ฮัจญฺและอุมเราะฮฺ

หนังสือ

การทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม

คู่มือการทำอุมเราะฮฺฉบับย่อ

 วีดีโอและไฟลเสียงอบรมการประกอบพิธีฮัจญฺและอุมเราะฮฺ

อัลฮัจญฺ



อัลอุมเราะฮฺ

สไลด์ 

ชุด 1 มักกะฮฺนคร

ชุด 2 มักกะฮฺนคร-ฮัจญฺ

ชุด 3 นครมะดีนะฮฺ

 


ตอบปัญหาฮัจญฺ

อุมเราะฮฺ

0
Your rating: None

ความประเสริฐและบทเรียนจากการทำฮัจญฺ

สถานที่: 
ชมรมผู้สูงอายุมุสลิมสันติชน ศิลปวัฒนา
วันที่บรรยาย: 
3.10.09
วันที่อัพ: 
Sat, 03/10/2009 - 21:38
ขนาดไฟล์: 
8.20 mb
ความยาว: 
69 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

icon4: 
0
Your rating: None

คู่มือการทำอุมเราะฮฺฉบับย่อ

เนื้อหา : การกล่าวลา, ดุอาอฺเมื่อจะขึ้นยานพาหนะทุกชนิด, รุกุ่นของอุมเราะฮฺ, ลักษณะของการทำอุมเราะฮฺ, ผู้ครองเอี๊ยะหฺรอม, ข้อห้ามระหว่างเอี๊ยะหฺรอม, คำอัตตัลบิยะฮฺ, ดุอาอฺเข้ามัสญิด, ฏอว้าฟ, สะแอ, ดุอาอฺในละหมาดญะนาซะฮฺ, ดุอาอฺเยี่ยมกุบู้ร, ดุอาอฺทั่วไป(คำอ่าน)

--- ดาวน์โหลดหนังสือ ---

 

AttachmentSize
umrah_mini.pdf413.07 KB
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

ดุอาอฺทั่วไป 1

 

لاَإِلَهَ إِلاَّ اللهُ وَحْدَهُ لاَشَرِيْكَ لَهُ ،
[คำอ่าน] ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ
[ความหมาย] ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ กับพระองค์
 
لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ يُحْيِيْ وَيُمِيْتُ ،
[คำอ่าน] ละฮุลมุลกุวะละฮุลฮัมดุ ยุหฺยีวะยุมีตุ
[ความหมาย] อำนาจเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ผู้ทรงให้เป็นและให้ตาย
 
وَهُوَعَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيْرٌ 
[คำอ่าน] วะฮุวะอลากุลลิชัยอินก็ดีร
[ความหมาย] และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
 
اللَّهُمَّ اجْعَلْ فِي قَلْبِيْ نُورًا وَفِي سَمْعِي نُورًا
[คำอ่าน] อัลลอฮุมมัจอัล ฟีก็อลบี นูร็อน วะฟีซัมอี นูร็อน
[ความหมาย] โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงบันดาลแสงสว่างแก่หัวใจของข้าพระองค์ ทรงบันดาลแสงสว่างแก่การฟังของข้าพระองค์
 
وَفِي بَصَرِي نُوْرًا   وَيَسِّرْ لِي أَمْرِي
[คำอ่าน] วะฟีบะเศาะรี นูร็อน วะยัสสิรรี อัมรี
[ความหมาย] ทรงบันดาลแสงสว่างแก่สายตาของข้าพระองค์ และทรงบันดาลความสะดวกให้แก่ข้าพระองค์ในกิจการต่างๆ ของข้าพระองค์
**********
 
ที่มา : หนังสือคู่มือการทำอุมเราะฮฺฉบับย่อ

 

 

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

หนังสือการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม

ดาวน์โหลดหนังสือ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2557)

 
 

 

4
Your rating: None Average: 4 (2 votes)

วิธีละหมาดญะนาซะฮฺ كَيْفِيَّةُ الصَّلاَةِ الْجَنَازَة

เนื่องจากผู้ที่เดินทางไปทำฮัจญฺนั้น  จะต้องไปร่วมละหมาดฟัรฎู  5 เวลา ณ มัสยิดฮะรอมและมัสยิดอันนะบะวีย์ ดังนั้นหลังจากฟัรฎูของแต่ละเวลา จะมีเสียงมุอัซซินประกาศให้ร่วมละหมาดญะนาซะฮฺครั้งละอย่างน้อย 2 คน หรือมากกว่านั้นด้วยเหตุดังกล่าว จึงเห็นสมควรที่จะนำแบบอย่างการละหมาดญะนาซะฮฺ พร้อมด้วยคำวิงวอน (ดุอาอฺ) มากล่าวไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นประโยชน์แก่พี่น้องในการปฏิบัติละหมาดญะนาซะฮฺ
 
1. เมื่อได้เข้าแถวยืนเรียบร้อยโดยตั้งเจตนาจะละหมาดญะนาซะฮฺแล้ว ให้ตักบีรอตุลอิหฺรอม
2. อ่านอัลฟาติหะฮฺ
3. ตักบีรครั้งที่สอง แล้วอ่านศ่อละวาตเหมือนกับที่เคยอ่านหลังตะชะฮุด (ตะฮีย๊าต)
4. ให้ตักบีรอีกเป็นครั้งที่สามแล้วอ่านดุอาอฺ
5. และตักบีรอีกครั้งเป็นครั้งที่สี่
6. แล้วให้สลาม โดยผินหน้าทางขวาและซ้าย หรือจะสลามเพียงครั้งเดียวก็ได้ เพราะเป็นซุนนะฮฺเหมือนกัน
 
คำวิงวอน (ดุอาอฺ) ในละหมาดญะนาซะฮฺ
 
اللَّهُمَّ اغْفِرْلَهُ وَارْحَمْهُ وَعَافِهِ وَاعْفُ عَنْهُ
อัลลอฮุมมัฆฟิรละฮู วัรฮัมฮู วะอาฟิฮี วะอฺฟุอันฮุ
โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่เขา ขอทรงเอ็นดูเมตตาเขา ขอทรงให้ความสุขแก่เขา ขอทรงให้อภัยแก่เขา 
وَأَكْرِمْ نُزُلَهُ وَوَسِّعْ مُدْخَلَهُ ،
วะอักริมนุซุละฮู วะวัซเซี๊ยะอฺ มุดเคาะละฮู
ขอทรงประทานเกียรติยศแก่สถานที่ต้อนรับของเขา ขอทรงให้กว้างขวาง ซึ่งสถานที่ที่เขาจะเข้าไปอยู่
 
وَاغْسِلْهُ بِالْمَاءِ وَالثَّلْجِ وَالْبَرَدِ وَنَقِّهِ مِنَ الْخَطَايَا
วัฆซิลฮุ บินมาอิ วัษษัลญิ วัลบะร่อดิ วะนักกิฮี มินัลค่อฏอยา
كَمَانَقَّيْتَ الثَّوْبَ الأَبْيَضَ مِنَ الدَّنَسِ ،
กะมานักก็อยตัษเษาบัลอับยะเฎาะมินัดดะนะซิ
ขอทรงชำระเขาด้วยน้ำ ด้วยหิมะ ด้วยลูกเห็บ ขอทรงให้เขาบริสุทธิ์จากความผิดของเขา ประดุจพระองค์ทรงให้ผ้าขาวปราศจากสิ่งโสโครก
 
وَأَبْدِلْهُ دَارًاخَيْرًا مِنْ دَارِهِ 
วะอับดิลฮุ ดาร็อน ค็อยร็อน มินดาริฮี
   وَأَهْلاًخَيْرًا مِنْ أًهْلِه ِ 
วะอะฮฺลัน ค็อยร็อน มินอะฮฺลิฮี
ขอทรงเปลี่ยนที่อยู่ให้เขาดียิ่งกว่าที่อยู่เก่าของเขา และขอทรงทดแทนวงศ์วานให้แก่เขาดีกว่าเดิม
وَزَوْجًاخَيْرًا مِنْ زَوْجِهِ ،
วะเซาญัน ค็อยร็อน มินเซาญิฮี
และขอทรงให้เขามีคู่ครองดีกว่าคู่เดิมของเขา
وَأَدْخِلْهُ الْجَنَّةَ وَقِهِ فِتْنَةَ الْقَبْرِ وَعَذَابَ النَّارِ .
วะอัดคิ้ลฮุลญันนะตะ วะกิฮีฟิตนะตัลก็อบริ วะอะซาบันนาริ
และขอทรงให้เขาเข้าสวนสวรรค์ และทรงป้องกันเขาให้พ้นจากความชั่วร้ายในกุบู้ร และให้พ้นจากการทรมานในนรก //
**********

 

اللَّهُمَّ اغْفِرْلِحَيِّنَا وَمَيِّتَنَا وَصَغِيْرِنَا وَكَبِيْرِنَا 
อัลลอฮุมมัฆฟิรลิฮัยยินา วะมัยยิตินา วะศ่อฆีรินา วะกะบีรินา
โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่ผู้ที่อยู่กับข้าพระองค์และผู้ตามของข้าพระองค์ และเด็กๆของข้าพระองค์และผู้ใหญ่ของข้าพระองค์ 
وَذَكَرِنَا وَأُنْثَانَا وَشَاهِدِنَا وَغَائِبِنَا ،
วะซะกะรินา วะอุนซานา วะชาฮิดินา วะฆออิบินา
และผู้ชายของข้าพระองค์และผู้หญิงของข้าพระองค์ ทั้งผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้และผู้ที่ไม่ได้มา 
اللَّهُمَّ مَنْ أَحْيَيْتَهُ مِنَّافَأَحْيِهِ عَلَى الإِسْلاَم
อัลลอฮุมมะมันอะหฺยัยตะฮูมินนา ฟะอะหฺยิฮี อะลัลอิสลาม 
โอ้อัลลอฮฺ ผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขามีชีวิตอยู่ในหมู่พวกเรา ขอพระองค์ทรงให้เขามีชีวิตอยู่ในอิสลาม
 وَمَنْ تَوَفَّيْتَهُ مِنَّافَتَوَفَّهُ عَلَى الإِيْمَان ،
วะมันตะวัฟฟัยตะฮูมินนา ฟะตะวัฟฟะฮู อะลัลอีมาน
และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาตายไปจากพวกเรา ก็ขอได้ทรงให้เขาตายอยู่ในอีมาน
اللَّهُمَّ لاَتَحْرِمْنَا أَجْرَهُ وَلاَ تُضِلَّنَابَعْدَهُ 
อัลลอฮุมมะลาตะหฺริมนาอัจร่อฮู วะลาตุฎิลละนาบะอฺดะฮู
โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ประทานรางวัลในการที่ข้าพระองค์ได้มาละหมาดให้แก่เขา และขออย่าให้ข้าพระองค์หลงผิดหลังจากเขา //
***********

 

اللَّهُمَّ أَنْتَ رَبُّهَا وَأَنْتَ خَلَقْتَهَا وَأَنْتَ هَدَيْتَهَا لِلإِسْلاَمِ وَأَنْتَ قَبَضْتَ رُوْحَهَا

وَأَنْتَ أَعْلَمُ بِسِرِّهَا وَعَلاَنِيَتِهَا ، جِئْنَاشُفَعَاءَ فَاغْفِرْلَهُ
คำอ่าน - อัลลอฮุมมะ อันตะร็อบบุฮา วะอันตะ ค่อลักตะฮา วะอันตะ ฮะดัยตะฮา ลิ้ลอิสลาม วะอันตะ ก็บัตตะรูฮะฮา วะอันตะ อะอฺละมุ บิซิรริฮา วะอะลานิยะติฮา ญิอฺนา ชุฟะอาอะ ฟัฆฟิรละฮู
ความหมาย - โอ้อัลลอฮฺ พระองค์เป็นพระเจ้าของเขา (ชีวิตที่ล่วงไปนี้) พระองค์ทรงให้บังเกิดเขา และพระองค์ทรงนำทางสู่อิสลามแก่เขา และพระองค์ทรงเอาชีวิตเขาไป และพระองค์ทรงเป็นผู้ล่วงรู้ในความลับและความเปิดเผยของเขา พวกข้าพระองค์ได้พากันมา (ณ ที่นี้) ในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือ (ขอพร) ดังนั้น ขอพระองค์ทรงยกโทษให้แก่เขาด้วยเถิด 
 
ถ้าไมยิตเป็นเด็ก ซุนนะฮฺให้กล่าวคำวิงวอนต่อไปนี้
اللَّهُمَّ اجْعَلْهُ لَنَافَرَطًا وَسَلَفًا وَأَجْرًا
คำอ่าน - อัลลอฮุมมัจอัลฮุ ละนา ฟะร่อฏ็อน วะสะละฟัน วะอัจร็อน
ความหมาย - โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงให้เขาเป็นรางวัลล่วงหน้า และเป็นสมบัติที่ไปคอยอยู่ก่อน และเป็นรางวัลสำหรับพวกข้าพระองค์เถิด
 

ที่มา : หนังสือการทำฮัจญ์และอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด สมะดี (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)

 

 
0
Your rating: None

จุดมุ่งหมายอันแท้จริงของการทำฮัจญฺ

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  ทรงกล่าวเกี่ยวกับเรื่องของการทำฮัจญฺไว้ในอัลกรุอานุลการีม หลายต่อหลายอายะฮฺ มีความว่า  “และกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเหนือมวลมนุษย์นั้น คือการทำฮัจญฺ ณ อัลบัยต์ (บ้านของอัลลอฮฺ) สำหรับผู้ที่มีความสามารถหาทางไปสู่มัน (บ้านหลังนั้น) ได้ และผู้ใดปฏิเสธ (การทำฮัจญฺ) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงพอเพียงจากประชาชาติทั้งหลาย” (3:97)

    “และพวกเจ้าจงให้สมบูรณ์ซึ่งการทำฮัจญฺและการทำอุมเราะฮฺเพื่ออัลลอฮฺเถิด แล้วถ้าพวกเจ้าถูกสกัดกั้นก็ให้เชือดสัตว์พลีที่จะหาได้ง่าย และจงอย่าโกนศีรษะของพวกเจ้าจนกว่าสัตว์พลีนั้นจะถึงที่ของมัน แล้วผู้ใดในหมู่พวกเจ้าป่วยลง หรือมีความเจ็บปวดที่ศีรษะของเขา ก็ให้มีการชดเชยด้วยการถือศีลอด หรือการทำทานหรือการเชือดสัตว์ ครั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ถ้าผู้ใดประสงค์จะทำอุมเราะฮฺต่อเนื่องไปจนถึงเวลาทำฮัจญฺ (ตะมัตตั๊วะ) แล้ว ก็ให้เชือดสัตว์พลีที่พอหาได้ ผู้ใดที่หาไม่ได้ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างการทำฮัจญฺ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเจ้ากลับถึงบ้านแล้ว นั่นคือครบสิบวัน ดังกล่าวนั้น สำหรับผู้ที่มิได้เป็นชาวมัสยิดิลหะรอม และพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และพึงรู้ด้วยว่าแท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ” (2:196)

    “(เวลาสำหรับ) การทำฮัจญฺนั้นมีหลายเดือนเป็นที่ทราบกัน ดังนั้นผู้ใดที่ให้การทำฮัจญฺจำเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้นแล้ว ก็ต้องไม่มีการสมสู่และไม่มีการละเมิด และไม่มีการวิวาทใด ๆ ในระหว่างการทำฮัจญฺ และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้ากระทำนั้นอัลลอฮฺทรงรู้ดี และพวกเจ้าจงเตรียมเสบียงเถิด แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดนั้นคือความยำเกรง และพวกเจ้าจงยำเกรงเถิด โอ้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย”  (2:197)

    “ไม่มีโทษใด ๆ แก่พวกเจ้า การที่พวกเจ้าจะแสวงหาความกรุณาอย่างหนึ่งอย่างใดจากพระเจ้าของพวกเจ้า ครั้นเมื่อพวกเจ้าได้หลั่งไหลกันออกจากอะร่อฟาตแล้ว ก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ ณ อัลมัชอะริลฮะรอม และจงกล่าวรำลึกถึงพระองค์ตามที่พระองค์ทรงแนะนำพวกเจ้าไว้ และแท้จริงก่อนหน้านั้น พวกเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ที่หลงทาง”  (2:198)

    “แล้วพวกเจ้าจงหลั่งไหลกันออกไปจากที่ที่ผู้คนได้หลั่งไหลกันออกไป และจงขออภัยต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ”  (2:199)

    “ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบพิธีฮัจญฺของพวกเจ้าเสร็จแล้วก็กล่าวระลึกถึงอัลลอฮฺ ดังที่พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือกล่าวรำลึกถึงให้มากยิ่งกว่า ในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของเราโปรดประทานให้แก่พวกเราในโลกนี้เถิดและเขาจะไม่ได้รับส่วนดีใด ๆ ในปรโลก”  (2:200)

    “และในหมู่พวกเขานั้นมีผู้กล่าวว่า โอ้พระเจ้าของเราโปรดประทานให้แก่พวกเราซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากความทรมานแห่งไฟนรกด้วยเถิด”  (2:201)

    “ชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาจะได้รับส่วนดีจากสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาไว้ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระสอบสวน”  (2:202)

    “และพวกเจ้าจงรำลึกถึงอัลลอฮฺในวันทั้งหลายที่ได้ถูกนับไว้ ดังนั้นผู้ใดรีบกลับในสองวันก็ไม่มีบาปแก่เขา และผู้ใดกลับล่าไปอีกก็ไม่มีบาปแก่เขา (เช่นกัน) ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ยำเกรง และพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺ และพึงรู้เถิดว่าพวกเจ้านั้นจะถูกนำไปชุมนุมยังพระองค์”  (2:203)

    “และจงประกาศไปในหมู่มนุษย์ถึงเรื่องอัลฮัจญฺเถิด พวกเขาจะมายังสูเจ้าโดยการเดินเท้า และโดยการขี่อูฐที่เตรียมไว้ ซึ่งต่างจะเดินทางมาจากทุกหนทางที่ห่างไกล เพื่อพวกเขาจะได้พบเห็นประโยชน์ต่าง ๆ สำหรับพวกเขา และเพื่อกล่าวพระนามอัลลอฮฺในวันที่เป็นรู้กันต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานเป็นริซกีของพวกเขาจากสัตว์เลี้ยง ดังนั้นพวกเจ้าจงกินส่วนหนึ่งของมัน และจงให้เป็นอาหารแก่คนยากจนและคนอนาถา ภายหลังพวกเขาพึงขจัดสิ่งสกปรกของพวกเขา และพึงแก้บนของพวกเขาและพึงฏอว้าฟ ณ อัลบัยติลอะตีก”  (22:27-29)

    อายาตอัลกุรอ่านที่ได้นำมากล่าวข้างต้นแจ้งให้เราทราบว่า อัลฮัจญฺเป็นวายิบที่มุสลิมมุอฺมินทุกคนที่มีความสามารถทั้งทางกำลังร่างกาย กำลังทรัพย์ และความปลอดภัยในการเดินทาง จักต้องปฏิบัติครั้งหนึ่งในชีวิต ผู้ใดปฏิเสธว่าการทำฮัจญฺไม่เป็นวายิบ หรือเป็นผู้ที่มีความสามารถตามคุณลักษณะดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ยอมปฏิบัติเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม จงเลือกเอาเถิดว่าเขาจะตายในสภาพของชาวยิวหรือชาวคริสต์

    ในอายาตต่อมาได้กล่าวถึงวิธีการทำฮัจญฺโดยสรุป สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญฺหรือต้องการจะทราบโดยละเอียด ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสละเวลาเพื่อศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง และนำไปปฏิบัติศาสนกิจประเภทนี้ให้ตรงกับที่บัญญัติศาสนาได้ระบุไว้

    ในระยะเดือนฮัจญฺ บรรดาพี่น้องมุสลิมที่มีโอกาสได้ตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮฺตะอาลา ก็นับได้ว่าเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานอย่างใหญ่หลวงจากพระองค์ จึงจำเป็นที่เขาจักต้องขอบคุณต่อพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ให้มาก ๆ อย่าหลงลืมหรือกระทำตนเป็นผู้เนรคุณต่อพระองค์เป็นอันขาด มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลที่พระองค์ทรงลืมเขาเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความอวิชชาของเขานั่นเอง เขาก็จะไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางอันชอบธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผลงานของเขาที่ได้ปฏิบัติมาแรมเดือนแรมปีก็จะพลอยสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย

    มุสลิมทุกคนที่ได้มีโอกาสไปประกอบพิธีฮัจญฺมาแล้วก็ดี ผู้ที่กำลังเตรียมตัวจะไปก็ดี ย่อมรู้จักรุกุ่นต่าง ๆ ของการทำฮัจญฺ แต่มีใครบ้างหรือถ้าจะมีก็เป็นส่วนน้อยที่พิจารณาหรือตั้งข้อสงสัยแก่ตัวเอง เพื่อหาคำตอบที่จะนำพาตัวของเราให้เกิดความศรัทธาอีมานต่ออัลลอฮฺตะอาลาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    บางคนอาจจะถามว่าทำไมจึงต้องปฏิบัติศาสนกิจเช่นนี้ ซึ่งมีทั้งการสูญเสียเงินทอง และความยากลำบากนานาประการ? มีอะไรบ้างที่จะนำไปสู่ความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ? มีความหมายอย่างไรหรือที่มนุษย์จะต้องไปยังทุ่งอะร่อฟาตด้วยเครื่องแต่งกายแบบเดียวกันทุกคน เพื่อพำนักเพียงชั่วเวลาหนึ่งหรือเพียงชั่วโมงหนึ่ง หน้าที่ของเขาที่จะปฏิบัติ ณ ที่นั้นก็คือ การปฏิบัติเช่นเดียวกับกิจวัตรประจำวันของมนุษย์ เป็นการพอเพียงแก่เขาที่จะไปยังทุ่งอะรอฟาตโดยเตรียมที่พัก เพื่อนอน กิน และปฏิบัติละหมาด เช่นเดียวกับที่ได้เคยปฏิบัติมา เป็นการพอเพียงเช่นเดียวกัน ที่เขาจะปรากฏตัวอยู่ ณ ส่วนหนึ่งส่วนใดของสถานที่แห่งนี้ก่อนตะวันตกดินในวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮฺ ถึงแม้เพียงเวลาไม่กี่นาทีแล้วก็ออกไป ทั้งนี้เพราะการทำฮัจญฺนั้นคือการพักอยู่ที่อะร่อฟะฮฺ (الحجُّ عَرَفَة)

    ทำไมทุกคนจึงต้องปฏิบัติศาสนกิจเช่นนี้ ทำไมจึงต้องไปค้างแรมที่ “มินา” ทุ่งที่คับแคบ และเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนเพื่อประกอบอิบาดะฮฺ ? เรามีความเข้าใจอย่างไรต่อการพักแรมในสถานที่อันคับแคบเช่นนี้ ? ซึ่งเป็นการพำนักเช่นเดียวกันกับที่ทุ่งอะร่อฟาต แต่อาจจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาเป็นแต่งกายธรรมดาแล้วก็แออัดกันไปยังสถานที่ขว้างเสาหิน มือที่ชูนับจำนวนไม่ถ้วนเพื่อขว้างเสาหิน 7 ครั้งก็เป็นอันเสร็จพิธีในวันแรก แล้วเขาก็กลับที่พักด้วยความสงสัยในการปฏิบัติศาสนกิจเช่นนั้น!

    ต่อจากนั้นก็ลงไป “ซะอฺยุ (สะแอ)” ระหว่างหุบเขา “อัศศ่อฟา” กับ “อัลมัรวะฮฺ” เราได้เดินระยะทางระหว่างหุบเขาทั้งสอง ทั้งไปและกลับรวม 7 เที่ยว การอิบาดะฮฺเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญหรือว่าเป็นแต่เพียงการรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งสำคัญ ?

    เมื่อเรารู้จักหรือมีความเข้าใจในการปฏิบัติศาสนากิจบางอย่างว่าเป็นสัญลักษณ์ชนิดหนึ่งของการปฏิบัติศาสนกิจในอดีตตั้งแต่สมัยของท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ความเข้าใจของเราเช่นนี้ไม่เป็นการพอเพียงที่จะทำให้การปฏิบัติดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์และการอิบาดะฮฺ ซึ่งหมายถึงว่าอัลลอฮฺตะอาลาก็ต้องยกโทษหรืออภัยโทษให้แก่เราเมื่อได้ปฏิบัติเช่นนั้น ดังนั้นอะไรเล่าที่หมายถึงการกระทำอิบาดะฮฺที่จะลบล้างความผิดของมนุษย์เสมือนกับวันแรกที่เขาคลอดออกมาจากครรภ์มารดา ?

    ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นการพอเพียงละหรือที่เราจะยอมรับตามคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์ทางอิสลาม (อัลฟุก็อฮาอฺ) ที่ว่าเป็นการงาน “ตะอั๊บบุดี” คือเป็นคำใช้ของพระองค์ที่เราจักต้องปฏิบัติโดยไม่ต้องถาม หรือเป็นเรื่องของพระองค์เท่านั้นที่เราไม่สามารถจะหยั่งรู้ถึงความหมายแท้จริงได้ เราต้องไม่ลืมว่าพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาหรือผู้บัญญัติศาสนาย่อมมีเหตุผล และจุดมุ่งหมายอยู่เบื้องหลังการบังคับที่ยากลำบากเช่นนี้ แน่นอนทีเดียวที่ผู้บัญญัติศาสนาจักต้องมีความมุ่งหมายจากการปฏิบัติศาสนกิจประเภทนี้ ซึ่งผลของมันคือการตอบแทนอย่างใหญ่หลวงขนาดที่ไม่มีการอิบาดะฮฺอื่นใดได้รับส่วนแห่งการตอบแทน เช่นเดียวกับ “อัลฮัจญฺ” เพราะ “ผู้ใดที่ประกอบการฮัจญฺแล้วเขาไม่สมสู่และไม่ละเมิดแล้วเขาจะกลับ (สู่มาตุภูมิอย่างผู้สะอาดบริสุทธิ์) ประดุจดังวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา” ก็ถ้าเช่นนั้นอะไรเล่าคือจุดมุ่งหมายอันแท้จริง ?

    จากประสบการณ์ของผู้ที่ได้ประกอบพิธีฮัจญฺมาแล้ว ขอให้เรามาพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายอันแท้จริงนอกเหนือไปจากการกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการหวนกลับไปรำลึกถึงความหลังในอดีตของท่านนะบีอิบรอฮีม และบุตรของท่านคือท่านนะบีอิสมาอีล อะลัยฮิมัสสะลาม เราจะพบว่าจุดมุ่งหมายที่สำคัญนั้นคือ “การอดทนและปฏิบัติตาม”

    การอดทนต่อความยากลำบากจากการเดินทางการโยกย้ายจากสถานที่ที่เคยได้รับความสุขสบาย และความอบอุ่นเพียบพร้อมไปด้วยญาติพี่น้อง และสิ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่เขาทุกกาลเวลา ไปยังสถานที่ที่แตกต่างกับสิ่งที่เขาเคยอยู่และพักพิงอาศัยมาแต่ก่อน สถานที่ที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยโขดหิน มีแต่ความร้อนเกือบตลอดปี ดังนั้นผู้ที่เดินทางจะต้องประสบกับความยากลำบากนานาประการ ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะบรรเทาความหนักใจของเขาได้นอกจากความศ่อบัรฺอดทน การอดทนอย่างแท้จริง อดทนต่อความหนาแน่นและการเบียดเสียดของผู้คน อดทนต่อสภาพของผู้ที่แข่งขันกันหาความสะดวกสบายเพื่อตัวเอง อดทนต่อความกลัวที่ไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน อดทนต่อการพำนักอาศัยอยู่ในนครมักกะฮฺ เมืองที่เต็มไปด้วยความดีเด่นนานาประการ แต่ต้องคับแคบเพราะความคับคั่งของมวลมนุษย์ที่หลั่งไหลมาจากทิศทางต่าง ๆ อดทนต่อการพำนักอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยพำนักอยู่ หรือบางทีก็เกิดความไม่พอใจถึงแม้จะเป็นประเทศของตนก็ตาม อดทนต่อการแก่งแย่งและการก่อเหตุร้ายนานาชนิด เพราะผลประโยชน์หรือการปฏิบัติซึ่งกันและกัน ไม่อาจเข้ากันได้จากผู้ที่เดินทางมาจากทิศทางต่าง ๆ แม้กระทั่งชาวมักกะฮฺเองซึ่งเฝ้าคอยฤดูกาลของการทำฮัจญฺ เพื่อประกอบอาชีพหรือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในระยะนั้น

    ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาดูทุก ๆ ขณะของความเบียดเสียดของผู้คนในเวลาประกอบพิธีฮัจญฺตลอดจนบรรยากาศในระยะนั้นแล้ว เราก็จะทวีความเข้าใจความมุ่งหมายที่อยู่เบื้องหลังของคำตรัสที่ว่า

 

فَمَن فَرَضَ فِيهِنَّ الْحَجَّ فَلَا رَفَثَ وَلَا فُسُوقَ وَلَا جِدَالَ فِي الْحَجِّ ۗ

    “ดังนั้น ผู้ใดที่ได้ให้การทำฮัจญฺจำเป็นแก่เขา ในเดือนเหล่านั้นแล้ว จะต้องไม่มีการสมสู่และไม่มีการละเมิด และไม่มีการทะเลาะวิวาทใด ๆ ในระหว่างการทำฮัจญฺ”  (2:197)

 

    และเราก็จะเพิ่มความศรัทธาอีมานต่อพระผู้ทรงไว้ซึ่งภูมิปัญญา และรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ทรงบังเกิดมนุษย์มาแล้วก็ให้ความเท่าเทียมกัน พระผู้ทรงหยั่งรู้ถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในทรวงอกของมนุษย์ทุกคน

    นี่คือการอดทน อดทนต่อความยากลำบากอดทนต่อสภาพ และสิ่งที่ได้พบเห็น โดยมิได้เปิดปากพร่ำบนต่อสิ่งไม่ดีงามที่ได้พบเห็นมาแก่ผู้ที่ยังไม่คยพบเห็นมาก่อนแต่มีใครบ้างที่สามารถปฏิบัติได้?

    ความมุ่งหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ “การปฏิบัติตาม” คือการยอมจำนนปฏิบัติตามคำใช้ของพระองค์โดยที่พระองค์มิได้เปิดเผยหรือชี้แจงเคล็ดลับที่มีอยู่เบื้องหลังงานนั้น ๆ เช่น การทำฮัจญฺ เพราะการปฏิบัติงานชนิดหนึ่งชนิดใดซึ่งพระองค์เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าจะได้รับการตอบแทนอย่างแน่นอน เราต้องมีความจงรักภักดีพร้อมทั้งมีความมั่นใจต่อพระผู้เป็นเจ้าแล้ว อันนี้นับได้ว่าเป็นการแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์แห่งการเป็นบ่าวที่ดีของพระองค์ ยอมอดทนต่อความยากลำบากนานาประการ โดยที่เขาไม่ทราบเคล็ดลับซึ่งจะทำให้เขาได้รับส่วนดีจากความยากลำบากดังกล่าว ดังนั้นเขาจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ความยากลำบากนั้นด้วยความอดทน โดยหวังความโปรดปรานและยินยอมปฏิบัติตามด้วยความบริสุทธิ์ใจ

    ด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เราอาจกล่าวได้ว่า จุดมุ่งหมายอันยิ่งใหญ่ของการฮัจญฺก็คือการปฏิบัติตามคำใช้ของพระองค์เพียงองค์เดียว ซึ่งพระองค์ก็ได้ให้สัญญาไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีความหมายอันดีงามอื่นจากนี้อีกมากมาย ซึ่งผู้ที่ได้ผ่านการทดสอบมาแล้วจะประสบพบเห็นด้วยตัวของเขาเอง แต่จะมีใครบ้างที่พินิจพิจารณาถึงความหมายของการทำฮัจญฺแล้วนำมาปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตของเขาบ้าง?

    นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด เราจะต้องไม่ลืมว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ได้กล่าวย้ำและยืนยันหลังจากได้ปฏิบัติศาสนกิจทุกชนิดให้บรรดาศ่อฮาบะฮฺได้เห็นเป็นตัวอย่างและยึดถือเป็นแบบฉบับว่า

خُذُواعَنِّي مَنَاسِكَكُم

     “ท่านทั้งหลายจงยึดเอาพิธีกรรมต่าง ๆ ของท่านจากฉันเท่านั้น”

    ดังนั้น พึงทราบเถิดว่าการปฏิบัติศาสนกิจชนิดใดก็ตาม หากเรามิได้ยึดแนวทางของท่านร่อซูลุลลอฮฺ และบรรดาศ่อฮาบะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม เป็นแบบฉบับและบรรทัดฐานแล้ว แน่นอนทีเดียวกิจกรรมต่าง ๆ ที่เราได้เสียสละกระทำไปก็จะไม่บังเกิดผล และไม่เป็นที่รับรองว่าจะได้รับการตอบแทน
 


ที่มา : หนังสือการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด ยูนุส สมะดี (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)

 

4.5
Your rating: None Average: 4.5 (2 votes)

ประวัติความเป็นมาของบัยตุลลอฮฺ

อัลกุรอานได้แจ้งให้เราทราบถึงการเดินทางของท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม (ขอความศานติจงมีแด่ท่าน) มุ่งหน้าสู่ที่ราบระหว่างหุบเขาที่ปราศจากพืชพรรณธัญญาหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครมักกะฮฺในปัจจุบันนี้ แต่มิได้แจ้งให้เราทราบถึงสาเหตุแห่งการอพยพเข้าสู่นครแห่งนี้ ถึงแม้ว่าหลักฐานจากแหล่งอื่น ๆ จะได้กล่าวถึงสาเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า เพราะความหึงหวงของนางซาเราะฮฺศรีภรรยาที่มีต่อนางฮาญัร ซึ่งให้บังเกิดบุตรสุดที่รัก (คืออิสมาอีล) แก่ท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิมัสสลาม (ขอความศานติจงมีแด่ท่านทั้งสอง) ขณะนั้นปาเลสไตน์(เมืองชาม)ซึ่งเป็นแหล่งพำนักของครอบครัวนี้ได้รับการทดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม จึงจำต้องอพยพหอบลูกหอบเมียไปยังสถานที่แห่งใหม่ เพื่อให้ห่างไกลเสียจากนางซาเราะฮฺ เพื่อสองแม่ลูกจะได้มีความสุขกันแต่ลำพัง ณ ที่นี้ก็เกิดข้อกังขาขึ้นว่าทำไมท่านนะบีอิบรอฮีม  จึงเลือกสถานที่อันแห้งแล้งและห่างไกล เพื่อใช้เป็นที่พำนักของสองแม่ลูก? ไม่มีสถานที่อื่น ๆ ที่เหมาะสมกว่านี้อีกหรือ? ซึ่งอาจจะเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย และพร้อมที่จะให้การต้อนรับครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้



    นอกจากนี้ตามสามัญสำนึกแล้ว สมควรที่ท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม จะนำลูกสุดที่รักไปยังสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์และมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย เพื่อจะได้มีความอบอุ่นใจขึ้นบ้าง แต่อะไรเล่าที่ผลักดันให้ท่านนะบีอิบรอฮีม ต้องตัดสินใจกระทำเช่นนั้น? เราไม่อาจกล่าวได้ว่ามันเป็นเพียงการกระทำโดยบังเอิญ หรือเป็นผลอันเนื่องมาจากการนึกคิดเพื่อเลือกสถานที่อันเหมาะสม เพราะมักกะฮฺหรือบะรียะตุฟาราม (ชื่อที่เรียกกันในคัมภีร์ไบเบิล) หาใช่เป็นสถานที่อันเหมาะสมในขณะนั้นไม่ ดังนั้นในทัศนะของผู้ที่มีความเชื่อมั่นต่อพระผู้เป็นเจ้า ก็จะเห็นว่าเป็นการแนะแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งท่านนะบีอิบรอฮีม ก็ยอมรับฟังและปฏิบัติตามด้วยการเสียสละทุกวิถีทางเพื่อพระองค์



เกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านอิหม่ามอัลบุคอรีย์ได้รายงานไว้ว่า นางฮาญัรได้กล่าวกับท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลามว่า “ท่านจะจากเราไปและทิ้งเราไว้ ณ ที่ราบแห่งนี้โดยปราศจากผู้ให้ความคุ้มกันกระนั้นหรือ?” นางได้กล่าวเช่นนั้นหลายครั้งหลายหน โดยที่ท่านนะบีอิบรอฮีมไม่ยอมให้คำตอบหรือเหลียวหลังมาให้ความสนใจแก่นางเลย ในที่สุดนางก็กล่าวขึ้นว่า “อัลลอฮฺทรงใช้ท่านกระทำเช่นนี้หรือ?” ท่านนะบีอิบรอฮีมจึงได้ตอบขึ้นทันทีว่า “ใช่แล้ว” นางฮาญัรจึงกล่าวเสริมอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งเราเป็นแน่”



ดังนั้นเราจึงสันนิษฐานได้ว่า ตามรายงานของอิหม่ามบุคอรีย์ที่ได้กล่าวมานี้ เป็นการสอดคล้องกับการวิจัยทางสติปัญญาถึงการมุ่งหน้าของท่านนะบีอิบรอฮีมไปยังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นผลสรุปได้ว่า พระองค์อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ด้วยการดลใจให้ท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม มุ่งหน้าไปพร้อมด้วยบุตรและมารดา เพื่อปล่อยให้สองแม่ลูกอยู่ในความคุ้มกันของพระองค์และขอพรต่อพระองค์ว่า

رَبَّنَا إِنِّي أَسْكَنْتُ مِنْ ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِذِيْ زَرْعٍ عِنْدَ بَيْتِكَ المُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيْمُوا الصَّلاَةَ فَاجْعَلْ أَفْئِدَةً مِنَ النَّاسِ تَهْوِيْ إِلَيْهِمْ وَارْزُقْهُمْ مِنَ الثَّمَرَاتِ لَعَلَّهُمْ يَشْكُرُوْن

“พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้นำลูกหลานของข้าพระองค์มาพำนักอยู่ ณ หุบเขาอันปราศจากพืชพรรณ ณ บ้านของพระองค์อัลมุหัรรอม พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์เพื่อให้พวกเขาดำรงการละหมาด ขอพระองค์ทรงให้จิตใจของมหาชนมุ่งสู่พวกเขาเหล่านั้น และทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา หวังว่าพวกเขาจะขอบคุณแด่พระองค์”



    ความอุดมสมบูรณ์ที่ปกคลุมประชากรในอาณาบริเวณนี้ในขณะนี้นั้น มีผลสืบเนื่องมาจากความศิริมงคลของครอบครัวตระกูลนี้ โดยที่พระองค์อัลลอฮฺตะอาลาทรงตอบรับการขอพรของท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ด้วยการประทานธารน้ำซัมซัม (زمزم) มา  ณ สถานที่นั้น เพื่อเป็นการประทังชีพแก่สองแม่ลูกและประชากรในภายหลัง สถานที่ซึ่งมีภูเขาล้อมรอบและแห้งแล้งมาแต่โบราณกาล แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระผู้เป็นเจ้า ทรงบันดาลให้กลับกลายเป็นที่พำนักพักพิงของประชากรหลายชาติหลายภาษา เพราะพระองค์ประสงค์จะให้เป็นบ้านหลังแรก และเป็นศูนย์รวมแห่งการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ จึงทรงบัญชาให้ท่านนะบีอิบรอฮีมและอิสมาอีล (ขอความศานติจงมีแด่ท่านทั้งสอง) สร้างบ้านหลังแรกขึ้น เสร็จแล้วท่านทั้งสองก็กล่าววิงวอนขึ้นว่า

رَبَّنَاتَقَبَّلْ مِنَّا إِنَّكَ أَنْتَ السَّمِيعُ العَلِيم

 “พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงรับการงานจากข้าพระองค์ แท้จริงพระองค์องค์เดียวเท่านั้นเป็นผู้ทรงได้ยินเป็นผู้ทรงรอบรู้”



    นี่คือพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์รวมและแหล่งปลอดภัยของมนุษยชาติ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านนะบีอิบรอฮีมและครอบครัวของท่านก็กลายเป็นการเตือนให้รำลึกถึงอดีตอันยาวนาน พระองค์อัลลอฮฺตะอาลาก็ทรงยกย่องให้มีการรำลึกและให้เป็นสัญลักษณ์เพื่ออิบาดะฮฺต่อพระองค์ อีกทั้งเป็นการแสวงหาความใกล้ชิดต่อพระองค์ให้บัญญัติศาสนาปัจจุบัน ณ ที่นี้เราก็จะประจักษ์ถึงเคล็ดลับแห่งการมุ่งหน้าของท่านนะบีอิบรอฮีมพร้อมด้วยบุตรสุดที่รักสู่สถานที่แห่งนี้



    นักประวัติศาสตร์ได้เขียนเล่าถึงความเก่าแก่ของบ้านหลังแรกนี้ว่า เป็นบ้านที่มีมาก่อนสมัยท่านนะบีอิบรอฮีม จึงเป็นเหตุให้ท่านเลือกเอาสถานที่แห่งนี้ให้แก่สองแม่ลูก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนักประวัติศาสตร์บางคนได้วาดลวดลายโดยกล่าวถึงว่า บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยท่านนะบีอาดัม อะลัยฮิสสลาม ต่อมาท่านและบรรดานะบีหลังจากท่านได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีฮัจญฺ และได้ถูกยกขึ้นไปยังชั้นฟ้าเมื่อสมัยน้ำท่วมและได้ถูกนำกลับมาอีกครั้งหนึ่ง นิยายต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าจะพิจารณาดูแล้วก็จะเห็นได้ว่าเป็นการขัดแย้งซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นยังหาสาระและความแน่นอนอะไรไม่ได้ อีกทั้งยังเป็นการขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับอัลกุรอานอีกด้วย

 



    อัลกุรอานได้บันทึกไว้ว่า อัลลอฮฺตะอาลาได้มีบัญชาให้ท่านนะบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม กวาดล้างบ้านของพระองค์ให้พ้นจากความแปดเปื้อนของการชิริกสิ่งคู่เคียงพระองค์ มิให้นำรูปปั้นและสิ่งอื่น ๆ มาประดิษฐานไว้ในบ้านของพระองค์ แต่จัดให้เป็นสถานที่อิบาดะฮฺแด่พระองค์องค์เดียว สำหรับผู้ฏอว้าฟผู้ทำเอี๊ยะติกาฟ และผู้ทำละหมาด



وَطَهِّر بَيتِيَ لِلطَّائِفِينَ وَالقَائِمِينَ وَالرُّكَّعِ السُّجُود

“และจงทำบ้านของฉันให้สะอาด (จากสิ่งที่เป็นชิริก) สำหรับผู้ฏอว้าฟ ผู้ละหมาด ผู้ทำรุกั๊วะและผู้ทำสุญูด”



    นี่แหละท่านนะบีอิบรอฮีมและอิสมาอีล (ขอความศานติจงมีแด่ท่านทั้งสอง) ได้วางศิลา์ของการทำฮัจญฺไว้แล้วในอดีตอันยาวนาน ต่อมาชาวอาหรับยุคแล้วยุคเล่าก็ได้ถือปฏิบัติการทำฮัจญฺมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าวิธีการและการปฏิบัติจะผิดแผกแตกต่างไปบ้างก็ตาม

 

  


ที่มา : หนังสือการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด ยูนุส สมะดี (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)

 

3
Your rating: None Average: 3 (2 votes)

การบำเพ็ญฮัจญฺในแง่ของการทดสอบร่างกายและจิตใจ

การบำเพ็ญฮัจญฺเป็นหน้าที่จำเป็นแก่บุคคลที่เข้าเกณฑ์ทุกคน โดยไม่จำกัดว่าเป็นหญิงหรือชาย ทั้งยังนับได้ว่าเป็นการฝึกร่างกายและจิตใจ และเป็นการศึกษาทางวิชาการ การเดินทางที่ชอบด้วยหลักการแห่งศาสนา ตลอดจนเป็นการทดสอบอย่างดีแก่บุคคลที่เป็นมุสลิม ทั้งในด้านกำลังกาย กำลังทรัพย์ และความเลื่อมใสในการศรัทธาของเขา สำหรับความยากลำบากนั้น ก็อาจกล่าวได้ว่า ในการเดินทางรอนแรมไปไม่ว่าแห่งหนตำบลใดถึงแม้จะสะดวกสบายเพียงใดก็ไม่พ้นที่จะต้องอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอ

    คนวัยฉกรรจ์เป็นจำนวนไม่น้อย ที่อุตส่าห์ดั้นด้นจากบ้านเรือนมาจนถึงที่หมายด้วยความอุตสาหะแต่พอมาถึงยังไม่ทันไรก็ระงับสติอารมณ์ไม่อยู่ ถึงกับระบายออกมาเป็นคำผรุสวาทต่าง ๆ นานา เนื่องจากตนได้ประสบกับความยากลำบากเหลือที่จะทนได้ก็มี

    อันที่จริงการบำเพ็ญฮัจญฺนั้น ประกอบด้วยเที่ยวเดินทางเป็นระยะ ๆ นับจากบ้านกระทั่งถึงฮิยาซ ไม่ว่าจะโดยสารเครื่องบิน เรือเดินสมุทร หรือพาหนะทางบกก็ตาม และเมื่ออกจากญิดดะฮฺถึงมักกะฮฺแล้ว ผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญฺก็ยังต้องเวียนรอบสถานก๊ะอฺบะฮฺและเริ่มเดิน “ซะอยฺ (สะแอ)” เป็นเวลาติดต่อกัน นับว่าต้องใช้กำลังกายไม่น้อย จากนั้นผู้ไปทำฮัจญฺยังต้องเดินทางไปมินาและอะร่อฟาตแล้วย้อนกลับมาที่มุซดะลิฟะฮฺอีก และไปยังมักกะฮฺเพื่อเวียนรอบและเดิน “ซะอฺย” อีกคำรบหนึ่ง จากนั้นก็เดินทางไปตำบลมินา พักอยู่ที่มินาสองวัน ก็ออกเดินทางไปมะดีนะฮฺ หรือไม่ก็เดินทางกลับภูมิลำเนาของตน

    สิ่งที่ช่วยให้ผู้ไปทำฮัจญฺสามารถฝ่าฟันความยากลำบากทั้งหลายนี้ไปได้ ก็คือความรู้สึกที่เขากำลังเดินไปเพื่อ (แสดงน้ำใจจงรักภักดีต่อ) อัลลอฮฺ โดยการเดินทางของเขานั้นเป็นการเชื่อฟังทำตามหน้าที่ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้แก่เขา โดยไม่หวังสิ่งใดนอกจากความพึงพอพระทัยแห่งพระองค์ สำหรับข้อบกพร่องล่วงละเมิดต่าง ๆ ที่แล้วมา แรงศรัทธาดังกล่าวนี้เองที่เป็นแรงใจแก่เขาในการเผชิญกับความเหนื่อยยากสารพัด ถึงกับสามารถยิ้มรับด้วยความปลาบปลื้มใจ นอกจากการเดินทางแล้ว ผู้เดินทางต้องอดทนต่อการกินการนอนที่ไม่เป็นเวลา ไม่เหมือนกับชีวิตอยู่กับบ้านของเขา ทั้งยังต้องสวมเครื่องแต่งกายเพียงสองชิ้น ศีรษะก็ปล่อยไว้ไม่สวมหมวกหรือโพกผ้าแต่อย่างใด เท้าก็สวมเพียงรองเท้าแตะหรือไม่ก็เท้าเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นการทดสอบทางร่างกายสำหรับมุสลิมไม่ใช่เล่น

    ส่วนทางด้านการเสียสละทรัพย์นั้น การบำเพ็ญฮัจญฺย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อยเป็นค่าเดินทางและอื่น ๆ ซึ่งเป็นเงินที่เสียไปอย่างเรียกคืนมาไม่ได้

    สำหรับข้อทดสอบเรื่องความเลื่อมใสนั้น ปรากฏอยู่ทั่วไปในการปฏิบัติพิธีกรรมต่าง ๆ ระหว่างการบำเพ็ญฮัจญฺ ซึ่งล้วนแต่จะสร้างความฉงนใจว่า เหตุใดจึงต้องปฏิบัติสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในใจผู้เดินทางจะเกิดปัญหาขึ้นร้อยแปดซึ่งหาคำตอบไม่ได้ ผู้เดินทางที่มีความเลื่อมใสจริงก็จะเลิกคลางแคลงใจ โดยถือเสียว่าที่ตนปฏิบัติอยู่นี้เป็นจริยวัตรแห่งท่านศาสดาก็พอใจแล้ว ไม่ติดสงสัยอย่างอื่นอีก ดังความในพระคัมภีร์กุรอานที่ว่า

وَمَاآتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوْهُ وَمَانَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوا

     “และสิ่งใดที่ศาสดาผู้นี้มอบให้แก่เจ้าทั้งหลายก็จงรับสิ่งนั้นไว้เถิด ส่วนสิ่งใดที่ศาสดาห้ามเจ้าทั้งหลายไว้พวกเจ้าก็จงระงับเสีย”  (59:7)

    หากผู้เดินทางตั้งข้อสงสัยร้อยแปดเพื่อพยายามหาคำตอบ ก็ไม่ทำให้ตนเข้าใจได้ตลอดแต่อย่างใดเพราะอิริยาบถต่าง ๆ ในระหว่างการบำเพ็ญฮัจญฺล้วนเป็นการแสดงออกซึ่งความภักดีต่ออัลลอฮฺ ซึ่งผู้เดินทางจำต้องปฏิบัติโดยไม่ลังเลใจหรือข้องใจอย่างใดทั้งสิ้น ถ้าผู้ใดจะว่าการปฏิบัติต่าง ๆ ในศาสนา หรือระเบียบวิธีการแสดงความภักดี น่าจะต้องชอบด้วยเหตุผลนั้น ไม่อาจพาให้ผู้นั้นไปสู่คำตอบที่สมบูรณ์ หรือช่วยให้เขาเกิดศรัทธาอย่างจริงใจขึ้นได้เลย รังแต่จะนำมาซึ่งการอภิปรายถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุดโดยไม่ได้อะไรเป็นแก่นสาร อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า

فَلاَرَفَثَ وَلاَفُسُوقَ وَلاَجِدَالَ في الحَجِّ

     “ต้องไม่มีการสมสู่ และไม่มีการละเมิดและไม่มีการโต้เถียงใด ๆ ในระหว่างการทำฮัจญฺ” (2:197)

    จึงเป็นการสมควรที่ผู้เดินทางพึงสอบถามจากผู้ที่เชี่ยวชาญในหลักปฏิบัติดู เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องครบถ้วน อย่าลืมว่าพิธีกรรมต่าง ๆ ในการบำเพ็ญฮัจญฺนั้น ถือหลักความอะลุ้มอล่วยและความสะดวกเป็นเกณฑ์ ในข้อปลีกย่อยซึ่งมีอยู่มากมาย ส่วนการปฏิบัติที่เป็นหลักการสำคัญ ๆ ซึ่งมีอยู่ไม่มากนั้นก็เพื่อทดสอบความเลื่อมใสดังได้กล่าวมาแล้ว

    อย่างไรก็ตามยังมีความมุ่งหมายอื่น ๆ อีก ซึ่งประจักษ์แจ้งอยู่ในการอบรมบ่มจิตใจเพื่อเตรียมรับสารแห่งอิสลาม ซึ่งเป็นสารอันยิ่งใหญ่แด่มนุษยชาติ ภาพทั่วไปที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญฺได้แสดงออกขณะเปลื้องเสื้อผ้าที่เคยสวมใส่ และปราศจากเครื่องประดับประดาที่แตกต่างกันเนื่องจากความร่ำรวยหรือขนบประเพณี แล้วหันไปใช้ผ้านุ่งห่มแบบเดียวกันหมด ปราศจากความแตกต่างอย่างที่เห็นได้จากเครื่องนุ่งห่มตามปกติ คนเหล่านั้นไม่มีอะไรปกคลุมศีรษะ (ไม่ว่าจะเป็นการสวมหมวกหรือมงกุฎที่ต่างกัน) ซึ่งดูเป็นภาพแบบเดียวกันหมดไม่มีความแตกต่างหรือเหลื่อมล้ำกัน ราชาก็เหมือนกับบ่าวไพร่ เจ้าฟ้าก็เหมือนกรรมกร คนรวยก็เหมือนคนจน ทั้งหมดมุ่งสู่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างนอบน้อมเพื่อขอการอภัยโทษจากพระองค์ และขอให้พระองค์ทรงรับการปฏิบัติงานของเรา ทุกคนกำลังแข่งขันกันสู่จุดหมายปลายทางอันเดียวกันนั่นคือความปราโมทย์จากอัลลอฮฺ ทั้งคนรวยและคนจนต่างก็รู้สึกตัวว่าต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ และเจียมตัวว่าตนนั้นต่ำต้อย เมื่อเทียบกับอำนาจอันเกรียงไกรของพระองค์ เขาซาบซึ้งในความหมายของความเสมอภาค ในการอิบาดะฮฺ ที่รวมอยู่ในการใช้ผ้านุ่งห่มแบบเดียวกันทั้งหมดนี้ จิตใจของเขาก็จะสงบ ความเจ็บใจต่าง ๆ ก็จะคลายลง และในช่วงระยะที่ผ่านไปในการทำฮัจญฺ เขาจะรู้สึกถึงความหมายของภราดรภาพที่อิสลามพยายามเฝ้าปลูกฝังไว้ในจิตใจของผู้ยึดมั่นตลอดมา

อีกด้านหนึ่งคนยากจนอ่อนแอจะเห็นความไร้กำลังอำนาจของคนรวยที่เข้มแข็ง เมื่ออยู่ต่อหน้าพระผู้อภิบาลของเขา เขาขอต่อพระองค์ให้ตอบสนองตามความประสงค์ เช่นเดียวกับที่คนจนขอ ดังนั้น เขาจึงรู้สึกถึงว่าความหมายของความเสมอภาคนั้นได้บรรลุผลภายในกรอบของการทำฮัจญฺ เขาผู้ยากจนกับเขาผู้ที่มีกำลังอำนาจ ก็เป็นข้าของอัลลอฮฺตะอาลาที่ต้องพึ่งพาพระองค์ และต้องการความเอ็นดูเมตตาจากพระองค์ ฉะนั้นกำลังใจและตำแหน่งของคนยากจนก็สูงขึ้น เขาจะรู้สึกในคุณค่าของตัวของเขา เขาจะไม่นอบน้อมถ่อมตนแด่ผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺตะอาลา ทั้งนี้และทั้งนั้นความใกล้ชิดสนิทสนมที่อิสลามต้องการให้มีขึ้นนั้นก็เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้มีชีวิตอยู่อย่างรักใคร่และเข้าใจดีต่อกัน

 


ที่มา : หนังสือการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด สมะดี ร่อหิมะฮุลลอฮฺ

 

0
Your rating: None

ข้อเตือนสติหลังจากเสร็จสิ้นการทำฮัจญฺแล้ว

จำเป็นแก่มุอฺมินทุกคนจะต้องระลึกอยู่เสมอในขณะที่ปฏิบัติอิบาดะฮฺใด ๆ หรือหลังจากได้ปฏิบัติแล้วว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  จะตอบรับการทำอิบาดะฮฺของเขาหรือไม่? เพราะถ้าหากการทำอิบาดะฮฺของเขาไม่เป็นที่ตอบรับแล้ว แน่นอนเขาจะต้องประสบกับความล้มเหลวในการดำเนินชีวิต พระองค์จะไม่ตอบรับการงานของบ่าวผู้นั้น ตราบใดที่เขายังคงประกอบกรรมทำความชั่วและยังคงดื้อรั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลงนิสัยเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การงานของเขาที่ได้ปฏิบัติไปก็จะไร้คุณค่าและกลายเป็นละอองฝุ่นที่ปลิวว่อน



    ด้วยเหตุนี้ อัลกุรอานได้กล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดามุอฺมินผู้ศรัทธาที่แท้จริงว่า “บรรดาผู้ที่บริจาคในสิ่งที่พวกเขาได้มา โดยที่จิตใจของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความหวั่นเกรงว่า แท้จริงพวกเขาต้องกลับไปหาพระเจ้าของพวกเขา” (23:60) คือพวกเขาปฏิบัติละหมาด ถือศีลอด และบริจาคทาน โดยที่พวกเขามีความหวั่นเกรงว่า อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่รับการงานของพวกเขา และยังได้ชี้แนะอีกว่า การตอบรับนั้นเป็นตำแหน่งที่ไม่มีใครจะได้รับนอกจากบรรดาผู้ที่มีความยำเกรงมีตักวาเท่านั้น “แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงตอบรับ (การงาน) จากบรรดาผู้ที่มีความยำเกรงเท่านั้น”



    เมื่อเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้แล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่มุสลิมทุกคนหลังจากได้ประกอบพิธีฮัจญฺหรือกระทำการงานใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจงรักภักดีแล้ว จะต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสาเหตุแห่งการตอบรับการงานนนั้น ๆ ในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่เป็นต้นเหตุที่จะทำให้การงานนั้น ๆ ไร้ผลหรือไม่เป็นที่ตอบรับจาก อัลลอฮฺตะอาลา อีกทั้งจะต้องหมั่นเพียรกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความโปรดปรานจากพระองค์



ดังกล่าวมานี้ เราอาจสรุปการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องกระทำหลังจากกลับจากการทำฮัจญฺแล้วดังต่อไปนี้



1. จะต้องขอบคุณต่ออัลลอฮฺตะอาลาและสรรเสริญพระองค์ ด้วยการรำลึกถึงพระองค์เป็นประจำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอนและหลงลืม ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

فَإِذَا قَضَيْتُمْ مَنَاسِكَكُمْ فَاذْكُرُوْا اللهَ كَذِكْرِكُمْ آبَاءَكُمْ أَوْ أَشَدَّذِكْرًا

ความหมาย  “เมื่อพวกเจ้าได้กระทำฮัจญฺของพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้วก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺเสมือนกับที่พวกเจ้ากล่าวรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือจะกล่าวรำลึกให้มากกว่านั้น”



    ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่สภาพของผู้กระทำฮัจญฺ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้วจะต้องดียิ่งกว่าเมื่อก่อนจะไปทำฮัจญฺ เพราะสัญลักษณ์แห่งการตอบรับความจงรักภักดีที่ได้ปฏิบัติไปแล้วนั้นก็คือ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา  จะประทานความสำเร็จแก่บ่าวผู้นั้นในการกระทำความดีชนิดอื่น ๆ เพื่อที่จะให้เขาธำรงไว้ซึ่งการขอบคุณต่อพระองค์อยู่เสมอ และมีความกระตือรือร้นที่จะให้การสรรเสริญต่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง

    ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีบัญญัติให้กล่าวรำลึกถึงพระองค์หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติความจงรักภักดี อัลกุรอานได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ไว้ในประวัติของท่านนะบีอิบรอฮีมและอิสมาอีล หลังจากเสร็จสิ้นการสร้างอัลก๊ะอฺบะฮฺว่า

وَإِذْيَرْفَعُ إِبْرَاهِيْمُ الْقَوَاعِدَ مِنَ الْبَيْتِ وَإِسْمَاعِيْلُ رَبَّنَا تَقَبَّلْ مِنَّا إِنَّكَ أَنْتَ السَّمِيعُ العَلِيم

ความหมาย “จงรำลึกขณะที่อิบรอฮีมและอิสมาอีลได้ก่อฐานของบ้านหลังนั้น (คืออัลก๊ะอฺบะฮฺ) ท่านทั้งสองได้กล่าววิงวอนว่า ข้าแด่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอได้โปรดรับงานของข้าพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นทรงได้ยินและทรงรอบรู้” (2:127)



    นอกจากนี้อัลกุรอานยังได้เล่าถึงเรื่องภรรยาของอิมรอนคือมารดาของมัรยัมสตรีพรหมจารี ซึ่งนางได้กล่าววิงวอนพระเจ้าของนางไว้ว่า

إِذْقَالَتِ امْرَأَةُ عِمْرَانَ رَبِّ إِنِّي نَذَرْتُ لَكَ مَا فِي بَطْنِي مُحَرَّرًا فَتَقَبَّلْ مِنِّي

ความหมาย “จงรำลึกขณะที่ภรรยาของอิมรอนกล่าวว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ได้บนไว้ว่า ขอให้สิ่ง (บุตร) ที่อยู่ในครรภ์ของข้าพระองค์เป็นผู้เคารพอิบาดะฮฺและรับใช้พระองค์เท่านั้น ดังนั้นขอพระองค์ทรงรับการวิงวอนของข้าพระองค์ด้วยเถิด” (3:35)



    ได้มีบัญญัติให้มุสลิมกล่าววิงวอนหลังจากเสร็จสิ้นการละหมาดทุก ๆ เวลา คือกล่าว أَسْتَغْفِرُالله  (อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ) 3 ครั้ง กล่าว سُبْحَانَ الله  (ซุบฮานัลลอฮฺ) และالْحَمْدُ لله   (อัลฮัมดุลิ้ลลาฮฺ) และ  الله أَكْبَر (อัลลอฮุอักบัร) อย่างละ 33 ครั้ง ซึ่งปรากฏเป็นที่ยืนยันในบรรดาหะดีษศ่อเฮี้ยะฮฺ และได้มีบัญญัติแก่มุสลิมหลังจากเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนแล้ว ให้กล่าวตักบีรให้ความเกรียงไกรแด่อัลลอฮฺในวันอีดิ้ลฟิตรว่า

وَلِتُكُبِّرُوْا اللهَ عَلَى مَاهَدَاكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَشْكُرُوْن

ความหมาย “และเพื่อพวกเจ้าจะได้ให้ความเกรียงไกรแด่อัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงชี้แนะทางแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ”



2.    จะต้องยอมจำนน อ่อนน้อม ถ่อมตัวต่ออัลลอฮฺ และมีความกลัวว่าการทำฮัจญฺของเขาจะไม่ถูกตอบรับ จะต้องมีความนอบน้อมต่อพระองค์ เพื่อขอให้พระองค์ลบล้างการกระทำที่บกพร่องและความผิดพลาด หรือช่องโหว่ในการทำอิบาดะฮฺของเขา

3.    จะต้องปลีกตัวให้ห่างไกลจากการทำผิดขั้นอุกฤษฎ์ และการกระทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างซ้ำซาก ทั้งนี้เพราะผู้ทำฮัจญฺนั้น หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ความผิดต่าง ๆ ของเขาจะถูกลบล้างออกไปเสมือนกับวันที่เขาถูกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาของเขา ด้วยเหตุนี้หลังจากที่อัลลอฮฺตะอาลาทรงทำให้เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากความผิด เพราะความโปรดปรานและความเมตตาจากพระองค์ จึงไม่บังควรที่จะทำให้ใบหน้าของเขาต้องหมองคล้ำด้วยการกลับมากระทำความผิดและความชั่วต่าง ๆ

4.    จะต้องไม่ประกาศหรือโอ้อวดในการไปทำฮัจญฺของเขา เพื่อหวังชื่อเสียงและเกียรติยศ ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจจะต้องปกปิดการกระทำความดีของเขาเท่าที่จะกระทำได้ เพราะกลัวว่าจะเป็นการอวดอ้างหรือจะทำให้การกระทำของเขาไร้ผลไม่ได้รับการตอบแทน การปกปิดการกระทำความดีและไม่เปิดเผยเป็นการบ่งชี้ถึงความบริสุทธิ์ใจของผู้กระทำความดีโดยหวังพระพักตร์ของอัลลอฮฺ มิใช่หวังการกล่าวขวัญของมนุษย์

5.    จะต้องไม่พูดมากเกี่ยวกับความเหน็ดเหนื่อย ความยากลำบาก ความทุกข์ทรมาน และการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  เพราะสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวจะเท่าเทียมกับการอภัยโทษที่เขาได้รับจากอัลลอฮฺ ตะอาลาละหรือ? บรรดาบรรพชนของเรา (สะละฟุศศอและฮฺ) ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม จะไม่พูดถึงความทุกข์ทรมานและความเหน็ดเหนื่อยจากการทำฮัจญฺเลย เพราะความเหน็ดเหนื่อยต่าง ๆ เหล่านั้นพวกเขากระทำไปเพื่อหวังความโปรดปรานจากพระเจ้าของพวกเขา การเสียสละของคนรักเพื่อผู้ที่เขารักนั้น จะไม่นับว่าเป็นการเหน็ดเหนื่อยหรือเป็นการทุกข์ทรมาน

6.    จะต้องแสดงออกซึ่งสัญลักษณ์แห่งความสมถะ ความถูกต้อง ความชอบธรรม ความเคร่งครัดในเรื่องของศาสนา และการยึดมั่นในแนวทางที่เที่ยงธรรม ผู้ใดที่เคยละทิ้งการทำละหมาด หรือไม่ให้ความจริงจังในเรื่องของการทำละหมาด หลังจากได้ไปทำฮัจญฺมาแล้วจะต้องพากเพียรพยายามไปร่วมละหมาดญะมาอะฮฺ ผู้ใดที่ชอบนินทาและติเตียนผู้อื่น จะต้องระงับและหยุดการล่วงละเมิดเกียรติยศและชื่อเสียงของผู้อื่น ผู้ใดที่กินดอกเบี้ยและดื่มหรือเสพของมึนเมาต่าง ๆ จำเป็นต้องเลิกและละทิ้งอย่างเด็ดขาดจากสิ่งต้องห้ามและการทำบาปต่าง ๆ

7.    จะต้องทำอิบาดะฮฺที่เป็นซุนนะฮฺให้มาก ๆ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การทำศ่อดะเกาะฮฺ และ ฯลฯ เพราะสิ่งที่เป็นซุนนะฮฺเหล่านั้นจะช่วยซ่อมแซมความบกพร่องของการทำอิบาดะฮฺที่เป็นฟัรฎู นอกจากนั้นก็ควรหมั่นไปทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺ ถ้าหากมีความสามารถ คือมีสุขภาพสมบูรณ์ และทรัพย์สินเพียงพอ ท่านร่อซูลุลลอฮฺ   ได้กล่าวไว้ว่า

عَنْ عَبْدِ اللهِ قَالَ : قَالَ رَسُولُ اللهِ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم :

 تَابِعُوْا بَيْنَ الحَجِّ وَالْعُمْرَة فَإِنَّهُمَا يَنْفِيَانِ الْفَقْرَ وَالذُّنُوْبَ كَمَايَنْفِي الْكِيْر خَبَثَ الْحَدِيْد وَالذَّهَب وَالْفِضَّة وَلَيْسَ لِلْحَجَّة الْمَبْرُوْرَة ثَوَاب دُوْنَ الْجَنَّة  رواه ابن حبان

ความหมาย “จงทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺอย่างต่อเนื่อง เพราะกิจกรรมทั้งสองจะช่วยขจัดความยากจนและการทำบาป เสมือนกับที่ช่างตีเหล็กจะขจัดกากเหล็ก กากทอง และกากเงิน (ออกจากธาตุแท้ของมัน) ฮัจญฺมับรูรจะไม่มีการตอบแทนใด ๆ นอกจากสวนสวรรค์”  (บันทึกโดยอิบนฺฮิบบาน)



    “จงทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺอย่างต่อเนื่อง” ข้อความนี้มิได้หมายถึงเป็นวายิบ แต่ว่าเป็นเพียงซุนนะฮฺคือชอบให้กระทำได้

    สิ่งที่จะเป็นเครื่องประกันในความปลอดภัยแห่งการดำเนินชีวิตของมุอฺมิน หลังจากได้ประกอบพิธีฮัจญฺหรือก่อนที่จะไปทำฮัจญฺนั้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมุอฺมินกับพระเจ้าของเขาจะต้องเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ซื่อสัตย์ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศรัทธา การทำอิบาดะฮฺ และการดำเนินชีวิตประจำวัน มุอฺมินที่มีสภาพดังกล่าวนี้ อัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงกล่าวยืนยันว่า เขาจะประสบความสำเร็จและรอดพ้นจากการสอบสวนและการลงโทษ พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า



إِنَّ الَّذِيْنَ قَالُوْا رَبُّنَا اللهُ ثُمَّ اسْتَقَامُوا تَتَنَزَّلُ عَلَيْهِمُ الْمَلاَئِكَةُ أَلاَّ تَخَافُوْا وَلاَ تَحْزَنُوْا وَأَبْشِرُوْا بِالْجَنَّةِ الَّتِي كُنْتُمْ تُوْعَدُوْن

ความหมาย  “แท้จริงผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของพวกเรา แล้วพวกเขาก็ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มะลาอิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวกับพวกเขาว่า) พวกท่านอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าสลดใจ แต่จงต้อนรับข่าวดีคือสวนสวรรค์ซึ่งพวกท่านได้ถูกสัญญาไว้” (41:30)

 


ที่มา : หนังสือการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม, อาจารย์อะหมัด สมะดี (เราะหิมะฮุลลอฮฺ)

4.5
Your rating: None Average: 4.5 (2 votes)

สไลด์ชุดที่ 1 : มักกะฮฺนคร, มัสญิดหะรอม, กะอฺบะฮฺ, หินดำ, ซัมซัม

slide1-makkah.pdf

3.666665
Your rating: None Average: 3.7 (3 votes)

สไลด์ชุดที่ 2 : ลักษณะการทำฮัจญฺ, ฏอว้าฟ, สะอยฺ, มินา, อะรอฟะฮฺ, ถ้ำ

slide2-makkah-alhajj.pdf

 

0
Your rating: None

สไลด์ชุดที่ 3 : นครมะดีนะฮฺ, มัสญิดนบี, มัสญิดกุบาอฺ, มัสญิดเฆาะมามะฮฺ, ภูเขาอุฮุด, กุบูร

slide3-madeenah.pdf

0
Your rating: None

ทำไมมุสลิมจึงต้องไปฮัจญฺ

สถานที่: 
ชมรมผู้สูงอายุมุสลิมสันติชน ศิลปวัฒนา
วันที่บรรยาย: 
2.12.06
วันที่อัพ: 
Mon, 28/12/2009 - 13:37
ขนาดไฟล์: 
7.20 mb
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

icon4: 
0
Your rating: None

อัลฮัจญฺ

สถานที่: 
มัสญิดจักรพงษ์ บางลำพู
วันที่บรรยาย: 
17.11.06
วันที่อัพ: 
Mon, 28/12/2009 - 13:47
ขนาดไฟล์: 
14.70 mb
รายละเอียด: 

icon4: 
0
Your rating: None

ฮิกมะฮฺในการประกอบพิธีฮัจญฺ

สถานที่: 
โรงแรมรีเจ้นท์ รามคำแหง
วันที่บรรยาย: 
3.10.10
วันที่อัพ: 
Mon, 04/10/2010 - 06:19
ขนาดไฟล์: 
21.00 mb
ความยาว: 
125 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

การทำอุมเราะฮฺ

หัวข้อเรื่อง: 
การทำอุมเราะฮฺ
สถานที่: 
บ้านทองทา
วันที่บรรยาย: 
26.3.09
วันที่อัพ: 
Wed, 08/04/2009 - 19:06
ขนาดไฟล์: 
18.90 mb
ความยาว: 
107 นาที
รายละเอียด: 

การทำอุมเราะฮฺตามบัญญัติอิสลาม

สไลด์ประกอบการบรรยาย http://picasaweb.google.com/islaminthailand49/104#

icon4: 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

การทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺ

สถานที่: 
โรงแรมรีเจ้นท์ รามคำแหง
วันที่บรรยาย: 
25.9.11
วันที่อัพ: 
Tue, 27/09/2011 - 15:42
ขนาดไฟล์: 
21.00 mb
ความยาว: 
124 นาที
วีดีโอ: 
-
รายละเอียด: 

 

icon4: 
0
Your rating: None

เพื่อให้อุมเราะฮฺของท่านมีรสชาติ 1

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี
แปลโดย อบูอุบัยยฺ นาแซ
1. ในระหว่างที่เตรียมตัวเดินทาง พึงจุดไฟแห่งความคิดถึงในหัวใจ 
 
ให้รู้สึกห่วงกังวลว่าอาจจะเสียชีวิตก่อนเดินทาง อาจจะพลาดผลบุญครั้งสำคัญแห่งชีวิตก็ได้ เพียรศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความประเสริฐของการทำอุมเราะฮฺ รวมถึงผลบุญและการตอบแทนของการละหมาดที่มัสญิดอัลหะรอมและมัสญิดนบี  พึงรำลึกถึงการเรียกร้องของท่านนบีอิบรอฮีมยังมนุษยชาติเพื่อไปประกอบพิธีฮัจญฺที่นครมักกะฮฺ ให้หัวใจของเราหมั่นกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ (ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ ) ให้นึกถึงคำพูดของนบีมูซาที่อัลลอฮฺได้ทรงเล่าไว้ในอัลกุรอานว่า
﴿ وَعَجِلْتُ إِلَيْكَ رَبِّ لِتَرْضَى ﴾ سورةطه 80
ความหมาย “และข้าพระองค์ได้รีบเร่งมายังพระองค์เท่านั้น โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ก็เพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัยเท่านั้น" ให้คำพูดนี้เป็นคติพจน์ของท่านในการทำฮัจญฺและอุมเราะฮฺ 
 
2. ในระหว่างการเตรียมเสบียงสิ่งของเพื่อเดินทาง ให้เตรียมเสบียงแห่งความศรัทธา 
 
คือความตักวา ความยำเกรง ความอิคลาศ (บริสุทธิ์ใจ) ว่าเป้าหมายการเดินทางนี้มิใช่เพื่อใครหรือสิ่งใดทั้งสิ้นแต่เพื่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น สร้างความเชื่อมั่นและหวังในความเมตตาและการตอบแทนจากอัลลอฮฺตะอาลา และอย่าได้ลืมเสบียงแห่งจิตวิญญาณนั่นคือซิกรุลลอฮฺ (การรำลึกถึงอัลลอฮฺ) และการคิดถึงโลกอาคิเราะฮฺ ไม่ยึดติดหรือผูกพันอยู่กับดุนยา เพราะจิตวิญญาณจะอ่อนแอหากขาดซิกรุลลอฮฺ และจิตวิญญาณจะไม่ก้าวไปข้างหน้า หากมัวแต่พะวงหลงอยู่กับดุนยา
 
3. ให้หัวใจของท่านชุ่มชื่นด้วยเหนียตที่ยิ่งใหญ่ เหนียตที่ทำให้ทุกส่วนของร่างกายต้องเตรียมพร้อม 
 
นั่นคือท่านต้องเหนียต(ตั้งเจตนา)ว่าอุมเราะฮฺนี้กระทำเพื่อให้ชีวิตและจิตใจสะอาด บริสุทธิ์จากความสกปรก ความอาฆาตพยาบาท ความหลงใหลในดุนยา และเพื่อให้สมุดบันทึกของท่านสะอาด ปราศจากบาปและมลทิน เพื่อเตรียมตัวไปพบกับจุดจบของท่าน เตรียมตัวไปพบอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา หลังจากก้าวสุดท้ายของท่านในการเฏาะวาฟวิดาอฺ(อำลา)  และก่อนเดินทางก็ให้อำลาครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และที่สำคัญคืออย่าคิดว่าจะได้กลับมาอย่างแน่นอน
 
4. พึงรำลึกถึงเส้นทางสู่โลกอาคิเราะฮฺ เส้นทางสู่สรวงสวรรค์ เส้นทางแห่งการรอดพ้นจากไฟนรก ในทุกย่างก้าวของการเดินทาง
 
ในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรืออากาศ ให้รำลึกอยู่เสมอว่าทุกย่างก้าวนั้นเปรียบเสมือนการก้าวไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ ทุกก้าวเดินพร้อมคำกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ(ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ) คือทุกย่างก้าวในการเชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮฺและรอซูล ให้เรารำลึกถึงภาคผลการตอบแทนในทุกก้าวที่เดินทางด้วยการระลึกถึงพระองค์ 
 
ตลอดการเดินทางให้รักษาน้ำละหมาด อยู่กับคนดีคนศอและหฺ ดูและทำตามอะมั้ล(การกระทำ)ของพวกเขาเหล่านั้น พร้อมๆกับการละสายตาจากความสวยงามของโลกดุนยาแม้ว่าจะเป็นสิ่งหะล้าลก็ตาม สรุปคือให้ละทิ้งจากทุกสิ่งที่เกินความพอดีทั้งการมอง อาหาร การนอน การพูด หรือการคลุกคลีกับมนุษย์ 
 
5. เมื่อจะครองเอียะหฺรอมที่จุดมีกอต  ให้นึกถึงผ้ากะฝั่น(ห่อศพ) นึกถึงความตาย นึกถึงการคิดบัญชี 
 
และในขณะกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ พึงระลึกอยู่เสมอว่า “ถ้าอุมเราะฮฺหรือฮัจญฺของเราไม่ถูกตอบรับเล่า?”  ดังนั้นจึงต้องระวังทุกก้าว โดยเฉพาะการเริ่มต้นนั่นคือการครองเอียะหฺรอม ถ้าเริ่มดี เริ่มถูก อินชาอัลลอฮฺผลสุดท้ายก็จะดีด้วย ฉะนั้นจงครองเอียะหฺรอมด้วยความอิคลาศจนสุดความสามารถของท่าน อย่าให้ในหัวใจมีสิ่งอื่นขณะครองเอียะหฺรอมนอกจากพระองค์ 
 
ขณะครองเอียะหฺรอมให้ตระหนักว่า อัลลอฮฺทรงเป็นผู้บัญญัติกรอบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ดังนั้นขณะที่ยืนอยู่ที่มีกอต ก็ให้สัญญากับอัลลอฮฺว่าเราอยู่ในกรอบของพระองค์ ไม่ฝ่าฝืนข้อห้ามของพระองค์ และปฎิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ ให้คิดเสียว่า ชีวิตดุนยาก็เปรียบเสมือนกับมีกอตที่เราต้องรักษาขอบเขตและหลักการต่างๆอย่างเคร่งครัด
 
จากนั้นให้ขยันกล่าวอัตตัลบิยะฮฺ (ลับบัยกัลลอฮุมมะลับบัยกะ) พร้อมกับตระหนักถึงความหมายนั่นคือการตอบรับคำเรียกร้องของพระผู้เป็นเจ้า ให้รู้สึกว่าอัตตัลบิยะฮฺนี้คือคำมั่นสัญญาของเราว่าจะตอบรับ นอบน้อม ก้มหัวต่อพระผู้อภิบาลเพียงพระองค์เดียว นั่นคือการเป็นมุสลิมหรือผู้ภักดีต่ออัลลอฮฺนั่นเอง
 
ครั้นเมื่อเห็นเมืองมักกะฮฺแล้วให้เตรียมตัวเตรียมใจที่จะเห็นมัสญิดหะรอมและกะอฺบะฮฺ และเมื่อเห็นกะอฺบะฮฺแล้ว ให้รู้สึกว่าท่านอยู่ ณ อัลลอฮฺ อยู่ในบ้านของพระองค์อันทรงเกียรติทรงศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง และท่านขอพระอนุญาตเพื่อเข้าบ้านของพระองค์ และท่านจงเป็นบุคคลที่นบีอิบรอฮีมได้ดุอาอฺไว้ว่าเป็นหนึ่งในมนุษย์ที่อัลลอฮฺทรงเลือกให้มีหัวใจที่คิดถึงบ้านของพระองค์ และเมื่อเห็นมัสญิดหะรอมและกะอฺบะฮฺแล้วให้ท่านดึงความรู้สึกรักและคิดถึงการพบเจอพระองค์มาไว้ในหัวใจ ให้รู้สึกถึงเกียรติอันใหญ่หลวงที่พระองค์กำลังมอบให้ท่านซึ่งกำลังยืนอยู่ในบ้านในอ้อมกอดของพระองค์ 
 
ขณะเดียวกันก็ขอให้ท่านระลึกถึงความน่ากลัว ความโกลาหลของวันกิยามะฮฺ และนึกถึงสถานการณ์ที่พระองค์จะเสด็จมาพร้อมด้วยพระบัลลังค์ และบรรดามลาอิกะฮฺของพระองค์ ให้ท่านรู้สึกว่า ณ ตอนนั้นท่านจะเป็นอย่างไร ท่านจะเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ที่มีเกียรติของอัลลอฮฺหรือเป็นผู้หนึ่งที่จะฟื้นคืนชีพพร้อมกับคนชั่วและมัคลูกที่ต้อยต่ำ
 
6. ในขณะเฏาะวาฟและสะแอให้รู้สึกภายในหัวใจของท่านซึ่งความยำเกรง ความเคารพ ความให้เกียรติต่อสถานที่และสภาพที่ท่านกำลังปฏิบัติอยู่ 
 
เพราะอัลลอฮฺกำลังทรงมองยังหัวใจ การงาน การเฏาะวาฟ การสะแอของท่าน ให้ทุกย่างก้าวเป็นก้าวแห่งความทรงจำ ก้าวเท้าสั้นๆผลบุญจะได้เพิ่มพูน ให้ทุกการยกเท้าและวางเท้ามีความหมาย 
ในระหว่างที่ท่านเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งให้นึกถึงว่าสถานที่เหล่านี้เคยถูกเยือน ถูกย่ำ ถูกเดิน ถูกเฏาะวาฟ ถูกสะแอโดยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครอบครัวของท่าน ตลอดจนวีรบุรุษของอิสลามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเศาะฮาบะฮฺ ตาบิอีนและบรรดาบรรพชนที่เราเคยได้ฟังเรื่องราวดีๆของพวกเขา บนเนินเขาเศาะฟานั้นท่านนบีเคยขึ้นไปกล่าวตักเตือนกลุ่มชนของท่าน และรอบๆ กะอฺบะฮฺก็เป็นสถานที่ที่มีเหตุการณ์สำคัญๆมากมายเกิดขึ้น บทบาทของท่านนบีทั้งในด้านการดะอฺวะฮฺ เผยแพร่สัจธรรมความจริง การต่อสู้กับความเท็จ ล้วนเริ่มต้นจากสถานที่แห่งนี้  และในทุกๆที่ที่ท่านไปก็ให้รำลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ณ สถานที่แห่งนั้น เช่น เมืองมะดีนะฮ
 
  เมื่อสัมผัสหรือจูบหินดำหรือทำสัญลักษณ์ด้วยมือ ให้รำลึกถึงคำสัญญามั่นหรือสัตยาบันของท่านต่ออัลลอฮฺ(ที่จะเป็นคนดีของพระองค์) และให้สำนึกว่าการจูบหรือสัมผัสหินดำนั้น เปรียบเสมือนการเชื่อฟังอย่างไร้ข้อกังขา เปรียบเช่นการนอบน้อมต่ออัลลอฮฺอย่างสิโรราบเพราะเรารู้ว่าหินดำไม่สามารถที่จะมีคุณมีโทษต่อเราได้เพราะเป็นหิน แต่เมื่อเป็นพระบัญชาของพระองค์แล้ว เรายินยอม ยอมรับ ยอมปฎิบัติอย่างไร้ข้อสงสัย ไม่เอาปัญญาของเรามาคิดเองให้อยู่เหนือคำสั่งของพระองค์
 
  และพึงระมัดระวังทุกๆการกระทำของท่านในระหว่างนี้ มิเช่นนั้นการงานของท่านอาจจะถูกปฏิเสธจากพระองค์ ในขณะที่การงานของคนอื่นรอบๆท่านถูกตอบรับ ซึ่งถือเป็นการขาดทุนที่ประเมินค่ามิได้เลย
 
  ในระหว่างเฏาะวาฟก็เช่นเดียวกัน ท่านจงรำลึกว่า มีบัยตุลมะอฺมูรบนชั้นฟ้าตรงกับอัลกะอฺบะฮฺที่บรรดามีมลาอิกะฮฺกำลังเฏาะวาฟ และเข้าไปข้างในโดยไม่ออกมาหรือหยุดพัก ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ตราบจนวันกิยามะฮฺ และให้รู้สึกว่าการเฏาะวาฟของมนุษย์เป็นเสมือนตัวอย่างหนึ่งที่บรรดามัคลูกทั้งหลายต้องยอมสยบต่อพระอำนาจของอัลลอฮฺและต้องพึ่งพาพระองค์เพียงองค์เดียว
 
ในขณะเฏาะวาฟ จงดุอาอฺให้มากๆ ซิกรุลลอฮฺให้เยอะๆ หรือจะอ่านอัลกุรอ่านก็ได้ ในทัศนะของข้าพเจ้า การดุอาอฺ การอ้อนวอน วิงวอนขอพรต่ออัลลอฮฺถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดขณะเฏาะวาฟ เนื่องจากมีรายงานว่าท่านนบีได้ดุอาอฺระหว่างการเฏาะวาฟจากมุมอัลยะมานียฺถึงมุมหินดำด้วยสำนวนว่า
 
 (رَبَّنَا آَتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الْآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ)
คำอ่าน ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา ฮะซะนะฮฺ วะฟิลอาคิเราะติฮะซะนะฮฺ วะกินา อะซาบันนาร
ความหมาย โอ้พระเจ้าของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเรา ซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในอาคิเราะฮฺ และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด
 
โดยไม่มีรายงานอื่นที่มีน้ำหนักว่าท่านนบีได้กล่าวอย่างอื่น จึงเป็นหลักฐานว่าการดุอาอฺในขณะที่เฏาะวาฟนั้นเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้ทำอย่างยิ่ง ท่านนบีก็เคยกล่าวว่า การดุอาอฺนั้นก็คือการทำอิบาดะฮฺนั่นเอง ดังนั้นให้เราขยันขันแข็งขอดุอาอฺในขณะเฏาะวาฟ ในขณะเฏาะวาฟให้ท่านรู้สึกว่าท่านกำลังเฏาะวาฟรอบพระบัลงค์ของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา กำลังขอและหวังในพระเมตตา ความพอพระทัยและการตอบรับจากพระองค์
 
ให้ท่านจินตนาการถึงการชุมนุมของมลาอิกะฮฺรอบๆ บัลลังค์ของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ วันที่มัคลู้กทั้งหลายต่างมาชุมนุมกัน ไม่มีใครกล้าออกเสียงใดๆ มีแต่ความเงียบ ซึ่งสภาพของการเฏาะวาฟก็ไม่ต่างไปจากนี้
และภาพที่หาดูยากขณะที่เฏาะวาฟคือภาพที่มนุษยชาติต่างมุ่งสู่อัลลอฮฺ มีแต่เสียงดุอาอฺพึมพำอ้อนวอนวิงวอน เสียงซิกรุลลอฮฺ สรรเสริญพระองค์ ในสภาพเช่นนี้ลองจินตนาการดูว่าหากท่านสามารถที่จะฟังเสียงของบรรดามัคลู้กที่อยู่ในโลกที่กำลังสรรเสริญพระองค์ มันจะเป็นอย่างไร
 
﴿ سَبِّحُ لَهُ السَّمَوَاتُ السَّبْعُ وَالْأَرْضُ وَمَنْ فِيهِنَّ وَإِنْ مِنْ شَيْءٍ إِلَّا يُسَبِّحُ بِحَمْدِهِ وَلَكِنْ لَا تَفْقَهُونَ تَسْبِيحَهُمْ ﴾ الإسراء 44
ความหมาย ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินและที่อยู่ในนั้นสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์ และไม่มีสิ่งใดเว้นแต่จะสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ แต่ว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำสดุดีของพวกเขา
   
 

*แปลและเรียบเรียงจาก البَوَارِقُ المَرْعِيَّةُ المَرْئِيَّةُ في العُمْرَةِ المَرْضِيَّة ومناسك الحج العلية ، رضا أحمد صمدي - حفظه الله 

 
 
5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)

เพื่อให้อุมเราะฮฺของท่านมีรสชาติ 2

เชคริฎอ อะหมัด สมะดี
แปลโดย อบูอุบัยยฺ นาแซ
7. ในขณะที่จะดื่มน้ำซัมซัมจงเตรียมเหนียตให้ดี
 
ในขณะที่จะดื่มน้ำซัมซัม (เมื่อเสร็จจากการเฏาะวาฟ และละหมาดซุนนะฮฺ 2 ร็อกอะฮฺแล้ว) จงเตรียมเหนียตให้ดี ก่อนที่จะดื่มน้ำด้วยสภาพของคนที่หิวกระหาย และให้รู้สึกว่าฉันดื่มน้ำซัมซัมนี้(นอกจากเป็นการปฎิบัติตามซุนนะฮฺแล้ว)ก็เพื่อที่จะได้ชำระมลทินต่างๆออกจากจิตใจของฉัน และเพื่อขจัดสิ่งที่จะขัดขวางฉันจากความเข้าใจในคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺและรอซูลที่อยู่ในอัลกุรอ่านและอัซซุนนะฮฺ พร้อมดุอาอฺ 
(( اللَّهُمَّ قَوِّ حَفْظِيْ ، وَسَدِّدْ فَهْمِيْ ،وَارْزُقْنِي الْإِصَابَةَ فِي اجْتِهَادِيْ ، وَأَعْلِ هِمَّتِيْ وَأَمْضِ عَزْمِيْ ،
 وَسَهِّلْ عَلَيَّ الْعِبَادَة وَحَبِّبْهَا إِلَى قَلْبِيْ يَا أَرْحَمَ الرَّاحِمِيْنَ )) .
ความหมาย โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดทรงทำให้ความจำของฉันดี โปรดทรงทำให้ความรู้ความเข้าใจในศาสนาของบ่าวนั้นถูกต้องแม่นยำ  และโปรดประทานความถูกต้องแก่การอิจติฮาดของฉัน(การวินิจฉัยประเด็นศาสนา)  ให้ฉันได้มีกำลังใจที่สูงส่ง(ที่จะเป็นบ่าวที่ดีและรับใช้ศาสนาของพระองค์)  ให้ทรงช่วยฉัน อำนวยความสะดวกให้ฉันได้ปฏิบัติอิบาดะฮฺ และให้หัวใจของฉันรักการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ โอ้พระผู้ทรงเมตตาปราณี
 
8. เมื่อท่านเดินขึ้นภูเขาเศาะฟา ให้นึกถึงการขึ้นเขาเศาะฟาของท่านนบี 
 
และจงกล่าวว่า เราจะเริ่ม(การสะแอ)ตามที่อัลลอฮฺได้(สั่งให้)เริ่ม โดยเหนียตทำตามที่อัลลอฮฺและรอซูลสั่งใช้ และจงระลึกถึงเหตุการณ์ที่ท่านหญิงฮาญัร(ภรรยานบีอิบรอฮีม)ได้ขึ้นเขาเศาะฟาและเดินไปเดินมาระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮฺ (สะแอ)  หรือให้ระลึกว่าการสะแอนี้ก็เปรียบเสมือนการเดินทางของมนุษย์จากโลกดุนยาสู่โลกอาคิเราะฮฺ หรือเปรียบเสมือนการเดินทางกลับไปสู่สรวงสวรรค์ที่มนุษย์ถูกขับออกมาและหวังว่าจะได้กลับเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคนที่จะได้กลับเข้าไปสู่สวรรค์คือคนที่สามารถเดินทางถึงเป้าหมายด้วยความมั่นคงสมบูรณ์ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง การสะแอจำนวนเจ็ดรอบระหว่างภูเขาทั้งสองก็เปรียบเสมือนระดับวัยต่างๆของมนุษย์ ตั้งแต่แบเบาะในเปล เข้าวัยเด็ก ผ่านร้อนผ่านหนาว เข้าสู่วัยรุ่น วัยหนุ่มที่อาจขาดความรู้และดื้อรั้น ล่วงเข้าวัยฉกรรจ์ที่เข้มแข็ง จนถึงวัยแก่เฒ่า กระทั่งเป็นศพในหลุมดิน จากนั้นก็จะไปสู่สวรรค์หรือนรก เราขอพระองค์ทรงประทานจุดจบที่ดีและสวยงามแก่เราด้วยเทอญ
 
9. เมื่อจะโกนหรือตัดผม(หลังเสร็จสิ้นการสะแอ) ให้รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยและอ่อนแอต่ออัลลอฮฺ 
 
ให้สัญญาต่ออัลลอฮฺอย่างจริงใจในขณะที่เส้นผมของท่านถูกโกนหรือตัดออกไปทีละเส้นๆ ว่าท่านจะยืนหยัดในการเป็นบ่าวของพระองค์ ในขณะที่ท่านก้มหัวเพื่อโกนหรือตัดผมก็ให้รู้สึกว่าท่านยอมสยบที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัย ให้ตระหนักว่าท่านจะยอมก้มหัวแด่พระผู้อภิบาลพระองค์เดียวเท่านั้น
 
10. ในการเฏาะวาฟวิดาอฺ จงตระเตรียมพละกำลังที่ท่านมีเพื่ออำลาบ้านของอัลลอฮฺ 
 
เฎาะวาฟวิดาอฺนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก การที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะตอบรับอิบาดะฮฺของท่านทั้งหมดที่ทำมาจะปรากฏให้เห็นในช่วงเวลานี้ ท่านจะรู้สึกและรับรู้ได้เอง ดังนั้นจงเพียรพยายามอยู่โดยลำพัง เพื่อพินิจพิจารณาการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่ผ่านมา จงขยันดุอาอฺ อ้อนวอน วิงวอน และหวังในการตอบรับของพระองค์ ให้หัวใจมีความรู้สึกสองอย่างพร้อมๆ กัน นั่นคือเป็นห่วง ว้าวุ่นและกังวลว่าการงานของเราจะถูกตอบรับหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็คิดดีต่ออัลลอฮฺ หวังในพระเมตตาและการตอบรับจากพระองค์ โดยไม่คิดในแง่ร้ายต่อพระองค์โดยเด็ดขาด
 
11. ให้ละจากสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ทั้งกาย วาจา หรือใจ ในทุกสภาพและทุกวาระของการทำฮัจญฺหรืออุมเราะฮฺ 
 
จงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการกระทำ คำพูด หรือแม้แต่ความคิดถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ภารกิจของอิบาดะฮฺนี้ จงละทิ้งสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ก่อประโยชน์ใดๆ แก่ตัวท่าน 
ให้ลิ้นของท่านอยู่กับการซิกรุลลอฮฺ ระลึกถึง วิงวอน ขอพร ดุอาอฺต่อพระองค์ตลอดเวลา อย่าบ่นหรือแสดงอาการไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถติด คนแน่น อากาศร้อน อาหารไม่ถูกปาก หิว กระหาย โดนคนอื่นเอาเปรียบหรือแก่งแย่งต่างๆ หรืออะไรอื่นๆทำนองนี้
 
จงขยันตรวจสอบตนเอง เตาบัต กลับเนื้อกลับตัว ขออภัยโทษ สำนึกและรู้สึกผิดในสิ่งที่ผ่านมา
 
มีตัวอย่างจากบรรดาสลัฟ(บรรพชนยุคแรก)บางท่าน ที่จะถือถุงหรือภาชนะไว้ ถ้าวันใดที่เขารู้สึกว่าตนเองไม่ทำบาปหรือไม่โอ้อวดหรือทำสิ่งที่ไร้สาระ เขาจะนำเมล็ดหรือก้อนหินเล็กๆใส่ถุง จุดประสงค์คือเพื่อจะให้เห็นว่าวันที่เราปลอดภัยจากการกระทำสิ่งเหล่านี้ช่างน้อยเหลือเกิน ไม่อาจจะเป็นผลงานที่จะนำไปพบอัลลอฮฺได้เลย 
 
ตัวอย่างเช่นนี้เราเองก็สามารถทำได้ หากเราจะทำภารกิจอุมเราะฮฺสัก 15 วัน ก็เตรียมเมล็ดหรือเม็ดอะไรก็ได้ 15 เมล็ด วันไหนที่รู้สึกว่าเราเริ่มต้นวันโดยไม่ได้ทำบาป ไม่ได้โอ้อวด ไม่ได้ทำสิ่งที่ไร้สาระหรือบกพร่องใดๆ ก็นำเมล็ดหนึ่งใส่ลงไปในถุง แต่ถ้าเมื่อเวลาผ่านไปยังไม่ครบวันแล้วรู้สึกว่าได้ทำอะไรบางอย่างข้างต้น ก็ให้ทิ้งเม็ดที่อยู่ในถุง และให้สำนึกว่าวันนี้ท่านพลาดไปแล้ว อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะพลาดโดยตั้งใจหรือพลั้งเผลอก็อย่าได้หมดกำลังใจหรือท้อแท้ แต่ให้เตาบัตตัว สำนึกผิดและเริ่มต้นใหม่ด้วยความดี หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงเมตตา
 
ที่สำคัญหลังจากทำอุมเราะฮฺหรือฮัจญฺแล้วก็ให้รู้สึกหวั่นใจหรือห่วงกังวลว่าอัลลอฮฺจะรับการงานของเราหรือไม่ นั่นคือต้องไม่ตะกับบุร มั่นใจในตนเองว่าฮัจญฺหรืออุมเราะฮฺของเรา อัลลอฮฺต้องรับแน่ๆไม่ต้องกลัว ต้องไม่ให้มีความรู้สึกเช่นนี้ในหัวใจ แต่ให้รู้สึกกังวลพร้อมกับความหวังในพระเมตตาของพระองค์ 
 
อีกประการคือต้องระมัดระวังเรื่องการเล่า พูดคุยเล่น คุยโม้โอ้อวดอิบาดะฮฺของเรา (เกรงว่าจะเกิดการโอ้อวดหรือตะกับบุร) ให้ระลึกอยู่เสมอว่า
 
﴿ قُلْ إِنَّ صَلَاتِي وَنُسُكِي وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِي لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ ﴾ (162) الأنعام
ความหมาย (มุฮัมมัด) จงกล่าวเถิด แท้จริงการละหมาดของฉัน พิธีกรรมของฉัน การมีชีวิตของฉัน และการตายของฉัน เพื่ออัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
 
หมั่นตรวจสอบตัวของท่าน อิบาดะฮฺของท่านที่ได้ทำมา ว่าถูกต้องบริสุทธิ์ใจมากน้อยแค่ไหน และคอยแก้ไขปรับปรุงอะมั้ลของท่านอยู่เสมอ (นี่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของผู้ที่อุมเราะฮฺหรือฮัจญฺของเขาถูกตอบรับ)
และเมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน ได้พบปะครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงแล้ว ก็อย่าลืมกะอฺบะฮฺเป็นอันขาด อย่าแม้แต่จะหยุดคิดถึงมัสญิดอัลหะรอม หมั่นตรวจสอบจิตใจ สร้างความรู้สึกคิดถึง อยากมุ่งไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธ์เหล่านั้น หวังว่าเราทุกคนจะอยู่ในดุอาอฺที่ท่านนบีอิบรอฮีมได้กล่าวว่า
 
﴿ رَبَّنَا إِنِّي أَسْكَنْتُ مِنْ ذُرِّيَّتِي بِوَادٍ غَيْرِ ذِي زَرْعٍ عِنْدَ بَيْتِكَ الْمُحَرَّمِ رَبَّنَا لِيُقِيمُوا الصَّلَاةَ فَاجْعَلْ أَفْئِدَةً مِنَ النَّاسِ تَهْوِي إِلَيْهِمْ ...﴾ (37) سورة الإبراهيم
ความหมาย โอ้พระเจ้าของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าพระองค์พำนักอยู่ ณ ที่ราบลุ่มนี้โดยไม่มีพืชผลใดๆ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านอันเป็นเขตหวงห้ามของพระองค์ โอ้พระเจ้าของเรา เพื่อให้พวกเขาดำรงการละหมาด ขอพระองค์ทรงให้จิตใจจากปวงมนุษย์มุ่งไปยังพวกเขา..
 
 
--- ดาวน์โหลดเอกสาร umrah.pdf ---
 

*แปลและเรียบเรียงจาก البَوَارِقُ المَرْعِيَّةُ المَرْئِيَّةُ في العُمْرَةِ المَرْضِيَّة ومناسك الحج العلية ، رضا أحمد صمدي - حفظه الله

 
 
 
0
Your rating: None