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแด่ผู้อื่นและทรงเป็นผู้ที่มีความมั่นคง 
 
การที่เราเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพจะทำให้เราตระหนักในการทำมาหากินว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดบนแผ่นดินนี้มีอำนาจหรือมีบารมีในการห้ามริซกี หรือที่จะขัดขวางริซกีที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดไว้ ตราบใดที่เรามีความสงสัยว่ามนุษย์คนหนึ่งคนใด หรือบุคคลที่มีความสามารถในการขัดขวางริซกีหรือปัจจัยยังชีพที่พระองค์ทรงกำหนดไว้กับเรา นั่นก็หมายถึงเรามีความศรัทธาที่บกพร่องต่อพระผู้เป็นเจ้า 
 
ถ้าเราเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดให้วันนี้ตอนเช้าต้องดื่มน้ำชากับขนมปัง หรือทานอาหารชนิดหนึ่งชนิดใด แต่กลับมาเชื่อว่าคนเหล่านั้นมีสิทธิให้การห้ามหรือขัดขวางริซกีที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดแก่เรา ความเชื่อเหล่านี้จะเป็นตัวทำลายอีหม่านที่มั่นคง ถ้าเราเชื่อว่าหัวหน้าหรือเจ้าของบริษัทที่เราทำงานอยู่มีสิทธิในการให้หรือห้ามริซกีของเรา มันหมายถึงว่าเรามีความบกพร่องต่อความเชื่อมั่นต่อพระผู้เป็นเจ้าของเรา ไม่มีคนหนึ่งคนใดที่สามารถขัดขวางริซกีของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แม้กระทั่งขนมปังคำเดียวที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ให้เรารับประทานในวันนี้หรือพรุ่งนี้ หมายความว่า สิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาทรงกำหนดย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน นั่นคือการที่เราต้องเชื่อในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา 
 
ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์หลายคนที่บกพร่องต่อการปฏิบัติศาสนกิจก็ดี หรือในการดำเนินชีวิตด้วยการมีเนียตบนหลักการศาสนาอิสลามก็ดี อันเนื่องจากขาดความเชื่อมั่น ขาดความอีหม่านที่มั่นคงต่อพระผู้เป็นเจ้า ปัญหาที่ว่าไม่มีใครที่มีอำนาจในการแบ่งริซกีที่จะขัดขวางคำบัญชาว่า คนหนึ่งคนใดจะได้ปัจจัยยังชีพในเรื่องหนึ่งเรื่องใด นั่นเป็นงานของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทั้งสิ้น 
 
ดังนั้นบรรดาพี่น้องมุสลิมในบางที่บางแห่งอาจจะทำงานที่โรงงานต้องการปฏิบัติศาสนกิจแต่หัวหน้าไม่ยอมให้เขาทำ เช่น การไม่ให้ละหมาด หรือไม่ให้แสดงความเป็นมุสลิม ไม่ให้แสดงความเป็นบ่าวต่อพระผู้เป็นเจ้า อย่างเช่นห้ามไม่ให้ไว้เครา ห้ามไม่ให้ละหมาด หรือห้ามไม่ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ศาสนากำหนดไว้อย่างชัดเจน ด้วยความห่วง ด้วยความกลัวต่อปัจจัยยังชีพที่ต้องการจากหน่วยงานนี้ จึงทำให้เขาอ่อนแอต่อการกดดัน จะเห็นว่าเขาบกพร่องในการปฏิบัติศาสนกิจ เช่นไม่ยอมละหมาดเพราะหัวหน้าไม่ให้ละหมาด และเมื่อถามว่าทำไมไม่ละหมาด ก็จะอ้างว่าถ้าละหมาดก็ทำงานไม่ได้ ไม่มีเงินเดือน เมื่อไม่มีเงินเดือนก็ไม่มีกิน นั่นเป็นสิ่งที่มักจะถูกอ้างในทุกครั้งที่มีการเจรจาระหว่างบุคคลที่ต้องการจะยืนหยัดในหลักการศาสนาด้วยการอ้างว่ามีการเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แต่การที่มีความเชื่อมั่นต่อเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาผู้ทรงประทานริซกีหรือปัจจัยยังชีพแก่เรานั้นเป็นสิ่งที่น่าสงสัยไปเสียแล้ว 
 
มุอ์มินต้องเชื่อว่าไม่มีใครมีอำนาจในการขัดขวางริซกี ดังนั้นการที่เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าของเรามีอำนาจในการบริหารโลกนี้และวันปรโลก ในการที่จะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างนั้นทำให้เราเชื่อมั่นว่าสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องมาก่อนสิทธิของทุกๆ คน 
 
หากทุกๆ คนบนโลกนี้ที่มีอำนาจหรือสิทธิที่เหนือกว่าเรา ก็จะเห็นว่าอำนาจและสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องมาก่อนมนุษย์คนนั้น อันเนื่องจากว่าอีหม่านและความเชื่อมั่นของเราต่อพระองค์จะมาก่อนความเชื่อมั่นหรือเชื่อฟังที่เราจะมีต่อมนุษย์คนหนึ่งคนใด และนั่นคืออีหม่านหรือความศรัทธา
 
ตัวอย่างที่สอง เช่นสถานการณ์ที่เรากำลังเห็นอยู่ เรากำลังเห็นผู้อธรรมหรือประเทศมหาอำนาจที่กำลังใช้ความรุนแรงมากมายกับประเทศที่อาจจะอ่อนแอหรือไม่มีพลัง ตามสถิติหรือตามความเป็นไปได้ ทุกคนก็จะเห็นว่าประเทศมหาอำนาจจะต้องชนะประเทศที่อ่อนแอหรือประเทศที่ไม่มีความสามารถที่เท่าเทียมกัน แต่ในเครื่องชั่งของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา บรรดามุอ์มินจะไม่มองเช่นนี้ มุอ์มินจะมองในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา 
 
บรรดาผู้ศรัทธาที่มีความเชื่อมั่น ที่มีอีหม่านที่มั่นคงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เช่นในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม สงครามอัล-อะหฺซาบ (غزوة الاحزاب) ท่านนบีอยู่ที่เมืองมะดีนะฮฺ แต่บรรดามุชริกีน ผู้ปฏิเสธอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา รวบรวมชาวกุร็อยฺชฺ (قريش) พร้อมเผ่าคุซาอะฮฺ (خزاعة) และบรรดายะฮูดที่อยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ เพื่อถล่มท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม บรรดาบุคคลเหล่านั้นได้ล้อมเมืองมะดีนะฮฺจากทุกทิศ โดยบรรดามุสลีมีนไม่สามารถออกจากเมืองมะดีนะฮฺได้ สงครามอัล-อะหฺซาบ หรืออีกชื่อหนึ่งคือ อัล-ค็อนดัก (غزوة الخندق) เป็นสงครามที่ทำให้บรรดามุอ์มินีนหลายท่านมีความอึดอัดและความกลัวอย่างมากทีเดียว แต่บรรดามุอ์มินีนที่มีความตระหนักและความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สามารถเพิ่มเติมอีหม่านของเขาในสถานการณ์เช่นนี้ อันเนื่องจากว่าพวกเขาเชื่อแล้วในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ ว่า 
 
﴿ وَلَمَّا رَءَا ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ٱلۡأَحۡزَابَ قَالُواْ هَٰذَا مَا وَعَدَنَا ٱللَّهُ وَرَسُولُهُۥ وَصَدَقَ ٱللَّهُ وَرَسُولُهُۥۚ وَمَا زَادَهُمۡ إِلَّآ إِيمَٰنٗا وَتَسۡلِيمٗا ٢٢ ﴾ [الاحزاب : ٢٢]  
ความว่า “และเมื่อบรรดาผู้ศรัทธาได้เห็นพรรคต่างๆ เหล่านั้น พวกเขา (มุอ์มิน) ได้กล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ได้สัญญาไว้แก่เรา และอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ตรัสไว้จริงแล้ว” และมันมิได้เพิ่มสิ่งใดให้แก่พวกเขา นอกจากการศรัทธาและการนอบน้อม” (อัล-อะหฺซาบ : 22)
 
เมื่อบรรดามุอ์มินีนเห็นกลุ่มชนต่างๆ ที่กำลังต่อต้านพระผู้เป็นเจ้า ต่อต้านบรรดามุอ์มินีน แทนที่จะกลัว หรือรู้สึกอ่อนแอ กลับเป็นคนที่มีอีหม่านเพิ่มขึ้น และบรรดามุอฺมินีนกล่าวว่า 
قَالُواْ هَٰذَا مَا وَعَدَنَا ٱللَّهُ وَرَسُولُهُۥ
การที่กลุ่มชนล้อมเมืองมะดีนะฮฺ การที่เรายังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอและไม่สามารถกระทำอะไรได้ นั่นคือสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาและเราะสูลของพระองค์สัญญาไว้ ก็หมายถึงว่า อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาและเราะสูลได้สัญญาไว้ เมื่อเราอ่อนแอ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาจะทรงช่วยเหลือเราอย่างแน่นอน وَرَسُولُهُۥ وَصَدَقَ ٱللَّهُ وَرَسُولُهُۥۚ
 
และแน่นอนสัจธรรมและความจริงเป็นคำพูดของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาและเราะสูลของพระองค์ และเหตุการณ์เหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรแก่ผู้ศรัทธา นอกจากเพิ่มเติมอีหม่านของเขา เพิ่มเติมความนอบน้อมของเขาให้เกิดขึ้นในจิตใจ การที่เพิ่มอีหม่านที่มั่นคง ทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพที่อ่อนแอ คืออีหม่านที่มั่นคงที่เราต้องสร้างในปัจจุบันนี้ เราอย่ามองในภาพรวม ภาพที่กำลังหลอกคนที่ไม่มีอีหม่านว่าขณะนี้คนแข็งแรงจะชนะคนอ่อนแอ อันนั้นในมาตรฐานของคนบนโลกนี้หรือทั่วไป แต่ในมาตราฐานของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มุอ์มินถึงแม้ว่าจะอ่อนแอ หรือจะแข็งแรงกว่าคนที่ไม่ใช่มุอ์มิน คนที่มีความศรัทธาหรืออีหม่านที่มั่นคงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาจะแข็งแรงกว่าคนที่ไม่มีอีหม่านที่มั่นคงต่อพระองค์
 
สิ่งเหล่านี้ เป็นจุดสำคัญที่เราต้องมีจิตสำนึกอย่างสม่ำเสมอเพราะหากว่าเราไม่รักษาอีหม่านของเราในตรงนี้ แน่นอนแล้วความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ก็จะเป็นเพียงแค่คำพูดที่เราอ้างต่อตนเองว่าเราเชื่อในอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แต่การที่เราเชื่อในพระองค์มันจะต้องมีความตระหนักและมีความเชื่อในพระเดชานุภาพของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา
 
 

เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 14, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

ความสำคัญของการปฏิบัติฟัรฎูและสุนนะฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 15)



ในหะดีษกุดซีจากท่านนบี ﷺที่ได้กล่าวถึงพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พระองค์ทรงตรัสว่า

(وَمَا تَقَرَّبَ إِلَيَّ عَبْدِي بِشَيْءٍ أَحَبَّ إِلَيَّ مِمَّا افْتَرَضْتُ عَلَيْهِ وَمَا يَزَالُ عَبْدِي يَتَقَرَّبُ إِلَيَّ بِالنَّوَافِلِ حَتَّى أُحِبَّهُ) رواه البخاري

ความว่า “และไม่มีสิ่งใดที่บ่าวของเราได้ปฏิบัติเพื่อทำตัวให้ใกล้ชิดกับเราแล้วสิ่งนั้นจะเป็นที่รักของเรายิ่งไปกว่าสิ่งที่เรากำหนดเป็นฟัรฎูแก่เขา และบ่าวของเราจะยังคงพยายามทำตัวให้ใกล้ชิดกับเราด้วยการงานที่เป็นสุนนะฮฺจนกระทั่งเรารักเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี)

นี่คือคำบัญญัติ คำแนะนำของของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต่อบ่าวของพระองค์ ให้ปฏิบัติศาสนกิจแต่ต้องมีระบบในการปฏิบัติ สิ่งที่มุอ์มินต้องปฏิบัติ ที่มีความสำคัญ มีความยิ่งใหญ่และประโยชน์ที่จะกลับมาสู่ตัวเขาเองนั่นคือ การปฏิบัติฟัรฎู หรือการทำหน้าที่ในพระบัญญัติของของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่มีความจำเป็น เช่น การละหมาด 5 เวลา ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงบัญญัติไว้ เป็นความจำเป็นที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ ซึ่งเหนือกว่าหรือมากกว่าการละหมาดสุนนะฮฺ

ฉะนั้นจึงเป็นความฉลาด เป็นความถูกต้อง เป็นอีหม่านที่มั่นคงสำหรับมุอ์มิน ที่จะให้เกียรติและความสำคัญกับการละหมาดฟัรฎู มากกว่าการละหมาดสุนนะฮฺ ท่านนบี ﷺ จึงแนะนำว่า เมื่อมีการประกาศว่าเข้าเวลาละหมาดฟัรฎูแล้ว (ถึงเวลาอิกอมะฮฺ) ไม่สมควรที่จะนำการละหมาดสุนนะฮฺมาปฏิบัติในช่วงเวลานั้น” เพราะการละหมาดฟัรฎูเป็นที่โปรดปราน ณ ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา มากกว่าการละหมาดสุนนะฮฺ ท่านนบี ﷺกล่าวว่า

(إِذَا أُقِيْمَتْ الصَّلَاةُ فَلَا صَلَاةَ إِلَّا الْمَكْتُوْبَةَ)

رواه مسلم

ความว่า “เมื่อมีการอิกอมะฮฺแล้ว ก็จะไม่มีการละหมาดใดนอกจากการละหมาดฟัรฎู” (บันทึกโดยมุสลิม)

ฉะนั้นอุละมาอฺระบุไว้ว่า เมื่ออิหม่ามเข้าสู่การละหมาดฟัรฎู มะอ์มูมไม่ควรละหมาดสุนนะฮฺ แต่ถ้าเขาเข้าสู่การละหมาดสุนนะฮฺและมีการอิกอมะฮฺ หากเพิ่งเริ่มละหมาดสุนนะฮฺให้ออกจากละหมาดสุนนะฮฺไปสู่การละหมาดฟัรฎู แต่หากว่าเหลือเวลาอีกนิดเดียวจะละหมาดสุนนะฮฺจบและทันการตักบีเราะฮฺของอิหม่ามก็ปฏิบัติการละหมาดสุนนะฮฺให้สมบูรณ์ก่อน

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่จะบ่งบอกถึงระบบการปฏิบัติอิบาดะฮฺของมุอ์มินที่มีอีหม่านที่มั่นคง การละหมาดตะรอวีหฺในเดือนเราะมะฎอนบางคนจะให้ความสำคัญมากกว่าการละหมาดอิชาอ์ ซึ่งเขาอาจจะบกพร่องในการละหมาดอิชาอ์เป็นมัสบูกคือละหมาดอิชาอ์ไม่ทันกับอิหม่ามแต่รักษาการละหมาดตะรอวีหฺกับอิหม่ามอย่างเคร่งครัด การประพฤติเช่นนี้บ่งบอกว่าเขายังไม่เข้าใจสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงโปรดคืออะไร

ในบทหะดีษที่ระบุไว้ข้างต้น อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่พระองค์ชอบมากที่สุดนั่นคือการที่บ่าวของพระองค์ปฏิบัติฟัรฎูอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ณ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และนั่นคือสิ่งที่เราต้องเข้าใจ เพื่อจะให้การปฏิบัติศาสนกิจของเราเข้าสู่ความถูกต้อง อยู่ในระบบที่ถูกต้อง

เช่นเดียวกับการที่เรามีหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องของเรา การที่เรามีหน้าที่รณรงค์ให้มีกิจกรรมเกิดขึ้นในสังคม กิจกรรมทางวิทยุ หรือเผยแผ่ศาสนา พิมพ์หนังสือ ทำหน้าที่ในการสอนศาสนา หรือเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมต่างๆ หรือแม้กระทั่งหน้าที่ของเราต่อสภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในการที่จะช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมีนของเรา หรือจะขอดุอาอ์ จะประกาศสัจธรรม นั่นคือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติ ตราบใดที่เรานำสิ่งปลีกย่อย สิ่งที่เป็นสุนนะฮฺ ที่เป็นนัฟลู มาปฏิบัติก่อนสิ่งที่เป็นวาญิบหรือฟัรฎู แน่นอนแล้วการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ไม่อนุญาต

คนที่ละหมาดสุนนะฮฺก่อนละหมาดฟัรฎู เมื่อถึงเวลาละหมาดแล้วแต่ก็ยังไม่ออกจากการละหมาดสุนนะฮฺ ทั้งๆ ที่อิหม่ามเข้าสู่การละหมาดฟัรฎูแล้ว จนกระทั่งอิหม่ามละหมาดร็อกอะฮฺแรก แต่คนๆ นั้นก็ละหมาดสุนนะฮฺอยู่ การกระทำเช่นนี้บ่งบอกว่าอีหม่านของคนเหล่านี้เป็นอีหม่านที่ไม่มั่นคง คนที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงโปรดหรือชอบ ก็เป็นบุคคลที่ไม่รู้จะแสวงหาอีหม่านที่มั่นคงอย่างไร

คนที่เห็นสภาวะสงครามที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้แต่เอาเรื่องปลีกย่อยมาพูด เอาเรื่องที่ไร้สาระมาสร้างฟิตนะฮฺในสังคม คนที่เห็นประชาชาติอิสลามกำลังประสบกับปัญหาอันยิ่งใหญ่ แต่ก็เอาเรื่องที่ทำให้สังคมต้องแตกแยก หรือก่อไม่ให้มีความสามัคคีในสังคม นั่นคือบุคคลที่ไม่มีอีหม่านที่มั่นคง ไม่เข้าใจอีหม่านที่มั่นคง ไม่รู้จักศาสนาอย่างถูกต้อง บุคคลที่อยากจะให้ประชาชาติอิสลามเข้าสู่สภาวะที่ไม่มีความสามัคคี แตกแยก ถูกบดขยี้ อันเนื่องจากไม่มีความมั่นคงภายใน นั่นคือบุคคลที่ไม่เข้าใจในพระบัญญัติของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ในอัลกุรอาน อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ ... وَلَٰكِن كُونُواْ رَبَّٰنِيِّ‍ۧنَ بِمَا كُنتُمۡ تُعَلِّمُونَ ٱلۡكِتَٰبَ وَبِمَا كُنتُمۡ تَدۡرُسُونَ ٧٩ ﴾ [ال عمران: ٧٩]  

ความว่า “หากแต่ (เขาจะกล่าวว่า) ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ที่ผูกพันกับพระเจ้าเถิด เนื่องจากการที่พวกท่านเคยสอนคัมภีร์ และเคยศึกษาคัมภีร์มา” (อาล อิมรอน : 79)

กล่าวคือ พวกท่านจงเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสั่งสอนคนอื่นในพระบัญญัติของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สอนพระบัญญัติของพระองค์ ด้วยการสอนจากคัมภีร์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และด้วยการศึกษาของพวกท่านเป็นผู้แนะนำ และเป็นผู้นำของสังคม ด้วยการสอนคำภีร์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ในตำราอรรถาธิบายอัล-กุรอานบรรดาอุละมาอ์กล่าวว่า การสอนที่เป็นลำดับคือการสอนสิ่งที่เป็นฟัรฎูก่อน และจึงสอนสิ่งที่เป็นสุนนะฮฺ ไม่ใช่สอนสุนนะฮฺจนลืมสอนสิ่งที่เป็นฟัรฎู สอนสิ่งที่มีความจำเป็นก่อนและเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นมาทีหลัง ไม่ใช่จะเอาแต่สิ่งปลีกย่อยมาพูดมาสร้างความวุ่นวายในสังคม แต่สิ่งที่มีความจำเป็น สิ่งที่มีความยิ่งใหญ่กลับไม่นำมาพูดไม่สั่งสอนสังคม

อีหม่านที่มั่นคงของเราขึ้นอยู่กับการที่เราเข้าใจพระบัญญัติของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงโปรด เพื่อที่จะให้พระองค์รักเรา เรามีหน้าที่ปฏิบัติฟัรฎูหรือวาญิบก่อนที่จะสนใจเรื่องสุนนะฮฺ ก่อนที่จะสนใจนัฟลู พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับเราต้องก้าวไปสู่อีหม่านที่มั่นคงด้วยการสร้างความสามัคคีในสังคมครับ

 

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 15, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 1 - การกล่าวอัลลอฮุอักบัร ดุอาอ์อิสติฟตาหฺ อัลฟาติหะฮฺ

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 1 - การกล่าวอัลลอฮุอักบัร ดุอาอ์อิสติฟตาหฺ อัลฟาติหะฮฺ (สู่อีหม่านที่มั่นคง ตอน 16)

การสร้างความคุชูอฺหรือความนอบน้อมในขณะละหมาด การเคารพภักดี การปฏิบัติศาสนกิจ เป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง เราได้พูดถึงการเริ่มละหมาดด้วยคำกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ” อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺทรงเกรียงไกร ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดใหญ่กว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นิยามข้างต้นต้องเป็นความรู้สึก จิตสำนึก ความเชื่อที่มีอยู่ในจิตใจของเราว่าอย่าให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดใหญ่กว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้ความเชื่อในจิตใจของเราเวลาที่กล่าว “อัลลอฮุอักบัรฺ” สอดคล้องกับลิ้นของเรา อย่าให้ลิ้นของเรากล่าวสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มันไม่สอดคล้องกับความจริง อย่ากล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ” อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ แต่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใหญ่กว่าอัลลอฮฺในจิตใจของเรา

ดังนั้นการที่เราจะเริ่มละหมาดด้วยคำว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ” นั่นเป็นการประกาศว่าเราเตรียมพร้อม เรามีสมาธิในการที่จะเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และนั่นคือการเริ่มด้วยคุชูอฺ ด้วยความนอบน้อมต่อพระองค์ ฉะนั้นบรรดาการดุอาอ์การวิงวอน การสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต่างๆ ที่เราจะระบุหรือกล่าวตอนละหมาดก็ต้องมีลักษณะนอบน้อมเช่นเดียวกัน เช่น การกล่าวดุอาอ์อิสติฟตาหฺหรือดุอาอ์เปิดละหมาด เช่นคำว่า

وَجَّهْتُ وَجْهِيَ لِلَّذِي فَطَرَ السَّمَأوَاتِ وَالأَرْضَ، حَنِيفًا مُسْلِمًا وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ

การกล่าวดุอาอ์เช่นนี้เป็นการประกาศว่า ใบหน้าของฉันมุ่งสู่พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินทั้งมวล (وَجَّهْتُ) ซึ่งหมายถึง ฉันมุ่ง ฉันผินหน้าไปให้อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พระองค์เดียว ฉันมีเป้าหมายเดียว ฉันมีพระเจ้าพระองค์เดียว ขณะละหมาดภายในจิตใจของเราไม่มีกิบลัต ไม่มีจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา (حَنِيفاً) หมายถึง หนทางของฉันไม่หันหน้าไปทิศทางอื่นนอกจากทิศทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทางฉันไม่มีเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้ายแต่เป็นหนทางอันเที่ยงตรง อันเที่ยงธรรมสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พระองค์เดียว (مُسْلِماً) หมายถึง ความนอบน้อม มีคุชูอฺ มีการแสดงความต่ำต้อยต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นคือการกล่าวดุอาอ์อิสติฟตาหฺส่วนหนึ่งถึงแม้ว่าจะมีบทที่ยาวกว่านี้หรือสั้นกว่านี้ เขาก็ต้องเตรียมความหมาย และรำลึกถึงความหมายอันลึกซึ้งที่เรากล่าวด้วยลิ้น

ท่านอิหม่ามอัล-เฆาะซาลีบอกว่า ความคุชูอฺจะไม่เกิดขึ้นขณะที่เรากล่าวดุอาอ์หรืออ่านอัล-กุรอาน เว้นแต่ต้องมีความสอดคล้องระหว่างลิ้นและจิตใจ ระหว่างการอ่านและการระลึกถึงความหมายของบทซิกรฺต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการละหมาดของเรา เบื้องต้นก็คือการอ่านอัล-ฟาติหะฮฺ เพราะการอ่านอัล-ฟาติหะฮฺเป็นรุกุ่น เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้กล่าวไว้ในหะดีษ บันทึกโดยอิมามบุคอรี รายงานโดยท่านอุบาดะฮฺ อิบนุศศอมิต ความว่า

لا صلاة لمن لم يقرأ بفاتحة الكتاب

“การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้ หรือไม่มีการละหมาด หรือการละหมาดนั้นไม่สมบูรณ์ สำหรับบุคคลที่ไม่อ่านอัล-ฟาติหะฮฺ”

ถ้าเรามองถึงความสำคัญของการอ่านอัล-ฟาติหะฮฺ เพียงแค่พิจารณาคำว่า อัล-ฟาติหะฮฺ หมายความว่า สิ่งที่เปิด เปิดทุกสิ่งทุกอย่างที่เปิดไม่ได้ อัล-ฟาติหะฮฺจะเปิดหัวใจของเรา จะแก้ไขทุกปัญหาของเรา จะเป็นกุญแจที่เปิดประตูเข้าไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และจะเป็นกุญแจให้เราเปิดไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการในโลกนี้และอาคิเราะฮฺ เพราะบรรดาความหมายของอายะฮฺต่างๆ ในอัล-ฟาติหะฮฺเป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในอัล-กุรอานทั้งมวล ฉะนั้นท่านอิหม่ามอิบนุลก็อยยิม จึงกล่าวว่าในสูเราะหฺอัล-ฟาติหะฮฺ จะมีเป้าหมาย จะมีหลักศรัทธา จะมีประเด็นสำคัญๆ ที่มีระบุอยู่ในอัล-กุรอานทั้งหม

เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถพิจารณา ระลึกถึงความหมายของอัล-ฟาติหะฮฺอย่างลึกซึ้ง จะเปรียบเสมือนเราได้อ่านอัล-กุรอานทั้งหมด แม้ว่าในอัล-ฟาติหะฮฺจะมีเพียง 7 อายะฮฺ แต่ก็มีความหมาย มีความลึกซึ้งมาก

ก่อนที่จะแปลความหมายของอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งมันจะสร้างอีหม่านที่มั่นคงให้ในจิตใจของเรา ผมขอยกหะดีษจากท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ที่พูดถึงความสำคัญของอัล-ฟาติหะฮฺ ในบันทึกของท่านอิมามมุสลิม ซึ่งเป็นหะดีษกุดซี ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺได้กล่าวว่า อัลลอฮุ สุบหานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

قسمت الصلاة بيني وبين عبدي نصفين ولعبدي ما سأل. فإذا قال العبد: الحمد لله رب العالمين. قال الله: حمدني عبدي، فإذا قال: الرحمن الرحيم. قال الله: أثنى علي عبدي. فإذا قال: مالك يوم الدين. قال: مجدني عبدي. وقال مرة: فوض إلي عبدي. وإذا قال: إياك نعبد وإياك نستعين. قال: هذا بيني وبين عبدي، ولعبدي ما سأل. فإذا قال: اهدنا الصراط المستقيم صراط الذين أنعمت عليهم غير المغضوب عليهم ولا الضالين. قال: هذا لعبدي، ولعبدي ما سأل.

อัลลอฮุ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงชี้แจงว่า การละหมาดที่บ่าวของพระองค์ได้ปฏิบัติ พระองค์ทรงแบ่งการละหมาดระหว่างบ่าวและพระองค์เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่กับพระองค์ อีกส่วนหนึ่งอยู่กับบ่าวของพระองค์ ก็หมายถึงการละหมาดนั้น บ่าวของอัลลอฮุ สุบหานะฮูวะตะอาลา มีส่วนในการเตรียม มีส่วนในการสร้างสภาพอันสมบูรณ์เพื่อให้การละหมาดบรรลุเป้าหมาย ตราบใดที่หน้าที่ของบ่าวของพระองค์ถูกปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่างถูกต้อง ส่วนของอัลลอฮุ สุบหานะฮูวะตะอาลา ก็จะตอบแทนให้แก่บ่าวของพระองค์ และมีการอธิบายมากกว่านั้น อัลลอฮุ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

เมื่อบ่าวของข้ากล่าวว่า ﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

อัลลอฮฺจะตอบว่า حمدني عبدي “บ่าวของข้าได้สรรเสริญข้า”

และเมื่อผู้ละหมาดอ่านว่า ﴿ ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ ٣ ﴾ [الفاتحة: ٣]

อัลลอฮฺจะตอบว่า أثنى علي عبدي “บ่าวของข้าได้ยกย่องข้า”

และเมื่อผู้ละหมาดอ่านว่า ﴿ مَٰلِكِ يَوۡمِ ٱلدِّينِ ٤ ﴾ [الفاتحة: ٤]

อัลลอฮฺจะตอบว่า مجدني عبدي. وقال مرة: فوض إلي عبدي “บ่าวของข้าได้เทิดเกียรติข้า (หรือบางครั้งก็กล่าวว่า) บ่าวของข้ามอบหมายให้แก่ข้า”

และเมื่อผู้ละหมาดอ่านว่า ﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ وَإِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]

อัลลอฮฺจะตอบว่า هذا بيني وبين عبدي، ولعبدي ما سأل “เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างข้าและบ่าวของข้า และส่วนที่บ่าวของข้าจะเรียกร้องขอจากข้า ข้าจะให้แก่เขาอย่างแน่นอน “

และเมื่อบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาอ่านว่า

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ صِرَٰطَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمۡتَ عَلَيۡهِمۡ غَيۡرِ ٱلۡمَغۡضُوبِ عَلَيۡهِمۡ وَلَا ٱلضَّآلِّينَ ٧ ﴾ [الفاتحة: ٦،  ٧]  


อัลลอฮฺจะตอบว่า هذا لعبدي، ولعبدي ما سأل “นั่นสำหรับบ่าวของข้า และข้าจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่บ่าวของข้า”

นั่นเป็นคำตอบของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ขณะที่เราอ่านอัล-ฟาติหะฮฺ และนั่นคือลักษณะอันดีงาม อันยิ่งใหญ่ ที่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อเราเข้าสู่การละหมาด เราไม่ห่างจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และพระองค์ก็ไม่ห่างจากเรา เราอยู่กับพระองค์ ทรงได้ยินและทรงตอบ เราต้องมีความศรัทธาในสิ่งเหล่านี้ ว่าในเมื่อเรากล่าว

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

เราต้องเตรียมสถานการณ์ เตรียมตัวให้ได้ยินถึงแม้ว่าจะไม่ได้ยินด้วยหู แต่จะได้ยินด้วยความศรัทธาที่มีอยู่ในจิตใจของเรา อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาทรงตอบเราว่า حمدني عبدي

คำตอบรับของพระองค์คำตอบนี้ เป็นคำตอบที่จะบ่งบอกถึงความอีหม่าน ความคุชูอฺ ความนอบน้อม ที่มีอยู่ในขณะที่เรากำลังละหมาด ตราบใดที่เราอ่านอัล-ฟาติหะฮฺแต่ไม่มีสมาธิ ไม่มีการระลึกถึงความหมายหรือไม่รู้ถึงความหมาย เราก็จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 16, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 
0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 2 - การกล่าวอะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 2 - การกล่าวอะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม (สู่อีมานที่มั่นคง 17)

สู่การละหมาดอันสมบูรณ์ที่จะสร้างอีหม่านที่มั่นคง การปฏิบัติศาสนกิจที่มีจิตวิญณาณ มีรสชาติและลักษณะอันดีงามของบรรดาผู้ศรัทธานั้น เรากำลังพูดถึงการละหมาดด้วยความคุชุอฺ ด้วยความนอบน้อม ซึ่งเป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธา ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ระบุเป็นประเด็นแรกในบรรดาคุณลักษณะของผู้ศรัทธาที่มีตัวบทในอายะฮฺต้นๆ ของสูเราะฮฺอัล-มุอ์มินูน อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า

﴿ قَدۡ أَفۡلَحَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ١ ٱلَّذِينَ هُمۡ فِي صَلَاتِهِمۡ خَٰشِعُونَ ٢ ﴾ [المؤمنون : ١،  ٢]

ความว่า “โดยแน่นอนแล้วบรรดาผู้ศรัทธาจะประสบความสำเร็จ คือบรรดาผู้ที่มีความคุชุอฺ มีความนอบน้อมขณะที่เขาได้ทำการละหมาด” (อัล-มุอ์มินูน 1-2)

ความคุชุอฺที่เรากำลังพูดถึงผ่านมาแล้วหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การอาบน้ำละหมาด การเตรียมพร้อมให้มีความสะอาดทั้งภายในจิตใจและภายนอก เริ่มการละหมาดด้วยคำกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” การประกาศความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า ว่าจะไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และเราได้เอ่ยถึงความสำคัญของการพิจารณาความหมายของบทซิกรฺหรือบทสรรเสริญอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่เราจะใช้ในการละหมาด เริ่มด้วย ดุอาอฺอิฟติตาหฺ การวิงวอนหรือการเปิดละหมาดด้วยการสรรเสริญอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เช่น

( وَجَّهْتُ وَجْهِيَ لِلَّذِي فَطَرَ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضَ، حَنِيفًا وَمَا أَنَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ، إِنَّ صَلاَتِي وَنُسُكِي وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِي لِلهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ، لاَ شَرِيكَ لَهُ وَبِذَلِكَ أُمِرْتُ وَأَنَا أَوَّلُ الْمُسْلِمِينَ ) رواه أحمد بسند صحيح  (อธิบายความหมายแล้วใน สู่อีมานที่มั่นคง 16)

และความสำคัญที่เราได้พูดถึงไปแล้วในครั้งที่ผ่านมา(สู่อีมานที่มั่นคง 16) ก็คือการอ่านสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งเป็นสูเราะฮฺรุกุ่นที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ละหมาดที่ต้องอ่าน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

( لا صَلاة لِمَنْ لَمْ يَقْرَأْ بِفَاتِحَةِ الْكِتَابِ ) رواه البخاري بسند صحيح

ความว่า “การละหมาดใช้ไม่ได้ สำหรับบุคคลที่ไม่อ่านอัล-ฟาติหะฮฺ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอัล-บุคอรี)

เราได้อธิบายความสำคัญของอัล-ฟาติหะฮฺ ตามที่มีหะดีษจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ระบุถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของการอ่านอัล-ฟาติหะฮฺในการละหมาด และวันนี้เราจะเริ่มอธิบายอัล-ฟาติหะฮฺที่เราจะต้องอ่านในทุกๆ เวลาละหมาด ไม่ว่าจะเป็นละหมาดฟัรฎูหรือละหมาดสุนนะฮฺทั่วไป การที่เราจะอ่านอัล-ฟาติหะฮฺนั้นมีความสำคัญมากในการละหมาดของเรา เพราะการอ่านสูเราะฮฺนี้จะมีการสำนึก มีการระลึกถึงความหมายที่ลึกซึ้งในเรื่องการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ซึ่งการอ่านอัล-ฟาติหะฮฺหรือการอ่านอัล-กุรอานจะเริ่มด้วย
 
أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ - อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรเราะญีม
ความหมาย "ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง"

บทนี้ไม่เป็นโองการในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ แต่เป็นการเริ่มอ่านอัล-กุรอาน อุลมาอฺบางท่านบอกว่า กล่าวในตอนเริ่มต้นการอ่านในทุกร็อกอะอฺก็ได้ บางท่านก็บอกกล่าวในร็อกอะอฺแรกก็พอเพียง อย่างไรก็ตามการที่เราจะกล่าว أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ ถือเป็นการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้พระองค์ทรงคุ้มครองจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง ที่มีความเลวร้ายและมีบทบาทในกระตุ้น ในการยุแหย่มนุษย์ทั่วไปให้กระทำความชั่ว ซึ่งในขณะที่มีการละหมาด มีการเคารพสักการะอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เราต้องมีสมาธิเป็นอย่างมาก เราจึงต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ยุแหย่ ที่กำลังวางอุบายให้เราออกนอกความคุชุอฺของการละหมาด ทุกคนต้องการความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

เพราะฉะนั้นการกล่าว أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ เป็นการประกาศว่าเราเป็นผู้ศรัทธาต้องการความช่วยเหลือ ความคุ้มครองจากพระองค์จากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นี่คือสิ่งที่เราต้องมีความรู้สึกขณะที่กล่าวและต้องมีความต้องการจริงๆ

กล่าวคือคำว่า “أَعُوْذُ” (อะอูซุ) เป็นกริยา หมายถึง เราขอความคุ้มครองต่อ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่จะมาถึงบ่าวของพระองค์ จะครอบคลุมทุกๆ สถานการณ์ จะคุ้มครองบ่าวของพระองค์ในทุกเรื่อง จะช่วยให้ห่างจากความชั่วและช่วยให้กระทำความดีเพราะบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หรือบรรดาผู้ศรัทธา ในเมื่อห่างจากชัยฏอนมารร้าย เขาก็จะกระทำความดีอย่างสะดวกและจะห่างจากความชั่วอย่างสะดวกด้วย

ตราบใดที่ชัยฏอนนั้นมีบทบาทหรือมีความสามารถในการยุแหย่มนุษย์ มนุษย์ก็จะทำความดีอย่างลำบากและจะห่างจากความชั่วอย่างลำบากด้วย แต่เมื่อมีความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในการที่จะให้ชัยฏอนที่ถูกสาปแช่งได้หันห่างจากมุนษย์ไป มนุษย์ก็จะมีความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจ เพราะบทบาทของชัยฏอนนั้นคือการดึงดูด การสร้างความวุ่นวายให้บ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนละหมาด

เราจะสังเกตได้ว่า เมื่อเข้าสู่ลักษณะหรือสภาวะแห่งการปฏิบัติศาสนกิจแล้ว สิ่งที่เรานึกหรือจำไม่ได้ก็จะมานึกหรือจำได้ตอนละหมาด อุละมาอ์ก็ยกตัวอย่างในเรื่องนี้อย่างท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺ

มีชายคนหนึ่งมาถามท่านว่า “ฉันลืมเงินจำนวนหนึ่ง ไม่รู้ว่าไปเก็บที่ไหน” ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺก็บอกว่า “ท่านจงไปละหมาดและอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะช่วยท่าน” ชายคนนั้นก็ไปละหมาด ทันทีที่เข้าสู่การละหมาดก็นึกได้ว่าเงินของเขาถูกเก็บอยู่ที่ไหน เขาก็ออกจากการละหมาดและมาหาท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺเพื่อแจ้งข่าวดีว่ารู้ที่เก็บเงินของเขา จึงต้องออกจากการละหมาดทันที ท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺจึงสั่งสอนเขาว่า “นี่แหละคือชัยฏอนมารร้ายที่ต้องการให้ท่านออกจาการละหมาด อะไรที่ท่านนึกไม่ได้ ชัยฏอนก็จะนำมาให้ท่านนึกและคิดในการละหมาด เพื่อยุแหย่และดึงท่านออกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา”

นั่นคือสภาพของผู้ศรัทธากับชัยฏอนมารร้ายที่อยู่ในการต่อสู้กันอย่างสม่ำเสมอ เป็นสงครามตลอดกาลระหว่างผู้ศรัทธากับชัยฏอนที่ต้องการให้ผู้ศรัทธาหันห่างจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะฉะนั้นบรรดาผู้ศรัทธาจะไม่ประมาทศัตรูเหล่านี้ เป็นศัตรูที่เลวร้ายจริงๆ และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องนึกถึงความต้องการในขณะที่เรากล่าว أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ

หรือจะใช้บทว่า

أَعُوْذُ بِاللهِ السَّمِيْعِ الْعَلِيْمِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ (อะอูซุบิลลาฮิสสะมีอิลอะลีมิ มินัชชัยฏอนิรเราะญีม)

ความหมาย "ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ (ให้พ้น) จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง

ซึ่งท่านนบีก็เคยกล่าวบทนี้ หรือจะใช้คำว่า

أَعُوْذُ بِاللهِ السَّمِيْعِ الْعَلِيْمِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ مِنْ هَمْزِهِ ونَفْثِهِ وَنَفْخِهِ

(อะอูซุบิลลาฮิสสะมีอิลอะลีมิ มินัชชัยฏอนิรเราะญีมิ มินฮัมซิฮี วะนัฟษิฮี วะนัฟคิฮี)

ความหมาย "“ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ (ให้พ้น)จากชัยฏอนผู้ถูกสาปแช่ง จากการกระซิบของมัน การเป่ามนต์และการพ่นของมัน”



ท่านนบีก็เคยกล่าวเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสามบทมีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นการขอความคุ้มครอง ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้เราชนะชัยฏอน ให้เรามีศักยภาพในการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด อย่างสวยงาม และนั่นคือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเพื่อให้การละหมาดของเรานั้นมีความคุชุอฺ มีความนอบน้อมต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ความหมายของอัล-ฟาติหะฮฺมีตั้งแต่ ﴿  بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ ١ ﴾ [الفاتحة: ١]  จะได้อธิบายให้แก่พี่น้องในโอกาสต่อไปนะครับ อินชาอัลลออฮฺ

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 17, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

 

 

 

0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 3 – อัลฟาติหะฮฺ อายะฮฺ 1-3

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 3 – อัล-ฟาติหะฮฺ (สู่อีมานที่มั่นคง 18)

สูเราะตุลฟาติหะฮฺ ที่เราอ่านทุกเวลาละหมาด เป็นสูเราะฮฺที่มีความสำคัญสำหรับการสร้างความคุชูอฺ ความนอบน้อม และเป็นรุกุ่นหรือหลักสำคัญในการละหมาด อันเนื่องจากความหมายต่างๆ เป้าหมายต่างๆ ที่ระบุไว้ในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องการให้มนุษย์นั้นมีความศรัทธาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างโลกนี้ ผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ที่เราต้องเคารพภักดี ผู้ที่เราต้องยึดมั่นในหนทางของพระองค์ หนทางอันเที่ยงตรง ซึ่งเป็นเป้าหมายต่างๆ ที่เราจะพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ดังต่อไปนี้

เราได้พูดถึงความสำคัญของการที่จะขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้พ้นจากผู้ที่เป็นศัตรูกับเรา นั่นก็คือ ชัยฏอนมารร้าย ความคุ้มครองที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาจะให้แก่เรา เป็นการเริ่มที่จะเข้าสู่สภาวะการพิจารณา การมีสมาธิในการละหมาด ในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แต่การกล่าว أَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ  “อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนนิรเราะญีม”  ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ แต่จะเริ่มด้วย

อายะฮฺที่ 1

﴿  بِسۡمِ ٱللَّهِ ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ ١ ﴾ [الفاتحة: ١]

“บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม”

ความว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ”

การที่เราเริ่มด้วยพระนามของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลานั้น เป็นการประกาศ เป็นการยืนยัน ว่ามุสลิมนั้นมีการพึ่งพาอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาอย่างเต็มที่ เขาไม่มีความสามารถ นอกจากที่จะขอ หรือจะมีจากพระองค์ เพราะการที่จะอาศัยพระนามของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการยืนยัน เป็นการศรัทธาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ และพระนามของพระองค์นั้นเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการประกาศว่าโลกนี้ขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และพระนามของพระองค์ที่ถูกนำมาจากวะฮี จากคำแนะนำจากท่านบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นสัญลักษณ์ที่เราจะใช้ระลึก หรือใช้กล่าวเพื่อให้จิตใจของเรานั้น มุ่งสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะมุอ์มินไม่สามารถเห็นอัลลอฮฺ ไม่สามารถสัมผัสพระองค์ได้ เรามีความสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาด้วยความศรัทธาเท่านั้น เป็นความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่าโลกนี้มีพระผู้เป็นเจ้า มีผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงเดชานุภาพ และไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะทำให้เรามีความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งต่างๆเหล่านี้ นอกจากว่ามีคำศัพท์ ที่มาจากวะฮีของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่จะทำให้เราศรัทธา ที่จะทำให้เราเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นเราก็อาศัยพระนามของพระองค์ในการที่ศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่เราไม่สามารถเห็น หรือ สัมผัสพระองค์ได้ แต่เรามีความศรัทธาอย่างมั่นคงต่อพระองค์

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ” อุละมาอ์ได้อธิบายว่าหมายถึง เราเริ่มละหมาด เราเริ่มภักดีสักการะต่อพระองค์ด้วยพระนามของพระองค์ นั่นเป็นการบ่งบอกว่า การละหมาดของเรานี้ไม่มีส่วนที่เกี่ยวกับความสามารถของเรา การละหมาดของเรานั้นเป็นการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การที่เรามีความสารถในการละหมาดเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺนั้น นั่นเป็นเตาฟีก เป็นความช่วยเหลือ เป็นการแนะนำ เป็นการให้เกียรติจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นก็เป็นความโปรดปรานส่วนหนึ่ง ที่เรามีความสามารถ มีสุขภาพ มีจิตใจ มีความตั้งใจ ที่จะทำอิบาดะฮฺ

เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เราก็ต้องปลีกตัวจากทุกสิ่งทุกอย่าง ที่จะทำให้เรานึกหรือคิดหรือเข้าใจว่า การละหมาดนั้นเป็นสิ่งที่เราทำด้วยความสามารถของตนเอง ไม่ใช่… เราต้องพึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พระองค์เดียว ถ้าพระองค์ไม่ประสงค์ให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ ถ้าอัลลอฮฺไม่เตาฟีกให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ ถ้าพระองค์ไม่ช่วยเหลือให้เราละหมาด เราก็จะละหมาดไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราละหมาดด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเสมอ พระองค์จะให้เราเข้าใจว่า ด้วยพระเมตตาจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เรามีความสามารถ พระองค์ไม่ให้เราเป็นผู้ที่เนรคุณต่อพระองค์ ไม่ให้เราเป็นผู้ปฏิเสธพระองค์ ให้เราเป็นผู้ศรัทธา ให้เราเป็นบ่าวที่แท้จริงของพระองค์ จึงเป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความสมัครใจ มีความตั้งใจที่จะยืนเฝ้าพระองค์ เคารพภักดีสักการะต่อพระองค์ นั่นเป็นความเมตตาจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาอย่างแน่นอน

ดังนั้นการที่เรากล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” มีเป้าหมาย มีความหมายลึกซึ้งมากที่เดียวสำหรับผู้ศรัทธาที่กำลังละหมาดด้วยความคุชูอฺซึ่งเป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง และหลังจากที่เรากล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัล-ฟาติหะฮฺ สำหรับมะอ์มูมก็จะกล่าวด้วยเสียงค่อยๆ สำหรับอิหม่ามก็เช่นเดียวกัน บางมัซฮับให้กล่าว “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เสียงดัง บางมัซฮับก็ให้กล่าวเสียงค่อยๆ มีสองทัศนะ แต่ทั้งสองทัศนะก็ยึดว่า “บิสมิลลาฮิรเราะหฺมานิรเราะฮีม” เป็นส่วนหนึ่งในอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งทิ้งไม่ได้ ถึงแม้ว่าทัศนะนึงจะให้อ่านเสียงดังหรือทัศนะนึงจะให้อ่านเสียงค่อยก็ตาม

อายะฮฺที่ 2

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

“อัลหัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน”

ความหมาย "การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก"

เป็นอายะฮฺที่สองในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ เป็นการสรรเสริญอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการขอบคุณพระองค์ คำว่า “الحَمْدُ” ในภาษาอาหรับหมายถึงว่า “الثَنَاءُ” คือการสรรเสริญ การยกย่อง และการที่เรามอบการสรรเสริญให้แก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การขอบคุณ การสรรเสริญ การยกย่องพระองค์ เป็นการยืนยันว่า เราไม่สามารถกระทำอย่างสมบูรณ์ เราไม่สามารถสรรเสริญอัลลอฮฺอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถให้เกียรติอย่างสมบูรณ์ เรารู้สึกว่าเราบกพร่อง เรารู้สึกว่าเราไม่กระทำอย่างถูกต้อง จึงต้องมอบและยืนยันว่าการสรรเสริญนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺองค์เดียว พระองค์เท่านั้นที่สามารถทำให้เราสรรเสริญพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถสรรเสริญหรือขอบคุณพระองค์อย่าถูกต้องและสมบูรณ์ ไม่ใช่หมายถึงว่าเราไม่สรรเสริญอัลลอฮฺ แต่เราสรรเสริญ ยืนยันว่าเราขอบคุณ ยกย่องอัลลอฮฺ ให้เกียรติอัลลอฮฺ แต่กลับรู้สึกว่าเราบกพร่อง รู้สึกว่าปฏิบัติไม่สมบูรณ์ จึงมีการประกาศ การยืนยันว่า “การสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในบรรดาการขอบคุณพระองค์ทั้งปวงเป็นกรรมสิทธิ์ เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

การที่เรากล่าวสรรเสริญพระองค์เราต้องเข้าใจตั้งแต่แรกเมื่อมีการละหมาดว่าเป็นนิอฺมะฮฺ เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่ทำให้เราเป็นผู้ศรัทธา เป็นผู้มีความตั้งใจทำอิบาดะฮฺ เราไม่ได้เป็นกาเฟรฺ เป็นผู้เนรคุณ เป็นผู้ที่เย่อหยิ่ง หันห่างจากการเป็นบ่าวของพระองค์ เราจึงต้องขอบคุณต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่ทำให้เรามีความสามารถ มีความตั้งใจทำอิบาดะฮฺ

﴿ ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٢ ﴾ [الفاتحة: ٢]

เรามีความเชื่อว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกและจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับพระอำนาจของพระองค์ ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะออกนอกอำนาจของพระองค์ เราก็ขอบคุณอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาผู้ทรงปกครอง ผู้ทรงดูแลจัดการทุกสิ่งในโลกนี้ เพราะเราเข้าใจว่า ถ้าหากว่าโลกนี้ถูกบริหาร ถูกปกครองด้วยพระเดชานุภาพจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺนั้น โลกนี้ก็จะไม่รอด เราก็มีการขอบคุณ มีการสรรเสริญอัลลอฮฺว่าโลกนี้รอดได้ อยู่ได้ อย่างสมบูรณ์ อย่างถูกต้อง อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการปกครองของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

นั่นเป็นความหมายบางส่วนที่เราสามารถมีได้ในขณะที่เรากล่าวส่วนหนึ่งในอัล-ฟาติหะฮฺ เพียงแต่รู้สึกหรือนึกถึงบุญคุณของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาที่มีต่อเรา ที่ให้เรามีสุขภาพ มีนิอฺมะฮฺ มีริซกี เรื่องต่างๆ ที่เป็นความโปรดปรานทั้งสิ้น เราต้องมีการขอบคุณต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นมีการระลึก มีจิตสำนึกถึงพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เราเข้าเฝ้าพระองค์ กำลังเคารพภักดี ทำอิบาดะฮฺ ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นบรรดาผู้ศรัทธาทีมีอีหม่านที่มั่นคง

 

อายะฮฺที่ 3 อธิบายแล้วใน อายะฮฺที่ 1

ٱلرَّحۡمَٰنِ ٱلرَّحِيمِ

[อัรเราะหฺมานิรเราะฮีม]
ความว่า “ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานีเสมอ”

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 18, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 4 – อัลฟาติหะฮฺ อายะฮฺ 4

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 4 – อัล-ฟาติหะฮฺ อายะฮฺที่ 4 (สู่อีมานที่มั่นคง 19)

ความสำคัญของการอ่านสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺในการละหมาดเป็นเรื่องที่รู้กันดีเพราะท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

( لا صَلاة لِمَنْ لَمْ يَقْرَأْ بِفَاتِحَةِ الْكِتَابِ ) رواه البخاري

ความว่า “การละหมาดจะใช้ไม่ได้หรือเป็นการละหมาดที่ไม่สมบูรณ์สำหรับคนที่ไม่อ่านอัล-ฟาติหะฮฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี)

ทั้งนี้เพราะความหมายที่มีอยู่ในอัล-ฟาติหะฮฺนั้น มีเป้าหมายหลายอย่างที่จะสร้างอีหม่าน สร้างจิตสำนึก ความคุชูอฺ ความนอบน้อม สร้างสมาธิให้แก่คนที่ทำอิบาดะฮฺอยู่

ครั้งที่แล้วเราได้มาถึงอายะฮฺที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ مَٰلِكِ يَوۡمِ ٱلدِّينِ ٤ ﴾ [الفاتحة: ٤]

ความว่า “ผู้ทรงสิทธิ์ในวันแห่งการตอบแทน” (อัล-ฟาติหะฮฺ : 4)

คือผู้ที่ควบคุม ผู้ที่ดูแลจัดการ ผู้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันปรโลก วันแห่งการตอบแทน ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะอยู่ในวันปรโลกนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ แสดงถึงพระอำนาจของพระองค์ ซึ่งมุอ์มินทุกคนจะมุ่งสู่วันกิยามะฮฺ เพราะเป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของมุอ์มินที่สะสมอะมัลศอลิหฺ การงานที่ดีงาม สะสมผลบุญ แสวงหาทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้เขาสำเร็จในวันนั้น

ดังนั้นการที่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ระบุถึงเรื่องการตอบแทน เป็นการปลุกจิตสำนึก กระตุ้นอีหม่านและความยำเกรงต่อพระองค์ เพื่อให้เราระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ เมื่อเรามีจุดมุ่งหมายสู่วันกิยามะฮฺนั้น เราต้องเข้าใจ ต้องศรัทธา เพราะวันกิยามะฮฺขึ้นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าคือ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หากใครอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องแสวงหาความสำเร็จนั้น แสวงหาพระเมตตา แสวงหาการตอบแทนจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

﴿ مَٰلِكِ يَوۡمِ ٱلدِّينِ ٤ ﴾ [الفاتحة: ٤]  “ผู้ทรงสิทธิ์ในวันแห่งการตอบแทน”

ไม่มีใคร ที่มีอำนาจแท้จริง ไม่มีใครที่มีบารมีอย่างแท้จริง ไม่มีใครที่มีเดชานุภาพอย่างแท้จริง ในโลกอาคิเราะฮฺนอกจาก อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นก็เป็นการเปรียบเทียบเช่นเดียวกันว่า ในเมื่อวันกิยามะฮฺเป็นกรรมสิทธิ์ขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แน่นอนว่าโลกดุนยาก็ขึ้นอยู่กับพระองค์เช่นเดียวกัน เพราะวันกิยามะฮฺยิ่งใหญ่กว่าโลกดุนยานี้

ตัวอย่างที่เอามาเปรียบเทียบได้นั่นก็คือ นรกกับสวรรค์ สวนสวรรค์ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอัล-กุรอานได้ชี้แจงว่า สวนสวรรค์นั้นมีเนื้อที่เท่ากับชั้นฟ้าและแผ่นดิน ก็หมายถึงว่ามีความยิ่งใหญ่ในส่วนหนึ่งของวันปรโลก มากกว่าในโลกนี้ แต่ถ้าหากว่าวันกิยามะฮฺเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ โลกนี้ก็ต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่า อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลามีอำนาจในโลกอาคิเราะฮฺ ในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน นั่นเป็นสิ่งที่มุอ์มินต้องระลึกไว้เสมอว่า การที่จะเข้าใจว่าเจ้าของโลกนี้คือ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เจ้าของโลกนี้คือพระผู้อภิบาล ผู้ทรงดูแลจัดการ ปกครอง บริหารทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้

เมื่อเราปลูกฝังเรื่องนี้ในจิตใจของเรา บทบัญญัติต่างๆ ที่เราจะรับจากพระผู้เป็นเจ้า เราจะนำมาปฏิบัติด้วยความสมัครใจ ด้วยความเป็นบ่าว ด้วยความเป็นบุคคลที่เชื่อในความเป็นบ่าวของ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะการที่เราจะเคารพภักดีต่อพระองค์นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่อว่าเรามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์หรือไม่

บางคนที่นึกว่าเขาอิสระ ไม่เป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ใช้คำว่า Freedom อิสระเสรี ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการกระทำในโลกนี้ คนเหล่านั้นเป็นบุคคลที่ไม่สามารถรับคำบัญชาของ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นำมาปฏิบัติได้ก็เนื่องจากว่าอีหม่านของเขาไม่มีความมั่นคง ไม่มีความเชื่อมั่นในความเป็นบ่าวต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และบรรดาผู้ศรัทธานั้นต้องมีความตระหนักในเรื่องเหล่านี้ ว่าโลกนี้มีพระเจ้า และเราเป็นบ่าวของพระเจ้า โลกนี้มีเจ้าของ และเราเป็นกรรมสิทธิ์ของ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และเมื่อเรากล่าวทุกครั้งที่มีการละหมาดว่า

﴿ مَٰلِكِ يَوۡمِ ٱلدِّينِ ٤ ﴾ [الفاتحة: ٤]  “ผู้ทรงสิทธิ์ในวันแห่งการตอบแทน”

เราก็ต้องมีความตระหนักว่าชีวิตของเรานั้นขึ้นอยู่กับ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ความตายของเราก็ขึ้นอยู่กับพระองค์ การฟื้นคืนชีพ การตอบแทน การที่เราจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จในวันปรโลกนั้นก็ขึ้นอยู่กับ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า

﴿ قُلۡ إِنَّ صَلَاتِي وَنُسُكِي وَمَحۡيَايَ وَمَمَاتِي لِلَّهِ رَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ ١٦٢ لَا شَرِيكَ لَهُۥۖ وَبِذَٰلِكَ أُمِرۡتُ وَأَنَا۠ أَوَّلُ ٱلۡمُسۡلِمِينَ ١٦٣ ﴾ [الانعام: ١٦٢،  ١٦٣]  

ความว่า “โอ้ มุฮัมมัดจงกล่าวเถิดว่าแท้จริงนั้น การละหมาดของฉัน การปฏิบัติศาสนกิจของฉัน การมีชีวิตของฉัน ความตายของฉัน เป็นกรรมสิทธิ์ของ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เป็นกรรมสิทธิ์ของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ไม่มีภาคีกับพระองค์ ฉันไม่เชื่อในภาคีใดๆนอกจากพระองค์ ฉันเชื่อว่าพระองค์ทรงเอกะ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่จะสามารถมาเป็นภาคีกับพระเจ้าของฉัน เช่นคำบัญชาที่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สั่งใช้ให้แก่ฉัน ว่าต้องเชื่อในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ต้องเชื่อว่าชีวิตของฉัน ความตายของฉัน ขึ้นอยู่กับ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เช่นนั้นแหละ ฉันถูกสั่งใช้ และฉันเป็นคนแรกในบรรดาผู้ศรัทธา ผู้นอบน้อมต่อ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา” (อัล-อันอาม : 162-163)

นั่นเป็นความหมายที่เราจะระลึกอยู่ตลอดเมื่ออ่าน  ﴿ مَٰلِكِ يَوۡمِ ٱلدِّينِ ٤ ﴾

เป็นอายะฮที่จะกระตุ้นความเป็นบ่าวของเราต่อ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าในเมื่อเรามีชีวิตแล้ว เราต้องนำชีวิตของเราไปถวายแด่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะพระองค์เป็นเจ้าของชีวิตเรา ตราบใดที่มีกิจกรรมใดในชีวิตของเรา ที่เราไม่สามารถถวายให้กับพระองค์ได้ อันเนื่องจากว่าเป็นความชั่ว เป็นความเลวร้าย นั่นก็จะแสดงว่าเรายังขาดความเป็นบ่าวต่ออัลลอฮฺ เรายังไม่เชื่อว่า พระองค์เป็นเจ้าของโลกนี้และโลกอาคิเราะฮฺ

พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ การที่เราผูกพันกับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาในกิจกรรมต่างๆนั้น ไม่ขึ้นกับการละหมาดอย่างเดียว พระองค์สอนให้เรารำลึกถึงพระองค์อย่างตลอดกาล ในทุกกรณี ในทุกสถานการณ์ ในทุกเวลา ทุกชั่วโมง ทุกวินาที กลางวัน กลางคืน ทุกเมื่อ เราต้องมีการระลึกถึง อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา คนที่มีหัวใจสามารถบรรลุความหมายเหล่านี้ได้ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นมุสลิม ถึงว่าจะไม่ยึดในศาสนาอิสลาม เขาก็จะมีความเชื่อหรือความคิด การพิจารณา ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของโลกนี้ ถ้าหากว่าคนเหล่านี้ สามารถปลูกจิตสำนึกของเขาให้เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าเขาต้องบรรลุอีหม่านอันมั่นคง ต้องศรัทธาใน อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้ ต้องศรัทธาในผู้ทรงปกครอง ผู้ทรงดูแล ผู้ทรงจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ขอให้พี่น้องมีความตระหนักในหน้าที่ของเรา ในฐานะที่เป็นบ่าวของ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้มีการระลึกถึงวันกิยามะฮฺอย่างตลอดกาล ระลึกถึงหน้าที่ของเรา ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ทำตัวเป็นมุอ์มินที่มีอีหม่านที่มั่นคง

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 19, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 5 – อัลฟาติหะฮฺ อายะฮฺ 5

สืบเนื่องจากการอธิบายความหมายสูเราะตุลฟาติหะฮฺ ซึ่งเป็นสูเราะฮฺที่เราอ่านทุกเวลาละหมาด ทุกเวลาที่มีการทำอิบาดะฮฺ การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทุกเวลาที่เราตั้งใจจะให้การละหมาดของเรานั้นมีลักษณะคุชุอฺ นอบน้อม ซึ่งเป็นคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง ดังที่มีการระบุคุณลักษณะดังกล่าวในสูเราะฮฺอัล-มุอฺมินีน ที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า

 ﴿ قَدۡ أَفۡلَحَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ١ ٱلَّذِينَ هُمۡ فِي صَلَاتِهِمۡ خَٰشِعُونَ ٢ ﴾ [المؤمنون : ١،  ٢]  

ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว คือบรรดาผู้ที่พวกเขามีความนอบน้อมในการละหมาดของพวกเขา” (อัล-มุอ์มินูน : 1-2)

เราได้พูดถึงความสำคัญที่ต้องมีตะดับบุร พิจารณาความหมายของอัล-กุรอานที่เราอ่านในขณะละหมาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งเราอธิบายถึงอายะฮฺที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ว่า

﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ وَإِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]  

ความว่า “เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราจะเคารพสักการะ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราจะขอความช่วยเหลือ” (อัล-ฟาติหะฮฺ : 5)

เป็นการประกาศว่าบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ยืนเข้าเฝ้าพระองค์ ที่กำลังยืนละหมาด ที่กำลังทำหน้าที่แสดงการเคารพภักดี ในการแสดงการเป็นบ่าว ในการทำอิบาดะฮฺ ซึ่งเป็นลักษณะของบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา บ่าวของพระองค์ประกาศว่า เขาไม่มุ่งสู่ผู้หนึ่งผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยเฉพาะในการทำอิบาดะฮฺ เพื่อพระองค์เท่านั้นที่เขาจะทำอิบาดะฮฺให้ พระองค์เท่านั้นที่เขาจะขอความช่วยเหลือ

 ﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ وَإِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]   

เพื่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาเท่านั้นที่ฉันกำลังยืนทำอิบาดะฮฺ เพื่อพระองค์เท่านั้นที่ฉันจะขอความช่วยเหลือ

﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ... ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]   

เราทำอิบาดะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาเท่านั้น

﴿ ...إِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]   

เราขอความช่วยเหลือจากพระองค์เท่านั้น

เป็นการยืนยันให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์อันดีงาม ว่าเมื่อเราไม่เชื่อในพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เมื่อเราเชื่อว่าไม่มีผู้ใดมีสิทธิในการที่ต้องเคารพสักการะ เราก็ต้องมีการยืนยันตรงนี้ ซึ่งสองประโยคนี้เป็นสองประโยคที่จะสรุปอะกีดะฮฺ หลักศรัทธาและหลักปฏิบัติของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่าน หลักอะกีดะฮฺที่บรรดาผู้ศรัทธานั้นเชื่อว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นั่นคือหลักศรัทธาของทุกคนที่มีอีหม่านต่ออัลลอฮฺต้องเชื่อ ไม่มีผู้อภิบาลในโลกนี้นอกจากอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าที่ต้องทำอิบาดะฮฺแก่พระองค์นอกจากอัลลอฮฺ และเมื่อเชื่อเช่นนี้ก็ต้องเชื่อเช่นกันว่าจะขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นจากอัลลอฮฺ ถือว่าไร้สาระ ไม่มีผล ไม่ประสบความสำเร็จ ตราบใดที่มุอ์มินตระหนักในความสามารถ ในเดชานุภาพของอัลลอฮฺ ก็ไม่ควรที่จะไปขอต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ

เราจะขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเท่านั้น ในทุกๆ เรื่องของชีวิต ทั้งเรื่องอิบาดะฮฺ เราเชื่อว่าเราไม่สามารถอิบาดะฮฺอย่างต่อเนื่องเว้นแต่อัลลอฮฺจะช่วยเหลือ เราต้องเชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับการดูแล การบริหารของอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคงถึงระดับตะวักกุล หรือมอบหมายต่ออัลลอฮฺในทุกๆ สิ่ง ว่าบ่าวจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยนอกจากอัลลอฮฺจะช่วยเหลือหรืออนุมัติให้ประสบความสำเร็จ

ฉะนั้นผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคงต้องมีความเชื่อมั่น สรุปได้ว่าการที่ผู้ศรัทธาผูกพันหัวใจและความเชื่อของเขากับการกำหนดของอัลลอฮฺ กับการอีหม่านว่าอัลลอฮฺทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง และบ่าวของอัลลอฮฺไม่สามารถจะพ้นจากการกำหนดของอัลลอฮฺและการอนุมัติของพระองค์ได้ เมื่อบ่าวผู้ศรัทธาได้เชื่อเช่นนี้ก็จะมีความตระหนักว่าอิบาดะฮฺของเขานั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ

อิมามอิบนุลก็อยยิมเขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่อธิบายตำแหน่งต่างๆ 100 ตำแหน่งของผู้ศรัทธา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ผู้ศรัทธาต้องบรรลุ ต้องปฏิบัติ เพื่อเป็นบ่าวของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง หนังสือ เล่มนี้เรียกว่า مدارج السالكين بين منازل إياك نعبد وإياك نستعين หมายถึงว่าระหว่าง คำว่า إياك نعبد وإياك نستعين จะมีหลายตำแหน่ง ระหว่างที่เราประกาศว่า เราเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺเท่านั้น และเราขอความช่วยเหลือจากพระองค์เท่านั้น ระหว่างสองตำแหน่งจะมีร้อยตำแหน่ง ตั้งแต่เราประกาศว่าเราเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จนกระทั่งบรรลุว่าเราเป็นบ่าวของพระองค์อย่างแท้จริง เพราะระหว่างการอ้างว่าเราเป็นบ่าว จนกระทั่งเป็นบ่าวที่แท้จริง ก็จะมีหลายตำแหน่งที่เราต้องปฏิบัติเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ คือการแสดงการเป็นบ่าวที่แท้จริง อิมามอิบนุลก็อยยิมบอกว่ามีอยู่หลายตำแหน่ง ถึงร้อยตำแหน่ง

ตำแหน่งแรกมีความสำคัญที่ยืนยันว่าเราเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างแท้จริง เพราะมนุษย์บางคนอาจจะมีความเชื่อว่าเขาอิสระ หมายถึงว่า ไม่เป็นทาส หรือเขาเป็นไท มีอิสระในการกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง ในการปฏิบัติศาสนกิจหรือไม่ปฏิบัติ ในการฝ่าฝืนหลักการ หรือไม่ฝ่าฝืน บางคนเชื่อว่าเขาจะละหมาดหรือไม่ก็ได้ บางคนเชื่อว่าเขาจะทำมะอฺศียะฮฺหรือปฏิบัติโดยขัดกับหลักการหรือไม่ก็ได้ นั่นคือสิ่งที่เราเห็นในสังคม มีมนุษย์หลายคนและอ้างตัวว่าเป็นมุสลิม อ้างตัวว่าเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ถือว่าตนเองอิสระจากกฎเกณฑ์ จากกฎหมาย จากคำบัญชาจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ลักษณะดังกล่าวขัดกับคุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต้องเชื่อว่าเขาไม่พ้นจากคำบัญชาของพระองค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงประกาศว่า

﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ وَإِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]    

อัลลอฮฺเท่านั้นที่เราทำอิบาดะฮฺ พระองค์เท่านั้นที่เราประกาศว่าเราเป็นบ่าวที่เคารพภักดีต่อพระองค์ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดที่เราทำอิบาดะฮฺต่อเขา รุกูอฺให้แก่ใคร สุญูดให้แก่ใคร กราบให้แก่ใคร ไม่ได้เว้นแต่ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา การนอบน้อม การคุชูอฺ การแสดงความต่ำต้อยต่อผู้หนึ่งผู้ใดมิได้ นอกจากให้แก่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เท่านั้น นั่นคือการยืนยันที่มุอ์มินต้องมี ตราบใดที่เราขาดความเชื่อตรงนี้ก็หมายถึงว่าเราขาดลักษณะการเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้สอนประชาชาติอัล-อิสลาม โดยที่ตัวท่านเองคือแบบอย่างให้ประชาชาติอัล-อิสลามได้ทราบว่า เมื่อเรากล่าวว่าตนเองคือมุสลิม ด้วยคำกล่าวว่า

أشهد أن لا إله إلا الله وأشهد أن محمدا رسول الله

เราต้องมีความเชื่อว่าเราเป็นสมาชิกบ่าวของอัลลอฮฺ เราเป็นสมาชิกที่ประกาศตนว่า ไม่มีผู้ใดที่มีอำนาจเหนือกว่าเราควบคุมชีวิตของเรา เป็นเจ้าของชีวิตของเรานอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ถ้าเรามีความตระหนักตรงนี้ เราก็ต้องเชื่อว่าการขอความช่วยเหลือจากผู้หนึ่งผู้ใด นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลานั้น ก็ไร้สาระ เชื่อในอัลลอฮฺแต่ไปขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ขาดลักษณะการเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ เชื่อในอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แต่ไปขอความช่วยเหลือจากอำนาจคนหนึ่งคนใด จากอายุ ตำแหน่ง บารมี ความสามารถหรือพลังของคนหนึ่งคนใดและไม่เชื่อในอาวุธของอัลลอฮฺ พลังของพระองค์ อำนาจของพระองค์ ก็หมายถึงว่าเราขาดคุณลักษณะความเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ เราต้องมีช่วงที่บกพร่องในความเชื่อต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ช่วงที่มันขาดตอน ขาดความศรัทธาในอัลลอฮฺอย่างมั่นคง แต่เมื่อเราอ่านในทุกเวลาที่มีการละหมาดว่า

﴿ إِيَّاكَ نَعۡبُدُ وَإِيَّاكَ نَسۡتَعِينُ ٥ ﴾ [الفاتحة: ٥]    

เราก็จะเพิ่มเติมอีหม่าน สร้างความศรัทธา ส่งเสริมอีหม่านของเราให้เพิ่มขึ้น ยิ่งใหญ่ ให้ใหญ่โต ให้มั่นคง และนั่นคือวัตถุประสงค์อันยิ่งใหญ่ที่เราต้องปฏิบัติในทุกเวลาที่มีการละหมาด ที่มีการอ่านอายะฮฺนี้ ขอพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้เรามีอีหม่านที่มั่นคง ให้มีอีหม่านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 20, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

ละหมาดอย่างมีคุชูอฺ 6 – อัลฟาติหะฮฺ อายะฮฺ 6-7

ในทำนองการอธิบายสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ ซึ่งเป็นสูเราะฮฺที่มีความสำคัญสำหรับผู้ที่ปฏิบัติละหมาด เราได้ถึงอายะฮฺสุดท้ายที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ صِرَٰطَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمۡتَ عَلَيۡهِمۡ غَيۡرِ ٱلۡمَغۡضُوبِ عَلَيۡهِمۡ وَلَا ٱلضَّآلِّينَ

٧ ﴾ [الفاتحة: ٦،  ٧]  

ความว่า “โปรดชี้แนะพวกเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้โปรดปรานพวกเขา มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกโกรธกริ้วและมิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่หลงผิด” (อัล-ฟาติหะฮฺ : 6-7)

อายะฮฺนี้เป็นเป้าหมายของสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ เป็นการวิงวอน เป็นการดุอาอ์ เป็นการเรียกร้องพระผู้เป็นเจ้าให้เราได้อยู่ในหนทางอันเที่ยงตรง ในต้นสูเราะฮฺเราได้สรรเสริญอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แสดงความเป็นบ่าว แสดงความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราต้องการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในเมื่อบ่าวของพระองค์ประกาศว่าเขาต้องการให้อัลลอฮฺช่วยเหลือ จึงมีการดุอาอ์ว่า

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ  ٦ ﴾ [الفاتحة: ٦]  

( اهدنا - อิหฺดินา ) เป็นกริยา เป็นดุอาอ์ เป็นคำเรียกร้อง เป็นการนอบน้อม ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้ประทานฮิดายะฮฺแก่เรา และฮิดายะฮฺที่เราต้องการก็คือ การที่เราจะยืนหยัด มีความเข้มแข็ง มีความตั้งใจในทางอันเที่ยงตรงของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

( الصراط المستقيم - อัศศิร้อฏ อัลมุสตะกีม ) คือแนวทางของอัลลอฮฺ บางคนอาจจะเข้าใจว่า (الصراط المستقيم) คือสะพานที่อยู่เหนือนรก แต่แท้จริง (الصراط المستقيم) ที่ถูกระบุในสูเราะฮฺอัล-ฟาติหะฮฺ ก็คือแนวทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อันเที่ยงธรรม ตราบใดที่มุอ์มินสามารถยืนหยัดบนทางนี้ในโลกดุนยา เขาก็จะสามารถผ่าน (الصراط) ที่พาดผ่านนรกในวันกิยามะฮฺ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีความผูกพันระหว่าง (الصراط المستقيم) ในดุนยานี้ซึ่งก็คือแนวทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อันเที่ยงตรง กับ ((الصراط ของวันกิยามะฮฺที่อยู่บนนรก ซึ่งก็คือทางที่เราจะต้องผ่านมันไป อันหมายถึงการผ่านพ้นนรกไปสู่สวนสวรรค์

ทางอันเที่ยงตรงมีเพียงแนวทางเดียว คือแนวทางของอัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้าของเรา ดังที่พระองค์ตรัสว่า

 وَأَنَّ هَٰذَا صِرَٰطِي مُسۡتَقِيمٗا فَٱتَّبِعُوهُۖ وَلَا تَتَّبِعُواْ ٱلسُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمۡ عَن سَبِيلِهِۦۚ ... ١٥٣ ﴾ [الانعام: ١٥٣]  

ความว่า “แท้จริงนั้น นี่คือแนวทางของฉัน แนวทางอันเที่ยงตรง ดังนั้นสูเจ้าทั้งหลายจงยืนหยัดบนแนวทางเหล่านี้ และอย่าปฏิบัติตาม หรือติดตามแนวทางอื่นๆ อันจะทำให้สูเจ้าทั้งหลายหลงผิดจากแนวทางของพระองค์” (อัล-อันอาม : 153)

เพราะฉะนั้นแนวทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่เราต้องแสวงหาต้องมีสัญลักษณ์แห่งสัจธรรม แห่งแสงสว่างที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า และไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เป็นหลักฐานอันเที่ยงธรรม อันชัดแจ้ง นอกจากคัมภีร์ที่มาจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่จะบ่งบอกว่าแนวทางนี้คือแนวทางที่ถูกต้อง การกระทำต่างๆ ความประพฤติ พฤติกรรม ทฤษฎี ความรู้ ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้จะรู้ว่ามันอยู่กับสัจธรรมก็ต่อเมื่อมีแสงสว่างจากพระมหาคัมภีร์ของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และเราจะสามารถพิสูจน์สัจธรรมของทางอันเที่ยงธรรม ด้วยการที่เราเห็นว่าแนวทางเหล่านี้เป็นแนวทางที่มีจริยธรรม มีคุณธรรม มีความถูกต้องโดยบรรทัดฐานจากอัล-กุรอานของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ไม่ใช่เรื่องยากลำบากที่เราจะจำแนกระหว่างความเท็จและความจริงสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แม้กระทั่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ชี้แจงถึงทางอันเที่ยงตรงของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา เพราะท่านนบีก็คือตัวอย่างของอัล-กุรอาน เป็นแบบฉบับแห่งสัจธรรม สิ่งที่เราสับสน สิ่งที่เราไม่เข้าใจ สิ่งที่เราต้องการคำอธิบาย ก็ต้องกลับไปสู่แบบฉบับของอัล-กุรอาน ก็คือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะแนวทางของอัล-กุรอานนั้นก็คือแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั่นเอง

อัลลอฮฺระบุอย่างชัดเจนในอัล-กุรอานว่า

﴿ مَّن يُطِعِ ٱلرَّسُولَ فَقَدۡ أَطَاعَ ٱللَّهَۖ ... ٨٠ ﴾ [النساء : ٨٠]  

ความว่า “ใครที่เชื่อฟังศาสนทูตของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตาลา ก็เปรียบเสมือนเขานั้นเชื่อฟังและปฏิบัติตามอัลลอฮฺนั่นเอง” (อัน-นิสาอ์ : 80)

ดังนั้นถือได้ว่าแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็คือแนวทางของอัลลอฮฺนั่นเอง เพราะท่านนบีนั้นคือผู้ที่เรียกร้องประชาชาติสู่แนวทางของอัลลอฮฺ ดังที่มีหลักฐานปรากฏในอัล-กุรอานว่า

﴿ ... وَإِنَّكَ لَتَهۡدِيٓ إِلَىٰ صِرَٰطٖ مُّسۡتَقِيمٖ ٥٢ صِرَٰطِ ٱللَّهِ ... ٥٣ ﴾ [الشورى: ٥٢،  ٥٣]  

ความว่า “แท้จริงนั้นท่านเป็นผู้แนะนำผู้อื่นไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรง นั่นก็คือแนวทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา” (อัช-ชูรอ : 52-53)

ท่านนบีก็ยืนยันว่าแนวทางของท่านคือแนวทางอันเที่ยงธรรมและเที่ยงตรงเช่นเดียวกัน ดังที่มีหะดีษในสุนันอัต-ติรมิซี ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เรียกร้องประชาชาติให้ยืนหยัดบนหนทางของท่าน ดังที่ท่านกล่าวว่า

فَعَلَيْكُمْ بِسُنَّتِي ، وَسُنَّةِ الْخُلَفَاءِ الرَّاشِدِينَ الْمَهْدِيِّينَ مِنْ بَعْدِي

ความว่า “สูเจ้าทั้งหลายจงยึดมั่นในแนวทางของฉัน และในแนวทางของบรรดาคุละฟาอ์ที่ได้รับทางนำและมีความถูกต้องที่จะปกครองพวกท่านหลังจากฉัน”

แนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ใช่แนวทางที่ออกนอกกรอบอัล-กุรอาน เราต้องมีความเชื่อมั่นว่าแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยู่ในกรอบ ในหนทางของอัล-กุรอานนั่นเอง เพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้แนะนำอัล-กุรอานไปสู่ประชาคมโลก เพื่อให้อัล-กุรอานได้เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เป็นสัจธรรมอันชัดเจนสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรม สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากความมืด ความผิด ความเท็จ ไปสู่ความสว่างและความถูกต้อง ดังนั้นการที่เราวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทุกครั้งที่มีการละหมาด เป็นการประกาศว่าเราต้องการฮิดายะฮฺ ต้องการความสว่าง ต้องการออกจากความมืด

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ ﴾ [الفاتحة: ٦]  

เพราะถ้าหากว่าเราไม่ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้ช่วยเหลือเรา นำเราออกจากความมืด ให้เรายืนหยัดบนหนทางอันเที่ยงตรงนั้น เราก็จะไม่สามารถยืนหยัดบนความถูกต้องได้ตลอดรอดฝั่ง ดังที่ท่านอิมามอิบนุลก็อยยิม ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดผู้ที่อยู่ในหนทางที่ถูกต้องแล้วจึงยังต้องวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทุกครั้งที่มีการละหมาดว่า

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ ﴾ [الفاتحة: ٦]  

ในเมื่อเราเป็นคนดีแล้ว ในเมื่อเรามีฮิดายะฮฺแล้ว ในเมื่อเราอยู่บนหนทางที่ถูกต้องแล้ว ทำไมยังต้องขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้ยืนหยัด ให้อยู่ในแนวฮิดายะฮฺ ทั้งที่เราอยู่ในแนวฮิดายะฮฺแล้ว ท่านอิมามอิบนุลก็อยยิม ให้คำตอบว่า แท้จริงนั้นแนวทางฮิดายะฮฺที่เรามีอยู่หรือได้รับอยู่นั้นอาจจะเป็นแนวฮิดายะฮฺที่ถูกต้อง แต่อาจมีความบกพร่องในบางประการ เราจึงต้องขอดุอาอ์ให้อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แนะนำฮิดายะฮฺอันสมบูรณ์แก่เรา

เราอาจจะมีฮิดายะฮฺในบางส่วน แต่อีกบางส่วนยังไม่มี เราอาจจะมีฮิดายะฮฺในพฤติกรรมบางอย่าง แต่อีกบางอย่างยังไม่มีฮิดายะฮฺ จึงต้องการขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้อยู่ในแนวทางฮิดายะฮฺอันเที่ยงตรงในทุกประเด็น ทุกประการ เราอาจจะมีฮิดายะฮฺในขณะนี้ ในปัจจุบันนี้ แต่เราไม่แน่ใจว่าในอนาคต ในวินาทีต่อไป ในวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เราจะยังอยู่ในแนวฮิดายะฮฺหรือไม่ เป็นความกังวลสำหรับมุอ์มินทุกคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องสิ่งเร้นลับ ไม่รู้อนาคต ที่จะต้องกลัวต่อการยืนหยัดในแนวทางฮิดายะฮฺ ในแนวทางอันถูกต้องตลอดกาลหรือไม่ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องขอดุอาอ์อย่างสม่ำเสมอในทุกเวลาละหมาด

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ ﴾ [الفاتحة: ٦]  

ขอให้เราอยู่ในแนวฮิดายะฮฺทุกเป็นเด็น ทุกประการ ทุกเมื่อ ทุกเวลา เรามีความต้องการจะเป็นคนที่มีฮิดายะฮฺในทุกสิ่งที่เรากระทำในชีวิตของเรา ในเมื่อมีการช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้เราอยู่ในแนวฮิดายะฮฺที่ถูกต้องนั้นเราก็จะมีความอุ่นใจ และการที่เราขอฮิดายะฮฺจากอัลลอฮฺนั้น หมายถึงเรามีความเชื่อว่าไม่มีใครที่จะให้ฮิดายะฮฺ ที่จะแนะนำทางอันเที่ยงธรรมให้แก่มนุษยชาติ นอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ดังที่อัลลอฮฺให้เราตระหนักไว้ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า

﴿ إِنَّكَ لَا تَهۡدِي مَنۡ أَحۡبَبۡتَ وَلَٰكِنَّ ٱللَّهَ يَهۡدِي مَن يَشَآءُۚ ... ٥٦ ﴾ [القصص: ٥٦]  

ความว่า “แท้จริงเจ้า (มุฮัมมัด) ไม่สามารถแนะทางฮิดายะฮฺให้แก่ใคร (แม้จะเป็นผู้ที่เจ้ารัก) เว้นแต่ผู้ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงประสงค์” (อัล-เกาะศ็อศ : 56)

ฮิดายะฮฺอยู่ที่อัลลอฮฺ แต่เรามีหน้าที่ชี้แนะ ชี้แจง ดะอฺวะฮฺ เผยแผ่ พูดคุย แต่ต้องตระหนักว่า ฮิดายะฮฺที่จะเข้าสู่หัวใจนั้นอยู่ที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

พี่น้องครับ พึงตระหนักว่าฮิดายะฮฺที่จะมาจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ใจของเราขณะที่กล่าววิงวอนว่า

﴿ ٱهۡدِنَا ٱلصِّرَٰطَ ٱلۡمُسۡتَقِيمَ ٦ صِرَٰطَ ٱلَّذِينَ أَنۡعَمۡتَ عَلَيۡهِمۡ غَيۡرِ ٱلۡمَغۡضُوبِ عَلَيۡهِمۡ وَلَا ٱلضَّآلِّينَ ٧ ﴾ [الفاتحة: ٦،  ٧]  

ความว่า “โปรดชี้แนะพวกเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรงด้วยเถิด แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้โปรดปรานพวกเขา มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกโกรธกริ้วและมิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่หลงผิด” (อัล-ฟาติหะฮฺ : 6-7)

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 21, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

การพูดสัจธรรม (สู่อีมานที่มั่นคง 22)

ชีวิตของมุสลิมนั้นขึ้นอยู่กับจริยธรรมของเขาซึ่งจริยธรรมของเขาก็ขึ้นอยู่กับอีหม่านของเขา ดังนั้นการที่เราเป็นมุอ์มินก็ต้องผูกพันกับจริยธรรมและมารยาท ซึ่งมารยาทอันมีคุณค่า มีความสวยงาม มีความยิ่งใหญ่ในชีวิตของเราก็คือ การที่มุสลิมหรือมุอ์มินนั้นมีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา พูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรมและอยู่กับสัจธรรม ดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสไว้ในสูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ ว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّـهَ وَكُونُوا مَعَ الصَّادِقِينَ ﴿التوبة: ١١٩﴾

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และจงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้สัจจะ” (อัต-เตาะบะฮฺ : 119)

การที่บรรดาผู้ศรัทธานั้นยึดในสัจธรรมและพูดในสัจธรรมนั้นเป็นลักษณะที่ชัดเจนของบรรดาผู้ศรัทธา เพราะการพูดเท็จนั้นเป็นลักษณะของบรรดาผู้ปฏิเสธหรือผู้ไม่ยอมรับในสัจธรรมอันหมายถึงความบริสุทธิ์ ความสดใส ความสะอาดของหัวใจมนุษย์ ตราบใดที่มีความเท็จ มีการโกหกเกิดขึ้นในสังคม ก็เพราะหัวใจของผู้ที่พูดเท็จหรือไม่ยึดในสัจธรรมนั้นเป็นหัวใจที่ไม่บริสุทธิ์หรือไม่สะอาด และความสกปรกต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในสังคมก็อันเนื่องมาจากสัจธรรมไม่อยู่ในหัวใจของบุคคลที่เป็นสมาชิกในสังคม และที่อันตรายมากกว่านั้นก็คือ สังคมที่ไม่ยอมรับในสัจธรรมหรือไม่พูดสัจธรรมนั้นเป็นสังคมที่จะนำตัวเองไปสู่ความหายนะ นั่นคืออันตรายที่สุด

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้พูดถึงคุณค่าของความจริง สัจธรรม การพูดจริง การที่ไม่พูดเท็จ การที่ห่างจากความเท็จและห่างจากการพูดเท็จ ดังรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

إِنَّ الصِّدْقَ يَهْدِي إِلَى الْبِرِّ ، وَإِنَّ الْبِرَّ يَهْدِي إِلَى الْجَنَّةِ , وَإِنَّ الرَّجُلَ لَيَتَحَرَّى الصِّدْقَ حَتَّى يُكْتَبَ عِنْدَ اللَّهِ عَزَّ وَجَلَّ صِدِّيقًا . وَإِنَّ الْكَذِبَ يَهْدِي إِلَى الْفُجُورِ ، وَإِنَّ الْفُجُورَ يَهْدِي إِلَى النَّارِ ، وَإِنَّ الرَّجُلَ لَيَتَحَرَّى الْكَذِبَ حَتَّى يُكْتَبَ عِنْدَ اللَّهِ كَذَّابًا (متفق عليه)

ท่านนบีได้ให้ทฤษฎีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่อยากจะนำตัวเองไปสู่สรวงสวรรค์และหันห่างจากหนทางของชาวนรก ความว่า “แน่แท่แล้ว ความจริงนั้นจะนำมุอ์มินไปสู่ความดี ไปสู่คุณธรรม และความดีหรือคุณธรรมนั้นจะพามุอ์มินไปยังสวนสวรรค์ และแท้จริงนั้นบุคคลที่จะพูดความจริงและขยันพูดความจริง อนุรักษ์สัจธรรมที่มีอยู่และจะพยายามไม่พูดเท็จ จนกระทั่งถูกบันทึก ณ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ว่าเป็น “ศิดดีก – ผู้สัจจะ”

การที่จะถูกบันทึกจากอัลลอฮฺว่าเป็น “ศิดดีก” นั่นเป็นเพราะว่าเขารักษาสัจธรรมในตนเอง รักษาความบริสุทธิ์ในหัวใจตนเอง รักษาความจริงให้ปรากฏในตัวเขาเองและในสังคม จากนั้นท่านนบีก็กล่าวต่อไปว่า

และแท้จริงความเท็จนั้นจะนำมุอ์มินหรือมนุษย์ทั่วไปสู่ความชั่ว และแท้จริงความชั่วก็จะนำบุคคลนั้นไปสู่นรก และบุคคลที่จะพูดเท็จนั้นเขาจะขยันพูดเท็จและจะพยายามรักษาการพูดเท็จของเขาจนกระทั่งถูกบันทึก ณ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ว่าเป็น “กัซซาบ – จอมโกหก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีและมุสลิม)

นี่เองครับพี่น้องที่เป็นอันตรายของการพูดเท็จและความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ของการพูดสัจธรรม ศาสนาต้องการให้สัจธรรมปรากฏ สัจธรรมแห่งจักรวาลก็คือการที่พระผู้เป็นเจ้ามีองค์เดียว สัจธรรมในโลกนี้ก็คือไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สัจธรรมที่แท้จริงนั้นก็คือ อีหม่านที่มั่นคงซึ่งทุกคนต้องมีต่อพระผู้เป็นเจ้า และหากว่ามุอ์มินจะพูดเท็จ จะยึดในความเท็จ จะปฏิเสธความจริงในเรื่องหนึ่งเรื่องใด ก็แสดงว่าหัวใจของเขา หน้าที่ของเขาในการยึดมั่นในสัจธรรม เผยแผ่สัจธรรมและต่อสู้เพื่อสัจธรรมนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากคนที่พูดเท็จ ยึดมั่นในความเท็จ ปฏิเสธความจริง ไม่พูดความจริงและไม่ชอบความจริง ไม่ควรที่จะเป็นบุคคลที่สนับสนุนในสัจธรรมหรือยึดมั่นในสัจธรรม

มุอ์มินไม่ควรที่จะพูดเท็จ มุอ์มินไม่ควรที่จะสนับสนุนความเท็จแต่มุอ์มินควรจะยึดมั่นในสิ่งที่เป็นสัจธรรม กระทำในสิ่งที่เป็นสัจธรรมหากว่าเรามีความห่วงในอนาคตของเรา หนทางของเรา ชีวิตของเรา วันปรโลก วันอาคิเราะฮฺที่ทุกคนจะต้องพบสักวันหนึ่ง ถ้าเรามองถึงหน้าที่ของเราที่จะนำตัวของเราไปสู่ความสำเร็จ ความสุขสบาย ไปสู่สวนสวรรค์เราก็ต้องศึกษาสัจธรรมและการยึดมั่นในสัจธรรม

พี่น้องผู้มีอีหม่านที่เคารพทั้งหลายครับ การที่มุอ์มินนั้นพูดจริง ไม่โกหก ไม่พูดเท็จ เป็นสิ่งที่ยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันนี้ที่อำนวยความสะดวกให้แก่คนที่โกหก และจะต่อต้านคนที่พูดสัจธรรม สังคมปัจจุบันนี้ที่จะยกย่องคนพูดเท็จ หลอกชาวบ้าน มีลักษณะมุนาฟิก ใช้ภาพลวงให้คนอื่นเชื่อในตนเอง แต่ในความจริงนั้นเขาไม่ได้ยึดในสัจธรรมและไม่ได้พูดความจริง แต่บุคคลที่จะพูดจริงและพูดสัจธรรมนั้นมักจะถูกต่อต้าน มักจะถูกทำลาย

ฉะนั้นเราจึงเห็นในสังคมของเรา เรื่องการทำธุรกิจก็ดี เรื่องการเมืองก็ดี เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองต่างประเทศก็ดี เราเห็นประเทศมหาอำนาจที่กำลังถล่มพี่น้องมุสลิมของเราพวกเขาก็ใช้ความเท็จในการหลอกชาวบ้าน เผด็จการทุกสิ่งทุกอย่าง ปกครองโลกด้วยความเท็จ และสถาบันที่กำลังปฏิบัติความเท็จต่อชาวโลกนั้นก็คือสื่อต่างๆ นำเสนอข่าวสารที่เป็นเท็จแก่ชาวบ้าน อีกตัวอย่างก็คือประเทศที่อ้างตัวเป็นตำรวจโลกหรือเป็นมาตรฐานแห่งประชาธิปไตย และในสังคมก็มีตัวอย่างจากบรรดานักการเมืองหรือนักธุรกิจหรือแม้กระทั่งผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นนักศาสนาหรือนักเผยแผ่ศาสนา ก็จะมีตัวอย่างว่าเป็นคนที่พูดเท็จ เป็นคนที่ไม่ยอมรับในสัจธรรม

พี่น้องที่ศรัทธาทั้งหลายครับ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนหนึ่งคนใดพูดเท็จหรือพูดจริง คำตอบก็อยู่ในคำพูดของเขา ลักษณะใบหน้าของเขา ในการกระทำของเขาทั้งปวง ทุกคนจะเห็นได้ว่าใครเป็นคนโกหกหรือพูดจริง มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อได้เห็นใบหน้าของท่านนบีแล้วเขากล่าวว่า

عَرَفْتُ أَنَّ وَجْهَهُ لَيْسَ بِوَجْهِ كَذَّابٍ

“ข้าพเจ้ารับรู้ได้เลยว่าใบหน้าของท่านนบีมิใช่ใบหน้าของคนที่พูดเท็จหรือโกหก” (บันทึกโดยอัต-ติรมิซีและอิบนุ มาญะฮฺ)

หมายถึงว่าใบหน้าของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นใบหน้าของคนที่พูดจริงอย่างแน่นอน นั่นคือใบหน้าของบรรดาผู้ศรัทธาทั้งปวง นั่นคือใบหน้าของบรรดาผู้ที่ยึดมั่นในสัจธรรมและอยู่กับผู้ที่พูดจริงดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ใช้ให้เรากระทำในชีวิตของเรา

اتَّقُوا اللَّـهَ وَكُونُوا مَعَ الصَّادِقِينَ ﴿التوبة: ١١٩﴾

ความว่า “จงยำเกรงอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และจงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่พูดจริง” (อัต-เตาะบะฮฺ : 119)

ฝากไว้กับพี่น้องครับ จงพูดจริง อยู่กับคนที่พูดจริง ยึดในสัจธรรมและอยู่กับกลุ่มชนที่ยึดในสัจธรรม

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 21, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

ความยำเกรงอัลลอฮฺกับการพูด (สู่อีมานที่มั่นคง 23)

พี่น้องที่มีอีหม่านที่เคารพทั้งหลายครับ ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในชีวิตของมุสลิม เป็นคำสั่งที่อัลลอฮฺ   ได้ยืนยันและเน้นมากในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและในบรรดาหะดีษต่างๆ ที่ท่านนบี   ได้สั่งสอนประชาชาติอัลอิสลาม และเป็นคำสั่งสอนที่อัลลอฮฺ   ได้ยืนยันกับทุกประชาชาติให้ปฏิบัติอย่างเข้มงวด ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในอายะฮฺหนึ่งของสูเราะฮฺอาละอิมรอน

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱتَّقُواْ ٱللَّهَ حَقَّ تُقَاتِهِۦ ... ١٠٢ ﴾ [ال عمران: ١٠٢]  

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย สูเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺ   อย่างแท้จริง” (อาละอิมรอน : 102)

และอีกอายะฮฺหนึ่งในสูเราะฮฺอัตตะฆอบุน อัลลอฮฺ   ได้ตรัสว่า

﴿ فَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ مَا ٱسۡتَطَعۡتُمۡ ... ١٦ ﴾ [التغابن : ١٦]  

ความว่า “สูเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   สุดความสามารถของพวกท่าน...” (อัตตะฆอบุน : 16)

    การที่เราจะยำเกรงต่ออัลลอฮฺ  นั้นเป็นหน้าที่โดยปกติในฐานะบ่าวของอัลลอฮฺ   ในฐานะที่เป็นบุคคลที่รู้ความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้า ในฐานะที่เราศรัทธาในอัลลอฮฺ   เราก็ต้องมีลักษณะที่ยำเกรงอัลลอฮฺ กลัวพระองค์ รู้ถึงความยิ่งใหญ่ที่ต้องปฏิบัติตัวตามความศรัทธานั้น และการที่เรากลัวอัลลอฮฺ   และยำเกรงพระเจ้าของเรานั้น จะส่งผลในคำพูดและการกระทำของเรา ในปัจจัยยังชีพและชีวิตของเราในทุกๆ แง่มุม ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสถึงผลที่จะเกิดจากการที่เรายำเกรงพระองค์ในสูเราะฮฺอัลอะหฺซาบว่า

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ ٱتَّقُواْ ٱللَّهَ وَقُولُواْ قَوۡلٗا سَدِيدٗا ٧٠ يُصۡلِحۡ لَكُمۡ أَعۡمَٰلَكُمۡ وَيَغۡفِرۡ لَكُمۡ ذُنُوبَكُمۡۗ ... ٧١ ﴾ [الاحزاب : ٧٠،  ٧١]  

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺ   และจงพูดคำพูดที่ดี ที่ถูกต้อง แล้วอัลลอฮฺ   จะทำให้การการกระทำของพวกท่านเป็นการกระทำที่ดีงาม ที่ถูกต้อง และจะให้อภัยแก่พวกท่าน...” (อัลอะหฺซาบ : 71)

    อุละมาอ์ได้อธิบายอายะฮฺนี้ว่า “การที่มุอ์มินนั้นจะยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   และพูดคำพูดที่ถูกต้องนั้น จะส่งผลให้การกระทำของถูกต้องตามความยำเกรงและคำพูดที่ถูกต้อง และเมื่อมุอ์มินไม่ยำเกรงอัลลอฮฺและไม่พูดในสิ่งที่ถูกต้อง การประพฤติของเขาก็ย่อมอยู่ในสภาพที่ไม่ถูกต้อง”

เพราะการที่เรายำเกรงอัลลอฮฺ จะส่งผลให้เรามีความระมัดระวังในคำพูดและการประพฤติ เพราะคำพูดและการประพฤตินั้นขึ้นอยู่ที่ว่าเรายึดมาตรฐานอะไรในชีวิตของเรา บางคนยึดมาตรฐานในกฎหมายสากล โดยกล่าวกันว่า “เราต้องระวังไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายนะ อะไรที่จะทำให้เราต้องประสบกับอันตรายก็อย่าทำนะ” ฉะนั้นคำพูดและการประพฤติของเขาก็จะขึ้นอยู่ที่ว่าเขากลัวหรือระมัดระวังสิ่งใดในชีวิตของเขา

แต่สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านที่มั่นคงนั้น สิ่งที่เขากลัวและยำเกรงก็คือพระผู้เป็นเจ้า เขาจึงคำนึงถึงกฎเกณฑ์แห่งศาสนาที่มาจากพระองค์ ดังนั้นทั้งคำพูดและการประพฤติของเขาจึงขึ้นอยู่กับความยำเกรงอัลลอฮฺ   ซึ่งบ่งชี้ว่า ผลที่เกิดจากการยำเกรงอัลลอฮฺนั้น คือการทำให้เราพูดและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น นี่คือมาตรฐานของบรรดาผู้ศรัทธาครับ

ผลลัพธ์อีกประการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นจากการที่เรายำเกรงอัลลอฮฺนั้น พระองค์ได้ตรัสไว้ในสูเราะฮฺอัฏเฏาะลากดังนี้

﴿ ... وَمَن يَتَّقِ ٱللَّهَ يَجۡعَل لَّهُۥ مَخۡرَجٗا ٢ وَيَرۡزُقۡهُ مِنۡ حَيۡثُ لَا يَحۡتَسِبُۚ ... ٣ ﴾ [الطلاق : ٢،  ٣]  

ความว่า “...บุคคลที่ยำเกรงอัลลอฮฺนั้น พระองค์จะทรงทำให้เขามีทางออกในทุกปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะให้เขาแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ จะให้มีวิถีทางสู่ความสำเร็จ และจะให้เขามีริซกีโดยที่เขาไม่ได้คาดคิดหรือคำนวณไว้...” (อัฏเฏาะลาก : 2-3)

    การที่พระองค์จะช่วยเหลือเขานั้น ก็สืบเนื่องจากการที่เขามีความสัมพันธ์อันดีกับอัลลอฮฺ   ด้วยลักษณะอันเด่นชัดในการเป็นบ่าวของพระองค์ นั่นก็คือ “ตักวา” ต่ออัลลอฮฺ ซึ่งคำว่า “التَّقْوَى” (ตักวา) ในภาษาอาหรับ มาจากกริยา “وَقَى” แปลว่า “การปกป้องตนเอง” ปกป้องอีหม่านของเขา ร่างกายของเขาจากการถูกลงโทษ ถูกสาปแช่ง จากนรกและจากทุกสิ่งที่จะทำให้อัลลอฮฺทรงกริ้วเขา ฉะนั้นการที่เราตักวาต่ออัลลอฮฺ จึงหมายถึงการหันห่าง การหลีกเลี่ยงจากทุกสิ่งที่อัลลอฮฺ   ทรงห้าม นี่คือบุคคลที่มีตักวา ส่วนบุคคลที่ออกห่างจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม ไม่หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกริ้วนั้น ก็คือบุคคลที่ไม่มีตักวา

    เราะจะเห็นได้ว่าบุคคลที่ไม่มีตักวา มักจะไม่มีความสามารถในการแยกแยะระหว่างความดีและความเลวร้าย เช่นที่อัลลอฮฺได้ตรัสสูเราะฮฺอัลอันฟาลว่า

﴿ يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ إِن تَتَّقُواْ ٱللَّهَ يَجۡعَل لَّكُمۡ فُرۡقَانٗا وَيُكَفِّرۡ عَنكُمۡ سَيِّ‍َٔاتِكُمۡ وَيَغۡفِرۡ لَكُمۡۗ وَٱللَّهُ ذُو ٱلۡفَضۡلِ ٱلۡعَظِيمِ ٢٩ ﴾ [الانفال: ٢٩]  

ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากพวกท่านยำเกรงต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทำให้พวกท่านสามารถจำแนกระหว่างความเลวและความดี สัจธรรมและความเท็จ และจะลบล้างความผิดของพวกท่านและจะอภัยแก่พวกท่าน ซึ่งอัลลอฮฺ   นั้นคือผู้ประทานความโปรดปรานอันใหญ่หลวงแก่พวกท่าน” (อัลอันฟาล : 29)

    “يَجۡعَل لَّكُمۡ فُرۡقَانٗا” หมายถึงทำให้เรามีมาตรฐานในการจำแนกระหว่างความจริงและความเท็จ

    การที่มุอ์มินนั้นตักวาต่ออัลลอฮฺ จะส่งผลให้เขามีสติปัญญาที่สดใน มีจิตใจบริสุทธิ์ ทำให้เขาสามารถจำแนกระหว่างสิ่งที่ถูกและผิดได้ เราจึงเห็นว่าบุคคลที่มีตักวานั้นมักจะหลีกเลี่ยงจากทุกสิ่งที่เป็นข้อสงสัย จากทุกสิ่งที่จำทำให้มนุษย์ตกอยู่ในสภาวะที่หายนะหรืออันตราย คนที่มีตักวานั้นมักจะไม่โกหกและไม่ชอบประพฤติในสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนา คนที่มีตักวานั้นจะไม่ชอบทานอาหารที่มาจากริซกีที่หะรอม จะไม่ชอบยุ่งกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของเขา จะไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของเขา คนที่มีตักวานั้นจะชอบรักษาสภาพอีหม่านของเขา ความเป็นมุสลิมของเขาจากการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ   หรือท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

    พี่น้องที่มีอีหม่านที่เคารพทั้งหลายครับ การที่เราสร้างตักวาในจิตใจของเรา เพิ่มเติมอีหม่านให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือทางออกสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่จะทำให้พวกเขาอยู่ในลักษณะที่ห่างจากข้อห้าม จากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกริ้ว และนั่นคือสิ่งที่ท่านนบีได้ฝากไว้กับประชาชาติอิสลาม และเป็นสิ่งที่ท่านนบี   ได้ดุอาอ์อยู่ตลอดดังที่มีรายงานในหะดีษซึ่งบันทึกโดยอิมามมุสลิม ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  มักจะขอดุอาอ์ว่า

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ الْهُدَى، وَالتُّقَى، وَالْعَفَافَ، وَالْغِنَى

อ่านว่า “อัลลอฮุมมะ อินนี อัสอะลุกัลฮุดา วัตตุกอ วัลอะฟาฟะ วัลฆินา”

ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ แท้จริงฉันขอต่อพระองค์ซึ่งทางนำหรือคำแนะนำจากพระองค์, ความตักวา, ความบริสุทธิ์และความพอเพียงทั้งในด้านปัจจัยยังชีพและจริยธรรม”

    นั่นคือดุอาอ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่อยากจะได้รับฮิดายะฮฺ, ตักวา, ความบริสุทธิ์ในด้านจิตใจและอยากจะมีความพอเพียงในชีวิตในทุกประการ

    ความตักวาต่ออัลลอฮฺนั้นจะนำมีซึ่งความพอพระทัยจากพระองค์ และเราต้องมีตักวาในทุกๆ เรื่องแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยที่เราอาจคาดไม่ถึงว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตักวาอย่างไร เช่น ที่ท่านนบี   แนะนำว่า หากเราต้องเลือกระหว่างสองอย่าง ท่านนบีแนะนำให้เลือกในสิ่งที่ทำให้เราอยู่ในความตักวามากกว่า เช่น คนหนึ่งอาจถูกทดสอบให้เลือกระหว่างสภาพแรกซึ่งจะทำให้เขาบริจาคได้หรือปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ ได้ ส่วนอีกสภาพหนึ่งจะทำให้เขาไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้หรืออาจจะบริจาคได้น้อยลง เช่นนี้เขาก็จะเลือกในสภาพแรก เนื่องจากเขาอยากจะอยู่ในสภาพที่เป็นมุอ์มินที่มีตักวา มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   นั่นคือสิ่งที่เราต้องแสวงหาในชีวิตของเราครับ

    มุอ์มินที่มีตักวา มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ   เมื่อถูกเชิญชวญให้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ กระทำในสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนา เขาจะประกาศด้วยเสียงดัง ด้วยจุดยืนอันชัดเจนว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ทำสิ่งนั้น เพราะข้าพเจ้ายำเกรงอัลลอฮฺ   ข้าพเจ้าจะไม่เข้าไปยุ่งกับสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม เพราะข้าพเจ้ากลัวอัลลอฮฺ   กลัวนรกและยำเกรงพระผู้เป็นเจ้า”

    นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะฝากพี่น้อง ให้สร้างความตักวา เพิ่มพูนอีหม่านให้มากขึ้น อันจะทำให้เราหันห่างจากการฝ่าฝืนหลักการของศาสนาอิสลาม

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 23, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

อีมานกับการวางตัวเป็นกลาง (สู่อีมานที่มั่นคง 24)

พี่น้องที่มีอีหม่านที่เคารพทั้งหลายครับ อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงใช้ให้มุอ์มินีนนั้นได้ยึดมั่นในอีหม่าน, สัจธรรมและความถูกต้อง เพราะนี่คือแนวทางอันถูกต้องและเที่ยงตรงที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลาทรงใช้ให้เรายึดมั่น เป็นหนทางที่ศาสนาอิสลามเรียกว่า “หนทางที่เป็นกลาง” เป็นคุณลักษณะของประชาชาติอิสลามที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَكَذَٰلِكَ جَعَلۡنَٰكُمۡ أُمَّةٗ وَسَطٗا لِّتَكُونُواْ شُهَدَآءَ عَلَى ٱلنَّاسِ وَيَكُونَ ٱلرَّسُولُ عَلَيۡكُمۡ شَهِيدٗاۗ ... ١٤٣ ﴾ [البقرة: ١٤٣]  

ความว่า “และเราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติกลาง เพื่อพวกท่านจะได้เป็นพยานแก่คนอื่น และให้นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นพยานแก่พวกท่าน” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 143)

การที่ประชาชาติอิสลามนั้นเป็นกลาง หมายถึง เป็นประชาชาติที่ยึดมั่นในความถูกต้อง ยึดมั่นในพระมหาคัมภีร์ที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ยึดมั่นในสัจธรรมที่มาจากพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

การที่มุอ์มินนั้นเป็นกลาง หมายถึง มุอ์มินต้องเข้าใจว่าอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ใช้ให้เขากระทำอะไร และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ใช้ให้เขาทำตัวอย่างไรต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าบางกรณีเกิดขึ้นแล้วเขาวางตัวเป็นกลางโดยไม่นำหลักการศาสนาอิสลามมาปฏิบัติ ยืนอยู่ในหนทางที่ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีหนึ่งกรณีใด ทั้งที่สัจธรรม ความจริงและความยุติธรรมนั้นอยู่ในฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ก็จะถือว่าการวางตัวเป็นกลางแบบนี้ เป็นการไม่ยอมรับในสัจธรรมหรือความจริง

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

(( انْصُرْ أَخَاكَ ظَالِمًا أَوْ مَظْلُومًا فَقَالَ رَجُلٌ يَا رَسُولَ اللَّهِ أَنْصُرُهُ إِذَا كَانَ مَظْلُومًا أَفَرَأَيْتَ إِذَا كَانَ ظَالِمًا كَيْفَ أَنْصُرُهُ قَالَ تَحْجُزُهُ أَوْ تَمْنَعُهُ مِنْ الظُّلْمِ فَإِنَّ ذَلِكَ نَصْرُهُ )) رواه البخاري

ความว่า “จงช่วยเหลือพี่น้องของท่านแม้ว่าเขาจะเป็นผู้อธรรมหรือผู้ถูกอธรรมก็ตาม เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งถามท่านนบีว่า โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ การช่วยเหลือผู้ถูกอธรรมนั้นเราเข้าใจ แต่การช่วยเหลือผู้อธรรมนั้นเป็นอย่างไรครับ ? ท่านนบีจึงตอบว่า ท่านจงขัดขวางหรือยับยั้งเขาจากการอธรรม นั่นแหละคือการช่วยเหลือเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรี)

    ศาสนาอิสลามต้องการให้มุอ์มินนั้นยึดมั่นในสัจธรรมด้วยการวางตัวเป็นกลางกับสัจธรรม มิใช่ว่างตัวเป็นกลางระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ และการที่เราจะสร้างอีหม่านที่มั่นคงนั้นก็หมายถึงการที่เราต้องสนับสนุนสัจธรรม สนับสนุนในสิ่งที่เป็นความจริง เปรียบเสมือนศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง กับศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ถูกต้อง หากมีมุอ์มินหรือมุสลิมมาอ้างว่า “ฉันจะวางตัวเป็นกลางระหว่างศาสนาเหล่านี้” อันหมายถึงการที่เขาจะปลีกตัวออกจากศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง

การที่จะมีลักษณะที่เป็นกลางระหว่างสัจธรรมกับความเท็จนั้นในอัล-กุรอานระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นลักษณะของบรรดามุนาฟิกีนซึ่งอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา กล่าวไว้ในสูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ว่า

﴿ ... لَآ إِلَىٰ هَٰٓؤُلَآءِ وَلَآ إِلَىٰ هَٰٓؤُلَآءِۚ ... ١٤٣ ﴾ [النساء : ١٤٣]  

ความว่า “บรรดามุนาฟิกีนนั้นจะไม่อยู่กับพวกนั้น และก็จะไม่อยู่กับอีกพวกหนึ่งด้วย” (อัน-นิสาอ์ : 143)

    หมายถึงพวกเขาจะวางตัวเป็นกลางระหว่างบรรดามุสลิมกับกุฟฟาร พวกเขามิได้เป็นมุสลิมเนื่องจากพวกเขาเพียงแสดงตัวเป็นมุสลิมเท่านั้นแต่ในจิตใจของพวกเขาเป็นกาฟิร และพวกเขาก็มิได้เป็นกาฟิรอันเนื่องมาจากการแสดงตัวเป็นมุสลิมโดยที่ในจิตใจเป็นกาฟิร อันเป็นสภาพที่ไม่ชัดเจน ต่างจากมุสลิมที่เป็นผู้ศรัทธาทั้งภายในและการแสดงตนภายนอกและมิได้ประกาศความกุฟรฺ (การปฏิเสธ) ทั้งภายในและภายนอก แต่พวกมุนาฟิกนั้นจะเป็นกลางระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ ระหว่างกุฟรฺและอีหม่าน ส่วนมุอ์มินนั้นเมื่อเขาพูดว่า “ฉันจะวางตัวเป็นกลาง” จะหมายถึงการนำตัวเองตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งสัจธรรม จะอยู่กับความจริง อยู่กับคำสั่งสอนแห่งศาสนา แห่งหลักการอัล-อิสลาม นั่นคือการวางตัวเป็นกลางดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา สั่งใช้ให้ประชาชาติอิสลามปฏิบัติ

    พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลายครับ ในชีวิตของเราจะประสบปัญหาหลายเรื่องหลายอย่างซึ่งเราจะต้องยึดมั่นในหลักการในสัจธรรมที่มากับศาสนาอิสลาม นี่คือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติและต้องพยายามทำความเข้าใจว่าหลักการอิสลามนั้นคือสัจธรรม, ความยุติธรรม, ความสมบูรณ์และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีสิ่งที่จะเรียกว่าความยุติธรรมและความถูกต้องใดๆ ที่เหนือกว่าหลักการศาสนาอิสลาม ตราบใดที่เราเห็นว่าอารมณ์ ความรู้สึก ประเพณี หรือสิ่งที่เป็นกระแสสังคม หรือสิ่งอื่นที่เราเชื่อมั่น ให้ความสำคัญหรือนับถือนอกไปจากหลักการศาสนาอิสลามนั้น ก็แสดงว่าอีหม่านของเราที่มีต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา และหลักการที่มีจากพระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นเป็นอีหม่านที่อ่อนด้อย ไม่สมบูรณ์หรือไม่ถูกต้อง

    อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ให้คุณลักษณะของบรรดามุอ์มินีนที่มีอีหม่านที่มั่นคงโดยตรัสว่า

﴿ إِنَّمَا كَانَ قَوۡلَ ٱلۡمُؤۡمِنِينَ إِذَا دُعُوٓاْ إِلَى ٱللَّهِ وَرَسُولِهِۦ لِيَحۡكُمَ بَيۡنَهُمۡ أَن يَقُولُواْ سَمِعۡنَا وَأَطَعۡنَاۚ ... ٥١ ﴾ [النور : ٥١]  

ความว่า “แท้จริงบรรดามุอ์มินีนนั้นเมื่อพวกเขาถูกเรียกร้องไปสู่ (หลักการของ) อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์เพื่อให้ตัดสินระหว่างพวกเขา พวกเขาจะกล่าวว่า เราได้ยินแล้วและเราเชื่อฟังแล้ว” (อัน-นูร : 51)

การเชื่อฟังและปฏิบัติตามหลักการศาสนาอิสลาม นำหลักการศาสนามาปฏิบัติในชีวิตตนเองและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงนั้นคือการวางตัวเป็นกลางที่แท้จริง เป็นความยุติธรรม เป็นหนทางที่เที่ยงธรรมและเที่ยงตรงที่เราเรียกว่า “อัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีม” ประชาชาติอิสลามจะเป็นมาตรฐานแห่งสัจธรรม กล่าวคือ ใครก็ตามที่อยากจะรู้ว่าเขาจริงหรือไม่จริงนั้นก็ต้องกลับมาสู่อิสลาม กลับมาสู่มาตรฐานของอิสลามที่ปรากฏอยู่ในหมู่มุสลิมว่าเขายึดในสัจธรรมตามมุสลิมหรือเปล่า นั่นคือพระดำรัสของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในอายะฮฺที่กล่าวไว้ว่า

﴿ ...لِّتَكُونُواْ شُهَدَآءَ عَلَى ٱلنَّاسِ... ١٤٣ ﴾ [البقرة: ١٤٣]  

ความว่า “(เราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติกลาง) เพื่อพวกท่านจะได้เป็นพยานแก่คนอื่น...” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 143)

﴿ وَيَكُونَ ٱلرَّسُولُ عَلَيۡكُمۡ شَهِيدٗاۗ ... ١٤٣ ﴾ [البقرة: ١٤٣]  

ความว่า “...และเพื่อให้นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นพยานแก่พวกท่าน” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 143)

    เป็นพยานในการที่เรายึดมั่นในสุนนะฮฺ ในแนวทางอันเที่ยงตรงของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการที่เรายึดมั่นในหลักการศาสนาที่มาจากท่านนบีนั้นเป็นลักษณะที่จะบอกว่าเราเป็นมุสลิมที่แท้จริง เป็นมุอ์มินที่มีอีหม่านอันมั่นคง และตราบใดที่เราอยู่ห่างจากแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็จะถือว่าเราไม่เป็นกลาง ไม่อยู่ในลักษณะของศาสนาอันเที่ยงธรรมและเที่ยงตรง เพราะอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ได้ตรัสถึงแนวทางของท่านนบีว่าเป็น “อัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีม” ซึ่งมีปรากฏในอายะฮฺที่ว่า

﴿... وَإِنَّكَ لَتَهۡدِيٓ إِلَىٰ صِرَٰطٖ مُّسۡتَقِيمٖ ٥٢ ﴾ [الشورى: ٥٢]  

ความว่า “และแท้จริงเจ้า (มุฮัมมัด) เป็นผู้ชี้แนะไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรง” (อัช-ชูรอ : 52)

อัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีม นั้นคือทางอันเที่ยงตรงแห่งพระผู้เป็นเจ้าดังที่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ وَأَنَّ هَٰذَا صِرَٰطِي مُسۡتَقِيمٗا فَٱتَّبِعُوهُۖ وَلَا تَتَّبِعُواْ ٱلسُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمۡ عَن سَبِيلِهِۦۚ ... ١٥٣ ﴾ [الانعام: ١٥٣]  

ความว่า “แท้จริงนั้นทางอันเที่ยงตรงของฉันก็คือทางเหล่านี้ และพวกท่านทั้งหลายจงอย่าปฏิบัติตามแนวทางอื่นๆ ที่มิใช่แนวทางของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อันจะทำให้พวกท่านทั้งหลายหลงไปจากทางของพระองค์” (อัล-อันอาม : 153)

    นี่ก็เป็นหลักฐานอันชัดแจ้งว่า อัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีมของอัลลอฮฺนั้นก็คืออัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีมของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งหากมุอ์มินอยากจะยึดมั่นในแนวทางอันเที่ยงธรรมแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้ก็จะเป็นต้องยึดมั่นในแนวทางของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อันเป็นแนวทางที่เที่ยงธรรมและเป็นกลางในศาสนาอิสลาม ทุกคนต้องพยายามแสวงหา ศึกษาและติดตามลักษณะของแนวทางเหล่านี้ ชีวิตของเขาที่ทุ่มเทและหมดไปกับการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้จะไม่ถือว่าเป็นชีวิตที่สูญเปล่าหรือสิ้นเปลือง แต่กลับมีคุณค่าด้วยการยึดมั่น ยืนหยัดในแนวที่เป็นธรรมและเป็นกลางแห่งศาสนาอัล-อิสลาม

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 24, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

จงเร่งรีบขวนขวายอีมานที่มั่นคง ก่อนที่จะมีฟิตนะฮฺ

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทุกท่านครับ ในการบันทึกของอิมามมุสลิม หะดีษที่รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

(( بَادِرُوا بِالْأَعْمَالِ فِتَنًا كَقِطَعِ اللَّيْلِ الْمُظْلِمِ يُصْبِحُ الرَّجُلُ مُؤْمِنًا وَيُمْسِي كَافِرًا أَوْ يُمْسِي مُؤْمِنًا وَيُصْبِحُ كَافِرًا يَبِيعُ دِينَهُ بِعَرَضٍ مِنْ الدُّنْيَا )) رواه مسلم

ความว่า “พวกท่านทั้งหลายจงพยายามเร่งกระทำสิ่งที่เป็นคุณธรรมความดี ก่อนที่จะมีฟิตนะฮฺ หรือความยากลำบากในชีวิตของพวกท่านซึ่งเปรียบเสมือนความมืดที่จะมายังพวกท่าน แล้วคนหนึ่งจะอยู่ในยามเช้าในสภาพที่มีอีหม่านแต่เมื่อตกเย็นเขาจะกลายเป็นกาฟิร เป็นผู้เนรคุณหรือปฏิเสธ และคนหนึ่งที่ตอนกลางคืนเป็นมุอ์มิน แต่เมื่อถึงยามเช้าแล้วเขาจะกลายเป็นกาฟิร คนเหล่านี้จะขายศาสนาของเขาด้วยสิ่งที่ไม่มีคุณค่าในโลกนี้”

พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทั้งหลายครับ อีหม่านของเราเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอันสูงส่ง เป็นสิ่งที่มีความยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ตราบใดที่เราให้ความสำคัญหรือความยิ่งใหญ่กับสิ่งอื่นมากกว่าอีหม่านของเรา นั่นแสดงว่าเรายังไม่รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของอีหม่านของเรา ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของมุอ์มินทุกคนที่ต้องพยายามสำรวจ พิจารณาความศรัทธาที่มีอยู่ของเขาว่าเป็นอีหม่านที่มั่นคงหรือไม่ เพราะในช่วงที่จะมีฟิตนะฮฺ มีความยากลำบาก หรือมีมุศีบะฮฺที่จะประสบในชีวิตของเขา อีหม่านของเขานั่นเองที่จะเป็นสิ่งแรกที่ถูกทดสอบ จึงจำเป็นต้องมีเสบียงด้านอีหม่าน อะมาลศอลิหฺ ความประพฤติ การปฏิบัติศาสนกิจ จริยธรรม สิ่งต่างๆ ที่จะทำให้เขามีอีหม่านที่มั่นคงนั้น คือเสบียงและอาวุธที่เขาจะใช้ต่อสู้กับฟิตนะฮฺ มุศีบะฮฺหรือการทดสอบได้

ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงส่งเสริมให้เราพยายามกระทำความดีงาม ปฏิบัติศาสนกิจ ทำอะมาลศอลิหฺในช่วงที่เราสะดวก ไม่มีความยากลำบาก ไม่มีการทดสอบ ไม่มีมุศีบะฮฺ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อยากจะให้มุอ์มินนั้นเร่งทำอะมาลศอลิหฺ(การทำสิ่งที่เป็นคุณธรรม) ให้เร่งสร้างอีหม่านในช่วงที่ยังสามารถปฏิบัติอะมาลศอลิหฺได้ ก่อนที่ความมืดนั้นจะมาสู่เรา ซึ่งก็คือฟิตนะฮฺ อันเป็นลักษณะแห่งอีหม่านของบุคคลที่ประสบมุศีบะฮฺ หรือปัญหายากลำบากในชีวิตของเขา จะละหมาด บริจาค อะมาลศอลิหฺก็ลำบาก

ท่านนบีจึงบอกว่าก่อนที่จะลำบาก ตอนที่ยังสะดวก ขณะที่มีสตางค์จงบริจาค ขณะที่ยังมีสุขภาพจงกระทำอะมาลศอลิหฺ ขณะที่ยังหายใจได้จงสรรเสริญอัลลอฮฺ ขณะที่ยังมีความสามารถทำสิ่งที่เป็นเสบียงในปรโลกก็จงทำเสียก่อนที่จะไม่มีชีวิต ไม่มีสุขภาพ ไม่มีความสามารถ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เปรียบเทียบความยากลำบากเหล่านี้กับความมืดเพราะคนเราจะทำอะไรไม่สามารถทำอะไรได้เลยเมื่อมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าในอนาคต หรือในขณะที่จะก้าวต่อไปสู่เป้าหมายเขาจะทำตัวอย่างไรได้บ้างในความมืดเช่นนี้ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงบอกว่า เมื่ออยู่ในแสงสว่างก็จงรีบกระทำไว้ก่อนที่จะอยู่ในความมืดที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

กรณีที่เราถูกทดสอบให้พบความมืดนั้น ท่านนบีบอกว่าอีหม่านของเราจะไม่มีค่าใดๆ เลย จนกระทั่งคนหนึ่งอยู่ในกลางคืนเป็นมุอ์มิน แต่ตอนเช้าเป็นกาฟิร หรือในตอนเช้าเป็นมุอ์มิน กลางคืนเป็นกาฟิร สืบเนื่องจากว่าอีหม่านของเขาเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ขายได้ด้วยสิ่งที่ไม่มีคุณค่าเลยจากโลกนี้ เขาสามารถล่าช้าจากการปฏิบัติศาสนกิจ อันเนื่องจากว่าอยากดูโทรทัศน์ อยากดูฟุตบอล เขาสามารถทำให้การละหมาด ถือศีลอด การอ่านกุรอานเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตของเขา แต่เรื่องดุนยา วัตถุ ความสนุกสนาน มาก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง อันเนื่องจากเขาไม่ให้ค่าและความสำคัญกับอีหม่านของเขา

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ อีหม่านของเราคือสาเหตุที่จะทำให้เราเข้าสู่สวรรค์ อัลลอฮฺจึงสั่งใช้ให้บรรดาผู้ศรัทธาได้เร่งทำความดี ดังที่พระองค์ตรัสว่า

﴿ ... فَٱسۡتَبِقُواْ ٱلۡخَيۡرَٰتِۚ ... ١٤٨ ﴾ [البقرة: ١٤٨]  

ความว่า “พวกท่านทั้งหลายจงเร่งกระทำความดีงามเถิด” (อัลบะเกาะเราะฮฺ : 148)

﴿ ۞وَسَارِعُوٓاْ إِلَىٰ مَغۡفِرَةٖ مِّن رَّبِّكُمۡ وَجَنَّةٍ عَرۡضُهَا ٱلسَّمَٰوَٰتُ وَٱلۡأَرۡضُ أُعِدَّتۡ لِلۡمُتَّقِينَ ١٣٣ ﴾ [ال عمران: ١٣٣]  

ความว่า “พวกท่านทั้งหลายจงเร่งสู่ความอภัยโทษแห่งองค์อภิบาลของพวกเจ้า และสวนสวรรค์ที่มีความกว้างเท่าชั้นฟ้าและแผ่นดินทั้งมวล ถูกเตรียมไว้สำหรับผู้ที่มีความยำเกรงทั้งหลาย” (อาละอิมรอน : 133)

การที่เราจะเร่งสู่การอภัยโทษและสวนสวรรค์นั้นเป็นลักษณะของผู้ศรทัธาที่มีอีหม่านที่มั่นคง บรรดามุอ์มินจะไม่เร่งในเรื่องดุนยา คือจะไม่สนใจนัก แต่จะสนใจเรื่องอาคิเราะฮฺมาก ทั้งนี้การที่พวกเขายังต้องสนใจเรื่องดุนยาอยู่ก็เพราะการที่ไม่สนใจเรื่องดุนยาเลยจะเป็นการปล่อยโอกาสให้คนไม่ศรัทธานั้นมามีอำนาจควบคุมเรื่องในดุนยา แต่เมื่อเทียบแล้วมุอ์มินจะสนใจเรื่องอาคิเราะฮฺมากกว่าดุนยา

เมื่อถึงเวลาละหมาด เขาจะปฏิบัติมันก่อนเรื่องอื่นๆ เมื่อเขาจะบริจาค เขาก็จะเนียตเพื่ออาคิเราะฮฺก่อนเรื่องอื่นๆ เขาจะมีจำนวนหนึ่งจากทรัพย์สินที่จิตใจหรืออารมณ์ของเขาอยากเอาไปแสวงหาความสุข ความสนุกสนานในดนุยา แต่เมื่ออีหม่านของเขาเรียกร้องให้เขานำมันไปแสวงหาสวนสวรรค์และความอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้า เขาก็จะตอบรับอีหม่าน ไม่เชื่อฟังอารมณ์ของเขาเอง และจะใช้ทรัพย์สินนั้นไปซื้อเนื้อที่ในสวนสวรรค์ของโลกหน้า นั่นคือมุอ์มินที่มีอีหม่านที่มั่นคงและมีคุณค่า

เพราะฉะนั้นพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ ทุกคนมีหน้าที่ต้องพัฒนาอีหม่านของเขา สำรวจอีหม่านของเขาว่าเป็นอีหม่านที่มั่นคงหรือเปล่า เพราะถึงเวลาที่เขาถูกทดสอบ อัลลอฮฺอยากรู้ว่าอีหม่านของเราจะหนักแน่นหรืออ่อนแอ ถ้าเป็นมุอ์มินแม้จะถูกทดสอบแต่เขาจะยืนหยัดในอีหม่านของเขาอยู่เสมอ

ฝากไว้กับพี่น้องนะครับ “จงยึดมั่นในอีหม่านที่มั่นคง จงรักษาอีหม่านที่เรามีอยู่...”

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 25, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

จงยำเกรงอัลลอฮฺไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด (สู่อีมานที่มั่นคง 26)

ในการบันทึกของอิมามอัตติรมีซี จากอบูซัร ญุนดุบ อิบนุ ญุนาดะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ด้วยสายรายงานที่หะสัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

(( اتَّقِ اللَّهَ حَيْثُمَا كُنْتَ ، وَأَتْبِعِ السَّيِّئَةَ الْحَسَنَةَ تَمْحُهَا ، وَخَالِقِ النَّاسَ بِخُلُقٍ حَسَنٍ )) رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ وَقَالَ : حَدِيثٌ حَسَنٌ

ความว่า “ท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด, จงติดตามความชั่วด้วยการทำความดี และจงคบหาผู้คนด้วยมารยาทที่ดีงาม”

หะดีษบทนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก ควบคุมจริยธรรมและหลักศรัทธาหลายประการ ตลอดจนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบ่าวของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา กับพระผู้เป็นเจ้า อันจะบ่งบอกถึงความสำคัญที่เราจะต้องศรัทธาต่อพระองค์ซึ่งเป็นพื้นฐานอันมั่นคง และต้องมีภาคปฏิบัติ คือคุณธรรม การกระทำที่ประกอบด้วย อะม้าล อีหม่าน และความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

ในคำสั่งสอนแรกของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม ท่านกล่าวว่า “ท่านจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺทุกเวลา ทุกเมื่อ ทุกสถานที่ ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนก็ต้องมีลักษณะที่ยำเกรงพระองค์อย่างลึกซึ้ง แล้วเมื่อท่านได้กระทำความชั่ว ความเลวร้ายสักอย่างหนึ่งก็จงรีบกระทำสิ่งที่ดีงามติดตามไป ซึ่งมันจะไปลบล้างความชั่วนั้น และท่านจงมีมารยาทที่ดีงามกับมนุษย์ทั้งหลายอยู่สม่ำเสมอ”

ในสามประการที่ท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ฝากไว้กับประชาชาติของท่าน เราจะสังเกตเห็นหลายประการ เช่น การที่เราจะยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เป็นคุณลักษณะของจิตใจที่เราต้องพยายามปฏิบัติและทำให้มันปรากฏในชีวิตของเราทุกเวลา ทุกสถานที่ เป็นตักวาหรือความยำเกรงนั้นเป็นคุณลักษณะที่เกี่ยวกับอีหม่านหรือความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ซึ่งการที่เราจะศรัทธาต่อพระองค์นั้นก็มีระดับที่ต่างกันไป

เช่น มุอ์มินบางคนเหมือนจะเป็นผู้มีอีหม่านต่ออัลลอฮฺจริงๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วอีหม่านของเขาเป็นเพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่มิได้มีความเข้าใจอันนำไปสู่ความศรัทธาที่ว่า อัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ ทรงเฝ้าดู ทรงควบคุมกิจกรรมของเราในทุกสถานการณ์ รู้อย่างลึกซึ้งกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ แม้ว่ามันจะเกิดจากอวัยวะใดของเรา หรือเกิดความมืด, ความสว่าง, ในเชิงลับหรือเปิดเผย ซึ่งล้วนแต่เป็นความเชื่อที่จะสร้างอีหม่านที่มั่นคง การที่เราเชื่อว่าเราอยู่ภายใต้เดชานุภาพ, ความรอบรู้และการควบคุมของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา แน่นอนว่ามุอ์มินเหล่านี้จะเป็นผู้ที่สามารถสร้างอีหม่านอันมั่นคงจนเกิดความยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างลึกซึ้งในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าเขาจะอยู่บนรถ ในที่ทำงาน ในบ้านหรือนอกบ้าน ในมัสญิดหรือนอกมัสญิด เขาก็จะยำเกรงอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา นี่คือคุณลักษณะของมุอ์มินที่แท้จริง

اتَّقِ اللَّهَ حَيْثُمَا كُنْتَ

“ท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺในทุกสถานที่ ในทุกเวลา”

ตราบใดที่เรามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺแค่ในบางเวลาบางสถานที่ เช่น บางคนมีอะมาลศอลิหฺ มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺในเดือนเราะมะฎอน เดือนแห่งการถือศีลอด หรือในช่วงพิธีหัจญ์ ในเวลาละหมาด เวลาอ่านอัลกุรอานหรือในช่วงเวลาที่ปฏิบัติศาสนกิจชนิดในก็ตามเขาก็จะมีความยำเกรงและความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่เมื่อเขาออกห่างจากศาสนกิจเหล่านั้นเขาก็จะนึกว่าเขาไม่ควรมีข้อเกี่ยวข้องกับความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อีกต่อไปแล้ว คนเหล่านี้จะไม่เข้าใจว่าอีหม่านของเขาขณะนั้นกำลังถูกแบ่งแยกเป็นสองประเภทอันเป็นอีหม่านของบรรดามุนาฟิก โดยพวกเขาจะมีหัวใจสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับอัลลอฮฺและอีกส่วนหนึ่งสำหรับชัยฏอนมารร้าย ส่วนแรกเป็นหัวใจที่ใช้สำหรับคบหากับมุอ์มิน และส่วนที่สองใช้สำหรับคบหากับมุนาฟิกด้วยกัน นี่คือลักษณะที่อันตรายและเลวร้ายมากสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา ท่านนบีจึงสั่งสอนให้ผู้ศรัทธามีลักษณะของการยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา อย่างต่อเนื่อง ทุกเมื่อ ทุกสถานการณ์

เมื่ออยู่ในมัสญิดเขาก็จะยำเกรงอัลลอฮฺ มาละหมาดเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่เพื่ออิมามหรือสัปบุรุษ หรือเพื่อแสวงหาผลบุญจากมนุษย์หรือผลประโยชน์อื่นใดก็ตาม เมื่อออกจากมัสญิดไปแล้วเขาก็จะยังคงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะไปบริษัท ไปทำงาน ไปซื้อของ ขายของ ไปเยี่ยมเยียนหรือพูดคุยกับใครก็ตาม เขาก็จะนำความยำเกรงติดตัวไปเป็นบรรทัดฐานในชีวิตของเขา ดังนั้นบรรดาอุละมาอ์ที่พูดถึงจริยธรรมอิสลามจึงส่งเสริมให้ใช้เรื่องความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ เป็นข้อตักเตือนในสังคมมุสลิม เมื่อพบใครสักคนทำผิดหรือประพฤติขัดกับหลักการศาสนาอิสลาม จะดื่มสุราหรือทิ้งละหมาด ก็ควรที่จะเตือนเขาด้วยเรื่องความยำเกรงและใช้คำสั่งสอนจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “ท่านจงกลัวอัลลอฮฺเถิด จงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด จงนำความตักวาของเราต่อพระผู้เป็นเจ้ามาเป็นมาตรฐานในชีวิตของเราเถิด” นั่นคือสิ่งที่จะสร้างอีหม่านในจิตใจของเราและจะทำให้เรามีความสามารถในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์...

ในคำสั่งสอนอีกสองประการที่เหลืออยู่จะมีข้อมูลและรายละเอียดมากมายที่ท่านนบีได้ฝากไว้กับประชาชาติอิสลาม ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าเพื่อสร้างอีหม่านที่มั่นคงในชีวิตของเรา ติดตามฉบับหน้าครับ อินชาอัลลอฮฺ...

 

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 26, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

จงทำความดีติดตามความชั่ว (สู่อีมานที่มั่นคง 27)

พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพทั้งหลายครับ ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า

 (( اتَّقِ اللَّهَ حَيْثُمَا كُنْتَ ، وَأَتْبِعِ السَّيِّئَةَ الْحَسَنَةَ تَمْحُهَا ، وَخَالِقِ النَّاسَ بِخُلُقٍ حَسَنٍ )) رَوَاهُ التِّرْمِذِيُّ وَقَالَ : حَدِيثٌ حَسَنٌ

ความว่า “ท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใด, จงติดตามความชั่วด้วยการทำความดี และจงคบหาผู้คนด้วยมารยาทที่ดีงาม” (หะดีษหะสัน บันทึกโดยอัตติรมิซี)

    ในตอนแรกของการอธิบายหะดีษบทนี้เราได้กล่าวไปแล้วว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนเราให้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺในทุกสถานที่ ไม่เลือกที่จะตักวายำเกรงอัลลอฮฺเพียงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น จะยำเกรงอัลลอฮฺเฉพาะในสถานที่ที่ใช้ปฏิบัติศาสนกิจ ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้เป็นคุณลักษณะของกลุ่มชนที่หลงผิดไปจากหนทางของอัลลอฮฺ ตะอาลา เป็นลักษณะของกลุ่มคนที่ไม่รู้จักพระผู้เป็นเจ้านอกเสียจากต้องอยู่ในโบสถ์ อยู่ในศาสนสถานเท่านั้น แต่เมื่อออกนอกอาคารเหล่านั้นก็จะไม่มีศาสนาหรือจริยธรรมที่เชื่อมโยงกับศาสนาอีกเลย

    ดังนั้นท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสอนผู้ศรัทธาให้มีอีหม่านต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยมีความยำเกรงต่อพระองค์ผ่านภาคปฏิบัติทางศาสนา (อะมาลศอลิหฺ) โดยท่านนบีกล่าวว่า

وَأَتْبِعِ السَّيِّئَةَ الْحَسَنَةَ تَمْحُهَا

“และท่านจงกระทำความดีงามหลังจากมีการประพฤติที่เลวร้าย ซึ่งความดีงามนั้นจะไปลบล้างความชั่วที่ท่านได้กระทำไว้”

การที่มุสลิมนั้นมีโอกาสฝ่าฝืนหรือกระทำมะอฺศียะฮฺที่ทำให้ถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกการงานของเขาว่าได้ฝ่าฝืนอัลลอฮฺ โอกาสเหล่านี้เป็นโอกาสที่อาจจะประสบตลอดชีวิตของเขา เพราะเราเชื่อว่ามนุษย์ที่ไม่ใช่นบีและเราะสูลนั้น ไม่มะอฺศูม ไม่บริสุทธิ์จากความผิด ฉะนั้นทุกคนจึงอาจประสบกับการฝ่าฝืน ความผิด ความประพฤติที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการที่มนุษย์จะมีโอกาสฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าจึงเป็นเรื่องปกติ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังยืนยันว่าลูกหลานอาดัมนั้นเป็นผู้กระทำความผิดอย่างสม่ำเสมอดังที่มีหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

((كُلُّ بَنِي آدَمَ خَطَّاء، وَخَيرُ الْخَطَّائِينَ التَّوَّابُونَ)) رواه الترمذي

ความว่า “ลูกหลานอาดัมทั้งหลาย (มนุษย์ทั้งหลาย) เป็นผู้กระทำความผิดอยู่ตลอด แต่ผู้กระทำความผิดที่ดีที่สุดนั้นคือผู้ที่กระทำความผิดแล้วกลับเนื้อกลับตัวในทันที” (บันทึกโดยอัตติรมิซี)

กลับมาที่หะดีษหลักของเรา ท่านนบีได้สอนไว้ว่า เมื่อมีความผิดเกิดขึ้นแล้ว แนะนำให้เราเร่งทำอะมาลศอลิหฺ ปฏิบัติความดีงาม ทำสิ่งที่จะลบล้างความผิดที่เหล่านั้น โดยมันจะทำให้ความผิดที่เราได้กระทำไปนั้นถูกลบออกไปจากสมุดบันทึกการงานของเรา ถือเป็นพระมหากรุณาของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ทั้งหลายมีโอกาสกลับเนื้อกลับตัว แก้ไขปัญหาส่วนตัวและปัญหาระหว่างเขากับอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ในทันที

นศาสนาอิสลามไม่มีพิธีการระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า เพียงแต่มนุษย์นั้นต้องไปสู่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา โดยไม่มีสื่อ ไม่มีบุคคลที่จะกล่าวพิธี กล่าวคำให้อภัยโทษหรือการรับสารภาพบาปดังที่เราเห็นในศาสนาอื่นๆ ทว่าในศาสนาอิสลามนั้น พฤติกรรมของทุกคนขึ้นอยู่กับตนเอง สามารถดำเนินชีวิตของเขาในหนทางที่ถูกต้องหรือหนทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนา มนุษย์เองมีสิทธิ์เลือกและปรับความประพฤติของเขาตามหลักการศาสนา หากเขาเลือกแนวทางที่ถูกต้องและดีงามอัลลอฮฺก็จะช่วยเขา จะอำนวยความสะดวก แต่หากเขาจะเลือกแนวทางที่เลวร้าย ที่เป็นความชั่ว ขัดกับหลักการ เขาก็จะได้รับความช่วยเหลือหรือการอำนวยความสะดวกเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะเลือกสิ่งใด

ดังนั้นมุอ์มินที่ต้องการให้สมุดบันทึกการงานของเขาปราศจากความผิด เพราะความผิดที่ถูกบันทึกไว้จะถูกนำเสนอต่อหน้าอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ มนุษย์ทุกคนจะมีสมุดบันทึกทุกการงานในชีวิตของเขาในดุนยา หากเขาอยากให้หนังสือเหล่านั้นปราศจากความผิด เป็นหนังสือที่มีแต่การบันทึกความดีงามต่างๆ ที่จะทำให้เราดีใจ มีใบหน้าสดใสและพอใจต่อชีวิตของเราในดุนยาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนความถูกต้อง มุอ์มินทุกคนต้องการเห็นสมุดของเขานั้นส่งให้เขาด้วยมือขวาและรับมันด้วยมือขวา ซึ่งเขาจะได้นำเสนอความประพฤติของเขาต่อประชาคมโลกตั้งแต่ยุคท่านนบีอาดัมจนถึงวันสิ้นสุดของโลก มนุษย์ทั้งหลายจะได้รับทราบว่าใครเป็นบุคคลที่มีการงานที่ดีในสมุดบันทึกของเขา และใครที่มีความชั่ว ความเลวร้ายในสมุดของเขา ฉะนั้นทุกคนที่ต้องการให้สมุดของเขามีแต่ความดีงาม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็สอนให้เร่งปฏิบัติความดีงามหลังจากที่ได้ปฏิบัติความชั่ว

หากเรานินทาใครก็ต้องรีบไปขออภัยเขา ถ้าใส่ร้ายป้ายสีใครก็ต้องรีบไปขออภัยเขา แต่หากเราไม่สามารถไปขอมอัฟเขาได้ (อาจจะย้ายที่อยู่ไปและติดต่อไม่ได้ หรืออาจจะเสียชีวิตไปแล้ว) ก็จงขออภัยโทษจากอัลลอฮฺและดุอาอ์ให้แก่เขา
ถ้าเราเคยดูหมิ่นหรือตำหนิคนยากจนแล้วรู้สึกว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ถูกต้องก็จงเร่งแก้ไขด้วยการบริจาคและทำความดีกับคนยากจน
หากเราเคยทำในสิ่งที่ทำให้ศาสนาต้องตกต่ำเราก็ต้องเร่งแก้ไขด้วยการทำให้ศาสนาของเราสูงส่ง ถ้าเราเคยกระทำสิ่งที่จะทำให้คนอื่นต้องประสบความยากลำบากเราก็ต้องรีบทำให้บุคคลเหล่านั้นได้รับความสะดวกจากความช่วยเหลือของเรา
ถ้าเราเคยกระทำสิ่งที่ขัดกับหลักการศาสนาอิสลามประการใด เราก็ต้องรีบค้นหาว่าศาสนาของเราสั่งใช้ให้ทำอะไรและรีบแก้ไขความผิดดังกล่าวด้วยการกระทำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการอิสลาม
ถ้าเราเคยใช้เวลาชีวิตอย่างสิ้นเปลื้องและไร้สาระ หลายวัน หลายเดือน หลายปี ไปกับการดื่มสุรา เล่นการพนัน โกหก ดูหนัง ดูละคร ฟังเพลง หรือสิ่งอื่นๆ ที่ขัดกับหลักการศาสนา เราก็ต้องเร่งเตาบะฮฺ กลับเนื้อกลับตัว แล้วนำสิ่งที่ถูกต้อง มีสาระ มีประโยชน์มาปฏิบัติต่อไป เช่น อ่านอัลกุรอาน ทำมาหากินเพื่อครอบครัว ทำงานเพื่อสังคม ทำทุกสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเรามีคุณค่า มีความหมาย มีเป้าหมาย

นั่นคือชีวิตของมุอ์มินที่จะประสบความสำเร็จ ความสะอาด และถูกบันทึกไว้ในสมุดบันทึกการงานของเขาอันจะเก็บทุกอย่างไว้เสนอในวันกิยามะฮฺให้ทุกคนได้อ่าน จะสามารถนำการงานเหล่านั้นไปอวดต่อประชาคมโลกได้ในวันกิยามะฮฺ ดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะลา ได้ตรัสไว้ว่า

﴿ فَأَمَّا مَنۡ أُوتِيَ كِتَٰبَهُۥ بِيَمِينِهِۦ فَيَقُولُ هَآؤُمُ ٱقۡرَءُواْ كِتَٰبِيَهۡ ١٩ إِنِّي ظَنَنتُ أَنِّي مُلَٰقٍ حِسَابِيَهۡ ٢٠ فَهُوَ فِي عِيشَةٖ رَّاضِيَةٖ ٢١ فِي جَنَّةٍ عَالِيَةٖ ٢٢ ﴾ [الحاقة: ١٩،  ٢٢]  

ความว่า “ส่วนผู้ที่บันทึกของเขาถูกนำมายื่นให้ทางเบื้องขวาของเขา เขาจะกล่าวว่า มาอ่านบันทึกของฉันสิ ความจริงฉันมั่นใจทีเดียวว่าฉันจะได้พบบัญชีของฉัน แล้วเขาจะมีความสุขอยู่อย่างสุขสำราญ ในสวนสวรรค์อันสูงส่ง” (อัลหากเกาะฮฺ : 19-22)

กล่าวคือผู้ที่ได้รับบัญชีด้วยมือขวา เขาจะป่าวประกาศให้ผู้อื่นมาอ่านบันทึกของเขา เขาจะบอกกับผู้อื่นว่าจงทราบเถิดว่าฉันได้ดำเนินชีวิตของฉันด้วยความถูกต้อง ด้วยคุณธรรมความดี ด้วยหลักการแห่งพระผู้เป็นเจ้า ฉันได้หวังไว้แล้วว่าฉันจะได้รับการตอบแทนที่ดีงามจากพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺจึงให้ชีวิตของเขาในวันกิยามะฮฺนั้นเป็นชีวิตที่มีความพอใจ มีความสุข มีความสะดวก นั่นคือบรรดาผู้ศรัทธาที่ได้แก้ไขปัญหาความผิดของเขาในทันที คือบุคคลที่สร้างอีหม่านที่มั่นคงและมีคุณภาพ

อีกคำสั่งที่เหลือในหะดีษบทนี้ไว้ติดตามต่อฉบับหน้าครับ อินชาอัลลอฮฺ...

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 27, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮฺ

0
Your rating: None

อัลเกาะฎออฺและอัลเกาะดัร (สู่อีมานที่มั่นคง 28)

ผู้ศรัทธานั้นในชีวิตของเขาจะเป็นฤดูแห่งการทำอิบาดะฮฺอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาแห่งการสะสมผลบุญและอะมัลศอลิหฺเพื่อเป็นเสบียงในวันกิยามะฮฺ วันแห่งการตอบแทนที่เราจะไปพบอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา

เรากำลังพูดถึงการที่มุสลิมหรือมุอ์มินจะพบการการทดสอบหรือมุศีบะฮฺต่างๆ ที่เราจะเห็นได้เป็นปกติในชีวิตของเรา เพราะเราทำใจแล้วว่าชีวิตของเราจะไม่เป็นชีวิตที่มีแต่ความสุขอยู่เสมอ แต่ต้องมีการทดสอบ มีความยากลำบาก ความยากจน ความเจ็บป่วยและเรื่องราวที่จะทำให้เราไม่มีความสุขสบายในบางช่วงบางคราว

มื่อเราทำใจยอมรับตรงนี้แล้วเราก็ต้องทำใจอีกว่าการทดสอบต่างๆ มุศีบะฮฺต่างๆ หรือปัญหาต่างๆ ที่เราจะประสบในชีวิตของเราเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนด มุอ์มินเมื่อศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า เขาก็ต้องเข้าใจว่าจักรวาลนี้หรือโลกนี้นั้นอยู่ภายใต้อำนาจการดูแลและปกครองโดยพระผู้เป็นเจ้า คืออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ด้วยหิกมะฮฺ ด้วยความเหมาะสม ด้วยความถูกต้องอย่างยิ่งในการปกครองของพระองค์ นี่คือการศรัทธาในเรื่องอัลเกาะฎออ์และอัลเกาะดัร ที่เราเรียกว่าการศรัทธาในกฎสภาวะที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา กำหนด อันถือเป็นส่วนองค์ประกอบสำคัญสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่จะทำให้อีหม่านของเขามั่นคง

ในการประสบกับมุศีบะฮฺนั้นเราจะไม่สามารถอดทนได้ถ้าหากเราไม่มีอีหม่านต่ออัลเกาะฎออ์และอัลเกาะดัรอย่างมั่นคง ดังนั้นท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ในหะดีษที่บันทึกโดยอิมามมุสลิม รายงานว่า

มีชายคนหนึ่งที่มาจากอีกประเทศหนึ่งมาหาท่านอิบนุ อุมัร แล้วเล่าให้ท่านทราบว่า “มีกลุ่มชนหนึ่งไม่ยอมศรัทธาในกฎสภาวะของพระผู้เป็นเจ้า และพวกเขาอ้างว่าสิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นก่อน จากนั้นอัลลอฮฺจึงจะทรงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก่อนหน้าที่มันจะเกิดนั้นส่วนมากอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงรู้”

อิบนุ อุมัร จึงตอบว่า “จงประกาศให้พวกเขาทราบว่าฉันตัดความผูกพันกับพวกเขาอย่างเด็ดขาด ฉันไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เกี่ยวข้องกับฉัน จนกว่าพวกเขาจะศรัทธาต่ออัลเกาะฎออ์และอัลเกาะดัรทั้งในเรื่องดีและเรื่องร้าย”

การศรัทธาในกฎสภาวะของพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นส่วนประกอบสำคัญของอีหม่านของเรา ความสำคัญตรงนี้จะปรากฏเมื่อเราประสบกับมุศีบะฮฺ กับความยากลำบาก กับความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีปัญหาทางสุขภาพ คนที่ไม่มีอีหม่านในเรื่องนี้ หรือไม่มีความมั่นคงในความเชื่อต่อกฎสภาวะของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ย่อมจะมีความรู้สึกที่ไม่สอดคล้องกับอีหม่าน เช่น ไม่พอใจ รู้สึกไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าคนอื่นได้รับในสิ่งที่ดีกว่าเขาและตนนั้นด้อยกว่าผู้อื่น ความรู้สึกเช่นนี้เกิดจากการที่ไม่ได้สร้างอีหม่านอันมั่นคงโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎสภาวะของอัลลอฮฺ

เรามักจะเห็นว่าผู้ที่อีหม่านในส่วนนี้ของเขาไม่มั่นคงนั้น หากว่าเขาเป็นคนยากจนเขาก็มักจะบ่นว่าทำไมตนเองถึงจน ทำไมถึงต้องลำบาก แต่คนอื่นรวย คนอื่นมีแต่ฉันไม่มี หรือคนที่ป่วยก็มักจะบ่นเหมือนกันเมื่อถูกถามว่าเป็นอย่างไร? แทนที่จะกล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ – มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ” ยอมรับในสิ่งที่พระองค์กำหนดและกล่าวว่านั่นก็เป็นสิ่งที่เราต้องประสบกับบททดสอบบ้าง เราก็พยายามอดทน “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนด แต่แทนที่พวกเขาจะพูดเช่นนี้ แทนที่จะกล่าวในสิ่งที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ส่งเสริมให้กล่าว เช่น “อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน – แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺและแท้จริงเราต้องกลับไปสู่พระองค์” ซึ่งหมายถึงเราอยู่ภายใต้การปกครองและการกำหนดของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา จึงต้องมีความพอใจอย่างเต็มที่ต่อสิ่งนั้นที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นกับเรา แทนที่จะพูดคำกล่าวที่จะบ่งบอกถึงอีหม่านที่มั่นคงของเรา แต่บางคนกลับบ่นหรือพูดคำพูดที่คัดค้านกับอีหม่านและการที่เราพอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนด

เมื่อครั้งที่ท่านอิมามอะหฺมัด อิบนุ หันบัล ป่วยจนต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดตามธรรมชาติที่มนุษย์ทั่วไปจะแสดงออก ลูกศิษย์ของท่านจึงเตือนท่านว่า “โอ้อิมามท่านมิทราบหรือว่าการที่ท่านจะออกเสียงเช่นนี้มันก็จะถูกบันทึกในสมุดการงานของท่านเช่นกัน” เพราะในดุนยานี้ทุกสิ่งจะถูกบันทึก ดังที่อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

﴿ مَّا يَلۡفِظُ مِن قَوۡلٍ إِلَّا لَدَيۡهِ رَقِيبٌ عَتِيدٞ ١٨ ﴾ [ق: ١٨]  

“ไม่มีสิ่งใดที่จะออกจากปากของมนุษย์เว้นแต่มันจะถูกบันทึกด้วยเราะกีบและอะตีด (หมายถึงมลาอิกะฮฺสำหรับบันทึกการงานที่ดีซึ่งอยู่ด้านขวา และการงานที่ชั่วซึ่งอยู่ด้านซ้าย)” (ก็อฟ : ๑๘)

จากนั้นท่านอิมามก็หยุดการส่งเสียงโอดโอยในทันที นี่คือคำแนะนำจากบรรพชนยุคแรกที่ให้พูดหรือกล่าวในสิ่งที่มันจะส่งผลดีงามต่ออนาคตของเรา และถูกบันทึกในสมุดบันทึกการงานที่ดีของเราว่าเรายืนหยัดบนหลักการเมื่อเราประสบมุศีบะฮฺ

ปัญหาต่างๆ ที่เราจะประสบทั้งเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม มุสลิมหรือมุอ์มินก็จะอดทนในปัญหาส่วนตัวของเขา แต่หากเป็นปัญหาส่วนรวม “มุศีบะฮฺ อามมะฮฺ” หรือ “บะลาอ์” ที่จะประสบกับสังคมโดยทั่วไปก็จะเป็นมุศีบะฮฺที่ยากลำบาก การจะอดทนเพื่อผ่านพ้นไปได้นั้นต้องการอีหม่านที่มั่นคงจากคนทั้งสังคม นั่นคือสิ่งที่เราต้องพยายามศึกษากันเพื่อแสวงหาวิถีทางที่จะเผชิญกับมุศีบะฮฺโดยที่เรายังสามารถยืนยันบนหลักการทั้งบททดสอบส่วนตัวและส่วนรวม เราก็ต้องมีเสบียงแห่งอีหม่านที่มั่นคง

ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ให้เรานั้นมีศักยภาพ มีความสามารถ ในการที่จะเผชิญกับมุศีบะฮฺด้วยความอดทนและอีหม่านที่มั่นคง

 


เรียบเรียงจาก สู่อีมานที่มั่นคง ครั้งที่ 28, ชัยคฺริฎอ อะหมัด สมะดี

ผู้เรียบเรียง อบูซัยฟุลลอฮฺ-อุมมุซัยฟุลลอฮ

0
Your rating: None